ริชาร์ด ไฟยน์แมน (Richard Phillips Feynman) อัจฉริยะอารมณ์ดี

       ใครสักคนที่จะกลายเป็นอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ คนผู้นั้นต้องมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้คือ คนผู้นั้นต้องเกิดขึ้นมาเพื่อยิ่งใหญ่ หรือก็ต้องทำงานอย่างหนักจนกว่าจะยิ่งใหญ่ แต่สำหรับ ริชาร์ด ไฟยน์แมนแล้วเขามีคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้ครบถ้วน ทั้งนี้เนื่องจากก่อนที่ไฟยน์แมนจะถือกำเนิดขึ้นมา พ่อของไฟยน์แมนได้กล่าวกับแม่ ของเขาไว้ว่า “ถ้าลูกของเราเป็นผู้ชาย เขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์” และถึงเม้ว่าพ่อของไฟยน์แมนจะไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่การที่พ่อของเขาเป็นคนช่างสงสัยเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว และชอบตั้งคำถามว่าสิ่งต่างๆ ทำงานได้อย่างไรอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไฟยน์แมนในวัยเด็กค่อย ๆ ซึมซับเอามรดกทางความคิดมาจาก่อของเขาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งแนวคิดและวิธีการที่ใช้ในการค้นหาคำตอบต่าง ๆ เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ไฟยน์แมนกลายเป็นหนึ่งในนักฟิสิกส์อัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา

       ริชาร์ด ฟิลลิปส์ ไฟยน์แมน (Richard Phillips Feynman) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลชาวอเมริกันเชื้อสายยิวผู้นี้มีประวัติส่วนตัวที่น่าสนใจมากทีเดียวเพราะเขาเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของนาโนเทคโนโลยี ได้ชื่อว่าเป็นนักฟิสิกส์อารมณ์ดี ชอบตีกลองบองโก ชอบการแสดงแสดงละครเวที ชอบวาดภาพ และเป็นครูฟิสิกส์ในฝันของนักศึกษาเพราะสอนวิชาฟิสิกส์ได้สนุกสนาน ในขณะที่เจาะลึกเข้าถึงแก่น และความคิดใหม่ ๆ ของฟิสิกส์ที่สุดแสนจะซับซ้อนไปในเวลาเดียวกัน

       ไฟยน์แมนยังเป็นผู้ให้กำเนิดเทคนิคและวิธีการศึกษาฟิสิกส์เกี่ยวกับอนุภาคมูลฐานและกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ ไฟยน์แมนไดอะแกรม (Feynman Diagram)  และไฟยน์แมนพาทอินทิกรัล (Feynman Path Integrals)  ซึ่งผลงานของเขาทั้งสองชิ้นนี้ทำให้นักฟิสิกส์ทั่วโลกต้องจดจำชื่อของเขาไปอีกนานแสนนานนอกจากนี้ไฟยน์แมนยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project) ที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของโลกไปอย่างสิ้นเชิง และในช่วงท้ายของชีวิต ไฟยน์แมนได้เป็นผู้เฉลยสาเหตุของโศกนาฎกรรมช็อกโลกที่ทำให้ยานขนส่งอวกาศแชลเลนเจอร์ระเบิดกลางอากาศอีกด้วย

   ประวัติโดยย่อ

         ริชาร์ด ไฟยน์แมน เกิดที่เมืองนิวยอร์คเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1918 เขาจบปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซตส์ (เอ็มไอที) ในปี ค.ศ. 1939 ซึ่งเป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้น ต่อจากนั้นเขาได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกด้วยวัยเพียง 24 ปี

         หลังจากที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกใน ค.ศ. 1942 เขาได้เดินทางไปร่วมงานในโครงการสร้างระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกนั่นคือโครงการแมนฮัตตันที่ลอสอลามอส และหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ไฟนย์แมนได้เข้ารับตำแหน่งประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ และต่อมา ได้ย้ายมาเป็นศาสตราจารย์สอนวิชาฟิสิกส์อยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอเนีย (Callifornia Institute of Technology  หรือ Caltech)  จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายในการทำงาน เขาเสียชีวิตเนื่องจากโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1988 ที่ลอสแองเจลิส

ชีวิตรักของไฟยน์แมน

          เมื่ออายุ 15 ปี ไฟยน์แมนได้พบรักครั้งแรกกับ อาร์ลีน กรีนบอม (Arline Greenbaum) แต่ความรักครั้งแรกของไฟน์แมนต้องจบลงอย่างน่าเศร้าใจ เพราะในขณะที่เขากำลังทำงานวิจัยในโครงการแมนฮัตตัน อยู่ที่ลอส อลามอส อาร์ลีนก็ล้มป่วยลงด้วยวัณโรคซึ่งเป็นโรคที่ยังไม่มีทางรักษาให้หายได้ในสมัยนั้น  ทำให้ไฟยน์แมนตัดสินใจแต่งงานกับอาร์ลีนอย่างรวดเร็วถึงแม้ว่าพ่อของไฟยน์แมนจะไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่เขาตัดสินใจแต่งงานอยู่กันกับผู้ป่วยโรควัณโรคอย่างไรก็ตามอาร์ลีนก็เสียชีวิตลงอย่างสงบในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ.1945 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่มีการทั้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมาเพียง 7 สัปดาห์ การจากไปของอาร์ลีนทำให้ไฟยน์แมนโศกเศร้าเป็นอย่างมากและต้องตกอยู่ในโลกแห่งความโดดเดี่ยวอ้างว้างเป็นเวลานาน

          เหตุการณ์ในช่วงนี้ของไฟยน์แมนได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Infinity” ซึ่งออกฉายในปี ค.ศ.1966 ซึ่งนำแสดงโดย แมทธิว โบรเดอริค (Matthew Broderick) ซึ่งรับบทเป็นไฟยน์แมน และแพทริเซีย อาร์เควตต์ (Patricia Arquette) รับบทเป็นอาร์ลี ไฟยน์แมน

จุดมุงหมายสุดท้ายของโครงการนี้คือ การสร้างระเบิดที่มีอานุภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์เพื่อนำไปใช้ทำลายล้างชีวิตพลเรือน จำนวนมหาศาล เมื่อถูกชักชวนให้เช้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการแมนฮัตตันไฟยน์แมนตอบปฏิเสธคำเชิญดังกล่าวไปในตอนแรก แต่ในเวลาต่อมาเขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเพราะว่าเห็นถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นถ้าหากประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะสงคราม

          นอกจากนี้ จดหมายที่ไฟยน์แมนเขียนถึงอาร์ลีนในช่วงเวลาดังกล่าวก็ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้เอง และมีผู้กล่าวขวัญถึงกันมาตลอด ทั้งนี้เนื่องจากว่าทุกถ้อยคำ ทุกประโยคของไฟยน์แมนนั้นช่างซาบซึ้งและจับใจคนที่ได้อ่านเป็นอย่างมาก

          ในช่วงทศวรรษ 1950 ไฟยน์แมนได้เจอคนรักใหม่คือ แมรี่ หลุยส์ เบลล์ (Mary Louise bell) และได้แต่งงานเป็นครั้งที่สองในปี  ค.ศ.1952  แต่ชีวิตรักครั้งนี้ของไฟยน์แมนเป็นชีวิตรักที่รวดเร็วและจบลงด้วยการหย่าร้าง ต่อมาทศวรรษ 1960 ไฟยน์แมนก็แต่งงานกับคนรักคนที่สาม และเป็นคนสุดท้ายด้วย นั่นคือ กวินเนธ โฮวาร์ท (Gweneth Howarth) ชาวอังกฤษ และมีลูกด้วยกันสองคนคือ คาร์ล (Carl) และ มิเชล (Michelle) ในปี ค.ศ. 1962 และ 1968 ตามลำดับ

โครงการแมนฮัตตัน

ทีมนักฟิสิกส์ชั้นนำของโลก  ที่ทำงานในโครงการแมนฮัตตัน จากซ้ายไปขวา  นีลล์โบร์  โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์   ริชาร์ด ไฟยน์แมน   และเอนริโก แฟร์มี

          ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ริชาร์ดไฟยน์แมนได้เข้าร่วมทำงานในโครงการแมนฮัตตันซึ่งเป็นโครงการลับของกองทัพสหรัฐฯ ที่มีจุดประสงค์ในการผลิตระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลก ไฟยน์แมนมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อโครงการนี้ เขาเริ่มงานที่ลอส อลามอส โดยการเน้นหนักไปที่การศึกษาฟิสิกส์เชิงทฤษฎี เช่น การแก้สมการที่ซับซ้อนจำนวนมากมาย การคำนวณหาว่าวัสดุชนิดใดที่สามารถบรรจุนิวตรอนเอาไว้ในตัวเองได้ และการคำนวณหามวลวิกฤติที่ทำให้ระเบิดปรมาณูเกิดการระเบิดขึ้นและด้วยความสามารถระดับอัจฉริยะของเขาทำให้ไฟยน์แมนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกฟิสิกส์ทฤษฎีของโครงการ

          ในระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ลอส อลามอสไฟยน์แมนได้รู้จักและทำงานร่วมกับนักฟิสิกส์ชั้นแนวหน้าของโลกในขณะนั้นจำนวนมากมายเช่น ฮันส์ เบเท (Hans Bethe) โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์(Robert Oppenheimer) นีลส์ โบร์(Neils Bohr) เอนริโก แฟร์มี (Enrico Fermi) เป็นต้น

          ถึงแม้ว่าไฟยน์แมนจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในโครงการแมนฮัตตันเป็นอย่างสูง แต่ในขณะเดียวกันไฟยน์แมนกลับเป็นนักวิทยาศาสตร์ในจำนวนไม่กี่คนที่ตระหนักดีว่าโครงการนี้ผิดศีลธรรมเพราะจุดมุ่งหมายสุดท้ายของโครงการนี้ผิดศีลธรรมเพราะจุดมุ่งหมายสุดท้ายของโครงการนี้คือ การสร้างระเบิดที่มีอานุภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์เพื่อนำไปใช้ทำลายล้างชีวิตพลเรือนมหาศาล เพื่อถูกชักชวนให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการแมนฮัตตัน ไฟยน์แมนตอบปฏิเสธคำเชิญ ดังกล่าวไปในตอนแรก แต่ในเวลาต่อมาเขาตัดสินใจข้าร่วมทีมเพราะว่าเห็นถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นถ้าหากประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะสงคราม

          ในขณะทำงานในโครงการแมนฮัตตัน ไฟยน์แมนได้ค้นพบข้อบกพร่องแบบง่ายๆ ของระบบการรักษาความปลอดภัย ทำให้เขาสามารถเปิดเซฟส่วนใหญ่ในศูนย์ทดลองที่ลอส อลามอส และเมื่อเขาได้นำเรื่องนี้ไปสาธิตให้กับเจ้าหน้าที่ของกองทัพที่รับผิดชอบอยู่ บรรดาเจ้าหน้าที่กลับแก้ปัญหาโดยการแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ไม่ให้ไฟยน์แมนเข้าใกล้เซฟเท่านั้นเอง

          การที่ไฟยน์แมนเป็นคนที่มีทั้งความรู้และจินตนาการทางฟิสิกส์ที่ก้าวหน้า และเป็นคนอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ไฟยน์แมนจ้องมองการระเบิดของระเบิดปรมาณูลุกแรกที่นิวเม็กซิโกด้วยตาเปล่า และเขาได้ขอจดทะเบียนสิทธิบัตรสำหรับแบบของเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และเครื่องบินนิวเคลียร์ ในระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ที่ลอส อลามอส

หนทางสู่สวีเดน

                ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นักฟิสิกส์จำนวนมากได้พยายามที่จะค้นหาทฤษฎีที่สามารถใช้อธิบายปรากฎการณ์ทางแม่เหล็กและไฟฟ้าที่มีสนามต่อเนื่องในระดับเล็กให้ได้โดยความหวังสูงสุดอยู่ที่ทฤษฎีควอนตัมอิเล็กโทรไดนามิกส์ (Quantum Electrodynamics) หรือ เรียกย่อๆ ว่า QED แต่ QEC ที่ได้ในขณะนั้นยังมีข้อบกพร่องอยู่เพราะมักจะมีปริมาณอนันต์ (infinity) ปรากฎอยู่เสมอ จึงทำให้ทฤษฎีดังกล่าวมีความผิดพลาด

                ไฟยน์แมน ซึ่งไม่เคยสนใจทฤษฎีสนามควอนตัม (Quantum Field Theory) มาก่อนเลย ได้พยายามแก้ข้อบกพร่องของทฤษฎี QED โดยใช้เทคนิคที่เขาคิดขึ้นมาเองที่เรียกว่าพร็อพพะเกเตอร์  (propagator) ขึ้นมาเพื่อนำมาใช้บอกโอกาศที่อนุภาคจะเคลื่อนที่จากจุด ๆ หนึ่งไปสู่อีกจุด ๆ หนึ่งโดยไฟยน์แมนได้สร้างกฎเกณฑ์ในการคำนวณพร็อพพะเกเตอร์เหล่านี้ในรูปของแผนกภาพที่เรียกว่า ไฟยน์แมนไดอะแกรม (Feynman diagram) ซึ่งเป็นเทคนิคที่สามารถ ใช้อธิบายกลไกหรือกระบวนการที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างอนุภาคอิเล็กตอนกับโฟตอน ซึ่งในปัจจุบัน พบว่าสามารถใช้วิธีการนี้ในการอธิบายอันตรกิริยา (interaction) ระหว่างอนุภาคมูลฐานทุกชนิดได้

                จากความพยายามดังกล่าว ทำให้ไฟยน์แมนประสบความสำเร็จในการแก้ไขข้อบกพร่องของ QED ได้อย่างสมบูรณ์ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี ค.ศ. 1965 ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ โทโมนากะ (Shin – itiro Tomonaga) และนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันอีกท่านหนึ่งคือจูเลียน ชวิงเจอร์ (Julian Schwinger) อันเนื่องมาจากทั้งสามท่านเป็นผู้พัฒนาทฤษฎีควอนตัมอิเล็กโทรไดนามิกส์หรือ QED ให้สมบูรณ์ โดยที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามคนนี้ต่างก็ใช้วิธีการของตนเองในการพัฒนา QED ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

                ในปัจจุบันนี้ QED เป็นทฤษฎีทีได้รับการยอมรับว่ามีความถูต้องแม่นยำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการฟิสิกส์ และได้รักการทดลองเพื่อยืนยันความถูกต้องด้วยผลการทดลองจากห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ทั่วโลกมากกว่า 14 แห่ง

                เนื่องจากไฟยน์แมนเป็นคนที่มีบุคลิกเรียบง่าย  และ รักสงบจึงทำให้ในตอนแรกเขาตัดสินใจว่าจะไม่รับรางวัลโนเบลแต่อย่างใด เพราะเขาคิดว่าทฤษฏีที่เขาเป็นคนพัฒนาขึ้นมานี้มีคุณค่าอยู่ในตัวเองมากพออยู่แล้ว แต่ในท้ายที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจรับรางวัลโนเบลเพราะเขาคิดว่าถ้าเขาตัดสินใจไม่รับรางวัลก็ยิ่งจะทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่สนใจของคนจำนวนมากไปในทันที

                นอกจากนี้ไฟยน์แมนมักจะมองเห็นตัวแปรต่าง ๆ ในสมการคณิตศาสตร์เป็นอักษรสีต่าง ๆ ซึ่งนับว่าเป็นความสามารถแก้สมการทางฟิสิกส์ และโจทย์คณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งปัจจุบันการแพทย์เรียกอาการแบบนี้ว่า ซินเนสทีเซีย (synesthesia) ปรากฏการณ์นี้เกิดกับคนพิเศษในโลกนี้เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นโดยจะทำให้คนที่เป็นมีการรับรู้แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ เช่น การมองเห็นตัวเลขหรือตัวอักษรเป็นสี (colored letters and numbers) เป็นต้น

วิธีการคิดของนักฟิสิกส์อัจฉริยะ

                ถึงแม้ว่าไฟยน์แมนจะได้รับการยกย่องให้เป็นอัจฉริยะทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่จุดเด่นของเขาจริง ๆ ที่ทำให้เขาแตกต่างไปจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ นั้นอยู่ที่บุคลิกภาพและวิธีคิดของเขา ทั้งนี้เนื่องจากว่าภายนอกห้องเรียน เขามีกิจกรรมมากมายทั้งด้านดนตรีและศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป การเขียนหนังสือ การเล่นละคร และเป็นที่โปรดปรานเป็นพิเศษคือการเล่นกลอง บองโก ในวงดนตรีบราซิล

                เมื่อไรก็ตามที่ไฟยน์แมนต้องเผชิญหน้ากับโจทย์คณิตศาสตร์หรือสมการใหม่ ๆ เขาจะไม่พึ่งหรืออ้างอิงจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วในตำราต่าง ๆ แต่เขาจะใช้วิธีพัฒนาคณิตศาสตร์ตามแบบฉบับของเขาขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปใช้แก้โจทย์คณิตศาสตร์หรือสมการใหม่ ๆ ยกตัวอย่างเช่นในสมัยที่ไฟยน์แมนต้องเรียนวิชาตรีโกณมิติ เขาได้คิดสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นมาใช้แทนพวก tan sin cos ฯลฯ

ซึ่งก็ทำให้ไฟยน์แมนเขาสามารถแก้โจทย์ได้เป็นอย่างดี แม้จะเกิดความยุ่งยากอยู่เล็กน้อยตรงที่เขารู้เรื่องอยู่คนเดียวเพราะคนอื่น ๆ ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ของเขานั่นเอง

คลี่คลายโศกนาฏกรรม แชลเลนเจอร์

ริชาร์ด ไฟยน์แมน  กำลังอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ยานขนส่งอวกาศแชลเลนเจอร์ระเบิด ว่าเกิดจากการที่โอริงเสื่อมสภาพโดยการทำการทดลองสาธิตใส่วงแหวนลงในน้ำที่เย็นจัดให้สื่อมวลชนดู

          ในปี ค.ศ. 1986 เกิดโศกนาฏกรรมยานขนส่งอวกาศแชลเลนเจอร์ ระเบิดกลางอากาศ ทำให้ไฟยน์แมนได้รับเชิญจากองค์การนาซาให้ร่วมทีมศึกษาหาสาเหตุการระเบิด ในตอนแรกเขาปฏิเสธเพราะไม่อยากยุ่งกับเรื่องการเมือง แต่เมื่อเขาถึงนึกถึงหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมทีมในท้ายที่สุด และเขาก็ได้ทำให้คนทั่วโลกได้รู้จัดถึงความเป็นอัจฉริยะของเขามากยิ่งขึ้นเมื่อเขาสามารถหาสาเหตุการระเบิดที่เหมือนเส้นผมบังภูเขานี้ได้โดยการประกาศผลการศึกษาของเขาในระหว่างการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ทั่วประเทศสหรัฐฯ ว่าสาเหตุการระเบิดเกิดจากยางโอริง (O – ring) ของถึงเชื้อเพลิงสูญเสียความยืดหยุ่นตามสมบัติพื้นฐานอันเนื่องมาจากการสัมผัสกับความเย็นจัด ซึ่งเหตุผลดังกล่าวก็เป็นที่ยอมรับกันและการค้นพบของเขาก็ถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงยานขนส่งอวกาศในการเดินทางขึ้นสู่อวกาศต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ที่มาของบิดาแห่งนาโนเทคโนโลยี

         ในการประชุมประจำปีของสมาคมฟิสิกส์แห่งอเมริกา (American Physical Society) ณ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1959 ไฟยน์แมนได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายในหัวข้อ ข้างล่างยังมีที่ว่างอีกเยอะ  (There’s Plenty of Room at the Bottom: An Invitation to a New Field of Physics) ปาฐกถาของเขาในครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในวารสาร Engineering and Science ของ Caltech ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1960 เนื้อหาของคำบรรยายกล่าวถึงศักยภาพของสิ่งที่เล็กลงไปอีกในวิชาฟิสิกส์ และมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ครั้งยิ่งใหญ่ สิ่งที่ไฟยน์แมนได้กล่าวถึงในวันนั้นเมื่อเกือบห้าสิบปีที่แล้ว ได้กลายมาเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันเรียกขานกันว่า นาโนเทคโนโลยีนั่นเอง

         ตัวอย่างคำพูดอมตะที่ไฟยน์แมนได้กล่าวไว้ในการปาฐกถาครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนั้น ได้แก่

         สิ่งที่ผมต้องการจะพูดในวันนี้คือ ปัญหาของการทำและควบคุมสิ่งที่อยู่ในมาตราขนาดเล็ก พอผมเริ่มพูดเรื่องนี้ สองหูของผมก็อื้ออึงไปด้วยข่าวสารที่ผู้คนพยายามกรอกหูผมเกี่ยวกับการย่อระบบให้เล็กลง และผลงานด้านนี้ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว พวกเขาบอกผมเกี่ยวกับมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งมีขนาดเท่ากับเล็บบนนิ้วก้อยของคุณ หรืออุปกรณ์ที่มีขายในท้องตลาดซึ่งคุณสามารถใช้เขียนบทสวดมนต์ลงบนหัวเข็มหมุดได้ แต่ขอให้ผมบอกคุณว่า เมื่อเทียบกับระดับความเล็กที่ผมคิดสิ่งที่พวกเขาพูดมานั้น ไม่มีความหมายเลย มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้นั่นคือโลกขนาดเล็กที่อยู่เบื้องล่างต่อไปอีก ในปี ค.ศ.2000 เมื่อหวนกลับมาดูวันนี้ พวกเขาก็คงจะสงสัยว่า ทำไมจึงไม่มีใครลงมือคิด หรือทำอะไร อย่างจริงจังเลยในเรื่องนี้ จนถึงปี ค.ศ.1960

         ที่ระดับอะตอมหรือเล็กกว่านั้น เรามีแรงชนิดใหม่ มีความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และผลหรือปรากฏการณ์ใหม่ๆ  มากมาย ปัญหาของการผลิตหรือการสร้างวัสดุจะแตกต่างไปจากปัจจุบัน ผมรู้สึกประทับใจและได้รับแรงบัลดาลใจจากปรากฎการณ์เชิงชีววิทยาซึ่งแรงทางเคมีมีบทบาทที่สำคัญในหลายๆ ปรากฏการณ์ และทำให้เกิดผลที่น่าประหลาดใจต่าง ๆ มากมาย

         ตัวอย่างของระบบชีววิทยาเกี่ยวกับการเขียนข้อมูลสารสนเทศในมาตราเล็กทำให้ผมคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่เป็นไปได้ ชีววิทยาไม่ใช่เป็นเพียงการบันทึกข้อมูลสารสนเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกลไกการทำบางสิ่งบางอย่างอีกด้วย ระบบชีววิทยานั้นอาจเล็กมากๆ เซลล์ของสิ่งมีชีวิตเองก็มีขนาดที่เล็กมาก แต่มันก็มีชีวิตและทำงานตลอดเวลา เซลล์เหล่านี้สร้างสารเคมีหลายชนิดที่จำเป็นต่อการมีชีวิต เซลล์เหล่านี้สร้างสารเคมีหลายชนิดที่จำเป็นต่อการมีชีวิต  เซลล์มีการเคลื่อนที่ ม้วนตัว ยืดตัว และทำสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ ได้ ในมาตราระดับเล็กมาก ๆ ระบบชีววิทยาก็ยังสามารถเก็บข้อมูลสารสนเทศเอาไว้ได้มากมาย แล้วทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงไม่คิดผลิตสิ่งซึ่งสามารถทำทุกอย่างในระดับเล็กจิ๋วมาก ๆ อย่างนี้บ้าง?

         “เท่าที่ผมมีความรู้ขณะนี้ หลักการต่าง ๆของฟิสิกส์ไม่ขัดกับความเป็นไปได้ของโอกาสที่เราจะจับอะตอมมาเรียงกันในลักษณะต่าง ๆ ทีละอะตอม สิ่งที่ผมพูดไม่ใช่ความพยายามที่จะฝ่าฝืน หรือคัดค้านกฎพื้นฐานใด ๆ มันเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยหลักการ แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่มีใครทำได้เพราะเรา ใหญ่’ “เกินไป

         ตัวอย่างคำพูดที่กล่าวมานี้ จะมีใครโต้แย้งหรือไม่ว่าความคิดของไฟยน์แมนเหล่านี้มิได้เป็นคำถามที่ชี้นำไปสู่การเปิดประตูเข้าสู่โลกแห่งนาโนเทคโนโลยีในปัจจุบัน? และในปี ค.ศ.1959 ที่ไฟยน์แมนได้กล่าวถึงเรื่องความเป็นไปได้ต่างๆ ที่เกิดจากฟิสิกส์ในระดับที่เล็กมากๆ นี้ เป็นช่วงเวลาทีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (personal computer) หรือ pc ยังไม่เกิดขึ้นเลย นั่นแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะและการมีวิสัยทัศน์อันยาวไกลของ ริชาร์ด ไฟยน์แมนได้เป็นอย่างดี และก่อนที่ไฟยน์แมนจะเสียชีวิตเขาได้กล่าวประโยคสุดท้ายที่เป็นอมตะของเขาไว้ว่า

“I’d hate die twice. It’s so boring”

(ผมเกลียดที่จะต้องตายถึงสองครั้งสองครา มันช่างน่าเบื่อหน่ายจริงๆ)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1.       Feynman,Richard. 1988.What Do You Care What Other People Think? New York: Norton.P.59

2.       http://en.wikipedia.org/wiki/Pamous_synesthetes#_note-4

3.       http://www.basicfeynman.com/gallery2html

4.       http://ivantic.apnoia.org/fiaika/feynman/index.html