นอสตราดามุส

ภาคชีวประวัติ

 

1. ชาติกำเนิด

            มิเชล เดอ นอสเตรอดัม (Michel de Nostredame) ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามจากชาวโลกว่าเป็น  ราชาโหรโลก”  นี้โดยทั่วไปผู้คนรู้จักเขาในชื่อที่เป็นภาษาละตินว่า นอสตราดามุส”  (NOSTRADAMUS) เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.. 1503 ตามแบบปฏิทินจูเลียนโบราณ  ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ธันวาคม ค.. 1503  ตามแบบปฏิทินเกรกอเรียน บ้านเกิดอยู่ที่  แซงต์  เรมี  เดอ โปรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส

            แต่เดิมมีผู้เข้าใจว่าตระกูลของนอสตราดามุสสืบเชื้อสายมาจากขุนนางแพทย์ชาวอิตาเลียนเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนักของ พระเจ้าเรอเนแห่งอังจู แต่ความจริงแล้ว ตระกูลของนอสตราดามุสไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากขุนนางแพทย์อย่างที่เคยกล่าวอ้างนั้นแต่อย่างใด ทว่าสืบทอดเชื้อสายมาจากตระกูลสามัญชนชาวเมืองอาวิยอง

            จากหลักฐานที่ได้จากการค้นคว้าและวิจัยพบว่า ปู่ของนอสตราดามุส มีชื่อว่า ปีโรต์หรือปีแอร์ เดอ นอสเตรอดัม  ซึ่งประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายข้าวผู้มีฐานะมั่งคั่ง  และได้แต่งงานกับหญิงสาวนอกศาสนายิวคนหนึ่งชื่อบลังช์  ต่อมานายปีแอร์ เดอ นอสเตรอดัมผู้นี้มีบุตรกับนางบลังช์คนหนึ่งชื่อ จูมหรือจาคส์ ซึ่งก็คือบิดาของนอสตราดามุสนี่เอง นายจาคส์ได้ย้ายที่อยู่จากเมืองอาวิยองไปอยู่ที่เมือง  แซงต์ เรมี เดอ โปรวองซ์ ในปี ค.. 1495     หลังจากย้ายมาอยู่ในที่แห่งใหม่นี้แล้ว นายจ๊าคศ์ได้เลิกประกอบกิจการค้าข้าว โดยเด็ดขาด และได้แต่งงานอยู่กินกับ   นางเรนีร์ เดอ แซงต์ เรมี  หลานสาว ของนายแพทย์ผู้หนึ่งซึ่งเปลี่ยนอาชีพจากแพทย์มาเป็นนายอากร

            เมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.. 1501 พระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส  ทรงมีพระบรมราชโองการป่าวประกาศ บังคับชาวยิวทุกคนให้เปลี่ยนศาสนาเดิมมานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก  ซึ่งถ้าหากชาวยิวผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม พระบรมราชโองการนี้ ก็จะต้องอพยพโยกย้ายออกจากมณฑลโปรวองซ์ภายในสามเดือน ก่อนหน้านี้ คือในปี ค.. 1458 หลังจากพระเจ้าหลุยส์แห่งอารากองสิ้นพระชนม์ ทั้งมณฑลโปรวองซ์และมณฑลแม็ง ได้ตกอยู่ในอำนาจ การปกครองของกษัตริย์ฝรั่งเศส

            เมื่อพระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศสทรงมีพระบรมราชโองการประกาศออกมาเช่นนี้   ครอบครัวของนอสตราดามุสจึงจำใจต้องเปลี่ยนศาสนาจากยูดายเป็นคาทอลิกอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงใด ๆ ได้ มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า เมื่อปี ค.. 1512 ซึ่งเป็นตอนที่นอสตราดามุสยังอยู่ในเยาว์วัย มีอายุเพียง  9 ขวบ บิดามารดาของเขามีชื่ออยู่ในบัญชีของผู้เปลี่ยนศาสนาอื่นมานับถือคริสต์นิกายคาทอลิก

            ผู้ที่ต้องการจะถอดข้อความในคำทำนายของนอสตราดามุสอย่างน้อยจะต้องตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่า นอสตราดามุสมีพื้นเพสืบเชื้อสายมาจากยิว เพราะเป็นที่แน่นอนว่าเขาได้รับอิทธิพลจากการที่ได้เคยอ่านตำรับตำราไสยศาสตร์ของพวกยิว

            ยิ่งไปกว่านั้น นักเขียนชีวประวัติหลายต่อหลายคนยังอ้างด้วยว่า             ตระกูลของนอสตราดามุสสืบเชื้อสายมาจากยิวโบราณเผ่าอิสซาการ์   ซึ่งเป็นพวกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์มาก  สามารถตีความปรากฏการณ์ ธรรมชาติต่าง ๆ ที่ปรากฏบนท้องฟ้าได้ โจเซฟุสนักประวัติศาสตร์ชาวยิวเคยกล่าวถึงยิวเผ่าอิสซาการ์นี้ว่า เป็นพวก ที่สามารถหยั่งรู้สิ่งทั้งหลายซึ่งจะอุบัติขึ้นในอนาคตได้

            นอสตราดามุสเป็นบุตรคนโตของครอบครัว มีน้องเกิดร่วมท้องอีก   4 คน  คือ เบอร์ทรันต์, เฮ็กโตร์, อังตวง และ ฌอง เราไม่สามารถค้นหาประวัติละเอียดของ เบอร์ทรันต์,เฮ็กโตร์ และอังตวงได้ แต่สำหรับคนที่ชื่อ ฌอง   พอค้นหาประวัติได้ว่าเป็นนักประพันธ์และนักวิจารณ์เพลงพื้นเมืองของมณฑลโปรวองซ์ ต่อมาได้เล่นการเมืองและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน  ราษฎรของมณฑลโปรวองซ์

2. การศึกษาในปฐมวัย

            แววอัจฉริยะของนอสตราดามุส  ได้ฉายออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดตั้งแต่เยาว์วัยเลยทีเดียว การศึกษาในปฐมวัยของเขาเริ่มต้นที่บ้านก่อน โดยมีปู่เป็นผู้สอนความรู้เบื้องต้นของวิชาภาษาละติน ภาษากรีก ภาษาฮิบรู คณิตศาสตร์และโหราศาสตร์ให้ ในสมัยนั้น นอสตราดามุสเรียกวิชาโหราศาสตร์  นี้ว่า นภศาสตร์” (Celestial Science)

            เมื่อปู่ถึงแก่กรรมแล้ว   นอสตราดามุสได้ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านกับบิดา มารดา  แต่การศึกษาก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป   โดยคราวนี้มีตาเป็นผู้สอนให้   ต่อมาถูกส่งให้ไปเรียนต่อที่เมืองอาวิยอง โดยได้ไปพักอยู่กับญาติ ๆ ซึ่งยังมีอยู่ในเมืองนั้น

            นอสตราดามุสให้ความสนใจในวิชาโหราศาสตร์มากเป็นพิเศษ จนเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่เพื่อนฝูงที่เรียนอยู่ด้วยกัน พวกเพื่อน ๆ ถึงกับขนานนามให้เขากว่า โหรน้อย”  นอกจากนั้นนอสตราดามุส ยังสนับสนุนทฤษฎีของ โคเปอร์นิคัส ที่กล่าวว่าโลกกลม และหมุนรอบดวงอาทิตย์อีกด้วย ซึ่งความเชื่อนี้ยังผลให้กาลิเลโอถูกฝ่ายศาสนจักรคาทอลิกนำตัวไปประหารชีวิต ในอีกร้อยปีต่อมา

 


3. ศึกษาแพทยศาสตร์

ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

            การเป็น โหรน้อยของนอสตราดามุส  ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงให้แก่บิดามารดาของเขา  ด้วยว่าในยุคนั้นฝ่ายศาสนจักรคาทอลิก ได้ทำการปราบปรามผู้ที่ประพฤตินอกรีตนอกรอยคำสั่งสอนของศาสนาคริสต์ โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการฝ่ายศาสนจักรเพื่อทำหน้าที่สอบสวน  และทำการลงโทษผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้ขึ้น

            ด้วยเหตุที่ครอบครัวของนอสตราดามุสมีภูมิหลังเป็นยิว  คณะกรรมการฝ่ายศาสนจักรจึงน่าที่จะจับตามอง  เพื่อจับผิดมากเป็นพิเศษกว่าคนเผ่าอื่น  ดังนั้น   เพื่อป้องกันอันตรายให้แก่บุตร ซึ่งอาจถูกกล่าวหาจากฝ่ายศาสนจักรได้  บิดามารดาจึงตัดสินใจส่งนอสตราดามุสไปศึกษาวิชาการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย เมื่อ ค.. 1522 มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านวิชาการแพทย์รองลงมาจากมหาวิทยาลัยปารีส ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.. 1376 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแห่งนี้ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งอังจู ให้นำศพนักโทษประหารมาชำแหละเพื่อวิจัยทางการแพทย์ได้เป็นกรณีพิเศษ                       

            ขณะเริ่มเข้ามาศึกษาวิชาการแพทย์นี้   นอสตราดามุสมีอายุ  19 ปี  เขาใช้เวลาศึกษาอยู่เพียง 3 ปี ก็สามารถสำเร็จปริญญาตรีทางด้านการแพทย์อย่างง่ายดายเป็นประวัติการณ์  ซึ่งแสดงว่าเขาเป็นอัจฉริยะมีความเฉลียวฉลาดมากเป็นพิเศษกว่าบุคคลอื่น

            จากบันทึกต่าง ๆ ที่รวบรวมมาได้จากหลาย ๆ แหล่ง  มีรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการสอบไล่ปีสุดท้ายในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย   ซึ่งสำแดงว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีระบบการสอบที่ยากมาก โดยเริ่มสอบกันตั้งแต่แปดโมงเช้าเรื่อยไปจนถึงเที่ยงวัน

            นักศึกษาผู้เข้าสอบจะถูกบรรดาศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยซักไซ้ไล่เลียงเพื่อตะล่อมให้จนมุม ซึ่งนักศึกษาจะต้องตอบข้อซักถามนั้น ๆ  ตามหลักวิชาการที่ตนได้ร่ำเรียนมา จนเป็นที่พอใจของบรรดาศาสตราจารย์ที่เป็นกรรมการสอบ และจะต้องสามารถพิสูจน์ให้กรรมการเห็นว่า ความรู้ที่ตนร่ำเรียนมานั้นแข็งแกร่งพอ ๆ กับความรู้ของกรรมการสอบเลยทีเดียว          นักศึกษาที่สามารถผ่านการสอบปากเปล่านี้ได้ ทางมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย จะจัดพิธีมอบครุยปริญญาสีแดงให้ใช้สวมใส่แทนครุยนักศึกษาซึ่งเป็นสีดำ

            ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยในสมัยนั้น เพียงแต่ได้ปริญญาตรีทางการแพทย์ไม่ได้มีผลให้นักศึกษาได้ใบประกอบโรคศิลป์โดยอัตโนมัติเหมือนอย่างสมัยนี้ นักศึกษาแพทย์จะต้องผ่านการทดสอบความสามารถในด้านการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ถึง 5 หัวข้อ โดยกำหนดเวลาไว้ 3 เดือน ซึ่งแต่ละหัวข้อที่นักศึกษาจะนำมาบรรยายให้กรรมการสอบฟังนั้น ทางคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยเป็นผู้ทำการคัดเลือกให้ด้วยตนเอง

            หลังจากสอบผ่านในขั้นตอนการบรรยายได้แล้ว ก็จะเป็นการสอบที่เรียกกันในภาษาฝรั่งเศสสมัยนั้นว่า  แปร์ แอ็งตังซิออแน็ม” (Per intentionem)ซึ่งนักศึกษาแพทย์จะถูกกรรมการสอบตั้งปัญหาถามจำนวน 4 ข้อด้วยกัน แต่ละหัวข้อทางกรรมการจะบอกนักศึกษาไปเตรียมค้นคว้าหาคำตอบไว้ก่อนวันสอบหนึ่งวัน

            นักศึกษาจะถูกบรรดาศาสตราจารย์ที่เป็นกรรมการ สอบซักไซ้ปัญหาแต่ละข้อ   เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง และภาษาที่ใช้ในการสอบขั้นนี้คือภาษาละติน การสอบขั้นแปร์ แอ็งตังซิออแน็มนี้กว่าจะครบทุกขั้นตอนใช้เวลา 1-2 วัน

            อีก 8 วันต่อมาหลังจากสอบผ่านขั้นแปร์แอ็งตังซิออแน็มนี้ได้           นักศึกษาแพทย์จะต้องเข้าสอบเพื่อตอบปัญหาข้อที่ 5 ซึ่งเป็นปัญหาที่คณะกรรมการสอบไม่ได้บอกให้นักศึกษาไปเตรียมค้นคว้าหาคำตอบเป็นการล่วงหน้า ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกปัญหาข้อนี้มาถามนักศึกษาแพทย์ ได้แก่ตัวอธิการบดีมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

            หากสอบผ่านขั้นนี้ไปด้วยดี ขั้นต่อไปนักศึกษาแพทย์จะต้องเขียนวิทยานิพนธ์อธิบายวาทะของท่าน   ฮิปโปเครติส  (Hippocrates) นักปรัชญากรีก  ซึ่งถือกันว่าเป็นบิดาแห่งวิชาการแพทย์ของโลก กับจะต้องเขียนวิทยานิพนธ์นี้ให้แล้วเสร็จ เพื่อส่งให้กรรมการสอบทำการตรวจในวันรุ่งขึ้น

            การสอบในขั้นตอบปัญหาข้อที่ 5 และการเขียนวิทยานิพนธ์ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งคืนนี้ ถือว่าเป็นการสอบที่ยากเย็นเข็ญใจที่สุด ทั้งยังสร้างความเครียดและความกระวนกระวายใจให้นักศึกษาแพทย์มากที่สุดอีกด้วย  ในสมัยนั้นจึงเรียกการสอบทั้งสองแบบนี้ว่า การสอบขั้นกระดูกขัดมัน

            หากเราลองเปรียบเทียบการสอบปีสุดท้ายของนักศึกษาแพทย์ของ มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแห่งนี้ กับการสอบปีสุดท้ายของนักศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสมัยปัจจุบัน ก็พอจะเห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ กว่าที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนเป็นบัณฑิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยได้นั้นนักศึกษาจะต้องผ่านการทดสอบหลายขั้นตอนและใช้เวลายาวนานมาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่มหาวิทยาลัยได้ตั้งเอาไว้

            อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสสามารถสอบได้ปริญญาตรีทางการแพทย์ ที่ใครต่อใครในสมัยนั้นเห็นว่าแสนยากนี้อย่างง่ายดาย และในที่สุดเขาก็ได้เข้าพิธีรับใบประกอบโรคศิลป์จากมือของบิช็อบแห่งเมืองมองต์เปลิเย เมื่อ ค.. 1525

 


4. เป็นแพทย์ผู้ชำนาญในการรักษากาฬโรค

            ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้เกิดกาฬโรคระบาดขึ้นทางภาคใต้ของฝรั่งเศส ในสมัยนั้นคนฝรั่งเศสเรียกโรคนี้ว่า โรคถ่านทั้งนี้เพราะเหตุที่ว่าใครเป็นโรคนี้  จะเกิดจุดดำใต้หนังกำพร้าทั่วร่างกาย ตลอดชีวิตของนอสตราดามุส เขาจะถูกใครต่อใครให้ร้ายป้ายสีอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ความจริงเขาเป็นคนดีคนหนึ่งที่สมควรได้รับการยกย่องเทิดทูน  เป็นแพทย์ที่กล้าหาญ  ไม่หวาดหวั่นต่ออันตรายจากการติดเชื้อกาฬโรคจากผู้ป่วย เป็นผู้มีมนุษยธรรม และเมตตาธรรมต่อคนไข้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เห็นอกเห็นใจคนยากจนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

            ทั้งนี้ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแล้ว นอสตราดามุสมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยกย่องทั่วฝรั่งเศส      ในฐานะที่เป็นแพทย์ผู้อุทิศตนเพื่อคนไข้อย่างแท้จริง เขาชอบสงเคราะห์คนไข้ผู้ยากไร้ในชนบทมากกว่าคนไข้ผู้ร่ำรวยในเมืองใหญ่ ๆ

            ในระยะแรกของการเป็นแพทย์  เขาได้เดินทางไปอยู่ที่เมืองนาร์บอง  ซึ่งที่เมืองนี้นอกจากจะได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อรักษาเยียวยาคนไข้ที่เป็นกาฬโรคแล้ว  เขายังใช้เวลาว่างเข้าไปศึกษาอยู่ในสำนักของพวกนักเล่นแร่แปรธาตุชาวยิว ที่เปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสเตียน ซึ่งสมัยนั้นเป็นสำนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก

            จากนั้นนอสตราดามุสได้เดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ ที่มีกาฬโรคระบาดอีกหลายต่อหลายเมืองและได้ให้การรักษาเยียวยาแก่คนไข้โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของตนเองเลยแม้แต่น้อย

            นอสตราดามุสเป็นแพทย์ผู้มีโลกทรรศน์ที่ทันสมัย เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีป้องกันกาฬโรคที่บรรดาแพทย์ร่วมสมัยกับเขานิยมแนะนำประชาชนฝรั่งเศสให้ทำกัน คือการใช้ผ้ายันตร์ศักดิ์สิทธิ์ 7 สี ซึ่งปรากฏว่าอีกร้อยปีต่อมา พวกแพทย์อังกฤษก็เคยใช้ผ้ายันตร์ชนิดนี้เหมือนกัน เมื่อกาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ลอนดอนประเทศอังกฤษ

            นอสตราดามุสเป็นคนมีนิสัยไม่ชอบอยู่ที่ใดเป็นหลักแห่ง จากเมืองนาร์บองเขาเดินทางไปอยู่ที่เมืองคาร์คาสซอน โดยได้ไปพำนักอยู่ในบ้านของบิช็อบ อาเมเนียง เดอ ฟาอีส์   และได้ปรุงสูตรยาอายุวัฒนะให้แก่บิช็อบรูปนี้ด้วย

            ต่อมานอสตราดามุสได้เดินทางไปพำนักอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งแถวๆย่านถนนตริเปอรี  ในเมืองตูลูส จากตูลูสได้ไปอยู่ที่เมืองบอร์โดว์ ซึ่งขณะนั้นมีกาฬโรคระบาดอยู่อย่างหนักเช่นกัน จากบอร์โดว์นอสตราดามุสได้กลับไปอยู่ที่เมืองอาวิยอง และได้ทำการศึกษาค้นคว้าอยู่ที่เมืองนี้เป็นเวลาหลายเดือน         เขาคงจะเริ่มสนใจไสยศาสตร์และศาสตร์ลี้ลับต่าง ๆ ในช่วงที่ไปอยู่ที่เมืองอาวิยองในครั้งนี้ เพราะจากหลักฐานทางเอกสารปรากฏว่า ในสมัยนั้นเมืองนี้มีห้องสมุด ซึ่งมีหนังสือประเภทลึกลับมหัศจรรย์อยู่มากมายก่ายกอง

            ขณะเดียวกัน  ในช่วงนี้นอสตราดามุสได้ประสพความสำเร็จ            สามารถคิดค้นสูตรทำเยลยี่ผลควินซ์ ให้แก่ท่านสมณทูตของพระสันตะปาปา และจอมอัศวินแห่งมอลตา  ซึ่งทั้งสองท่านในขณะนั้นได้พำนักอยู่ที่เมืองอาวิยองด้วย ปรากฏว่าสูตรทำเยลลี่ของนอสตราดามุสนี้เป็นที่ขึ้นชื่อลือชามาก    แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเยลลี่ในสมัยปัจจุบันแล้ว เยลลี่ทำจากสูตรของนอสตราดามุสคิดค้นได้นี้ออกจะหวานไปสักหน่อย

            ที่ประชาชนฝรั่งเศสในยุคนั้นนิยมใช้เยลลี่ทำขนมแทนน้ำตาล ก็เพราะสมัยนั้นน้ำตาลมีราคาแพงมาก คนที่สามารถซื้อหาน้ำตาลมาทำขนมหรือปรุงอาหารรับประทานได้ ต้องเป็นคนที่ร่ำรวย  หรือไม่ก็คนที่อยู่ในวงสังคมชั้นสูงเท่านั้น


5. สำเร็จปริญญาเอกสาขาแพทยศาสตร์

            หลังจากที่ได้ออกตระเวนไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ในประเทศฝรั่งเศส นานถึง 4 ปีแล้ว นอสตราดามุสได้หวนกลับไปที่เมืองมองต์เปลิเยอีกครั้งหนึ่ง    เขากลับไปคราวนี้ก็เพื่อที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยเดิมที่เขาสำเร็จปริญญาตรีมานั่นเอง

            ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมนอสตราดามุสถึงไม่เรียนปริญญาโทก่อนแล้วจึงค่อยเรียนปริญญาเอกในภายหลัง การที่นอสตราดามุสก้าวกระโดดไปเรียนปริญญาเอกได้เลยนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าหลักสูตรการศึกษาในมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยกำหนดให้ผู้จบปริญญาตรีสามารถเรียนต่อปริญญาเอกได้เลย ไม่ต้องผ่านปริญญาโท ในกรณีที่นักศึกษาผู้นั้นมีผลการเรียนดีเยี่ยมในระดับปริญญาตรีมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันบางมหาวิทยาลัยทั้งในยุโรปและอเมริกา หรือแม้แต่ในเมืองไทยของเราก็ถือแนวปฏิบัติเช่นเดียวกันนี้ นอสตราดามุสเริ่มลงทะเบียนเป็นนักศึกษาปริญญาเอก เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.. 1529 การสอบในระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย ในสมัยนั้น  ใครที่สามารถผ่านได้ก็ถือว่า ต้องยอดเยี่ยมจริง ๆ นักศึกษาต้องเตรียมศึกษาค้นคว้าวิชาต่าง ๆ  เพื่อให้กรรมการทำการสอบจำนวน 12 วิชา แต่ในเวลาสอบจริง ๆ จะเลือกสอบเพียง 6 วิชา ใน 6 วิชานี้  3 วิชาเลือกโดยวิธีจับสลาก  ส่วนอีก 3 วิชา คณบดีคณะแพทยศาสตร์เป็นผู้เลือกให้ด้วยตนเอง

            เมื่อได้ทำการเลือกข้อสอบตามกรรมวิธีดังกล่าวแล้ว นักศึกษาผู้เข้าสอบต้องอภิปรายถกแถลง และตอบข้อซักถามกับบรรดากรรมการสอบจนเป็นที่พอใจของทุกคน

            กล่าวกันว่า เมื่อนอสตราดามุสสอบเพื่อรับปริญญาเอกในครั้งนี้ ได้ถูก กรรมการรุมกินโต๊ะถามอย่างหนัก ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่เขามีแนวการวินิจฉัยและแนวการรักษาโรคผิดแผกแตกต่างไปจากแพทย์คนอื่น ๆ

            นอกจากนั้นที่กรรมการซักนอสตราดามุสหนักกว่านักศึกษาระดับปริญญาเอกคนอื่น ๆ เพราะพวกกรรมการสอบเองไม่ค่อยจะชอบขี้หน้านัก เพราะเขามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่เคารพยกย่องในหมู่ของประชาชน จนเกินหน้าเกินตาแพทย์คนอื่น ๆ ในสมัยนั้น

            อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสได้แสดงความสามารถออกมาอย่างเด่นชัดว่ามีความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในด้านการแพทย์เป็นยอดเยี่ยม  จนกระทั่งกรรมการสอบผู้มีอคติไม่สามารถจะหาข้อติใดๆ ได้ ในที่สุด นอสตราดามุสก็ได้รับปริญญาเอก  ซึ่งทำให้เขามีศักดิ์และสิทธิ์ที่จะสวมหมวก ทรงสี่เหลี่ยมอย่างที่เราเห็นอยู่ในรูปของเขาที่โบสถ์เมืองซาลอง นอกจากนั้นเขายังได้รับแหวนทองประจำตัวแพทย์อีกวงหนึ่ง กับตำราแพทย์ของฮิปโปเคติสอีกหนึ่งเล่ม ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

 


6. เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

            หลังจากสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอกแล้ว ทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย เชื่อในความสามารถจึงได้เสนอตำแหน่งอาจารย์สอนประจำคณะให้แก่นอสตราดามุส  ซึ่งเขาก็รับคำเชิญเป็นอาจารย์อยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปี แต่ทว่าในช่วงที่เป็นอาจารย์อยู่นี้เกิดขัดแย้งกับคณาจารย์อื่น ๆ  เกี่ยวกับความเห็นด้านทฤษฎีการแพทย์ คือที่สำคัญนอสตราดามุสไม่เห็นด้วยกับการที่จะรักษาคนไข้  ซึ่งเป็นกาฬโรคด้วยวิธีถ่ายเลือดให้  ซึ่งแพทย์ร่วมสมัยนิยมทำกันในสมัยนั้น ประจวบกับนอสตราดามุสมีนิสัยไม่ชอบอยู่เป็นที่อย่างถาวร ดังนั้นเขาจึงลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว เดินทางร่อนเร่พเนจรไปอยู่ยังที่ต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ค.. 1532

            ในช่วงที่ท่องเที่ยวไปในครั้งหลังนี้ นอสตราดามุสมักประสพกับปัญหาความยุ่งยาก อยู่เสมอ ๆ เพราะเขาชอบสวมเสื้อคลุมและหมวกสีดำ ซึ่งทำให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นยิว จึงช่วยกันแจ้งให้ฝ่ายศาสนจักรจับตาดูพฤติกรรมของเขาอยู่ทุกระยะ ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ ณ ที่ใด

            มีข้อที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ นักเขียนฝรั่งเศสชื่อ ราบิเลส์  (Rabelais)  ซึ่งชอบเขียนหนังสือแนวขบขันหยาบโลน  ก็สำเร็จปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยเมื่อปี ค.. 1530 ด้วยเหมือนกัน แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่านอสตราดามุสและราบิเลส์เคยพบกันมาก่อน

 


7. แต่งงานครั้งแรก

            ในช่วงสองปีหลังจากลาออกจากมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแล้ว   นอสตราดามุสได้ท่องเที่ยวผ่านไปยังเมืองบอร์โด เมืองลาโรเชล และเมืองตูลูส ขณะที่ทำการรักษาคนไข้อยู่ในสามเมืองนี้  เขาได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากจูเลียส  ซีซาร์ ชาลิแจร์ นักปรัชญาคนสำคัญของยุโรปในยุคกลาง  ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้นักปรัชญายุคเดียวกันที่ชื่อ อีราสมุส

            ชาลิแจร์เป็นนักปรัชญาที่สนใจหลายด้าน  เป็นต้นว่าด้านการแพทย์  คำประพันธ์  ปรัชญา พฤกษศาสตร์และคณิตศาสตร์ ที่ชาลิแจร์เขียน      จดหมายไปนี้ก็เพื่อเชิญนอสตราดามุสให้ไปอยู่ด้วยกันที่บ้านของเขาที่เมืองอากัง

            นอสตราดามุสได้รับจดหมายฉบับนี้แล้วก็ตอบไปว่า ตนยินดีที่จะไปอยู่ที่บ้านของชาลิแจร์ด้วย นอสตราดามุสชอบชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองอากังนี้มาก ราวปี ค.. 1545 เขาได้ยุติการใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรชั่วคราว โดยได้ตัดสินใจแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่า เธอผู้นั้นนอกจากจะสะสวยน่ารักแล้วแถมยังร่ำรวยเสียอีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถค้นหาชื่อภรรยาคนแรกของนอสตราดามุสนี้ได้

            นอสตราดามุสมีลูกกับภรรยาคนนี้ 2 คน เป็นชาย 1 หญิง ชีวิตในครอบครัวของเขาเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนในด้านอาชีพการแพทย์ของเขานั้นเล่า  ก็ประสพความเจริญก้าวหน้า  และสร้างชื่อเสียงให้แก่เขามากยิ่งขึ้น

            นอกจากนั้น เขายังได้ประโยชน์มากมายจากการที่ได้มาอยู่กับจูเลียส ซีซาร์ ชาลิแจร์ เพราะได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับนักปรัชญาผู้นี้เป็นประจำ  กับทั้งได้มีโอกาสพบปะและแลกเปลี่ยนทรรศนะกับผู้คนที่ไปมาหาสู่ชาลิแจร์อีกมากมาย ซึ่งทำให้นอสตราดามุสได้ความรู้มีโลกทรรศน์กว้างไกล และฉลาดเฉียบแหลมมากยิ่งขึ้น

 


8. ประสพเคราะห์กรรม

            แต่ครั้นถึงปี ค.. 1537 โศกนาฏกรรมหลายต่อหลายอย่างได้ซัด      กระหน่ำชีวิตและครอบครัวของนอสตราดามุส คือปีนั้นกาฬโรคระบาดเข้ามาในเมืองอากัง และในที่สุด ได้คร่าเอาชีวิตภรรยาและลูกทั้งสองคนของนอสตราดามุสไปด้วย ทั้งๆ ที่เขาได้พยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจช่วยชีวิตภรรยาและลูกทั้งสองคนของเขาได้

            เมื่อการณ์กลับปรากฏเป็นเช่นนี้  เกียรติภูมิของนอสตราดามุสในฐานะที่เป็นแพทย์ผู้สามารถในการรักษากาฬโรคได้ถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิง   เมื่อประชาชนทราบว่าเขาไม่สามารถช่วยชีวิตแม้แต่คนในครอบครัวของตัวเองได้

            ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะต่อมาเขาเกิดแตกคอกับนายชาลิแจร์ จนถึงขั้นตัดความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างกันในที่สุด  ซึ่งที่จริงผู้ที่ก่อเรื่องไม่ใช่ฝ่ายนอสตราดามุส  แต่เรื่องเกิดขึ้นเพราะชาลิแจร์เป็นผู้ก่อ ชาลิแจร์ไม่เพียงแต่ก่อเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับนอสตราดามุสเท่านั้น   แต่ยังเที่ยวหาเรื่องกับเพื่อนฝูงทุกคนของเขาด้วย

            อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าความเป็นเพื่อนระหว่างนอสตราดามุสกับชาลิแจร์จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่นอสตราดามุสไม่เคยกล่าวให้ร้ายป้ายสีชาลิแจร์เลย ในหนังสือ Traite des fardemens นอสตราดามุสยังคงเขียนสรรเสริญ เยินยอเกียรติคุณของชาลิแจร์  ไว้ว่า เป็นผู้สืบทอดวิญญาณของ ซิเซโรทางด้านวาทศิลป์  เป็นผู้สืบทอดวิญญาณของเวอร์จิลทางด้านการประพันธ์ และเป็นผู้สืบทอดวิญญาณของกาลังทางด้านการแพทย์ ข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณชาลิแจร์ ยิ่งกว่าบุคคลอื่นใดในโลก

            จะเห็นได้ว่า ข้อความที่ยกมานี้เป็นการยกย่องสดุดีความสามารถทางด้านต่างๆของชาลิแจร์ นอสตราดามุสไม่ได้เอ่ยถึงความเลวของเพื่อน นักปรัชญาผู้นี้แม้แต่น้อยนิด

            เคราะห์กรรมของนอสตราดามุสยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะปรากฏว่าเขาถูกพ่อตาแม่ยายฟ้องร้องทางศาลเพื่อเรียกสินสอดทองหมั้น   ที่ฝ่ายพ่อตาแม่ยายจ่ายให้เขาตอนแต่งงานกับลูกสาวคืน  ซึ่งนี่ก็แสดงว่าในประเทศฝรั่งเศสสมัยนั้นเมื่อชายหญิงแต่งงานกัน  ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้จ่ายสินสอดให้แก่ฝ่ายชายเหมือนอย่างที่ประเทศอินเดีย

            นอกจากนั้นในปี ค.. 1538 นอสตราดามุสถูกกล่าวหาว่าทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนจักรคาทอลิก  โดยระบุว่าครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวลบหลู่ดูหมิ่นศาสนจักรนิกายคาทอลิกอะไรบางอย่างเอาไว้ คนที่ได้ยินคำพูดของเขาจึงได้รายงานถึงเจ้าหน้าที่ของฝ่ายศาสนจักร

            แต่เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งนอสตราดามุสเดินไปพบช่างคนหนึ่งกำลังหล่อรูปของพระแม่มารีอยู่  เขาเกิดคะนองปากพูดวิจารณ์ไปว่ารูปพระแม่มารีที่ช่างกำลังหล่ออยู่นั้นมีลักษณะเหมือนกับรูปของปีศาจ

            เมื่อเกิดเรื่องราวขึ้นมาเช่นนี้ ทางฝ่ายนอสตราดามุสได้อุทธรณ์ไปว่า                 ที่เขาพูดเช่นนั้นไม่ได้จงใจที่จะลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งเคารพของชาวคริสเตียน          เป็นเพียงแต่กล่าววิจารณ์ว่า  พระรูปของแม่พระมารีไม่งดงามในเชิงสุนทรียศาสตร์เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการสอบสวนของฝ่ายศาสนจักรคาทอลิก ไม่เชื่อในคำอุทธรณ์นี้ และได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปที่เมืองอากัง เพื่อทำการจับกุมนอสตราดามุสนำมาลงโทษที่เมืองตูลูส

            นอสตราดามุสตระหนักเป็นอย่างดีว่า หากเขายอมให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายศาสนจักรจับกุม  ก็มีหวังจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลพระ หรือดีไม่ดีอาจจะถูกนำตัวไปเข้าหลักประหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น เขาจึงได้หลบหนีออกจากเมืองอากัง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของฝ่ายศาสนจักรจะเดินทางไปถึง เที่ยวหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพื่อให้พ้นภัยจากฝ่ายศาสนจักรอยู่เป็นเวลานานถึง 6 ปีเต็ม

            นอสตราดามุสไม่ยอมแต่งงานใหม่ และครองตนเป็นพ่อหม้ายอยู่จนกระทั่งปี ค.. 1547 จึงได้ตกลงปลงใจแต่งงานกับแม่หม้ายทรงเครื่องคนหนึ่งที่เมืองซาลอง อัง โปรวองซ์

            นอสตราดามุสมีลูกกับแม่หม้ายคนนี้ถึง 6 คน มีคนหนึ่งฉลาดเฉียบแหลมได้พ่อชื่อ  ซีซาร์ เดอ นอสเตรอดัม เมื่อผู้พ่อเสียชีวิต ซีซาร์ผู้นี้อายุได้ 9 ปี ที่เรื่องราวของนอสตราดามุสไม่สูญหายไปจากโลก ส่วนหนึ่งก็เพราะซีซาร์นำมาบันทึกไว้ในหนังสือที่เขาเขียนขึ้นชื่อ  Histoire de Provence

            ในช่วงที่นอสตราดามุสยังเป็นพ่อหม้ายหลบหนีการจับกุมของฝ่ายศาสนจักรอยู่นั้น เราไม่ค่อยทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางของเขามากนัก ที่เห็นมีอยู่บ้างก็แต่ในหนังสือที่เขาเขียนขึ้นในเวลาต่อมาชื่อ Moultes Opuscules  ซึ่งระบุว่าได้ไปที่เมืองลอร์เร็น เมืองเวนิช  และเมืองซิซิลี เขาไปในประเทศอิตาลีเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จะนำมาใช้เขียนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีทางการแพทย์ และสูตรยารักษาโรคต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อไปพบปะกับนักโหราศาสตร์ นักเล่นแร่แปรธาตุ และเกจิอาจารย์ทางไสยศาสตร์คนสำคัญ ๆ ที่อยู่ในเมืองต่าง ๆ เหล่านั้น

            ในช่วงเดียวกันนี้ นอสตราดามุสได้แปลหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ        Horus Apollo   ของ ฟิลิปปุส  จากภาษากรีกเป็นภาษาฝรั่งเศส  เป็นหนังสือประมวล   ความรู้ทางด้าน

จริยศาสตร์และปรัชญาธรรมดาๆ ซึ่งไม่ดีเด่นเป็นที่น่าสนใจของบรรดานักอักษรศาสตร์ในยุคหลังมากนัก

 


9. ทำนายดวงชะตาของผู้ที่จะเป็นพระสันตะปาปา

            มีตำนานเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า ในช่วงนี้นอสตราดามุสมีความสามารถในการทำนายทายทักดวงชะตาราศีของใครต่อใครได้แล้ว ว่ากันว่า ในระหว่างที่เขาเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในประเทศอิตาลีนั้น วันหนึ่ง เขาเดินสวนทางกับนักบวชคริสต์รูปหนึ่งซึ่งขณะนั้นมีหน้าที่เป็นเพียงคนเลี้ยงสุกรในวัด  เพียงมองเห็นครั้งแรกเท่านั้น นอสตราดามุสก็สามารถทราบในทันทีว่า นักบวชรูปนี้ต่อไปในอนาคตจะได้เป็นพระสันตะปาปา   เขาจึงคุกเข่าลงที่โคลนเฉอะแฉะกลางถนนเป็นการคารวะ   พลางกล่าวด้วยคำขึ้นต้นว่า  ข้าแต่องค์พระสันตะปาปาผู้ศักดิ์สิทธิ์

            นักบวชรูปนี้คือ เฟริช เปเรตตี ซึ่งต่อมาได้เป็นองค์ประมุขของศาสนจักรโรมันคาทอลิก เมื่อปี ค.. 1585 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่นอสตราดามุสเสียชีวิตไปนานแล้ว

 



10. ล่วงรู้ชะตากรรมของหมู

            อีกเรื่องหนึ่งเล่ากันสนุก ๆ ว่า  นอสตราดามุสได้พบกับขุนนางคนหนึ่งที่เมืองฟอลแร็งวิลล์ หลังจากที่ได้สนทนากันแล้ว พอทราบว่านอสตราดามุสเป็นหมอดู  จึงอยากจะทดลองความสามารถให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย

            ขุนนางเมืองฟลอแร็งวิลล์  ได้ทำการทดสอบ โดยขอให้นอสตราดามุสลองทำนายอนาคตของลูกสุกรทั้งสองตัวของเขา ที่กำลังนอนดูดนมแม่อยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน นอสตราดามุสทำนายว่าท่านขุนนางจะได้รับประทานเนื้อลูกสุกรตัวสีดำ ส่วนลูกสุกรตัวสีขาวจะถูกสุนัขคาบไปกิน

            ทันทีที่ได้ฟังคำทำนาย  ขุนนางผู้นี้ต้องการลบล้าง  จึงได้เชิญนอสตราดามุสให้อยู่รับประทานอาหารเย็นด้วยที่บ้าน  และแอบไปกระซิบบอกคนครัวให้จับลูกสุกรตัวสีขาวมาฆ่า  เพื่อทำอาหารเย็นเลี้ยงนอสตราดามุส คนครัวได้จัดการตามที่ท่านขุนนางสั่ง  คือ นำลูกสุกรตัวสีขาวมาฆ่า แต่ในขณะที่พ่อครัวกำลังเตรียมชำแหละเนื้อลูกสุกรขาวเพื่อปรุงเป็นอาหารเย็นอยู่นั้น มีสุนัขของเพื่อนบ้านตัวหนึ่งมาแอบคาบสุกรตัวนั้นวิ่งหนีเข้าป่าไป คนครัวตกใจมาก เกรงว่าจะถูกขุนนางผู้เป็นนายดุด่าจึงไปจัดการฆ่าลูกสุกรตัวสีดำ มาทำอาหาร เย็นแทน

            ในขณะที่นอสตราดามุสกับขุนนางกำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นมื้อนี้อยู่นั้น ทางฝ่ายขุนนางเจ้าของบ้านก็ได้ทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่อง กล่าวกับ นอสตราดามุสว่า เนื้อที่เขากับนอสตราดามุสกำลังรับประทานอยู่นี้คือเนื้อของลูกสุกรตัวสีขาวที่ทำนายว่าจะถูกสุนัขคาบไปกิน นอสตราดามุสยิ้มอย่างผู้ชนะ และยืนยันกับเจ้าของบ้านว่า เนื้อที่คนทั้งสองรับประทานอยู่นั้น     เป็นเนื้อของลูกสุกรตัวสีดำ

            เพื่อพิสูจน์ความจริงกัน ท่านขุนนางจึงได้เรียกคนครัวมาสอบถาม    คนครัวก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ผู้เป็นนายฟัง  จึงเป็นอันว่าคำทำนาย ของนอสตราดามุสในครั้งนี้ถูกต้องแม่นยำเหมือนมองเห็นอนาคตได้ด้วยตาทิพย์

 


11. ทำนายอนาคตของนโปเลียน

            อีกตำนานหนึ่งก็ว่า นอสตราดามุสเคยเข้าไปพักอยู่ที่โบสถ์เตซีอัง ในเมืองออร์วัล ซึ่งเป็นย่านที่อยู่ของชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเบลเยี่ยม ทั้งนี้เพราะในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีผู้พบหนังสือคำโคลงพยากรณ์ของนอสตราดามุสอยู่ในโบสถ์แห่งนี้สองเล่ม   เป็นหนังสือที่เขียนทำนายไว้ว่า   จอมจักรพรรดินโปเลียน จะเรืองอำนาจในฝรั่งเศส

            เล่มหนึ่งมีชื่อว่า   Prophecy of Philip Olivarius  ซึ่งระบุไว้ว่าพิมพ์เมื่อ ค.. 1542 แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว หนังสือเล่มนี้น่าจะตีพิมพ์ในระยะหลังคือราวปี  ค.. 1810 นายนอร์มังค์ซึ่งเป็นทั้งพระอาจารย์ที่ปรึกษา และพระสหายของพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส อ้างว่า พระเจ้านโปเลียน ทรงนำหนังสือคำทำนายเล่มนี้พกติดตัวอยู่ตลอดเวลา ส่วนหนังสือคำทำนายเล่มที่สองชื่อ  The Prophecy of Orval ระบุว่าตีพิมพ์เมื่อ ค.. 1544 แต่ความจริงหนังสือเล่มนี้น่าจะตีพิมพ์เมื่อราวปี ค.. 1839

            นักวิเคราะห์ผลงานของนอสตราดามุสหลายคน  รวมทั้งบาร์แรสต์  และ  อาเบ ตอร์เน ชาวิญญี ได้ยืนยันว่า หนังสือทั้งสองเล่มนี้นอสตราดามุสเป็นผู้เขียนเอง  แต่เมื่อพิจารณาดูรูปแบบการเขียนที่ปรากฏในหนังสือคำทำนายทั้งสองเล่มแล้ว   ไม่น่าจะใช่หนังสือที่นอสตราดามุสเขียน   ส่วนที่กล่าวว่า นอสตราดามุสเคยไปพักอยู่ที่เมืองออร์วัลนั้น ก็เป็นเพียงตำนานเล่าขานต่อ ๆ กันมา  ปราศจากหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรสนับสนุน

            จึงมีทางเป็นไปได้ว่า หนังสือทั้งสองเล่มนี้ผู้อื่นเป็นผู้เขียนขึ้น แต่แอบอ้างเอาชื่อของนอสตราดามุส  เพื่อให้คำทำนายในหนังสือน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องแบบนี้มักเกิดขึ้นตลอดเวลาทุกยุคทุกสมัย

 



12. ปราบโรคระบาด

            เมื่อถึงปี ค.. 1554  นอสตราดามุสได้ไปตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองมาร์แซย์ โดยพักอยู่กับหลุยซ์ แซร์เรอ ในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น   มณฑลโปรวองซ์ได้ประสพกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์  ซึ่งซีซาร์บุตรชายของนอสตราดามุสได้เล่ารายละเอียดเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ Histoire de Provence  ว่า  ผลของอุทกภัยครั้งนี้ทำให้กาฬโรคระบาดหนักยิ่งกว่าเดิมอีกเท่าตัว  เพราะเชื้อโรคแพร่ระบาดไปกับศพเน่าที่ลอยไปตามน้ำ

            นอสตราดามุสต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนเพื่อรักษาคนไข้ที่เป็นโรคนี้ ซึ่งแตกต่างจากแพทย์คนอื่น ๆ  ที่พากันกลัวตายและได้หลบหนีออกไปจากเมืองมาร์แซย์ พร้อมกับคนไข้ที่พอมีกำลังวังชาเดินเหินได้ ซึ่งการกระทำของแพทย์ดังกล่าวกลับยิ่งทำให้กาฬโรคระบาดไปถึงเมืองอื่น ๆ  ที่พวกเขาอพยพคนเข้าไปอยู่

            ในสมุดบันทึกความจำที่บันทึกไว้ในสมัยนั้นกล่าวว่า  กาฬโรคระบาดหนักที่สุดในเมืองเอ็กซ์  ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลโปรวองซ์  เจ้าหน้าที่ในเมืองนี้จึงได้ส่งคนไปตาม  เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.. 1455 นอสตราดามุสได้เดินทางไปอยู่ที่เมืองเอ็กซ์ตามคำเรียกร้องของเจ้าหน้าที่  และเป็นแพทย์เพียงผู้เดียวที่ไม่ยอมอพยพหนีไปอยู่ที่เมืองอื่น    ตลอดระยะเวลาที่โรคยังระบาด

            นอสตราดามุสทำงานอยู่ท่ามกลางคนป่วย โดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึงอันตรายจากการติดเชื้อและให้การรักษาเยียวยาแก่พวกเขาโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เขาแนะนำให้ประชาชนในเมืองเอ็กซ์พยายามอยู่ในที่ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์และดื่มแต่น้ำสะอาดเท่านั้น

            เมื่อนอสตราดามุสเดินทางไปถึงเมืองเอ็กซ์ใหม่ ๆ นั้น ประชาชนในเมืองนี้ต่างแสดงออกถึงความรู้สึกว่าหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เช่น ในกรณีของคนไข้หญิงรายหนึ่ง เธอจัดการเย็บถุงเตรียมเอาไว้ห่อศพของตัวเอง     ด้วยเกรงว่าเมื่อเธอตายลงแล้วจะไม่มีใครเย็บให้

            นอสตราดามุสได้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของเขาที่เมืองเอ็กซ์นี้ไว้ในหนังสือชื่อว่า  Moultes Opuscules  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทที่ เป็นบทที่เขียนบรรยายถึงเหตุการณ์ในเมืองนี้เฉพาะ

 



13. คิดค้นสูตรยาป้องกันกาฬโรค 

            นอสตราดามุสได้คิดค้นสูตรยาเม็ดป้องกันกาฬโรคขึ้นมาขนานหนึ่ง เรียกกันในสมัยนั้นว่า  ยาเม็ดดอกกุหลาบยาขนานนี้มีเครื่องปรุงประกอบ ด้วยสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

            -           ขี้เลื่อยต้นสนเขียว   1    ออนซ์

            -           ดอกไอริสเมืองฟลอเรนซ์   1   ออนซ์

            -           กานพลู     3   ออนซ์

            -           ว่านหางจระเข้    6   แดร็ม

            -           ว่านน้ำ     3    แดร็ม

            -           ดอกกุหลาบ    300/400  ดอก

            ในการปรุงยาขนานนี้ มีกรรมวิธีที่สลับซับซ้อนอยู่บ้างเหมือนกัน  คือดอกกุหลาบที่จะนำมาใช้ปรุงยาจะต้องไปเก็บก่อนรุ่งอรุณ และเมื่อได้ดอกกุหลาบครบตามจำนวนแล้วก็นำไปโขลกให้ละเอียดเสร็จแล้วนำไปคลุกเคล้ากับผงเครื่องปรุงสมุนไพรอีก 5 อย่างที่ได้บดไว้แล้ว  ในตอนนี้ต้องระวังไม่ให้เครื่องปรุงยาถูกอากาศ  จากนั้นก็นำเครื่องยาที่เคล้ากันดีแล้วไปปั้นเป็นเม็ดเล็ก ๆ  แล้วนำไปให้คนป่วยเป็นกาฬโรคอมไว้ตลอดเวลา

            นอสตราดามุสบรรยายสรรพคุณยาเม็ดดอกกุหลาบนี้ว่า นอกจากจะใช้ป้องกันกาฬโรคได้แล้วยังมีสรรพคุณใช้ระงับกลิ่นปากและกลิ่นเหม็นที่ออกมา พร้อมกับลมหายใจ และยานี้ยังช่วยป้องกันโรคฟันผุไม่ให้ลุกลามได้อีกด้วย

            ที่นอสตราดามุสเข้าใจว่าคนเป็นกาฬโรคเพราะอยู่ในที่ซึ่งมีอากาศไม่บริสุทธิ์นั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกับการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งค้นพบว่า      กาฬโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่ระบาดอยู่ในภาคใต้ของฝรั่งเศสในสมัยของนอสตราดามุสนั้น เป็นโรคที่ติดเชื้อมาจากหมัดหนู

            อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสได้ชื่อว่าเป็นแพทย์ที่มีความสามารถเป็นเยี่ยมเหนือแพทย์คนอื่นๆที่สามารถพิชิตกาฬโรคลงได้อย่างราบคาบ เมื่อกาฬโรคระบาดยุติลงแล้ว  ทางรัฐสภาเมืองเอ็กซ์สำนึกในคุณความดีของนอสตราดามุส จึงประชุมลงมติให้บำนาญตลอดชีวิตแก่เขา

 


14. แต่งงานครั้งที่สอง

            หลังจากเมืองเอ็กซ์ปลอดจากกาฬโรคแล้ว นอสตราดามุสได้ออกเดินทางต่อไปที่เมืองซาลอง  เมื่อไปถึงก็พบว่าเป็นเมืองที่ร่มรื่นน่าอยู่ เขาจึงตัดสินใจ ที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในเมืองนี้  แต่อยู่ได้ไม่ทันไร ทางเมืองลีอองส์ได้ส่งคนมาตามให้ไปช่วยรักษาโรคไอกรน  ซึ่งระบาดอย่างหนัก หลังจากปราบโรคไอกรนในเมืองนี้เสร็จ ก็กลับไปอยู่ที่เมืองซาลองอีกครั้งหนึ่ง                                 

            การกลับไปเมืองซาลองครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับไปตัวเปล่า แต่ทว่ามีทรัพย์สินเงินทองมากมายติดตัวไปด้วย  ซึ่งเป็นทรัพย์สินเงินทองที่ประชาชนในเมืองลีอองส์มอบให้เขาด้วยเสน่หาและสำนึกในพระคุณที่รักษาโรคให้ ที่จริงแล้วทรัพย์สินเงินทองที่เขานำติดตัวไปเมืองซาลองนั้น  เป็นส่วนที่เหลือจากที่ได้บริจาคให้แก่คนยากคนจนในเมืองลีอองส์ก่อนที่จะจากมา

            เรื่องราวเกี่ยวกับความโอบอ้อมอารีของนอสตราดามุสที่มีต่อคนยากคนจนเช่นนี้  แม้ว่าจะได้ข้อมูลมาจากตำนานที่เล่าขานสืบ ๆ กันมาก็ตาม แต่ก็มีเค้าประเด็นว่าเป็นความจริงอยู่มากทีเดียว

            หลังจากกลับคืนสู่เมืองซาลองในครั้งหลังนี้แล้ว นอสตราดามุสได้แต่งงานกับ นางแอนน์  ป็องสาร์ท  เกอเมลล์  เศรษฐินีหม้ายเมืองซาลองนั่นเอง ปัจจุบันทะเบียนสมรสของคนทั้งสองยังถูกเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุเมืองซาลอง

            ในทะเบียนนี้ระบุว่า คนทั้งสองแต่งงานกันเมื่อ ค.. 1547 นายทะเบียนที่รับจดทะเบียนชื่อว่า  นายเอเดียน โฮซีเอ ส่วนบ้านที่นอสตราดามุสเคยพำนักอยู่กับครอบครับในช่วงบั้นปลายของชีวิต ปัจจุบันยังอยู่ที่ย่านปัวส์ซองเนอรี เมืองซาลอง

            ในระยะหลัง ๆ นี้  นอสตราดามุสใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ  ส่วนใหญ่เขาจะขลุกอยู่กับการผลิตเครื่องสำอางสูตรพิเศษให้ภรรยาแม่หม้ายของเขาใช้  ซึ่งก็เป็นที่ติดอกติดใจของเธอมาก  ดูเหมือนว่าในระยะนี้ เขาจะไม่ได้ใช้ความรู้ทางด้านการแพทย์เพื่อรักษาเยียวยาคนไข้เหมือนช่วงก่อน ๆ

            ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงนี้เขาเกิดไม่ถูกกับ พวกคาบัง (Cabans) ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองของซาลองที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก พวกคาบังนี้เกิดขัดแย้งทางด้านศาสนากับพวก ฮอกือนอต์  (Huguenot) ซึ่งเป็นพวกนับถือคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์

            ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายเกิดขัดแย้งกันทางศาสนาอยู่นี้ ทางฝ่ายคาบังโจมตีว่าเขาให้การสนับสนุนแก่พวกฮอกือนอต์ ซึ่งก็สร้างความลำบากใจให้แก่นอสตราดามุสเป็นอย่างยิ่ง

 


15. เริ่มเขียนคำทำนายบันลือโลก

            ในช่วงเดียวกันนี้  นอสตราดามุสได้สนอกสนใจในวิชาโหราศาสตร์มากเป็นพิเศษ และพลังความสามารถในการล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตของเขาก็คงจะมีอยู่ต่อไป เพราะว่าในปี  ค.. 1550 เขาได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรกในชีวิต มีชื่อว่า ออลมาแน็ค (Almanac)”  เป็นหนังสือเขียนเป็นคำโคลงง่าย ๆ ทำนายเกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศ พืชพันธุ์ธัญญาหารและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในเมืองซาลอง

            หนังสือออลมาแน็คนี้ได้รับความนิยมในหมู่ของนักอ่านมาก และมีการตีพิมพ์ออกมาทุก ๆ ปี ในช่วงที่นอสตราดามุสยังมีชีวิตอยู่  เมอซิเอ ลา     กรัว ดือ เมน  เขียนถึงหนังสือออลมาแน็คของนอสตราดามุสไว้เมื่อ ค.. 1594 ว่า  ออลมาแน็คเป็นหนังสือที่ประชาชนให้ความเชื่อถือมากเหลือเกินและเป็นหนังสือที่ขายดีมากอีกด้วย ถึงกับพวกมิจฉาชีพผู้ไม่มียางอาย ลอกเลียนแบบ  แล้วอ้างว่าเป็นฉบับของนอสตราดามุส

            น่าจะเป็นเพราะผลแห่งความสำเร็จอย่างงดงามของการทำหนังสือออลมาแน็คนี่เอง ที่เป็นแรงผลักดันให้นอสตราดามุสหันไปจับงานเขียน       หนังสือคำทำนายที่ยากขึ้นไปอีกเล่มหนึ่งชื่อ  Prophecies

            นอกจากจะมุ่งมั่นบากบั่นอยู่กับงานเขียนหนังสือ   Prophecies   แล้ว  ในช่วงเดียวกันนี้นอสตราดามุสยังสนใจในงานสร้างสรรค์เพื่อสาธารณ            ประโยชน์อื่น ๆ  ด้วย เช่น  ได้สนับสนุน นายอาดัม เดอ ลา คราปอนน์  สถาปนิกและวิศวกรชาวซาลอง  ให้ขุดคลองชลประทานเชื่อมแม่น้ำโรนกับแม่น้ำรังซ์ เพื่อนำน้ำจากคลองแห่งนี้ไปแก้ปัญหาความแห้งแล้งในพื้นที่เพาะปลูกในอาณาบริเวณรอบ ๆ เมืองซาลอง

            นอสตราดามุสไม่เพียงแต่บริจาคเงินก้อนมหึมาเพื่อช่วยเหลือโครงการนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ให้กำลังใจและให้คำแนะนำบางประการแก่นายคราปอนน์ตลอดเวลาอีกด้วย  ปัจจุบันคลองส่งน้ำแห่งนี้ยังคงใช้ทำประโยชน์ทางด้านการชลประทานอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้

            นอสตราดามุสกล่าวไว้ในหนังสือ  Prophecies ว่า  เขาได้ทำการดัดแปลงห้อง ๆ หนึ่งที่ชั้นบนสุดในบ้านของเขาที่เมืองซาลอง  ให้เป็นห้องศึกษาค้นคว้าตำราทางไสยศาสตร์ เขาจะเข้าไปนั่งอยู่ในห้องนี้ตามลำพังในตอนกลางคืน

            นอสตราดามุสเปิดเผยในหนังสืออีกเล่มหนึ่งว่า เขาได้เผาตำราทางไสยศาสตร์หลายต่อหลายเล่มทิ้งในทันทีที่ได้ศึกษาค้นคว้าเสร็จ จึงทำให้เกิดความสงสัยกันว่าเพราะเหตุใดคนที่เป็นนักปราชญ์อย่างนอสตราดามุส จึงไม่รักและเสียดายหนังสือดี ๆ เหล่านี้  เหตุผลสำคัญที่เขาต้องเผาตำรับตำราทางไสยศาสตร์เหล่านี้ทิ้ง ก็ด้วยความเกรงกลัวว่า  เจ้าหน้าที่ของฝ่ายศาสนจักรคาทอลิกอาจจะเข้ามาตรวจค้นในบ้าน  และพบตำราต้องห้ามเหล่านั้นเข้า

            ตำราสำคัญเล่มหนึ่งที่นอสตราดามุสนำมาใช้ศึกษาค้นคว้าทางไสยศาสตร์   คือ De Mysteriis Egyptorum พิมพ์ที่เมืองลีอองส์ เมื่อ ค.. 1547

 


16. ได้ศิษย์เอก

            ในปี ค.. 1554 นอสตราดามุสได้คนสำคัญคนหนึ่งมาเป็นศิษย์เอก ชื่อ  ดร.ฌอง-เอเมอส์ เดอ ชาวิญญี  ดร.ชาวิญญีผู้นี้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ คือ เป็นถึงนายกเทศมนตรีเมืองโบน แต่ยอมสละตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ออกมาเป็นศิษย์ของนอสตราดามุสเพียงเพื่อต้องการศึกษาวิชาโหราศาสตร์และดาราศาสตร์

            เมื่อ ดร.ชาวิญญี มาสมัครเป็นศิษย์ของนอสตราดามุสนั้น เขามีอายุเพียง 30 ปี  แต่เป็นผู้มีคุณวุฒิทางการศึกษาสูงเด่นมาก   คือสำเร็จปริญญาเอกถึงสองสาขา ได้แก่สาขาเทววิทยาและสาขานิติศาสตร์ ซึ่งคนที่ยังหนุ่มแน่นและมีความรู้สูงอย่าง ดร.ชาวิญญี  หากให้ทำงานอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ  ก็เป็นที่หวังได้ว่าอนาคตจะต้องรุ่งโรจน์ก้าวไปได้ไกลมาก    แต่เขากลับยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความประสงค์เพียงต้องการสนองความอยากรู้อยากเห็นของตนเท่านั้นเอง

            สาเหตุที่ ดร.ชาวิญญี ตัดสินใจมอบตัวเป็นศิษย์ของนอสตราดามุส  ก็เพราะได้แรงกระตุ้นมาจากคำพูดของกวีประจำราชสำนักผู้หนึ่ง ชื่อ ฌอง เดอร่าต์  ซึ่งเป็นบุคคลที่เลื่อมใสศรัทธาในผลงานของนอสตราดามุสเป็นอย่างมาก กวีฌอง เดอร่าต์เป็นระดับปัญญาชนคนหนึ่งในสมัยนั้น ซึ่งนอกจากจะเป็นกวีประจำราชสำนักแล้ว เขายังดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาภาษากรีกประจำอยู่ที่วิทยาลัยกอลแลช เดอ ฟรังซ์ อีกด้วย

            ดร.ฌอง-เอเมอส์ เดอ ชาวิญญี เป็นตัวอย่างของศิษย์ที่มีความ กตัญญูกตเวทีต่ออาจารย์ หลังจากที่นอสตราดามุสเสียชีวิตไปแล้ว   ดร. ชาวิญญีก็ไม่เคยลืมบุญคุณ เขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับนอสตราดามุสไว้หลายเล่ม นอกจากนั้น  เขายังทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการเรียบเรียงหนังสือคำทำนายของนอสตราดามุสชื่อ  Prophecies  ซึ่งตีพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์เป็นครั้งแรกเมื่อ ค..1568

            นับตั้งแต่นอสตราดามุสประสพผลสำเร็จอย่างงดงามจากการเขียนหนังสือ ออลมาแน็คดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น เขาได้เริ่มจับงานเขียนด้านอื่น ๆ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นต้นว่า  งานเขียนสูตรยารักษาคนไข้และสูตรเครื่องสำอางต่าง ๆ รวมทั้งได้ตีพิมพ์หนังสือ  Horus Apollo  ซึ่งแปลจากภาษากรีกเป็นภาษาฝรั่งเศส จนในที่สุดเมื่อปี ค.. 1552 เขาได้ตีพิมพ์หนังสือ อีกเล่มหนึ่งชื่อ  Traite des Pardemens

            เมื่อถึงปี  ค.. 1554   นอสตราดามุสได้ญาณพิเศษสามารถล่วงรู้ว่าจะเกิดยุคเข็ญในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝรั่งเศส มิหนำซ้ำยังเกิดอาเพศหลายอย่างซึ่งเป็นลางบอกเหตุ ว่าสิ่งที่นอสตราดามุสรู้เห็นด้วยญาณพิเศษนี้จะต้องเกิดขึ้นจริง ดังที่  ซีซาร์บุตรชายของนอสตราดามุสเขียนไว้ตอนหนึ่งในหนังสือชื่อ Histoire de Provence ว่า

            “ในปี ค.. 1554 มีเหตุอาเพศหลายอย่างอุบัติขึ้นเป็นลางร้ายในประเทศฝรั่งเศส ที่สำคัญก็คือ บรรดาทารกที่เกิดใหม่มักมีร่างกายพิกลพิการ เช่น ในปลายเดือนมกราคมของปีนี้  ที่เมืองเซนาส์มีทารกคนหนึ่งเกิดมามีร่างกายประหลาด เป็นเด็กสองหัว หน้าตาน่าเกลียวน่ากลัว ราวกับเป็นลูกปีศาจมาเกิด  บรรดาโหรซึ่งเชี่ยวชาญในการทำนายทายทักเหตุการณ์ในอนาคต เมื่อเห็นทารกร่างกายประหลาดคนนี้แล้วต่างก็ทำนายตรงกันว่า        จะมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นกับประเทศฝรั่งเศส นอกจากมีเด็กประหลาดเกิดที่เมืองเซนาส์แล้ว  อีก 6 สัปดาห์ต่อมาที่บริเวณใกล้ ๆ  เมืองซาลองก็ยังมีแม่ม้าตัวหนึ่งตกลูกออกมาเป็นสัตว์ประหลาดมีหัวสองหัว จากการที่มีมนุษย์และสัตว์ประหลาดเกิดมาเช่นนี้ นอสตราดามุสได้ประมวลเหตุการณ์แล้วทำนายว่า จะเกิดปัญหาการแตกแยกครั้งร้ายแรงในประเทศฝรั่งเศสในอนาคต

            ในกาลต่อมา ปรากฏว่าคำทำนายของนอสตราดามุสเป็นจริง คือ ประชาชนฝรั่งเศสเกิดแตกแยกกันเพราะปัญหาความขัดแย้งทางด้านศาสนา   จนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองถึงสามครั้ง  ก่อนที่พระเจ้าอังรี เดอ นาวาร์เรอ จะเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสต่อจากราชวงศ์วารัวส์ ซึ่งได้ถูกทำลายลง และเป็นการสถาปนาราชวงศ์ใหม่เข้าปกครองประเทศฝรั่งเศส

            ในช่วงที่เกิดอาเพศมีมนุษย์และสัตว์ประหลาดมาเกิดนั้น นอสตราดามุสอยู่ในระหว่างเขียนหนังสือคำทำนาย ชื่อ  Prophecies  อยู่ ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีคำทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ  ที่จะอุบัติขึ้นในโลกในแต่ละยุคสมัย จวบจนกระทั่งถึงวันอวสานของโลก

            ดร.ชาวิญญี ได้เขียนถึงหนังสือคำทำนายเล่มนี้ว่า นอสตราดามุสเขียนคำทำนายเหตุการณ์ของโลกเสร็จแล้วก็เก็บเอาไว้ ยังไม่ยอมตีพิมพ์ออกเผยแพร่  เพราะเห็นว่าเนื้อหาสาระในคำทำนายเหล่านั้นจะกระทบกระเทือนต่อผู้อื่น แต่ในที่สุดนอสตราดามุสมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสงเคราะห์ต่อชาวโลก จึงได้ตีพิมพ์คำทำนายของเขาออกสู่สายตาของสาธารณชน  ผลที่ออกมาก็คือ คำทำนายเหล่านี้เกิดโด่งดังขึ้นมา จนเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาโจษขานและพูดกันติดปากในหมู่ประชาชนฝรั่งเศสและชาวต่างประเทศต่าง ๆ

            หนังสือคำทำนาย   Prophecies   ของนอสตราดามุส เริ่มตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อ ค..1555  ที่เมืองลีอองส์ ประเทศฝรั่งเศส  เป็นฉบับที่พิมพ์ยังไม่สมบูรณ์ แบ่งคำทำนายออกเป็นหมวด ๆ เรียกว่า เซ็นจูรี  (Century) ที่มีคำทำนายครบหนึ่งร้อยบท คือ เซ็นจูรีที่ 1 เซ็นจูรีที่ 2 และ    เซ็นจูรีที่ 3 ส่วนในเซ็นจูรีที่ 4 มีคำทำนายเพียง 53 บท ในคำทำนายในฉบับที่พิมพ์ครั้งแรกนี้ นอสตราดามุสเขียนคำอุทิศความดีของหนังสือให้แก่ซีซาร์  บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา

            ต่อมาเมื่อปี ค.. 1557 ได้มีการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยเพิ่มคำทำนายลงไปในเซ็นจูรีที่ 4 จนครบบริบูรณ์ และในเล่มใหม่นี้มีการเพิ่ม เซ็นจูรีที่ เซ็นจูรีที่  7 พิมพ์ลงในเล่มด้วย เฉพาะเซ็นจูรีที่ 7 เท่านั้นที่มีคำทำนายยังไม่ครบบริบูรณ์

            ที่ใช้คำว่า เซ็นจูรีนี้ ไม่ได้หมายความว่า ร้อยปีหรือศตวรรษ”  อย่างที่เราท่านเข้าใจในภาษาปัจจุบัน แต่ทว่าเป็นการเรียกคำโคลงคำทำนายที่แยกออกเป็นกลุ่ม ๆ ละร้อยคำโคลง และร้อยคำโคลงคำทำนายจัดเป็นหนึ่งเซ็นจูรี

            นอสตราดามุสตั้งใจไว้ว่าจะเขียนให้ครบ  10  เซ็นจูรี   ซึ่งจะทำให้มีคำทำนายรวมทั้งสิ้น1,000 บท แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ จึงไม่ยอมเขียนเซ็นจูรีที่ 7 ให้จบสมบูรณ์  ปล่อยให้คาราคาซังอยู่เช่นนั้น และมีหลักฐานจากที่ต่าง ๆ   ระบุว่านอสตราดามุสตั้งใจที่จะเริ่มเขียนเซ็นจูรีที่  11 และเซ็นจูรีที่ 12 ต่อไป แต่มาเสียชีวิตลงไปเสียก่อน

            คำโคลงต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในคำทำนายของนอสตราดามุสนี้ เขียนโดยวิธีวางตัวอักษรสลับที่ผสมผเสปนเปกันไปจนยุ่งเหยิง ภาษาที่ใช้เขียนคำโคลงก็มีหลายภาษา คือ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาพื้นเมืองของมณฑลโปรวองซ์     และภาษาอิตาเลียน นอสตราดามุสได้หาทางป้องกันอันตรายจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นนักไสยศาสตร์จากฝ่ายศาสนจักรคาทอลิก โดยการเขียนคำทำนายให้สับสน จนยากที่จะจับต้นชนปลายได้

            เพราะคำทำนายเหล่านี้นี่เอง ทำให้ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของนอสตราดามุสขจรขจายไปทั่วฝรั่งเศสและทั่วยุโรปอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ทั้ง ๆ ที่ในสมัยนั้นคนส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ออก และทั้งหนังสือก็มีราคาค่อนข้างแพง ซึ่งผู้ที่พอจะหาซื้อมาอ่านได้ก็มีเฉพาะแต่คนร่ำรวยเท่านั้น

            หนังสือคำทำนายของนอสตราดามุส  นอกจากจะเป็นที่นิยมอ่านกันในหมู่ประชาชนธรรมดาแล้วยังได้ระบาดเข้าไปในแวดวงของนักอ่านในราชสำนักฝรั่งเศสอีกด้วย  อย่างไรก็ตามแม้ว่าประชาชนจากทุกสารทิศจะนิยม ยกย่องคำทำนายของนอสตราดามุส  แต่ก็มีบุคคลบางพวกซึ่งมีจำนวนมิใช่น้อย มีปฏิกิริยาต่อต้านคำทำนายของเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ  พวกแพทย์และนักโหราศาสตร์ ซึ่งพากันกล่าวโจมตีนอสตราดามุสว่า ไม่รักศักดิ์ศรีในความเป็นแพทย์ลดตัวลงมาทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักการทางวิทยาศาสตร์

 


17. เข้าเฝ้าพระราชินีแห่งฝรั่งเศส

            ผลปรากฏว่า คำทำนายบางตอนในหนังสือ Prophecies มีข้อความที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่ข้าราชบริพารในราชสำนักฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้แก่คำทำนายที่ว่า พระเจ้าอังรีที่ 2 แห่งฝรั่งเศสจะสิ้นพระชนม์ ในสนามประลองฝีมือ เพราะคำทำนายนี้เองที่ทำให้ พระนางแคทรีน เดอ เมอดีซี พระราชินีแห่งฝรั่งเศส  ทรงหวั่นพระทัยถึงกับทรงรับสั่งให้คนเดินทางไปตามตัวนอสตราดามุสมาเข้าเฝ้า

            นอสตราดามุสเริ่มออกเดินทางมากรุงปารีส  เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.. 1556 การเดินทางมาครั้งนี้ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนแทนที่จะเป็นสองเดือนอย่างปกติ ทั้งนี้เพราะ พระนางแคทรีนทรงร้อนพระทัยมาก ถึงกับทรงมีรับสั่งให้จัดม้าเร็วไปรับถึงเมืองซาลอง และเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นอสตราดามุสได้เข้าพักอยู่ในโรงแรมแซงต์  มิเชล ซึ่งอยู่ใกล้ย่านตำบลนอเทรอดัม

            สมเด็จพระราชินีคงจะร้อนพระทัยอยากพบมาก เพราะว่าในวันรุ่งขึ้นพระนางได้ทรงส่งหัวหน้าสมุหราชองครักษ์ไปพานอสตราดามุสมาเฝ้าที่พระราชวัง  แซงต์  เยอแม็ง อังเลอี ในทันที

 



18. ทำนายชะตากรรมพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส

            ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ในวันที่นอสตราดามุสเข้าเฝ้า ได้บันทึกไว้ว่า   พระนางเมอดีซี  ทรงสนทนาอยู่กับนอสตราดามุส นานประมาณ  2 ชั่วโมง  สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่พระนางทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งคนไปตามนอสตราดามุสมาเข้าเฝ้า  ก็เพราะคำทำนายบทที่ 35  ในเซ็นจูรี  ที่ 1 ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับคำทำนายของ ลุค กอลิค โหรผู้โด่งดังชาวอิตาเลียน   ซึ่งทำนายไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.. 1556

            โหรลุค กอลิค เขียนคำทำนายส่งมาถวาย พระเจ้าอังรีที่ เพื่อกราบทูลเตือนพระองค์มิให้ทรงทำการประลองฝีมือกับผู้ใดอย่างเด็ดขาด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   ห้ามประลองฝีมือในปีที่พระองค์มีพระชนมายุ 41 พรรษา มิฉะนั้นพระองค์จะได้รับอันตราย คือจะได้รับบาดเจ็บที่พระเศียร หรือถึงขั้นพระเนตรบอด หรือสิ้นพระชนม์ อย่างใดอย่างหนึ่ง คำทำนายของโหร ลุค  กอลิคนี้เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางในหมู่ข้าราชบริพารในราชสำนักเพราะมีรายงาน ว่าพระเจ้าอังรีที่ 2 ทรงปรึกษาหารือเรื่องนี้กับ นายอังเนอ เดอ มองต์โมรังซี หัวหน้าตำรวจหลวง และข้าราชการในพระราชสำนักอื่น ๆ อีก 2 คนคือ โคลด แดโอเบอส์ปีน  และ  บรังโตเมอ ซึ่งเรื่องนี้มีปรากฏอยู่ในบันทึกความทรงจำของบุคคลทั้งสาม คำทำนายของนอสตราดามุสในเรื่องดังกล่าวนี้ที่เป็นภาษาฝรั่งเศสมีดังนี้

            Le lion jeune le lvieux surmontera,

            En champ bellique par singulier duelle :

            Dons caige d’or les yeux lue creverg,

            Deux classes une, plus mouriir, mort cruelle.

            แปลความว่า สิงห์หนุ่มจะชนะสิงห์เฒ่าในการประลองยุทธ์ สิงห์หนุ่มจะตะปบถูกตาสิงห์เฒ่าแตก สิงห์หนุ่มจะถูกล้อมจับไปขังในกรงทอง สิงห์ เฒ่าจะได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานยิ่ง

            ว่ากันว่า  พระนางแคทรีน เมอดีซี  ได้ทรงตรัสถามนอสตราดามุสเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอังรีที่ 2 ผู้พระสวามี และพระนางก็ได้รับคำตอบจนเป็นที่พอพระทัย  ทรงมีศรัทธาเลื่อมใสในคำทำนายของนอสตราดามุส จวบจนกระทั่งสิ้นประชนม์

            ส่วนพระเจ้าอังรีที่ 2 นั้น ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้นอสตราดามุสเข้าเฝ้าเป็นระยะเวลาเพียงสั้น ๆ พระองค์มิได้สนพระทัยในคำทำนายมากนัก อย่างไรก็ตาม พระองค์ได้พระราชทานเงินแก่นอสตราดามุส  จำนวน 100 เหรียญ ส่วนพระนางแคทรีน เมอดีซี ทรงพระราชทานเพิ่มให้อีก 30 เหรียญ

            ว่าที่จริงเงินที่ได้รับพระราชทานในครั้งนี้ หากจะว่าไปแล้วยังไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่นอสตราดามุสใช้ในการเดินทางเข้ามาเฝ้าในครั้งนี้ด้วยซ้ำไป  เฉพาะเที่ยวมากรุงปารีสเที่ยวเดียวได้ใช้จ่ายไปถึง 100 เหรียญ เมื่อเดินทางถึงกรุงปารีสแล้ว นอสตราดามุสไม่มีเงินเหลือติดตัวอยู่เลยจึงได้ยืมเงินจากชายผู้หนึ่งชื่อ มองซิเออ โมเรล

            หลักฐานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากจดหมายที่เขียนโต้ตอบกัน  ระหว่างนอสตราดามุสกับมองซีเออ โมเรล โดยนอสตราดามุสเขียนจดหมายถึง บอกว่า เขาได้รับจดหมายลงวันที่ 12 ตุลาคม ค.. 1561 ของมองซีเออ โมเรลแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.. 1561

            จดหมายฉบับนี้ได้ท้าวความว่า เมื่อนอสตราดามุสเดินทางไปตกระกำลำบากในปารีส  คราวไปเข้าเฝ้าพระนางแคทรีนเมื่อปี ค.. 1556 นั้น ได้ยืมเงินจากโมเรล  เป็นจำนวน 12 เหรียญ 2 เซนต์ ตอนเข้าเฝ้าพระนางแคทรีน นอสตราดามุสได้กราบทูลเพื่อให้พระนางเมตตาชดใช้หนี้จำนวนนี้แก่นายโมเรลแทนตน แต่พระนางไม่ทรงยินยอม

            จดหมายที่นอสตราดามุสเขียนถึงครั้งนี้  เป็นการตอบจดหมายฉบับที่สอง  ซึ่งนอสตราดามุสอ้างว่า  ตนไม่ได้รับจดหมายทวงหนี้ฉบับแรก           นอสตราดามุสบอกนายโมเรลให้นำกระดาษบันทึกที่เขาแนบมาด้วยกับจดหมายไปมอบให้กับเพื่อน ๆ ของนอสตราดามุส  ที่ทำงานอยู่ในราชสำนักของพระเจ้าอังรีที่ 2 ซึ่งเพื่อน ๆ  จะเป็นผู้ใช้หนี้ให้นายโมเรลแทน

            ในจดหมาย นอสตราดามุสบอกกับนายโมเรลด้วยว่า เขาจะเดินทางไปปารีสอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้านี้  เมื่อเหตุการณ์วุ่นวายทางด้านศาสนาได้เงียบสงบลงแล้ว ทั้งนี้เพื่อหาที่เรียนในปารีสให้ซีซาร์ลูกชายของเขา และเขาจะไปเยี่ยมนายโมเรลในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย     จดหมายมีลายเซ็นของเลขานุการ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นลายเซ็นของ ดร.ชาวิญญี   ติดตามด้วยลายเซ็นของนอสตราดามุส

 



19. ผูกดวงให้พระราชโอรสและพระราชธิดา

            หลังจากที่นอสตราดามุสเข้าเฝ้า พระเจ้าอังรีที่ 2 และพระนางแคทรีน        ในครั้งแรกแล้วนั้น เขายังไม่ได้เดินทางกลับบ้านที่เมืองซาลองในทันที ยังวนเวียนอยู่แถวปารีสต่อไปอีก แต่ทว่าได้ย้ายที่พักจากโรงแรมแซงต์ มิเชล ไปพักอยู่ที่บ้านอันหรูหราของ อาร์คบิช็อบแห่งเมืองซังส์  และได้พักอยู่ที่นี่เป็นเวลาสองสัปดาห์

            ต่อมาพระนางแคทรีนทรงส่งคนไปตามตัวนอสตราดามุสมาเข้าเฝ้าอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ได้รับมอบหมายจากพระนางให้ ผูกดวงชะตาของ พระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง 7   พระองค์ของพระนาง นอสตราดามุสทำการผูกดวงตามหลักโหราศาสตร์แล้วทำนายว่า พระราชโอรสทุกพระองค์ของพระนางแคทรีนจะได้เป็นกษัตริย์ แต่ในกาลต่อมาปรากฏว่า  คำทำนายไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด ทั้งนี้เพราะในพระราชโอรส 4 พระองค์นั้น มีองค์หนึ่งพระนามว่า ฟรังซัวส์  ทรงสิ้นพระชนม์ก่อนเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ เป็นไปได้ไหมว่าที่ทำนายไว้เช่นนั้น ที่จริงแล้วเขาหมายถึงว่าพระนางแคทรีนจะทรงเห็นพระราชโอรสเป็นกษัตริย์  4 พระองค์  ไม่ได้หมายความถึงว่า        พระราชโอรสทั้ง พระองค์จะได้เป็นกษัตริย์  หากตีความใหม่เป็นเช่นนี้  ก็แสดงว่านอสตราดามุสทำนายไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว  เพราะว่าพระราชโอรสของพระนางที่พระนามว่า  อังรีที่ ทรงเป็นกษัตริย์ถึง 2 ประเทศ คือ เป็นกษัตริย์โปแลนด์ก่อนแล้วจึงเสด็จกลับมาเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศส

 



20. ติดตามสุนัขหาย

            มีเรื่องเล่ากันว่า ในระหว่างพักอยู่ในปารีสนั้น  นอสตราดามุสได้ดูดวงชะตาและทำนายทายทักโชคชะตาราศีให้ใครต่อใครอีกมากมาย ทั้ง ๆ  ที่ในตอนนั้นเขาเองได้เริ่มป่วยเป็นโรคปวดในข้อ(โรคเก๊าท์) เดินไปไหนไม่ค่อยสะดวกนัก ได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่ในที่พัก  แต่ตลอดเวลาจะมีขุนนาง และพวกที่ร่ำรวยในกรุงปารีสแห่กันมายังที่พัก เพื่อให้เขาผูกดวงและทำนายทายทักเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้

            วันหนึ่ง เป็นช่วงที่ปลอดแขก ขณะที่นอสตราดามุสกำลังพักผ่อนอิริยาบถอยู่ในห้องพลันก็มีเสียงคนมาเคาะประตูร้องเรียกเขาอยู่นอกห้อง  พอได้ยินเสียงเคาะประตูเท่านั้น  ผู้หยั่งรู้ฟ้าดินก็สามารถรู้ด้วยทิพยญาณว่า สุนัขตัวโปรดตัวหนึ่งของขุนนางตระกูลโบแวส์ได้หายออกไปจากบ้าน  ขุนนางได้พยายามส่งคนออกเที่ยวตามหาหลายแห่งแล้ว แต่ไม่พบร่องรอย จึงได้ส่งคนใช้คนสนิทมาเพื่อสอบถามว่าสุนัขตัวนี้หายไปไหน

            นอสตราดามุสรู้เรื่องตลอด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เปิดประตูออกไปถามเด็กรับใช้ของขุนนางซึ่งกำลังเคาะประตูอยู่ข้างนอกห้อง จึงได้ตะโกนบอกเด็กคนนั้นให้เดินไปทางถนนสายที่จะไปเมืองออร์เลอังส์ ซึ่งที่นั่นจะเห็นมีคนเดินจูงสุนัขตัวนั้นอยู่

            เมื่อเด็กรับใช้ของขุนนางไปที่ถนนสายนั้น ก็ได้เห็นคนใช้ของขุนนางอีกคนหนึ่งกำลังจูงสุนัขตัวที่หายไปนั้นเดินมุ่งหน้ากลับบ้านของท่านขุนนางผู้เป็นนาย เรื่องราวความเป็นผู้มีตาทิพย์ของนอสตราดามุสจึงดังระเบิด  ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟไหม้ป่า ผู้คนทั่วทั้งในเมืองและในราชสำนักต่างกล่าวขวัญถึงชื่อของนอสตราดามุสด้วยกันทั้งนั้น

 



21. ถูกฝ่ายศาสนจักรคุกคาม

            หลังจากข่าวนี้แพร่สะพัดไปได้ไม่นาน ก็มีหลายคนมาเตือนนอสตรา            ดามุสให้ระวังตัว  เพราะว่าศาลพระของฝ่ายศาสนจักรคาทอลิกที่กรุงปารีส กำลังเตรียมการสอบสวนเพื่อเล่นงานเขาอยู่ ในข้อหาที่ประพฤติตนเป็นเยี่ยงนักไสยศาสตร์

            เมื่อรู้ว่าอันตรายกำลังจะมาเยือน  นอสตราดามุสจึงได้รีบเก็บข้าวของ  เดินทางกลับเมืองซาลองบ้านของเขาในทันที เขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวเมืองซาลอง  ในฐานะเป็นบุคคลสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เมืองซาลอง เมื่อกลับมาอยู่ที่บ้านกับครอบครัวแล้ว   นอสตราดามุสก็ยังไม่หายจากโรคปวดข้อ (โรคเก๊าท์) ดูเหมือนอาการของโรคจะหนักยิ่งกว่าที่อยู่ในปารีสเสียอีก  วันหนึ่ง ๆ ผ่านไปโดยที่เขาทำงานหนักอะไรไม่ได้เลย แต่งานที่เขายังพอทำได้ต่อไปก็คือการผูกดวงให้กับบุคคลสำคัญ ๆ ที่ไปมาหาสู่ที่บ้าน

            นอกจากนั้นเขายังคงมุมานะเขียนหนังสือคำทำนาย Prophecies  บทที่เหลือ ๆ  อยู่ต่อไปจนจบสมบูรณ์ เมื่อเขียนต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้จบแล้ว นอสตราดามุสไม่ได้ตีพิมพ์เป็นเล่มในทันที  ได้แต่แจกจ่ายคำทำนายบางตอนในต้นฉบับให้แก่ผู้สนใจนำไปอ่านกัน จวบจนกระทั่งปี ค.. 1568 หลังจากนอสตราดามุสเสียชีวิตได้ 2 ปี หนังสือเล่มนี้จึงได้รับการตีพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์เป็นครั้งแรก

 


22. คำทำนายดวงชะตาของกษัตริย์ฝรั่งเศส

            เหตุที่นอสตราดามุสไม่ยอมพิมพ์หนังสือคำทำนายเล่มนี้ทันทีที่เขียน ต้นฉบับเสร็จนั้น  น่าจะเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากการ สิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอังรีที่ พระสวามีในพระนางแคทรีน เมอดีซี  และที่สำคัญที่สุดก็อย่างที่กล่าวมาแล้วคือ  นอสตราดามุสได้เขียนคำทำนายเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ไว้ ในคำโคลงที่ 35 ในหมวดเซ็นจูรีที่ 1

            เมื่อคำทำนายของเขาปรากฏเป็นจริงขึ้นมาเช่นนั้น  เขาจึงคิดว่าหากพิมพ์มันออกไปเป็นเล่มน่าจะเป็นการไม่ดีเป็นแน่   ควรที่จะรอไปอีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอังรีที่ 2 จะเลือนหายไปจากความทรงจำของประชาชน

            เรื่องราวเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าอังรีที่ มีอยู่ว่า ในฤดูร้อนปี ค.. 1559 ทางราชสำนักฝรั่งเศสได้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งยิ่งใหญ่มโหฬารแก่เจ้านายในราชสำนัก พร้อมกันสองคู่ โดยมีจุดมุ่งหมาย ทางการเมืองเป็นสำคัญ คือสร้างความมั่นคงทางการเมืองให้แก่ราชวงศ์วารัวส์ คู่แรก  เจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธ พระราชธิดาในพระเจ้าอังรีที่ และพระนางแคทรีน เดอ เมอดีซี  ทรงอภิเษกสมรสกับ  พระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งประเทศ สเปน ส่วนคู่ที่สอง เจ้าฟ้าหญิงมาร์กูรีต์ พระกนิษฐภคินีในพระเจ้าอังรีที่ ทรงอภิเษกสมรสกับ ดยุคแห่งเมืองซาวอย

            หลังจากเสร็จพิธีอภิเษกสมรสครั้งนี้แล้ว ได้มีการจัดงานมหกรรม      สมโภชต่อไปอีกสามวัน  ซึ่งในงานนี้มีการจัดประลองฝีมือกันที่ถนนแซงต์  อังตวน    ในกรุงปารีสอีกด้วย

            ในการประลองฝีมือในสองวันแรก พระเจ้าอังรีที่ ทรงเข้าประลองฝีมือด้วย  ปรากฏว่าพระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือคู่แข่งขันทุกคน ในวันที่สาม  พระองค์ทรงลงแข่งประลองฝีมือกับ กาเบรียล ลอร์จ คอมต์ เดอ มองต์โก     เมอรี่  สมุหราชองครักษ์ชาว

สก็อต ในยกแรก ๆ  ของการแข่งขันวันนี้ ทางฝ่าย  มองต์โกเมอรี่ ได้แสดงความสามารถออกมาว่ามีฝีมือเท่าเทียมกับพระเจ้าอังรี ที่ แต่พระเจ้าอังรีที่ 2 ทรงมีทิฐิมานะอย่างแรงกล้า จึงได้ทรงท้ามองต์โกเมอรี่  ให้ประลองฝีมือจนถึงขั้นให้รู้แพ้รู้ชนะกันในยกที่สาม

            แม้ว่า พระเจ้าอังรีที่ 2 จะฉลองพระองค์ด้วยเสื้อเกราะแน่นหนา  แต่ทว่าในการสู้กันในยกที่สามนี้ มองต์โกเมอรี่บังเอิญแทงอาวุธประลองซึ่งเป็นไม้ธรรมดาลอดช่องมองของพระมาลา (หมวก) ถูกพระเจ้าอังรีที่ 2 ได้รับบาดเจ็บที่พระเนตรและพระศอ อีก 10  วันต่อมาพระองค์ก็สิ้นพระชนม์เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ซึ่งก็ตรงกับคำทำนายของนอสตราดามุสที่ว่า พระเจ้าอังรีที่ ซึ่งนอสตราดามุสเปรียบเปรยว่าเป็นสิงห์เฒ่าต่อสู้กับสิงห์หนุ่ม   สิงห์หนุ่มจะชนะ  สิงห์เฒ่าจะตาแตกและเสียชีวิต  เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

            ว่ากันว่า ในช่วงก่อนที่พระเจ้าอังรีที่ 2 และมองต์โกเมอรี่จะลงสนามแข่งขันกันในรอบสุดท้ายนั้น พระนางแคทรีน เดอ เมอดีซี ทรงหวั่นพระทัยเหมือนกับเป็นลางสังหรณ์ว่า  เหตุการณ์จะเหมือนในคำทำนายของ ลุค กอลิค โหรชาวอิตาเลียน และใน คำทำนายของนอสตราดามุส  พระนางจึงทรงมีลายพระหัตถ์กราบทูลพระสวามีให้ทรงล้มเลิกการประลองยุทธ์ในรอบสุดท้ายนี้

            นอกจากนั้น ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น  เด็กชายคนหนึ่งที่ได้เข้าไปรอชมการประลองฝีมือในครั้งนี้ ได้ร้องตะโกนกราบทูลมิให้พระเจ้าอังรีที่ 2 ทรงทำการประลองฝีมือต่อไป แต่ทว่า พระเจ้าอังรีที่ 2 มิได้สนพระทัยในคำกราบทูลของพระราชินีและเสียงตะโกนเตือนของเด็กคนนั้น ผลก็คือพระองค์ต้องสูญเสียพระชนม์ชีพในที่สุด

            หลังจากนั้นต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ของพระราชสำนัก  ได้นำตัวหนูน้อยที่ร้องตะโกนในวันนั้นมาทำการสอบสวน เด็กคนนั้นได้ให้การว่า ตนไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงทำให้ใจกล้าตะโกนไปในวันนั้น ตนรู้แต่เพียงว่า หากพระเจ้าอังรีที่ 2 ทำการสู้รบต่อไป พระองค์จะทรงได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต

            มองต์โกเมอรี่   เกรงกลัวความผิดฐานทำให้พระเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์   เขาจึงได้หลบหนีออกจากพระราชวังไป แม้ว่าพระเจ้าอังรีที่ 2 จะทรงมี    กระแสรับสั่งก่อนสิ้นพระชนม์ว่าพระองค์ทรงพระราชทานอภัยโทษให้มองต์ โกเมอรี่  แต่พระนางแคทรีนไม่ทรงยอมพระราชทานอภัยโทษให้  พระนางได้ทรงส่งเจ้าพนักงานออกติดตามจับกุมมองต์โกเมอรี่มาขังคุกไว้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ตรงกับตอนหนึ่งในคำทำนายที่ว่า สิงห์หนุ่มจะถูกจับมาคุมขังในกรงทอง

 


23. ถูกชาวปารีสประท้วงขับไล่

            กล่าวกันว่า  มองต์โมรังซี  หัวหน้าตำรวจหลวงประจำราชสำนักฝรั่งเศส   ได้พลั้งปากพูดวิจารณ์ในที่ชุมนุมชนแห่งหนึ่งว่า ที่พระเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์คราวนี้ เพราะไอ้โหรระยำมันทำนายกันเอาไว้

            แม้ว่ามองต์โมรังซี ไม่ได้บอกอย่างแน่ชัดว่า โหรระยำที่ว่านั้นเป็นนอสตราดามุส  หรือว่าลุค กอลิค โหรชาวอิตาเลียนที่ส่งคำทำนายมาถวายพระเจ้าอังรีที่ 2 กันแน่  แต่พวกประชาชนที่ได้ยินคำนี้ต่างเข้าใจว่าเป็นนอสตราดามุส จึงโกรธแค้นมากพากันเดินขบวนประท้วง โห่ร้องสาปแช่งและแห่หุ่นนอสตราดามุสไปเผาที่จัตุรัสแห่งหนึ่งในกรุงปารีส นอกจากนั้น   ฝูงชนในกรุงปารีสยังได้เรียกร้องให้ฝ่ายศาสนจักรจัดการขั้นเด็ดขาดกับเขาอีกด้วย

            เงามหาภัยจากศาสนจักรได้ทาบลงสู่ชีวิตของนอสตราดามุสอีกครั้งหนึ่ง   หลังจากที่เขาเคยโดนคณะกรรมการสอบสวนที่เมืองตูลูสเล่นงานแบบนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อน

            อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสยังคงมีชีวิตปลอดภัยอยู่ที่เมืองซาลอง               โดยได้รับบารมีปกป้องคุ้มครองจากพระนางแคทรีน เดอ เมอดีซี ซึ่งขณะนี้     ทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการในพระเจ้าฟรังซีส์ที่ 2 พระราชโอรสผู้ยังทรงพระเยาว์ ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดา

 



24. ทำนายชะตากรรมของราชวงศ์ฝรั่งเศส

            ราชวงศ์วารัวส์  ประสพกับชะตากรรมอันเลวร้ายอีกครั้งหนึ่ง ในเดือน พฤศจิกายน ค..1560 คราวนี้  พระเจ้าฟรังซีส์ที่ 2 ยุวกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสทรงประชวรหนัก  ยุวกษัตริย์พระองค์นี้ทรงอภิเษกกับ เจ้าหญิงแมรี่  แห่งสก็อตแลนด์ ซึ่งพระนางเสด็จมาประทับอยู่กับพระมารดา คือ  พระนางมารี เดอ กุยส์ ในราชสำนักฝรั่งเศส ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ภายหลังจากพระราชบิดาคือ พระเจ้าเจมส์ที่ 5 แห่งสก็อตแลนด์ สวรรคตแล้ว

            เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ค.. 1560 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ยุวกษัตริย์  ฟรังซีส์ที่ 2 ทรงประชวรหนักอยู่นั้น มิเชล สุรีอาโน เอกอัครราชทูตเวนิช ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ที่เมืองออร์เลอังส์  ประเทศฝรั่งเศส ได้ส่งรายงานถึงเจ้าเมืองเวนิช (สำเนารายงานฉบับนี้ ปัจจุบันอยู่ที่ห้องสมุดบีบลีโอแต็ก นาซี-โอนัล ประเทศฝรั่งเศส) แจ้งว่า

            “ปัจจุบัน ข้าราชสำนักของกษัตริย์ฝรั่งเศสแต่ละคน กำลังหวนรำลึกถึงคำทำนายบทที่ 35 ในหมวดเซ็นจูรีที่ 10 ของนอสตราดามุสกันอยู่ และโจษขานกันในเรื่องนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

            คำทำนายที่เอกอัครราชทูตเวนิชอ้างถึงนี้ เป็นคำโคลงภาษาฝรั่งเศสว่า

            Premier fils veufve malheureux mariage,

            Sans muls enfans deux Isles en discorde,

            Avant dixhuict incompetant eage,

            De l’autre pres plus bas sera l’accord.

            แปลได้ความว่า ลูกชายคนโตของแม่หม้ายจะโชคร้าย แต่งงานแล้วไม่มีลูกสืบสกุล  และจะสิ้นชีวิตก่อนอายุ 18 ปี เกาะสองเกาะจะเกิดการขัดแย้งรบพุ่งกัน  ลูกคนเล็กของแม่หม้ายจะแต่งงาน  อายุน้อยกว่าพี่ชายเสียอีก

            คำทำนายนี้เป็นที่แน่ชัดว่ากล่าวถึง พระเจ้าฟรังซีส์ ที่ 2 ที่ทรงอภิเษกสมรสกับ เจ้าหญิงแมรี่สจ๊วต แห่งสก็อตแลนด์ แต่ทั้งสองพระองค์ไม่สามารถที่จะมีพระราชโอรสและพระราชธิดาได้ ต่อมาเจ้าหญิงแมรี่ สจ๊วต ทรงเสด็จกลับประเทศสก็อตแลนด์ พระนางเป็นผู้ก่อเหตุการณ์อันนำไปสู่การขัดแย้งระหว่างประเทศสก็อตแลนด์กับประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าฟรังซีส์ที่ 2 สวรรคตก่อนพระชนมายุครบ 18 พรรษา (คือตอนอายุ 17 ปี 10 เดือน 15 วัน) พระอนุชาของพระองค์คือ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ที่ 9 ทรงอภิเษกสมรสกับ เจ้าหญิงอลิซาเบธแห่งออสเตรีย เมื่อพระชนมายุเพียง 11 พรรษาเท่านั้น

 



25. มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุโรป

            เมื่อต้นเดือนธันวาคม ค.. 1560 นิคโคโล โทร์มาบูนี่ เอกอัครราชทูตทัสคานี ประจำราชสำนักฝรั่งเศส ส่งรายงานถึง ดยุคโคสิโม แห่งฟลอเรนซ์ เพื่อแจ้งสถานการณ์ในราชสำนักฝรั่งเศส ว่า

            “พระอาการประชวรของพระเจ้าฟรังซีส์ ที่ 2 ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจนัก  และนอสตราดามุสได้ทำนายไว้ว่า   ในเดือนนี้   ราชสำนักฝรั่งเศสจะสูญเสียพระบรมวงศานุวงศ์ที่เยาว์พระชันษาถึงสองพระองค์ ด้วยโรคร้ายที่วงการแพทย์ยังไม่เคยพบมาก่อน

            คำทำนายของนอสตราดามุสก็ได้เป็นจริงอีกเช่นเคย  คือ  พระเจ้า ฟรังซีส์ ที่ ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.. 1560 และในเดือนเดียวกันนี้ มีเชื้อพระวงศ์ผู้เยาว์ของ  ราชวงศ์วารัวส์  อีกพระองค์หนึ่งได้สิ้นพระชนม์ลงที่เมือง  รอเชอ-ซีร์-ยอง    เชื้อพระวงศ์พระองค์นี้เป็นองค์รัชทายาท ลำดับสุดท้ายของ ราชวงศ์วารัวส์

            ในช่วงนี้ ชื่อเสียงของนอสตราดามุสโด่งดังออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป ดังเช่นมีหลักฐานว่าในเดือนมกราคม  ค.. 1561 ชางตองยี  เอกอัครราชทูตสเปนประจำราชสำนักฝรั่งเศส ได้ถวายรายงานกราบทูลพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปนว่า

            “ประชาชนชาวฝรั่งเศสต่างตกตะลึง ที่ราชสำนักได้สูญเสียองค์รัชทายาท ลำดับที่ 1   และลำดับสุดท้าย ในเดือนเดียวกันถึง 2 พระองค์ ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในครั้งนี้ ได้สร้างความงงงันให้แก่ราชสำนักแห่งฝรั่งเศส เพราะมันตรงกับที่นอสตราดามุสได้ทำนายไว้ ที่จริงโหรผู้นี้น่าที่ทางการ   ฝรั่งเศสจะเนรเทศออกไปนอกประเทศเสียให้รู้แล้วรู้รอด ดีกว่าที่จะปล่อยให้เขาขายคำทำนายอันจะมอมเมาประชาชนให้เชื่อในสิ่งที่เหลวไหลไร้ประโยชน์

            ในเดือนพฤษภาคม ค.. 1561 มิเชล สุรีอาโน เอกอัครราชทูตเวนิช  ก็ได้เขียนรายงานถึงเมืองเวนิชอีกครั้งหนึ่งว่า

            “มีคำทำนายอีกอย่างหนึ่งที่เล่าลือกันไปทั่วประเทศฝรั่งเศส เป็นคำทำนายที่เขียนขึ้นโดยโหรเทวดาตาทิพย์ชื่อนอสตราดามุส ซึ่งทำนายว่า      พระราชชนนีจะมีวโรกาสได้ทอดพระเนตรเห็นโอรสทั้งสามพระองค์ของพระนางได้ครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์

 



26. ทำนายของหาย

            ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ นอสตราดามุสได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากบิช็อบแห่งเมืองโอรางจ์  เป็นจดหมายที่ขอความช่วยเหลือให้ติดตามถ้วยเงินที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาใบหนึ่ง ซึ่งถูกคนร้ายโจรกรรมไปโดยปราศจากร่องรอย

            จดหมายที่นอสตราดามุสเขียนโต้ตอบ บิช็อบแห่งเมืองโอรางจ์   นี้เก็บอยู่ที่หอจดหมายเหตุเมืองอาลีร์ มีใจความว่า นอสตราดามุสได้จับยามดูแล้วทราบว่หากบิช็อบยังไม่ได้ถ้วยเงินใบนั้นคืนมาในทันที เมืองโอรางจ์จะเกิดโรคระบาดอย่างหนัก และผู้ที่ขโมยถ้วยนั้นไปก็จะเสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานยิ่ง นอสตราดามุสแนะนำให้บิช็อบปิดประกาศจดหมายของเขาไว้ในที่สาธารณะ

            แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่พบหลักฐานว่า   วิธีการที่นอสตราดามุสแนะนำสามารถทำให้โจรเกรงกลัวแล้วนำถ้วยเงินมาคืนให้บิช็อบหรือไม่

 



27. ความลับไม่มีในโลก

            อีกเรื่องเป็นทำนองตำนาน เขาเล่าว่า”  ซึ่งแสดงให้เห็นขีดความสามารถในการล่วงรู้เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างของนอสตราดามุส เล่ากันว่า เย็นวันหนึ่ง  ขณะที่นอสตราดามุสกำลังนั่งอยู่ที่หน้าประตูบ้านของเขานั้น มีหญิงสาวที่เป็นลูกสาวของเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงคนหนึ่ง เดินผ่านหน้าบ้านเพื่อที่จะเข้าไปในป่า

            นอสตราดามุสและหญิงสาวคนนั้นได้ทักทายกันดังนี้

            “สวัสดีค่ะ คุณลุง มิเชล เดอ นอสเตรอดัม

            “สวัสดีจ้ะ แม่หนูน้อย

            แต่เมื่อหญิงสาวคนเดียวกันนี้เดินกลับออกมาจากป่า  คำสนทนาทักทาย ของบุคคลทั้งสองกลับมีความบางตอนแตกต่างไปจากที่พบกันครั้งแรกดังนี้

            “สวัสดีค่ะ คุณลุง มิเชล เดอ นอสเตรอดัม

            “สวัสดีจ้ะ คุณผู้หญิง

            เหตุที่นอสตราดามุสใช้สรรพนามเรียกหญิงสาวในครั้งที่สองว่า คุณผู้หญิง”  แทนที่จะใช้ว่า แม่หนูน้อยเหมือนอย่างในครั้งแรกนั้น ก็เพราะนอสตราดามุสเห็นด้วยตาทิพย์ว่า เมื่อหญิงสาวกลับออกมาจากป่าในเย็นวันนั้น เธอไม่ได้เป็นสาวบริสุทธิ์อีกต่อไป  แต่ทว่าได้สูญเสียพรหมจารีให้กับชายผู้หนึ่งในป่าเรียบร้อยไปแล้ว

 



28. มีความสัมพันธ์กับกษัตริย์ต่างเมือง

            นอกจากจะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับราชสำนักฝรั่งเศสโดยตรงแล้ว นอสตราดามุสก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ ดยุคแห่งซาวอย และ พระนางมาร์กูรีต์ อีกด้วเหมือนกัน

            คงจำกันได้ว่า พระนางมาร์กูรีต์พระองค์นี้เป็นพระกนิษฐภคินีใน พระเจ้าอังรีที่ 2   ซึ่งในงานสมโภชพระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระนาง กับ ดยุคแห่งซาวอย  ในครั้งนั้น  ได้เกิดเหตุการณ็ร้ายขึ้น ทำให้พระเจ้าอังรีที่ 2 สิ้นพระชนม์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

            หลังจากงานพิธีอภิเษกสมรสเสร็จสิ้นลงแล้ว ดยุคแห่งซาวอยยังไม่        เสด็จกลับในทันที  เพราะว่าในตอนนั้นเมืองซาวอยเกิดกาฬโรคระบาดอย่างหนัก   พระองค์จึงตัดสินพระทัยที่จะประทับอยู่ที่เมือง ๆหนึ่งในมณฑลโปรวองซ์ ต่อมาในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.. 1559 ดยุคแห่งซาวอยมีพระราชประสงค์จะเสด็จ พระราชดำเนินไปเมืองนิช ผ่านทางเมืองซาลอง โดยมีพระนางมาร์กูรีต์ทรงร่วมไปในขบวนเสด็จของพระสวามีด้วย ดังนั้นประชาชนในเมืองซาลองจึงได้ไปรอรับเสด็จ ในครั้งนี้ซีซาร์บุตรชายของนอสตราดามุส เขียนเล่าเหตุการณ์ ในช่วงนั้นไว้ว่า

            “พระนางมาร์กูรีต์ทรงพระราชทานวโรกาสให้คุณพ่อได้เข้าเฝ้าอยู่เป็นเวลานาน  นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่คุณพ่อเป็นอย่างยิ่ง

            หลังจากนั้น ดยุคแห่งซาวอยและพระนางมาร์กูรีต์  ได้ทรงติดต่อกับนอสตราดามุสอยู่เสมอ ๆ เช่น เมื่อปี ค.. 1561  ทั้งสองพระองค์ทรงรับสั่งให้ผูกดวงชะตาราศีของทารกที่อยู่ในพระครรภ์ของพระนางมาร์กูรีต์ นอสตราดามุสผูกดวงคราวนี้โดยไม่ต้องใช้วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากแล้วทำนายว่าทารกที่อยู่ในพระครรภ์ของพระนางจะเป็นเพศชาย และต่อไปในภายภาคหน้าจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

            ปรากฏว่าคำทำนายของนอสตราดามุสมีความแม่นยำอีกตามเคย ทารกที่เขาผูกดวงทำนายไว้นี้ ต่อมาก็คือ เจ้าชายชาร์ลส์ เอ็มมานุเอล เจ้าชายพระองค์นี้ทรงมีอิทธิพลมาก  และทรงใช้อิทธิพลนี้คุกคาม พระเจ้าอังรีที่ 4 ผู้ทรงสถาปนาราชวงศ์ใหม่ในฝรั่งเศส

 


29. พระราชชนนีฝรั่งเศสเสด็จเยี่ยม

            เมื่อปี ค.. 1564 พระราชชนนี แคทรีน เดอ เมอดีซี และ พระเจ้า ชาร์ลส์ที่ 9 พระราชโอรสองค์ที่สองของพระนางพร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์อื่น ๆ ได้เสด็จพระพาสทั่วพระราชอาณาจักรฝรั่งเศส โดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่สำคัญคือ เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งเกิดการแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าตามนิกายศาสนาของตน ๆ

            การเสด็จประพาสในครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นรวม 2 ปี  และขบวนเสด็จประพาสจะหยุดอยู่ที่พรมแดนฝรั่งเศส-สเปนเป็นแห่งสุดท้าย ซึ่งพระนางเอลิซาเบธ  พระราชธิดาของพระนางแคทรีน  และพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปน พระราชบุตรเขย จะทรงรอรับเสด็จอยู่ที่จุดนี้

            พระราชชนนีทรงรับสั่งให้ลดจำนวนข้าราชบริพารที่ตามขบวนเสด็จในครั้งนี้ ให้มีจำนวนน้อยที่สุด คือให้เหลือเพียง 800 คนเท่านั้น เมื่อขบวน  เสด็จผ่านไปถึงมณฑลโปรวองซ์  พระราชชนนีทรงรำลึกถึงนอสตราดามุส จึงมีพระราชดำริที่จะเสด็จไปทรงเยี่ยมเขาที่เมืองซาลองด้วย

            แต่ว่าก่อนหน้าที่ขบวนเสด็จจะไปถึงเมืองซาลองเพียงไม่กี่วัน ทางเมืองนี้เกิดกาฬโรคระบาดอย่างร้ายแรง ราษฎรเป็นจำนวนมากพากันอพยพหลบหนีไปอยู่ที่อื่น จึงไม่มีราษฎรที่จะมาถวายการต้อนรับตามเส้นทางที่ขบวนเสด็จจะต้องผ่าน พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 ทรงพิโรธมาก ถึงกับมีพระบรมราชโองการป่าวประกาศให้ราษฎรทุกคนกลับคืนสู่เมืองซาลอง  หากราษฎรผู้ใดไม่กลับมาจะถูกลงพระราชอาญาอย่างหนัก

            ขบวนเสด็จของพระราชชนนีและพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ได้มาถึงเมืองซาลองในเวลาบ่ายสามโมงของวันที่ 17 ตุลาคม ค.. 1564 ในตัวเมืองมีการประดับตกแต่งอย่างสวยสดงดงาม มีการติดธงทิวและแผ่นป้ายถวายพระพรไว้เป็นระยะ ๆ ถนนสายต่าง ๆ ที่ขบวนเสด็จจะผ่านนั้น ก็ถูกปรับพื้นให้เรียบถมด้วยทราย โรยด้วยกิ่งโรสแมรี่

            พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ประทับบนหลังม้าทรงพันธุ์แอฟริกาสีเทา          พระหัตถ์กุมบังเหียนกำมะหยี่สีดำขลิบทอง   อยู่ในชุดฉลองพระองค์คลุมสีม่วง ชายสีเงินยวงผูกด้วยริบบิ้นสีเงิน พระกรรณยุคลสวมกุณฑลเขี้ยวหนุมานคู่ใหญ่โตมโหฬาร

            พสกนิกรในเมืองซาลองได้ไปรอรับเสด็จกันอย่างล้นหลาม แต่นอสตราดามุสไม่ได้ไปร่วมพิธีรับเสด็จในครั้งนี้ด้วย พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9  จึงมีกระแสรับสั่งให้ไปพามาเข้าเฝ้าในภายหลัง

            ซีซาร์ บุตรชายของนอสตราดามุส  เขียนบรรยายเหตุการณ์ในตอนที่บิดาของเขามาเข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 และพระราชชนนีว่า ขณะนั้น  นอสตราดามุสป่วยเป็นโรคเก๊าท์  เดินไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวก

            ในวันเข้าเฝ้า มือหนึ่งของนอสตราดามุสถือหมวกกำมะหยี่ อีกมือหนึ่งถือไม้เท้า พระราชชนนีแคทรีนจงรับสั่งให้นำลูกทั้ง 6 คนของนอสตราดามุส รวมทั้งคนที่เป็นหญิงที่ชื่อ ไดอานา  ซึ่งนอนแบเบาะอยู่มาเข้าเฝ้าด้วย

            จากนั้น พระนางรับสั่งให้ดูดวงชะตาให้พระราชโอรส  เอ็ดเวิร์ดแห่งอังจู  พระนางทรงพอพระทัยที่นอสตราดามุสทำนายว่า เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดจะได้เป็นกษัตริย์  ซึ่งปรากฏต่อมาว่า  คำทำนายมีความแม่นยำอีก  เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งอังจู  ต่อมาได้เป็น  พระเจ้าอังรีที่ พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์วารัวส์พระองค์สุดท้าย

 


30. ทำนายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฝรั่งเศส

            ในการเข้าเฝ้าครั้งนี้ นอสตราดามุสสังเกตเห็นเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกของข้าราชบริพารที่ตามมาในขบวนเสด็จ พอเห็นเด็กคนนั้นเพียงแวบเดียวเท่านั้น นอสตราดามุสก็หยั่งรู้เหตุการณ์ได้ล่วงหน้าว่า ในอนาคตเด็กคนนี้จะเป็นผู้ที่สถาปนาราชวงศ์ใหม่  ปกครองประเทศฝรั่งเศสสืบต่อจากราชวงศ์วารัวส์

            แต่เพื่อความแน่ใจยิ่งขึ้น  นอสตราดามุสได้เดินเข้าไปหาเด็กน้อยคนนั้นเพื่อขอดูไฝที่ร่างกายของแก แต่เด็กตกใจวิ่งหนีไป ต่อมาในเช้าวันรุ่งขึ้น นอสตราดามุสได้ไปแอบดูเด็กคนนี้แก้ผ้าอาบน้ำ ก็ได้เห็นไฝเม็ดสำคัญอยู่ที่ร่างกาย   จึงได้ทำนายอนาคตของเด็กว่า    จะมีบุญวาสนาสูงได้เป็นถึงกษัตริย์ฝรั่งเศส

            กาลต่อมาก็เป็นจริงตามคำทำนาย  เด็กน้อยอังรีคนนั้นก็คือ พระเจ้าอังรี ที่ แห่งนาวาร์เรอ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ใหม่ของประเทศฝรั่งเศส

 


31. เป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนัก

            ก่อนที่ขบวนเสด็จประพาสจะเริ่มออกเดินทางจากเมืองซาลองไปยังเมืองต่าง ๆ   ในมณฑลอาร์ลีส์ต่อไป พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 ทรงพระราชทาน รางวัลแก่นอสตราดามุส เป็นเงิน 200 เหรียญ ส่วนพระราชชนนี แคทรีน เดอ เมอดีซี ทรงพระราชทานเพิ่มให้อีก 100 เหรียญ  นอกจากนั้น พระนางก็ยังทรงมีพระเมตตาแต่งตั้งนอสตราดามุสเป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนัก อีกด้วย ซึ่งยังความปลาบปลื้มยินดีแก่นอสตราดามุสเป็นอย่างยิ่ง เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ แถมมีเงินเดือนให้ทุกเดือนอีกด้วย

 


32. พลังดูหมอเสื่อมได้เหมือนกัน

            นอสตราดามุสใช่ว่าจะทำนายเหตุการณ์ถูกทุกครั้งเสมอไป บางครั้งก็เคยทำนายผิดพลาดไว้เหมือนกัน เช่นที่ได้ทำนายว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 จะได้อภิเษกสมรสกับ พระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งประเทศอังกฤษ

            แต่เมื่อทางราชสำนักฝรั่งเศสส่งคณะทูตไปสู่ขอยังราชสำนักอังกฤษ พระนางกลับปฏิเสธว่า

            “พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 แม้ว่าจะทรงมีบุญญาธิการสูงส่ง แต่พระองค์ก็ยังทรงพระเยาว์เกินไปที่จะเป็นสามีของฉัน

            เมื่อเห็นว่าคำทำนายของตนผิดพลาด  นอสตราดามุสได้กลับคำทำนาย อีกครั้งหนี่งว่าพระอนุชาของพระชาร์ลส์ที่ 9 คือ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งอังจู       (ต่อมาคือพระเจ้าอังรีที่ 3) จะได้อภิเษกสมรสกับ พระราชินีอลิซาเบธที่ 1 เมื่อตอนที่พระนางมีพระชนมายุมากขึ้น

            แต่คำทำนายไม่ถูกต้องอีกเช่นเดิม เมื่อทางราชสำนักฝรั่งเศสส่งทูตไปติดต่อทาบทาม พระนางเอลิซาเบธได้ทรงปฏิเสธทำนองเดียวกับที่เคยทรง ปฏิเสธในคราวของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9

            เหตุที่นอสตราดามุสทำนายผิดพลาดในระยะหลัง ๆ นี้  เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะความชราภาพ เพราะเกิดเจ็บป่วย หรือเพราะเขาต้องการประจบสอพลอราชสำนักฝรั่งเศส  เพื่อผลประโยชน์แก่ตนอย่างใดอย่างหนึ่ง

            มีอีกคำทำนายหนึ่งที่ผิดพลาด แต่ตอนนั้น พระนางแคทรีน เดอ       เมอดีซี ทรงเชื่อว่าจะเป็นความจริง ในพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งของพระราชชนนีที่มีไปถึง   นายมองต์โมรังซี   หัวหน้าตำรวจหลวงประจำราชสำนักฝรั่งเศส มีข้อความว่า

            “นอสตราดามุสทำนายว่า พระเจ้าอยู่หัวลูกชายฉัน (พระเจ้าชาร์ลส์  ที่ 9)  ทรงมีดวงชะตาราศีดีมาก พระองค์จะมีพระชนมายุยืนยาว    พอ ๆ กับเธอ  ซึ่งนอสตราดามุสบอกว่า  เธอจะตายเมื่ออายุ 90 ปี

            แต่ความจริงกลับไม่เป็นไปตามคำทำนายดังกล่าว เพราะว่า นายมองต์ โมรังซีผู้นี้เสียชีวิตในปี   ค..  1567   เมื่ออายุเพียง  74  ปี   ส่วนพระเจ้าชาร์ลส์    ที่ ทรงสิ้นพระชนม์ในปี  ค.. 1574 เมื่อพระชนมายุแค่ 24 พรรษา

            ในช่วงสองปีสุดท้ายแห่งบั้นปลายชีวิต นอสตราดามุสมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเกียรติยศเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคมยิ่งขึ้น ก็เพราะได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากราชสำนักฝรั่งเศส แต่สังขารร่างกายของเขาก็ยังถูกโรคเก๊าท์คุกคามอยู่ต่อไปจนกระทั่งเสียชีวิตลงในที่สุด

            ในบรรดาโหรด้วยกัน นับว่านอสตราดามุสเป็นหนึ่งในโหรเพียงไม่กี่คนที่อาศัยพรสวรรค์ในการทำนายทายทักทำมาหากินเลี้ยงตนเองและครอบครัว อย่างมีความสุขตามอัตภาพ ส่วนโหรคนอื่นๆ ส่วนมากเป็นโหรกันเพราะใจรัก  ไม่หวังที่จะใช้วิชาโหราศาสตร์เพื่อประโยชน์ในทางสะสมทรัพย์สินเงินทองใดๆ ทั้งสิ้น   ดังนั้น ชีวิตและครอบครัวของโหรหลายต่อหลายคนจึงเป็นชีวิตที่แร้นแค้น ต้องตกระกำลำบากอยู่ชั่วชีวิต

            สาเหตุที่โหรไม่ยอมฉวยโอกาสใช้พรสวรรค์ของตน เพื่อกอบโกยเงินทองและสร้างเกียรติยศชื่อเสียงให้แก่ตนเองนั้น ก็เพราะเชื่อว่า หากทำเช่นนั้นจะทำให้พลังความสามารถในการทำนายทายทักที่ตนมีอยู่เสื่อมสลายไป

            ในข้อนี้จะเห็นได้จากตัวอย่างของนอสตราดามุส ซึ่งทำนายทายทักผิดพลาดไปในช่วงบั้นปลายแห่งชีวิต ก็น่าจะเป็นเพราะ ราชาโหรโลกผู้นี้มีจิตเป็นอกุศลต้องการประจบสอพลอราชสำนักฝรั่งเศส จึงทำให้พรสวรรค์ในการทำนายทายทักของเขาเสื่อมประสิทธิภาพลงไป

 


33. อวสานแห่งชีวิต

            เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ค.. 1566  โรคเกาต์ได้แสดงอาการกำเริบหนักขึ้น  ในฐานะที่เป็นแพทย์ นอสตราดามุสตระหนักแก่ใจเป็นอย่างดีว่า ความตายกำลังคืบคลานใกล้เขาเข้ามาทุกขณะ  เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม  ปีเดียวกัน   เขาจึงได้ส่งคนไปนิมนต์พระในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกมาที่บ้านเพื่อฟังคำสารภาพบาปและประกอบพิธีศาสนาเป็นครั้งสุดท้ายให้แก่เขา

            เมื่อ ดร.ชาวิญญี ผู้ศิษย์เข้ามากล่าวคำ ราตรีสวัสดิ์ในคืนนั้น   นอสตราดามุสได้กล่าวกับศิษย์ว่า เขาคงจะไม่มีชีวิตอยู่เพื่อรับอรุณรุ่งของวันใหม่ได้อีกต่อไป และแล้วในเช้าวันรุ่งขึ้นคือเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม  มีผู้พบนอสตราดามุสนอนฟุบตายอยู่บนตั่งที่เขาเคยใช้รองเหยียบขึ้นนอนเป็นประจำหลังจากโรคเก๊าท์ได้แสดงอาการกำเริบอย่างหนัก

            ลักษณะและอาการตายของนอสตราดามุสนี้  เป็นไปตามที่เขาเขียนทำนายไว้ในหนังสือ Prophecies ที่ว่า trouve tout mort intre le lit et le banc.”(จะนอนตายที่ตั่งขึ้นเตียงนอน

 

 

 


34. อนุสรณ์สถานของราชาโหรโลก

            ศพของนอสตราดามุส ราชาโหรโลกนามกระเดื่อง ถูกนำไปฝังไว้ที่         กำแพงโบสถ์คอร์เดอลิเย เมืองซาลอง ที่หลุมศพ นางแอนน์ ผู้ภรรยาได้สร้างแผ่นหินอ่อนขนาดใหญ่ จารึกนามและวันเกิดวันตาย เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่สามีด้วย

            ต่อมาในช่วงที่เกิดการปฏิวัติใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส พวกทหารได้ไปเปิดหลุมฝังศพของนอสตราดามุสแห่งนี้ แล้วนำศพของเขาไปฝังไว้ที่โบสถ์อีกแห่งหนึ่งในเมืองซาลอง โบสถ์แห่งใหม่นี้คือ  โบสถ์แซงต์ โลรังต์

            ปัจจุบัน หลุมฝังศพของนอสตราดามุสก็ยังอยู่ที่นั่น ที่หลุมมีภาพวาดของเขาติดอยู่ด้วย เป็นภาพสวมหมวกทรงสี่เหลี่ยม  ซึ่งเป็นหมวกแห่งความสำเร็จในชีวิตที่เขาได้ปริญญาเอกสาขาแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย.

 

 

บรรณานุกรม

 

Allen,                Hugh; Window in Provence; Boston:Bruce Humphrines, lnc, 1943.

Boswell,           Rolfe; Nostradamus Speaks; New York; Thomas Y. Cromell Co,1941.

Brown,             Florence V.; Nostradamus; The Truth About Tomorrow; New York; Tower Pb,lnc,1970.

Carter,             Mary Ellen; Edgar Cayce On Prophecy; New York: Paperback lnc, 1968.

Criswell;           Criswell Predicts From Now to the year 2000; Anderson, S.C. Droke House , 1968.

Criswell:           Your Next Ten Years; Anderson, S.C.;Droke House, 1969.

Forman, H.J.;   The Story of Prophecy; New York; Tudor Publishing Co, 1940.

Glass, Justine;They Foresaw the Future; New York; G.P. Putnamžs Sons, 1969.

Kahn, Herman and Weiner, Anthony J.; The Year 2000; New York: The Macmilan Company, 1967.

Lamont, Andri; Nostradamus Sees All; Philadelphia: W.Foulsham Co, 1944.

Laver. James;  Nostradamus; London: Penguin Books, 1952.

Leoni, Edgar;   Nostradamus: Life and Literature; New York: Exposition Press, 1961.

McCann, Lee;  Nostradamus: The Man Who Could See Through        Time; New York; Creative Age Press, 1941.

Montgomery, Ruth; A Gift of Prophecy; New York; Bantam Books, lnc, 1966.

Noorbergen, Rene; Jeane Dixon: My Life and Prophecies; New York; William Morrow & Co, 1970.

Robb, Stewart; Nostradamus on Napoleon, Hitler and the Present Crisis; New York ; Charles Scribneržs Sons, 1941.

Robb, Stewart; Prophecies on World Events by Nostradamus; New York; Liverright Publishing Corp, 1961.

Robb, Stewart; Strange Prophecies That Came True; New York; Ace Books,lnc,1967.

Roberts, Henry C.; The Complete Prophecies of Nostradamus; New York; Nostradamus, lnc, 1949.

Timbs, John; Predictions Realized in Modern Times; London; Lockwood and Co, 1880.

Ward, Charles A.; Oracles of Nostradamus; New York; Charles Scribneržs Sons, 1940.