รถไฟฟ้าใต้ดิน
ตัวอย่าง : รถไฟฟ้าใต้ดิน

ระบบการจราจรในประเทศไทยนั้นประกอบด้วยการจราจรทางน้ำ ทางเรือ ทางอากาศและทางบก ซึ่งการจราจรที่เกิดขึ้นใหม่สำหรับประเทศไทยคือการจราจรทางบกแต่ไม่ได้อยู่บนบกจริงๆ เพราะการจราจรแบบใหม่นี้เกิดขึ้นที่ใต้ดิน คือรถไฟฟ้าใต้ดิน นั่นเอง ซึ่งมีการเปิดใช้ครั้งแรกในประเทศไทยในวันที่ 3 กรกฏาคม 2547 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดการเดินรถไฟฟ้าใต้ดิน ณ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง รถไฟฟ้าใต้ดินจัดว่าเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับประเทศไทยแต่รถไฟฟ้าใต้ดินนี้มีมานานแล้วในต่างประเทศ โดยเริ่มมีการใช้รถไฟใต้ดินที่กรุงลอนดอนเป็นคันแรกในปี ค.ศ.1863ซึ่งในตอนแรกใช้ชื่อเรียกว่า รถใต้ดิน รถไฟใต้ดินคันแรกนี้ขับเคลื่อนโดยอาศัยเครื่องจักรไอน้ำที่ได้พลังงานมากจากการเผาถ่านหิน
รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทยโดยอยู่ในความ รับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)ซึ่งเดิมชื่อ องค์การรถไฟฟ้ามหานคร เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2535 เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินโดยมีกลุ่มบริษัทบีเอ็มซีเอล เป็นผู้รับสัมปทาน รถไฟฟ้าใต้ดินเฉลิมรัชมงคล มีระยะทางทั้งสิ้น 20 กิโลเมตร ช่วงหัวลำโพง-ศูนย์การประชุมสิริกิตติ์-บางซื่อ โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 และเริ่มเปิดให้ใช้บริการในปี พ.ศ.2547 นอกจากโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลแล้วยังมีโครงการอีก 3 โครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ คือ
1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 13.8 กิโลเมตร และ ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 13 กิโลเมตร
2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางกะปิ-บางบำหรุ ระยะทาง 24 กิโลเมตร
3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 40 กิโลเมตร
 

 

ลักษณะโครงสร้างของสถานีเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กอยู่ลึกจากผิวถนนประมาณ 15-25 เมตร สถานี มีความกว้างประมาณ 18-25 เมตร ยาวประมาณ 150-200 เมตร โครงสร้างของสถานีมี 3 ลักษณะซึ่งขึ้นอยู่กับสถาพ ของพื้นที่ ดังนี้
โครงสร้าง 2 ชั้น ประกอบด้วย
-ชั้นที่ 1 ชั้นโถงผู้โดยสาร เป็นสถานที่ในการซื้อและตรวจตั๋วโดยสาร พร้อมทั้งแสดงแผนภูมิเส้นทางรถไฟฟ้า
-ชั้นที่ 2 ชานชาลา เป็นชั้นที่รถไฟฟ้าจอดเทียบ รับ-ส่งผู้โดยสาร ประตูจะเปิดและปิดเมื่อรถจอดเทียบท่าเท่านั้น
 

 

ตัวอย่าง : บริเวณชานชาลา

โครงสร้าง 3 ชั้น ประกอบด้วย
-ชั้นที่ 1 ชั้นรวมผู้โดยสาร มีลักษณะเป็นพื้นที่โล่ง เมื่อขึ้นหรือลงจะประกอบด้วยร้านค้าปลีกต่างๆ
-ชั้นที่ 2 ชั้นโถงผู้โดยสาร เป็นสถานที่ในการซื้อและตรวจตั๋วโดยสาร
-ชั้นที่ 3 ชานชาลา เป็นชั้นที่รถไฟฟ้าจอดเทียบ รับ-ส่งผู้โดยสาร ประตูจะเปิดและปิดเมื่อรถจอดเทียบท่าเท่านั้น
โครงสร้าง 4 ชั้น ประกอบด้วย
- ชั้นที่ 1 ชั้นโถงผู้โดยสาร เป็นสถานที่ในการซื้อและตรวจตั๋วโดยสาร
- ชั้นที่ 2 ชานชาลา เป็นชั้นที่รถไฟฟ้าจอดเทียบ รับ-ส่งผู้โดยสาร ประตูจะเปิดและปิดเมื่อรถจอดเทียบท่าเท่านั้น
- ชั้นที่ 3 เป็นห้องเครื่องสำหรับระบบต่างๆ เช่น พัดลมดูดอากาศ ระบบไฟฟ้า เป็นต้น
- ชั้นที่ 4 ชั้นชานชาลาล่าง เป็นชั้นที่รถไฟฟ้าจอดรับ-ส่งผู้โดยสารประตูจะเปิดและปิดเมื่อรถจอดเทียบท่าเท่านั้น
 

ในด้านรูปแบบของสถานีนั้นจะออกแบบโดยคำนึงถึงสภาพใต้ดินที่ทำการก่อสร้าง แบ่งเป็น 3 แบบคือ
1.รูปแบบชานชาลาข้าง ( Station with Side Platform) จะแยกชานชาลาสำหรับขาไปและขากลับ
2.รูปแบบชานชาลากลาง (Station with Center Platform) ผู้โดยสารจะใช้ชานชาลาร่วมกันทั้งขาไปและขากลับ
3.รูปแบบชานชาลาที่มี 2 ชั้นหรือต่างระดับ ( Station with Stack Platform) จะใช้ก่อสร้างในกรณีที่ไม่มีพื้นที่ในการก่อสร้างเพียงพอ เนื่องจากสภาพภูมิประเทสบังคับ เช่น ท่ออุโมงค์ส่งน้ำของการประปา เสาเข็มยาวของสะพานลอยและอาคารสูง เป็นต้น
เมื่อเราทราบถึงรูปแบบต่างๆของสถานีแล้วลองมาทำความรู้จักกับระบบการทำงานของรถไฟฟ้ากัน บ้างว่ามีการทำงานอย่างไร ลักษณะของตัวรถไฟฟ้าใต้ดินก็จะคล้ายกับรถของบีทีเอส ใช้เหล็กสแตนเลสวัสดุประกอบตัวรถ ซึ่งเป็นรถของบริษัทซีเมนส์ ขับเคลื่อนด้วยกระแสไฟฟ้าโดยจะจ่ายไฟมาจากรางที่สามที่ขนานคู่ไปกับรางรองรับตัวรถ ขนาดของตู้จะยาวประมาณ 20 เมตร กว้าง 3.2 เมตร สูง 3.8 เมตร สามารถจุผู้โดยสารได้ 320 คน โดยมีประตูด้านละสี่ประตูต่อตู้ ควบคุมการเปิดปิดด้วยคนขับ ตัวรถขับเคลื่อน 2 แบบ คือ แบบที่มีระบบขับเคลื่อนคือมอเตอร์ รถแบบนั้นจะมีคนขับอยู่ด้วย และอีกแบบคือไม่มีระบบขับเคลื่อน ซึ่งก็คือตู้พ่วงนั่นเอง ในการขับเคลื่อนก็อาศัยกระแสไฟฟ้าที่ส่งตรงมาจากรางรถไฟ โดยไฟฟ้าเริ่มปล่อยตัวที่ 69 kV (kV คือ กิโลโวล์) ซึ่งจะมีสถานีย่อยจะแปลง แรงดันลงมาเหลือ 24 kV ก่อนจะส่งไปตามสายเข้าอุโมงค์ในแนวเส้นทางของรถไฟในแต่ละสถานีก็จะมีอุปกรณ์ปรับแรงดันไฟฟ้าลงมาเหลือ 750 V โดยเป็นไฟฟ้ากระแสตรงซึ่งเป็นระดับแรงดันไฟฟ้าที่จะใช้ในการขับเคลื่อนรถ
ลองหันมาดูที่อัตรค่าโดยสารกันบ้างว่ามีการคิดอัตราค่าโดยสารอย่างไร
-ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฏาคม 2547 – 12 สิงหาคม 2547 อัตราค่าโดยสารจะคิด 10 บาท ตลอดสาย
-ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2547 – 3 กรกฏาคม 2548 คิดค่าโดยสารตามระยะทาง บุคคลทั่วไป คิดค่า โดยสาร 12-31 บาท เด็กที่มีความสูงระหว่าง 90-120 เซนติเมตร และผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ได้รับการลดหย่อน ค่าโดยสาร อัตรา 6-16 บาท เด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 90 เซนติเมตร ใช้บริการฟรี หมายเหตุ:อัตราค่าโดยสารนี้ลดราคาแล้ว 15% จากราคาจริง
-ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฏาคม 2548 คิดอัตราค่าโดยสารตามระยะทาง โดยบุคคลทั่วไป คิดค่าโดยสาร ปกติเริ่มต้นที่ 14 บาท สูงสุดที่ 36 บาท เด็กที่มีความสูงระหว่าง 90-120 เซนติเมตร และผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป ได้รับการลดหย่อนค่าโดยสาร อัตราเริ่มต้นที่ 7 บาท สูงสุดที่ 18 บาท เด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 90 เซนติเมตร ใช้บริการฟรี
นอกจากนี้ยังมีบริการบัตรที่จะให้ในการโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งมี 2 ประเภท คือ
1.เหรียญโดยสาร (Single Journey Token) ลักษณะคล้ายหรียญ 10 บาท ทำด้วยพลาสติกสีดำข้างในฝังไมโครชิป สำหรับการเดินทางหนึ่งเที่ยว และสามารถใช้เดินทางได้ในวันที่ออกเหรียญและสถานีที่ออกเหรียญเท่านั้น สามารถออกเหรียญได้ที่เครื่องออกบัตรโดยสารอัตโนมัติและห้องออกบัตรโดยสารแต่ในระยะเริ่มต้นให้ออกเหรียญได้ที่ห้องออกบัตรโดยสารเท่านั้น ซึ่งจะใช้เป็นบัตรผ่านประตูเพื่อเข้าไปใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน
2.บัตรเติมเงิน ลักษณะคล้ายบัตรเครดิต ใช้สำหรับเดินทางหลายเที่ยว ในครั้งแรกต้องเติมมูลค่าอย่างน้อย 300 บาท มูลค่าที่ใช้ได้ 250 บาท และค่ามัดจำ 50 บาท โดยจะคืนค่ามัดจำให้เมื่อนำบัตรมาคืนที่สถานีใดก็ได้ การเติมเงินครั้งต่อไปอย่างน้อย 100 บาท และเป็นขั้นของ 100 บาท มูลค่าที่สะสมไว้ในบัตรคือ 100 บาท สามารถออกบัตรได้ที่ห้องออกบัตรโดยสาร
 

 

ตัวอย่าง : ภายในรถ

หากมองในแง่ของความปลอดภัยสามารถรับรองได้ว่า 100% ทางด้านความปลอดภัยด้านอัคคีภัย รถไฟฟ้าใต้ดินใช้มาตรฐานของสมาคม ป้องกันอัคคีภัยแห่งสหรัฐอเมริกา (Nation Fire Protection Association) หรือในชื่อ เอ็นเอฟพีเอ โดยเฉพาะมาตรฐานภายใต้รหัส เอ็นเอฟพีเอ 130 อันเป็น มาตรฐานที่รถไฟฟ้าใต้ดินในหลายประเทศนำมาใช้ในการกำหนดโครงสร้างระบบการรักษาความปลอดภัยในกรณีเกิดไฟไหม้หรืออุบัติภัยในรถไฟฟ้าใต้ดิน
ถ้าสังเกตุให้ดี ทุกแห่งของสถานีจะมีอาคารแท่งสูงสี่เหลี่ยมอยู่ใกล้ ซึ่งอาคาร ที่ว่าคืออาคารระบายอากาศของอุโมงค์และสถานี รวมทั้งทำหน้าที่เป็นทางออกฉุกเฉินของผู้โดยสารรถไฟฟ้าสำหรับขึ้นสู่ผิวดินได้ ในระหว่างสถานีก็มีการติดตั้งอาคารระบายความร้อนเช่นกัน รวมไปถึงวัสดุโครงสร้างของสถานีก็เป็นวัสดุที่ไม่ติดไฟและยังมีการติดตั้งทีวีวงจรปิดตรวจความเคลื่อนไหว ภายในสถานีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดปัญหาการโจรกรรมขณะใช้บริการรถไฟฟ้า สำหรับบางคนที่กลัวว่าจะเกิดกรณีน้ำท่วมนั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะทางขึ้นลงสถานีทุกแห่งจนถึงปลายอุโมงค์ที่อู่ซ่อมห้วยขวางและรวมถึงอาคารระบายอากาศทุกแห่ง ซึ่งเป็นจุดที่น้ำจากภายนอกอาจไหลเข้าสู่ระบบ รถไฟฟ้าใต้ดินถูกออกแบบให้มีความสูงกว่าระดับน้ำท่วมที่สูงสุดในจุดนั้นๆในรอบ 200 ปี อีกทั้งยังบวกเพิ่มเผื่อไว้อีก 1 เมตร หากน้ำยังไหลเข้าไปได้อีกแสดงว่ากรุงเทพต้องกลายเป็นทะเลแน่ๆ ได้รับประกันขนาดนี้แล้วยังไงก็ลองหันมาใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อสนองนโยบายในการประหยัดน้ำมันและช่วยลดปัญหารถติดในกรุงเทพฯได้อีกอีกทางหนึ่งด้วย