บทความทั่วไป กรกฎาคม 55

สารบัญ

หน้า

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27 28 29 30
31                  

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

'10 ideas for cool cabinet' เก็บของทั้งที ต้องมีชั้นเชิง

Pic_272145

Trend@home รวบรวม 10 ไอเดียทำชั้นวางของเก๋ๆ ที่เต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอยมาให้ชม รับรองว่าใช้งานสะดวกแถมยังสวยมีสไตล์อีกด้วย

1.ชั้นเก็บของเหนือเพดาน

บ้านไหนที่มีเพดานสูง 3 เมตรขึ้นไป สามารถใช้ความสูงของฝ้าให้เป็นประโยชน์โดยการทำชั้นวางของสำหรับเก็บของที่นานๆ ใช้ที ด้วยการยึดชั้นไม้หน้ากว้าง 30 เซนติเมตร ติดตั้งที่ระดับความสูงตั้งแต่ 2.20 เมตร ขึ้นไป ยึดระหว่างผนังและคาน หรือจะก่อครีบปูนหน้ากว้าง 30 เซนติเมตร ก่อให้ยาวต่อเนื่องกันกับชั้นวางของที่หล่อปูนแบ่งเป็นช่องๆ ฉาบและแต่งผิวพร้อมทาสีเดียวกันทั้งหมดเพื่อให้ดูต่อเนื่องและเรียบเนียนไปกับผนัง ไอเดียนี้สามารถทำได้ทั้งฝ้าเพดานระหว่างห้อง หรือจะเป็นผนังมุมใดมุมหนึ่งของห้อง หรือจะเป็นพื้นที่เหนือหน้าต่างและประตูก็ได้


2.ชั้นเก็บของฝังผนัง

ชั้นเก็บของที่ซ่อนตัวอยู่ในผนัง เป็นไอเดียดีๆ ที่ทำให้ห้องดูไม่ทึบตันเพราะไม่มีตู้วางของขนาดใหญ่ที่ดูเทอะทะ สามารถทำได้โดยการเจาะผนังให้ลึกลงไปประมาณ 20-30 ซม.และสูงจากระดับพื้น 1.00 ม. กรุทับด้วยไม้โอ๊คเข้ม ทำชั้นวางติดตายหรือปรับระดับระยะห่างแต่ละชั้นประมาณ 30-40 เซนติเมตร ขนาด 90X120 เซนติเมตร จากนั้นหาคิ้วไม้หน้ากว้าง 3 นิ้ว ตีเป็นกรอบปิดมุมทั้ง 4 ด้าน ทำให้ชั้นวางของกลายเป็นเหมือนกรอบรูปดูเท่ไปอีกแบบ


3.ตู้เก็บของในห้องน้ำ

เปลี่ยนผนังห้องน้ำให้กลายเป็นมุมเก็บอุปกรณ์ และของใช้ต่างๆให้ดูเป็นระเบียบ ด้วยการทำตู้บิวท์อินที่ผนังหลังชักโครกยาวตลอดแนวหนา 15 เซนติเมตร สูง 2 เมตร ตีแบ่งช่องตามความต้องการการใช้งาน โดยเว้นระยะห่างระหว่างตู้และโถชักโครกข้างละ 15-20 เซนติเมตร เพื่อติดสายชำระ และความสูงของตัวตู้เหนือชักโครกควรสูงประมาณ 1.30 เมตร เพื่อความสะดวกเวลาลุกนั่ง ส่วนหน้าบานตู้แนะนำให้กรุด้วยกระจกเงาเพื่อใช้ส่องหน้าและช่วยลวงตาทำให้ห้องกว้างขึ้น


4.ชั้นเอียงแบบมีศิลป์


ทำชั้นเก็บของให้ดูสะดุดตา โดยการใช้ตีกล่องไม้หนา 1 นิ้ว หลายขนาด มาวางทับซ้อนกันแล้วยึดกล่องกับผนังห้องที่ต้องการ เทคนิคคือกล่องชั้นล่างให้ยึดแบบตั้งฉากปกติจากนั้นค่อยๆ ยึดกล่องในชั้นถัดไปให้เอียงไปทางซ้ายหรือความตามต้องการ หรือจะเอียงกล่องขึ้นลง ทำให้มุมเก็บของดูสนุกและเท่ไม่เหมือนใคร


5.ชั้นสวยแบบคลาสสิก

ชั้นวางของยอดนิยมที่ยังดูสวยและคลาสสิก ไอเดียนี้เหมาะกับบ้านที่มีหนังสือหรือของใช้ที่มีน้ำหนักมาก โดยออกแบบชั้นเก็บของให้ยาวจนสุดผนัง แล้วตีโครงด้วยเหล็กกล่องจากพื้นจรดผนัง แล้วกรุทับชั้นด้วยแผ่นไม้อัดหนา 6 มม.ทั้งด้านบนและด้านล่าง เพื่อให้เกิดเส้นที่สวยงามสาย จากนั้นติดอุปกรณ์รางเลื่อนและบันไดเหล็กติดล้อเลื่อนเพื่อความสะดวกในการปีนไปเก็บหรือหยิบของ


6.All in one


ออกแบบตู้ให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานเพิ่มขึ้นด้วยการใช้หน้าบานตู้เป็นโต๊ะทำงานไปในตัว ซึ่งสามารถพับเก็บได้แถมยังประหยัดพื้นที่อีกด้วย โดยการเจาะช่องกลางตู้ให้เป็นแนวยาวระดับความสูง 75 ซม. แล้วติดบานพับแบบเปิดลงที่ด้านข้างผนังตู้กับตัวหน้าบายด้านใน ใช้เก็บอุปกรณ์และของจุกจิกเมื่อเราไม่ได้ใช้งานได้ และยังสามารถปรับเป็นมุมทำงานได้อีกด้วย


7.ตู้เก็บของข้างบันได

ใช้พื้นที่บริเวณบันไดบ้านให้เป็นประโยชน์ด้วยการออกแบบตู้บิลท์อินขนาดใหญ่ ที่ทำให้เก๋ด้วยการแบ่งหน้าบานลิ้นชักเล็กๆ แล้วติดป้ายชื่อให้คล้ายตู้ยาจีนในสมัยก่อน ติดตั้งระบบหน้าบานแบบกดกระเด้งเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน ส่วนอื่นๆ แบ่งขนาดช่องตามความเหมาะสม ช่องด้านบนอาจเลือกใช้หน้าบานกระจกเพื่อป้องกันฝุ่น เนื่องจากชั้นที่อยู่ด้านบนอาจขึ้นไปทำความสะอาดได้ยากกว่าชั้นที่อยู่ด้านล่าง


8.ผนังโค้งเพิ่มไอเดียจัดเก็บ

บ้านไหนมีบันไดเวียนสามารถเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้มุมนี้ด้วยการทำช่องเก็บของตามระดับขั้นบันได เริ่มจากตีโครงไม้แล้วกรุผนังด้วยไม้อัดแบ่งช่องขนาด 30X30X25 ซม. กรุผิวด้วยวีเนียร์ เทคนิคอยู่ที่การเจาะช่องเก็บของให้มีลักษณะเหลื่อมกันไปมา ช่วยสร้างเส้นสายที่น่าสนใจ

9.ชั้นเก็บของแสนสนุก

ออกแบบชั้นเก็บของให้ดูเสมือนงานศิลป์บนผนังที่ดูสนุกสนาน โดยใช้ไม้ MDF ตัดให้เป็นวงกลม ขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 50 ซม. 2 ชิ้น กรุทับด้วยไม้อัดดัดโค้งตามโครง โดยทำกล่องให้ยื่นออกจากผนัง 35 ซม.
จากนั้นจึงกรุด้านในช่องด้วยกล่องไม้ MDF สามารถทาสีแต่ละกล่องให้แตกต่างกัน หรือจะสลับสีกันได้ตามชอบ


10.ลูกเล่นในชั้นเก็บของ

ทำชั้นเก็บของขนาดเล็กให้ดูมีลูกเล่น ด้วยการใช้เหล็กแผ่นหนา 4 มม.พับเป็นสี่เหลี่ยมตามขนาด ลึกประมาณ 20 ซม. แล้วพ่นสีดำ สามารถนำไปติดไว้ได้หลายมุม เช่น โต๊ะคอนโซล ผนังห้องน้ำ หรือมุมทำงาน

ขอบคุณRoom ฉบับเดือนมิถุนายน

คอลัมน์ Details

www.roommag.com

หน้า 2

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ของเล่น เด่นดัง ในประวัติศาสตร์โลก

Pic_272380

คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนสัปดาห์นี้ เราขอเล่าเรื่องเบาๆ สนุกๆกันครับ นั่นก็คือ “ของเล่น” ซึ่งเป็นของคู่กันกับเด็ก แต่จริงแล้วใครจะรู้ว่าผู้ใหญ่ที่ชอบของเล่นถือเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งนะครับ และส่วนใหญ่จะเป็นอัจฉริยะด้วย อย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก และ ยอร์จ ลูคัส ผู้กำกับหนังชื่อดังก้องโลก ก็เป็นผู้ใหญ่ที่ยังไม่ลืมความเป็นเด็ก ชอบของเล่นและมีของเล่นเป็นตัวนำจินตนาการภาพฝันอันบรรเจิดมาเกิดในสมองของบุคคลของโลกเหล่านั้น

คนไทยเราก็มีของเล่นที่เป็นของเฉพาะของเด็กอยู่หลายชนิดด้วยกันครับ อย่างตอนเด็กๆ จำได้ว่าคุณยายทำม้าก้านกล้วยให้ มีปลาตะเพียนสานจากทางมะพร้าว ถ้ารุ่นคุณพ่อคุณแม่ก็จะเป็นชุดหม้อข้าวหม้อแกง ตุ๊กตากระดาษ และถ้าไกลถึงยุคคุณยายก็ต้องเป็นตุ๊กตาชาววัง

ยังมีเด็กไทยยุคหนึ่งเลยที่เห่อของเล่น “สังกะสี” จำพวกเรือสังกะสี, หุ่นยนต์และปืนสังกะสีที่ส่งมาจากญี่ปุ่น ปัจจุบันเลยกลายเป็นของแพงประเภทวินเทจแอนทีคไป มีคนให้ราคาสูงๆ เพราะซื้อไปเก็บสะสม หรือเอาไว้ตกแต่งร้าน

พระนางเนเฟอร์ตารีทรงพระสำราญกับหมากกระดาน (เซเน็ต).

พระนางเนเฟอร์ตารีทรงพระสำราญกับหมากกระดาน (เซเน็ต).

ถ้าย้อนไปในเด็กไทยยุคเก่าแก่จริงคือยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ชาติ ของเล่นในยุคนั้นก็น่าสนใจครับ เพราะหน้าตาไม่น้อยหน้าสมัยหลังๆนี้เท่าใดนัก อย่างตุ๊กตาดินเผาสังคโลก หรือถ้าเป็นลูกชาวบ้านก็เป็นตุ๊กตาดินเผาธรรมดา ดังที่มีหลักฐาน ตุ๊กตาเสียกบาลที่ใช้ในการบัดพลีอยู่ ของเล่นกับเด็กเป็นเรื่องคู่กันอย่างแท้จริงครับ

ซึ่งเด็กที่เล่นของเล่นก็จะได้รับอะไรบางอย่างเข้ามาด้วย อย่างแรกเลยคือฝึกจินตนาการจะสร้างภาพฝันได้เร็วไม่แพ้เด็กในยุคติดเกมคอมพิวเตอร์ อย่างที่สองคือได้ฝึกมือและทักษะการหยิบจับของ

ของเล่นมักให้อะไรมากกว่าที่คิดเสมอ

ปักษาแห่งซัคคาร่า.

ปักษาแห่งซัคคาร่า.

ลองดูอย่างของเล่นชิ้นแรกที่อยากนำเสนอคือ “ปักษาแห่งซัคคาร่า (Saqqara bird)” ครับ แกะจากไม้ พบในหลุมฝังศพชาวอียิปต์ เป็นผลงานของชาวไอยคุปต์เมื่อปีที่ 200 ก่อนพระเยซูประสูติ สังเกตจากความละเอียดของงานแล้วจะเห็นว่านกไม้ตัวนี้ไม่ธรรมดาครับ เพราะมีเค้าคล้ายนกเหยี่ยว (Falcon) ซึ่งถือเป็นตัวแทนเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ในความเชื่อสมัยนั้น แม้ปักษาไม้ตัวนี้จะมีขนาดเพียง 7 นิ้วกว่า แต่ทว่าถือเป็นงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอียิปต์ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญบางท่านเชื่อว่ามันแสดงให้เห็น “พลศาสตร์การบิน (Aerodynamic)” ของชาวอียิปต์โบราณด้วย

ยังมีงานของเล่นระดับโลกชิ้นอื่นๆอีกที่บางชิ้นอาจเปลี่ยนโลกได้ด้วยซ้ำ ดังจะขอนำมาเสิร์ฟให้ท่านที่รักถึงที่ดังต่อไปนี้ครับ

เรือไม้แห่งอียิปต์ ถือว่าเป็นของเล่นชิ้นเก่าแก่ที่สุดจากทั่วโลก นาวาไม้ลำนี้พบอยู่ในหลุมฝังศพเด็กในยุคก่อนราชวงศ์ (Predynastic period) เป็นเรือไม้ที่ฝังไว้รวมกันด้วยความเชื่อที่ว่าจะได้ไว้ใช้ (เล่น) ในโลกหน้า ทำจากไม้สลักเสลาอย่างดีมีรายละเอียดเห็นชัดเจน

หมากกระดาน

หมากกระดาน "เซเน็ต".

หมากกระดาน ของพระนางเนเฟอร์ตารีที่บอกว่าเป็นหมากเพราะลักษณะคล้ายกับสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า “บอร์ด เกมส์” คือเป็นกล่องเกมส์กระดานที่ทำจากไม้ในอียิปต์เรียกว่า “เซเน็ต (Senet)” พบพร้อมกับตัวหมากเดิน รูปแบบการเล่นคล้าย “แบ็คแกมม่อน” คือเล่นกันสองคน มีเซเน็ตที่สลักอย่างสวยงามพบอยู่ในหลุมพระศพตุตันคาเมนด้วยครับ

หมูหินจากสโตนเฮ้นจ์.

หมูหินจากสโตนเฮ้นจ์.

หมูหินจากสโตนเฮ้นจ์ พบในหลุมศพเด็กที่อยู่ในอาณาบริเวณของโบราณสถานยุคหินที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษนั่นคือ “สโตนเฮ้นจ์” ที่เป็นหมู่หินตั้งขนาดมหึมา ซึ่งจนปัจจุบันก็ยังไม่รู้ว่าใช้ทำ อะไร แต่เมื่อขุดพบศิลาที่สลักเป็นรูปหมูนี้ก็เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นที่ฝังศพหรือมรณสถานมากกว่า

นกทองคำแห่งยุคพรีโคลัมเบียน.

นกทองคำแห่งยุคพรีโคลัมเบียน.

นกทองคำแห่งยุคพรีโคลัมเบียน ยังไม่มีใครรู้แน่ว่าใช้ทำอะไร ดูหน้าตาเหมือนของเล่นชิ้นจิ๋ว นกเล็กตัวนี้มีผู้นำมาเปรียบกับนกไม้แห่งซัคคาร่า เพราะว่าเป็นของเก่าแก่เหมือนกัน แต่นกทองคำตัวนี้มีความพิเศษอยู่คือรูปร่างที่ดูคล้าย “ยานอวกาศ” ถ้าดูให้ดีๆมีจินตนาการอีกนิดหน่อยก็ต้องบอกว่าใช่เลยที่จะเป็นยานต้นแบบจากต่างดาว คาดว่าถูกสร้างขึ้นในราวปี ค.ศ.500-800 ครับ

ตุ๊กตาและม้าดินเผาที่ขุดพบในกรีซ.

ตุ๊กตาและม้าดินเผาที่ขุดพบในกรีซ.

ม้าดินเผาแห่งกรีซ อายุราว 400 ปีก่อนคริสตกาล ขุดพบที่ใจกลางเมืองหลวงคือกรุงเอเธนส์ ลักษณะเป็นม้าดินเผาที่มีล้อติดไว้เสร็จสรรพ พบในใจกลาง “อะกอร่า (Agora)” ที่ถือเป็นลานกว้างให้ประชาชนมาทำกิจกรรม จะไฮด์ปาร์คก็ได้ แสดงความคิดเห็นให้พลเมืองคนอื่นฟังก็ได้ การขุดค้นที่อะกอร่าครั้งหลังทำให้ได้พบของเล่นสำคัญ 2 ชิ้นนี้

เสือออร์แกนของสะสมในสุลต่านแห่งทิปูร์.

เสือออร์แกนของสะสมในสุลต่านแห่งทิปูร์.

เสือไม้ขนาดเท่าจริงของสุลต่านแห่งทิปูร์ ดูแล้วน่ากลัวพิลึก สร้างขึ้นเมื่อกว่า 200 ปีก่อนเพื่อถวายแด่สุลต่านแห่งทิปูร์ประเทศอินเดีย (คงมีพระอุปนิสัยชอบของแปลก!?) โดยเสือไม้นี้เป็นหุ่นกลที่ทาสีจนเหมือน มีออร์แกนลมทำเสียงอยู่ข้างใน ส่วนเขี้ยวขาวยาวนั้นก็จดจ่ออยู่ที่คอ

ของหุ่นไม้ทหารอังกฤษอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อไขลานให้กลไกทำงานแล้วหุ่นนี้จะทำท่า “ขย้ำ” อย่างเหมือนจริง มีการสะบัดคอไปมาพร้อมเสียงกรีดร้องอย่างน่าสยอง (ของเล่นหรือของหลอน?) ส่วนหุ่นทหารที่ตกเป็นเหยื่อนั้นก็ดิ้นไปมานัยน์ตาเหลือกลานน่าพรั่นพรึงมากกว่าน่าดู ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียอัลเบิร์ตกรุงลอนดอนครับ

ไข่อีสเตอร์แห่งราชวงศ์โรมานอฟ.

ไข่อีสเตอร์แห่งราชวงศ์โรมานอฟ.

ไข่อีสเตอร์แห่งราชวงศ์โรมานอฟ ถือเป็นของเล่นของ “เจ้านาย” เพราะนายคาร์ล ฟาแบเจ ทำถวายพระเจ้าซาร์นิโคลาส เนื่องในวโรกาสสำคัญทางศาสนาคืออีสเตอร์ในแต่ละปี แล้วพระเจ้าซาร์ก็ได้พระราชทานไข่อีสเตอร์นี้แด่พระมเหสีและพระญาติพระวงศ์ที่ทรงสนิท ซึ่งไข่นี้จะมีกลไกพิเศษเช่นไขออกมามีนกร้องเพลงหรือมีไม้กางเขนผลุบโผล่ออกมาได้ ดูน่ารักและสูงค่าสมกับเป็นของเล่นระดับเจ้านายในราชวงศ์

บ้านตุ๊กตาของสมเด็จพระราชินีแมรี่.

บ้านตุ๊กตาของสมเด็จพระราชินีแมรี่.

บ้านตุ๊กตาของสมเด็จพระราชินีแมรี่ (พระราชินีในพระเจ้ายอร์ชที่ 5) สร้างถวายโดยเซอร์เอ็ดวิน ลุตเยนส์ ใช้เวลา 4 ปีจึงเสร็จ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่พระราชวังวินเซอร์ในประเทศอังกฤษ ท่านที่ได้ไปเที่ยวชมวินเซอร์ไม่ควรพลาดโอกาสตีตั๋วเข้าไปดูบ้านตุ๊กตาของพระราชินีครับ เพราะสวยงามและน่ารักจับใจมาก ด้วยนายช่างทำได้ให้รายละเอียดที่เหมือนจริง มีเฟอร์นิเจอร์ ห้องอาบน้ำ เครื่องครัวและบานหน้าต่างเล็กๆที่ปิดเปิดได้เหมือนจริง

บ้านชาวนาของพระนางมารีอังตัวแนตต์.

บ้านชาวนาของพระนางมารีอังตัวแนตต์.

บ้านชาวนาของพระนางมารีอังตัวแนตต์ ถือได้ว่าเป็น “ของเล่นผู้ใหญ่” ที่ชิ้นใหญ่ที่สุดของวันนี้ครับ ด้วยพระนางมารีนี้ทรงโปรดวิถีชีวิตแบบชาวบ้านชนบทที่มีหญิงชาวนามารีดนมวัวและมีโรงนาที่มีกองฟาง จึงทรง “เนรมิต” บ้านชาวนาหลังน้อยขึ้นมาในพระมหาราชวังแวซายส์อันวิจิตร โดยทรงจัดให้มีครอบครัวชาวนาเล็กๆและวัวนมมาอยู่จริงๆด้วย แล้วว่างๆก็ทรงแต่งชุดชาวนาไปประทับอยู่ด้วยทีละนานๆ

ของเล่นต่างๆที่เลือกมาจากทุกมุมโลกให้ท่านผู้อ่านได้ยลนั้นใช้เกณฑ์เลือกโดยดูจากของที่น่าสนใจมีสตอรี่ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์หรือไม่ก็เป็นของบุคคลทั่วไปแต่ให้คุณค่าทางจิตใจดูแล้วน่ารักแค่มองก็ทำให้ยิ้มได้ เพราะของเล่นไม่มีชั้นวรรณะ จะลูกเศรษฐีหรือลูกชาวบ้านก็เล่นด้วยกันได้ทั้งนั้น

ของเล่นช่วยให้จินตนาการของเด็กบรรเจิดได้มาก หากวันนี้ผู้ใหญ่เข้าใจในความหมายที่แท้ของของเล่นด้วยก็จะยิ่งช่วยให้มีชีวิตที่ “ง่าย” และมีความสุขได้มาก เพราะของเล่นแต่ละชิ้นมี “เสน่ห์” ในตัวมันเอง บางชิ้นจับขึ้นมาแล้วก็แทบจะเห็นภาพในวันวาน ส่วนถ้าเป็นชิ้นที่เราเคยเล่นก็จะเป็นสิ่งที่เก็บความทรงจำวันแสนสุขในวัยเด็กไว้ แค่ได้ถือก็เหมือนได้กลับไปยืนเป็นเด็กชายเล็กๆอีกครั้ง ดังนั้น ถ้าใครยังไม่อยากแก่แก้ไม่ยากเลย

แค่เปิดห้องเด็กไว้ที่มุมเล็กๆของหัวใจก็ใช้ได้แล้วครับ.


โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช และ ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

หน้า 3

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

'10 ถนนแห่งความตาย' สุดอันตราย ไปแล้วอาจไม่ได้กลับมา!!

Pic_273618

บางครั้งการดำเนินชีวิตก็มีเรื่องเสี่ยงตายให้ได้ลุ้นทุกวินาทีไม่ต่างกับในภาพยนตร์ ต่างกันแค่เพียงว่าในชีวิตจริงถ้าพลาดเมื่อใดแล้วละก็ ไม่มีสิทธิ์รีสตาร์ตขอเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง...

ทุกวันนี้การเดินทางแสนจะสะดวกสบายด้วยถนนหนทางลาดยางชั้นดีที่เข้าถึงยังซอกหลืบต่างๆ แทบทั่วทุกมุมโลก แต่หนทางทุกสายไม่ได้โปรยปรายด้วยกลีบกุหลาบ ย่อมต้องมีหนามของสักกิ่งก้านที่ร่วงหล่นลงบนพื้นทางอย่างแน่นอน

ไทยรัฐออนไลน์ขอพาไปสำรวจถนนหนทาง ที่ขอยกนิยามให้เป็น "10 ถนนแห่งความตาย" ล้วนอุดมไปด้วยความอันตรายระดับยมบาลเชื้อเชิญ และยมทูตเยินยอในความน่าสะพรึงหวั่นเกรง

Yungas Road - Bolivia
ถนนแห่งความตายสายนี้ทอดยาวเป็นระยะทางเกือบ 69 กม.ในประเทศโบลิเวีย ทำหน้าที่ส่งผ่านผู้เดินทางดวงดีจากเมือง La Paz สู่เมือง Coroico มันคือถนนแห่งตำนานด้านความอันตรายอย่างสุดจะบรรยาย ในปี 1995 มันจึงถูกสถาปนาเป็นถนนที่มีความอันตรายมากที่สุดบนโลกมนุษย์ ในแต่ละปีจะมีนักเดินทางนำชีวิตมาวายวอดที่นี่ราว 200-300 คนเลยทีเดียว

Guoliang Tunnel Road - China
ถนนสายนี้ถูกตัดทะลุเป็นอุโมงค์ภายในภูเขา Taihang ในจังหวัด Hunan ของจีน สร้างโดยชาวบ้านในท้องถิ่น มีความยาวราวๆ 1.2 กม. โดยใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 5 ปี ตลอดระยะเวลาของการก่อสร้าง ถนนเส้นนี้ได้คร่าชีวิตคนงานเป็นจำนวนไม่น้อย มันถูกเปิดให้ใช้สัญจรอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2520

Ruta 5 - Chile
ถนนจากเมือง Arica สู่ Iquique ในชิลี มีชื่อเสียงด้านอันตรายสุดๆ นักเดินทางจะต้องขับรถผ่านเข้าไปยังหุบเขาลึกและมีลมพัดแรง เหมือนอีกโลกที่ไม่เคยพบเจอ นานๆ ครั้งถึงจะเจอรถที่ขับสวนทางมา และจะพบว่ารถเหล่านั้นมักวิ่งด้วยความเร็วสูงมากๆ จนบางครั้งไม่แน่ใจว่ารถเหล่านั้นเป็นของมนุษย์หรือภูตผีปิศาจตนใดกันแน่ ดังนั้นหากจำเป็นต้องเดินทางผ่านถนนสายนี้ ควรหลีกเลี่ยงยาหรือสารบางชนิดที่มีผลต่อประสาทที่อาจสร้างภาพหลอนขึ้นมาได้ เพราะบรรยากาศมันชวนให้จินตนาการซะเหลือเกิน

Russian Federal Highway - Russia
ถนนที่เชื่อมระหว่าง Moscow และ Yakutsk เป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิสุดแสนจะเย็นยะเยือกนอก Antarctica ที่ได้รับการบันทึกเอาไว้ ในช่วงฤดูหนาวที่กินเวลายาวนานถึง 10 เดือน ในการเดินทางผ่านถนนเส้นนี้จะต้องพบอุปสรรคคือหิมะตกระดับพายุน้ำแข็ง อีกทั้งทัศนวิสัยที่แทบจะกลายเป็นศูนย์ และในฤดูฝนพื้นถนนแทบจะกลายเป็นทะเลโคลนในทันที อันเป็นเวลาเดียวกับที่โจรสลัดโคลนไซบีเรียนออกล่าเหยื่อที่รถติดหล่มบนถนนเช่นกัน

Sichuan Tibet Highway - China
ในประเทศจีนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์สูงขึ้นเป็นทวีคูณใน 20 ปีที่ผ่านมา และไม่แปลกที่ถนนหลวง Sichuan Tibet ที่พาดผ่านเมือง Chengdu และ Tibet ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หินและแผ่นดินถล่มจะเป็นหนึ่งในสาเหตุนั้น ถนนตัดลัดเลาะผ่านภูเขาขนาดใหญ่ถึง 14 ภูเขา และแม่น้ำที่มีชื่อเสียงหลายสิบสาย อีกทั้งต้องขับรถผ่านป่าดึกดำบรรพ์จำนวนมากที่มีความอันตรายทุกวินาทีแฝงอยู่ในทัศนีภาพที่สวยงามสองข้างทาง


James Dalton Highway - Alaska
ถนนลูกรังกินพื้นที่ทอดยาว 665 กม.เส้นนี้ ไม่ใช่ถนนที่จะไว้ทำการวัดใจลูกผู้ชายหรือเอาไว้ทดสอบรถคันใหม่แน่ๆ บนถนนเต็มไปด้วยรถบรรทุกและรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนมาก ถ้าเผลอไผลขับรถเข้าไปแทบจะกลายเป็นเป้าของก้อนหินนับไม่ถ้วนที่ปลิวละล่องทั่วไปหมด ฝุ่นที่ฟุ้งกระจายแทบจะทำให้ผู้ขับกลายเป็นคนตาบอดบดบังการมองเห็นเสียหมดสิ้น บริษัทให้บริการเช่ารถถึงกับออกกฎเหล็กห้ามนำรถไปวิ่งบน Dalton Road เด็ดขาด และอย่าแม้แต่คิดจะผ่านทางนี้ต่อให้เป็นรถ 4x4 ก็ตามเหอะ

Patiopoulo-Perdikaki Road - Greece
ถนนที่สุดจะแคบและโสโครกทอดยาวจากเมือง Patiopoulo มุ่งสู่เมือง Perdikaki ของกรีซ ลักษณะเส้นทางที่สูงชันและเลนถนนสุดแสนจะคับแคบเต็มไปด้วยหลุมบ่อน้อยใหญ่ จนกลายเป็นงานยากของยานพาหนะที่สัญจรไปมา หนำซ้ำไหล่ทางยังไร้เงาสิ่งป้องกันสำหรับรถยนต์ไม่รักดีที่คิดนอกลู่นอกทาง ในแต่ละปีมีผู้ที่หล่นลงไปสำรวจก้นเหวเป็นจำนวนมาก ที่นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางอันตรายที่สุดบนโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน

Trollstigen - Norway
ถนนที่อุดมไปด้วยโค้ง โค้ง และก็โค้ง ลัดเลาะไหล่เขาสูงใน Norway มีความสูงชันสลับกับโค้งหักศอกนับสิบโค้ง ยานพาหนะที่ยาวกว่า 12 ม. ถูกห้ามใช้เส้นทางนี้ เนื่องจากไม่สามารถจะผ่านโค้งต่างๆ ของถนนเส้นนี้ได้ ที่ด้านบนมีจุดชมวิวที่มองเห็นความคดเคี้ยวเขี้ยวลากดินของถนนเส้นนี้ เป็นจุดที่สวยงามมากถ้าคุณสามารถไปถึง...

A682 Road - England
ถนนที่ว่ากันว่าเลวร้ายที่สุดบนเกาะอังกฤษ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนับครั้งไม่ถ้วนในรอบทศวรรษที่ผ่านมา และในสามปีหลังสุดมีเคสร้ายแรงถึง 22 รายด้วยกัน เคยมีผู้เชี่ยวชาญถึงกับออกมาบอกว่าทุกๆ 20 กม. ของถนนสายนี้จะต้องมีผู้เสียชีวิต 1 คนในทุกปี แต่ถนนเส้นนี้ก็ยังเป็นที่นิยมของกิจกรรมพักผ่อนด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์ในช่วงเช้าวันอาทิตย์อยู่ดี

Stelvio Pass Road Trollstigen - Italy
ถนนเส้นนี้เชื่อมต่อเมือง Valtellina กับหุบเขา Adige และ Merano ในอิตาลี เต็มไปด้วยไหล่เขาและทางโค้งซิกแซ็กมากมาย อีกทั้งความสูงชันของเทือกเขาที่ได้รับการการันตีจากหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวว่าเป็นภูเขาที่ปีนป่ายได้ยากและท้าทายที่สุด แต่ใครจะเชื่อว่าถนนสุดอันตรายเส้นนี้เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในถนนที่ดีและสวยงามที่สุดในเทือกเขาแอลป์เลยทีเดียว

หน้า 4

วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีรีบูทส์ตัวเองหลังอกหัก

ปล่อยวางอาการจับเจ่าหลังอกหัก แล้วลุกมาปฏิวัติตัวเองสู่โลกที่สดใสกว่า?

ความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องไม่แน่นอนเช่นกัน มีเจอแล้วก็ต้องมีจาก แม้จะเป็นสามีภรรยากันแล้วก็ตาม คำถามคือ ทำไมแต่งงานแล้วยังหย่าได้ คบหาดูใจกันมาตั้งนานก่อนจะแต่ง พอแต่งปุ๊ปไม่นานก็เลิก เกิดอะไรขึ้น

อาจารย์หยกฟ้า อิศรานนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บางทีก็เป็นปัญหาเมื่อครั้งเป็นแฟนที่เซ็ตติ้งเป็นอีกแบบหนึ่ง พอเป็นสามีภรรยาต้องอยู่ด้วยกัน และดูแลกัน 24 ชั่วโมง อะไรที่เป็นส่วนตัวซึ่งเมื่อก่อนเคยเก็กเคยปิดเอาไว้จะเปิดเผยออกมาทั้งหมด จึงต้องอาศัยความอดทน ยอมรับ และเข้าใจในอีกฝ่าย เปิดอกคุยกันให้ได้ ด้วยวิธีการพูดดี ๆ ไม่ทำร้ายน้ำใจกัน ซึ่งการสื่อสารนั้น มองว่าสำคัญที่สุดในทุก ๆ ความสัมพันธ์ เป็นตัวที่ส่งเสริม หรือ ทำลายก็ได้ จึงควรเป็นผู้พูด และผู้ฟังที่ดี

สำหรับวิธีเบื้องต้นในการเรียกความเชื่อมั่น และสร้างคุณค่าให้ตัวเองหลังอกหักนั้น อาจารย์หยกฟ้า แนะนำว่า พยายามหาให้ได้ว่าคุณค่าของตัวเองในมุมอื่น ๆ มีอะไรบ้าง เช่น ถึงเราจะอกหักเราก็เรียนเก่งนะ คนบางคนช่วงอกหักแต่ทำงานได้พีคเลย ถึงมีคำศัพท์ที่ว่าอันลัคกี้อินเลิฟแต่ลัคกี้อินเกม คือ ทุ่มอย่างอื่น เพื่อสร้างให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ถึงจะเลิกกับแฟนแต่ประสบความสำเร็จในด้านอื่น ไม่แคร์ คนอย่างนี้ก็จะอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องมองมุมอื่นว่าชีวิตไม่ได้มีแค่ด้านนี้ด้านเดียว หันไปมองคนที่รักเราบ้าง แล้วพยายามหาคุณค่า เพิ่มคุณค่าให้ตัวเองในมุมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว ออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งการช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยบูทส์ความรู้สึกว่ามีคุณค่าให้เกิดขึ้นกับหลาย ๆ คนได้มากเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม คุณค่าของตัวเองมีได้หลายแบบ หนึ่งในนั้น คือ การแปลงโฉมตัวเองให้หล่อ สวย ดูดีขึ้นหลังอกหัก แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ใช่การประชด เพราะนั่นไม่ถือว่าบูทส์ตัวเองอย่างแท้จริง

“เลิกแล้วอย่าไปมองแค่ความหล่อ-สวยอย่างเดียว เพราะอยู่กับเราแค่แป๊ปเดียว การทำหล่อ-สวยนั้นดี แต่หล่อ-สวยภายนอกแล้วต้องหล่อ-สวยข้างในด้วย คือ จิตใจต้องร่าเริงเบิกบานตามสิ่งที่ทำ แต่ถ้าหล่อ-สวยประชดแฟนเก่าอย่างนี้ไม่ใช่แล้ว แสดงว่าใจก็ยังไม่เลิกฝังอยู่กับเขา ก็ไม่จบไม่สิ้น แต่หากอยากจะบูทส์ตัวเองให้รู้สึกดูดีขึ้น หล่อ-สวยได้ถึงแม้จะไม่ต้องมีใครมาเคียงข้าง ดูดีได้ มีความสุขได้ มีเพื่อนได้โดยที่ไม่ต้องมีความสัมพันธ์แบบคู่รัก อันนี้จะเป็นวิธีการบูทส์ตัวเองอย่างแท้จริง” อาจารย์หยกฟ้า กล่าว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

หน้า 5

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มาดูกับมาดาม : 10 เรื่องลับๆ ของ Spider-Man

Pic_271917

เกาะติดกระแสซุปเปอร์ฮีโร่คนดังใน 10 เรื่องลับๆ ที่คุณอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับสไปเดอร์แมน

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน วันนี้มาดามจะพามาเกาะติดกระแสซุปเปอร์ฮีโร่กันค่ะ ใช่แล้ว! เรากำลังจะพูดถึงยอดมนุษย์ในชุดรัดรูปสีน้ำเงินแดง ที่มีท่าพ่นใยแมงมุมเป็นจุดขาย นาทีนี้จะเป็นใครไปได้นอกจาก “สไปเดอร์แมน” หรือที่ใครๆ หลายๆ คนนิยมเรียกว่า “ไอ้มนุษย์แมงมุม” นั่นแหละค่ะ

อย่างที่หลายๆ คนทราบกันดีว่าเรื่องราวของยอดมนุษย์ใยแมงมุมคนนี้ได้รับการถ่ายทอดออกมาในรูปแบบต่างๆ มากมาย เริ่มแรกในฤดูร้อนของปี ค.ศ.1962 ในรูปแบบของหนังสือการ์ตูนจากค่ายดังอย่าง Marvel Comics โดยฝีมือของศิลปินชื่อดังอย่าง Stan Lee (ผู้แต่ง) และ Steve Ditko (ผู้วาด) ต่อมาก็ได้ถูกนำไปสร้างเป็นทีวีซีรี่ส์ในรูปแบบของการ์ตูนแอนิเมชั่น และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ตามลำดับ ซึ่งภาคที่เจนเนอเรชั่นนี้น่าจะรู้จักกันดีนั้น นำแสดงโดยนักแสดงหนุ่มตาหวาน โทบีย์ แมคไกวร์ (Tobey Maguire) และ คริสเท่น ดันสท์ (Kristen Dunst) ที่รับบทเป็น แมรี่-เจน สาวน้อยนักแสดงอิสระที่ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ (สไปเดอร์แมน) หลงรักมาเป็นเวลานาน

เชื่อว่าหลายคนคงจะจำฉากจูบสุดโรแมนซ์นี้ได้ดี

เชื่อว่าหลายคนคงจะจำฉากจูบสุดโรแมนซ์นี้ได้ดี

มาถึงภาคล่าสุดในปีนี้ 2012 ได้แก่ “The Amazing Spider-Man” หรือชื่อไทยแบบตรงตัวว่า “ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน” ที่มี แอนดรู การ์ฟิลด์ (Andrew Garfield) รับบทเป็นสไปเดอร์แมนคนใหม่ ผู้กำกับ (คนใหม่เช่นกัน) มาร์ค เว็บบ์ (Marc Webb) ถึงกับออกปากการันตีว่าแฟนๆ จะต้องหลงรักซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อเก่าแต่หน้าใหม่คนนี้แน่นอน

โฉมหน้าสไปเดอร์แมนคนใหม่ แอนดรู การ์ฟิลด์

โฉมหน้าสไปเดอร์แมนคนใหม่ แอนดรู การ์ฟิลด์

เรื่องราวของพ่อยอดมนุษย์มือกาวของเราในภาคนี้ไม่ได้เป็นเรื่องต่อจากภาคที่แล้วค่ะ แต่เป็นเรื่องราวในมุมใหม่ๆ ลับๆ เบื้องหลังอันกลายมาเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตของซุปเปอร์ฮีโร่มาดกวนคนนี้ นั่นแน่...เริ่มน่าสนใจขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะคะ?...ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ หรือสไปเดอร์แมน ของเราในภาคนี้คงไม่ได้มีภาพหนุ่มนักรักที่หลงรักนักแสดงสาวช่างฝัน อย่างภาคที่ผ่านๆ มา แต่เขาจะมาตามหาตัวเองค่ะ ตามหาอดีตที่เขาโหยหาว่าจริงๆ แล้วตัวเขาเองมีที่มาที่ไปมาอย่างไร?


“We all have secrets. The ones we keep, and the ones that are kept from us.”
“เราทุกคนต่างก็มีความลับ บางเรื่องเราก็เป็นคนเก็บ และบางเรื่องก็เป็นคนอื่นที่เก็บเอาไว้”
ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์, ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน (2012)

เอาล่ะค่ะ ก่อนจะไปค้นพบเรื่องราวของสไปเดอร์แมนในหนัง เรากลับมาที่ 10 เรื่องลับๆ ที่คุณๆ อาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับซุปเปอร์ฮีโร่มาดกวนคนนี้กันดีกว่าค่ะ เริ่มนับถอยหลังกันได้เลย...

เริ่มต้นกันที่อันดับที่ 10 ค่ะ พ่อยอดมนุษย์มือกาวของเราเคยเป็น “ดาราหน้ากล้อง” มาก่อนค่ะ สมัยที่เขาได้รับพลังพิเศษใหม่ๆ แทนที่จะตื่นเต้นตกใจกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เขากับใช้ความสามารถพิเศษนี้ในการไปเป็นสตั๊นต์หน้ากล้องค่ะ นอกจากนี้ ยังสวมชุดสไปดี้นี้เพื่อทำรายการช่วงดึกๆ ด้วยค่ะเพื่อหารายได้พิเศษ

อันดับที่ 9 ว่ากันว่ายอดมนุษย์มือกาวของเราเขาเป็น ”คนมีญาณทิพย์” ค่ะ อะอะ...อย่าเพิ่งคิดไปไกล ไอ้แมงมุมของเราไม่สามารถดูดวงหรือเห็นวิญญาณได้หรอกค่ะ แต่เรื่องจริงๆ ก็คือ เขามี Spider Sense ค่ะ ที่สามารถรับรู้ล่วงหน้าหรือสัมผัสได้ว่าจะมีภัยอันตรายมาถึงตัวหรือคนรอบข้างต่างหากล่ะคะ...ว่าแต่ว่าหมอดูในชุดรัดรูปสีจัดขนาดนี้เนี่ยนะ...จะดูตลก หรือว่า ดูดวง?

อันดับที่ 8 ก็คือไอ้แมงมุมของเราไม่ได้มีดีแค่มือกาว และปีนป่ายเก่งนะคะ แต่เขายังเป็น “นักวิทยาศาสตร์” ที่มีสมองเป็นอัจฉริยะ โดยเฉพาะทางด้านชีวเคมีและไฟฟ้าค่ะ มาดามไม่ได้โม้นะคะ ถ้าดูกันตามเนื้อเรื่องไม่ได้ลำเอียงล่ะก็ พ่อยอดมนุษย์นักปีนของเราสร้างอุปกรณ์เสริมมากมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพลังพิเศษของตัวเอง เอาง่ายๆ ก็แค่ชุดของเขา ถ้าพิจารณาดีๆ มีอุปกรณ์พิเศษไปฝังตัวอยู่เพียบเลย (ตามไปคลิกดูรายละเอียดกันได้ที่ Spider-Man Infographic by ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ประจำสัปดาห์นี้นะคะ)

อันดับที่ 7 อันดับนี้เป็นเรื่องของอาวุธคู่กาย (มือ) ของพ่อสไปเดอร์แมนของเราค่ะ ความลับที่ว่าก็คือ ใยแมงมุมของเขาเนี่ยเป็น “ใยสังเคราะห์” ค่ะ แม้ว่าร่างกายของเขาจะสามารถผลิตสารที่เป็นใยแมงมุมที่ทำให้เขาสามารถปีนป่ายไปตามตึกต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว (เพราะมีมือเหนียวเป็นกาว) แต่จริงๆ แล้วที่พ่นออกมาได้เป็นสายเยอะขนาดนั้นน่ะค่ะ เขามีตัวช่วยค่ะ เป็นสายรัดข้อมือที่มีท่อยื่นออกมาเชื่อมกับอุปกรณ์เซ็นเซอร์เล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดบริเวณฝ่ามือทั้งสองข้างค่ะ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส (ที่มาของท่ามือปล่อยใย) ของเหลวผลิตใยก็จะพุ่งออกมา ซึ่งของเหลวที่ว่าเนี่ย พ่อยอดมนุษย์ของเราก็คิดค้นทำขึ้นมาใช้จากในห้องแล็บ เรียกว่า Web-fluid โดยจะเก็บเอาไว้ที่ข้อมือและสำรองไว้อีกที่เข็มขัดค่ะ

อันดับที่ 6 ยังอยู่ที่ความเป็นอัจฉริยะของเขาค่ะ จริงๆ แล้วอันนี้ออกจะแกมโกงนิดๆ ด้วยค่ะ แต่ก็น่านับถือความพยายาม ความลับที่ว่าก็คือที่มาของรูปภาพในมุมแปลกๆ ของเขานั่นเองค่ะ ได้แก่ “กล้องและเซ็นเซอร์ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้เข็มขัด” พ่อยอดมนุษย์ของเราชอบถ่ายภาพและหาลำไพ่พิเศษและการเก็บภาพของตัวเองไปขาย ให้กับสำนักพิมพ์ถืิอเป็นงานโปรดเลยล่ะค่ะ กล้องและเซ็นเซอร์ที่ว่าเนี่ย เขาก็เป็นคนคิดค้นเอง โดยเซ็นเซอร์จะทำงานเมื่อสามารถจับแสงจากแฟลชของกล้อง ก็ใช่ว่าภาพจะต้องดูดีทุกภาพนะคะ แต่ก็ได้ภาพมุมแปลกๆ มาเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะมุมที่กำลังต่อสู้อยู่...ขายดีทีเดียวแหละ!

อันดับที่ 5 ไอ้แมงมุมของเราฝึก “กังฟู” ค่ะ ยอดมนุษย์ของเรามีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดาทั้งพละกำลังและความรวดเร็ว แต่ก็เหมือนๆ กับเหล่าวายร้ายอื่นๆ ค่ะ บวกกับการที่มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาสุญเสียญาณทิพย์ทำให้เสียศูนย์ สมองและร่างกายของเขาไม่สามารถสั่งงานให้สัมพันธ์กันได้ การฝึกกังฟูจึงทำให้เขาได้ฝึกจิตและฝึกสมาธิค่ะ...แม้จะไม่มีญาณแต่ก็มีสติ นะคะ (เห็นมะยอดมนุษย์ยังต้องมีสติ แล้วเราๆ ท่านๆ ล่ะคะ?)

อันดับที่ 4 อันดับนี้โยงไปที่เนื้อหาของหนังภาคล่าสุดของพ่อสไปเดอร์แมนเขาค่ะ เอาล่ะค่ะไม่อยากบอกอะไรมาก เอาสั้นๆ ได้ใจความว่า “พ่อแม่ของเขาอะ เคยเป็นสายลับให้กับองค์กรลับของรัฐบาล” มาก่อนค่ะ รายละเอียดลึกๆ มาดามขออุบไว้ก่อน ไปตามกันในหนังเอาเอง...เดี๋ยวไม่ตื่นเต้น!

อันดับที่ 3 ถึงจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่นักประดิษฐ์สุดอัจฉริยะ แต่สไปเดอร์แมนของเราก็ยังเป็นนักรักนะจะบอกให้ อันดับนี้ว่าด้วยเรื่องรักๆ ของพ่อฮีโร่มือกาวของเรา เชื่อหรือไม่คะว่าสถานภาพความสัมพันธ์ของเขาก็คือ “He was married, but it’s complicated” อย่างที่รู้ๆ กันว่าปีเตอร์พบรักกับแมรี่-เจน เขาและเธอใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหลายปีโดยที่ไม่ได้แต่งงาน ภายหลังเจ้าหล่อนเลิกกับไอ้แมงมุมเพราะมองไม่เห็นอนาคต แต่ความสัมพันธ์ก็ยังคงคลุมเครือเพราะทุกครั้งที่ได้เจอกัน (หลังจากที่เลิกกันแล้ว) เขาและเธอยังคงมี something ระหว่างกันอยู่ และที่ว่ามัน complicated ก็เพราะว่าระหว่างนั้นพ่อแมงมุมของเราก็เดทกับสาวใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แครี่ คูเปอร์ อย่างจริงๆ จังๆ ด้วย...แล้วจะเอาคนไหนล่ะพ่อ หลายใจเหมือนกันนะเนี่ย!

อันดับที่ 2 ไอ้แมงมุมของเราเป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่ที่ชอบโชว์เดี่ยว” ค่ะ จะว่ารักสันโดษก็ไม่ได้นักเพราะว่าเขาก็ยังชอบอยู่หน้ากล้อง ชอบเป็นข่าว อารมณ์ขัน แถมยังมีกิ๊กหลายคนอีกต่างหาก ที่ว่าชอบทำงานคนเดียวก็เพราะว่าเขาทำงานเป็นทีมเวิร์กไม่ค่อยเก่งค่ะ นับเป็นจุดอ่อนของเขาทีเดียว และที่ไม่เก่งนี่ก็เพราะเขามักจะเป็นคนที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเองค่ะ เขามีภาระมากมายทั้งชีวิตรักส่วนตัว งานวิจัยวิทยาศาสตร์ แล้วก็งานพิทักษ์โลกที่แทบจะกินเวลา 24 ชั่วโมงของเขาไปหมดแล้ว อย่างไรก็ดีค่ะ เขาก็มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับซุปเปอร์ฮีโร่คนอื่นๆ จากค่ายเดียวกันอย่าง Thor, Daredevil, Captain America, Ghost Rider และ Fantastic Four แต่ก็เป็นครั้งคราวเท่านั้นแหละค่ะ พี่แมงมุมเขาชอบโชว์เดี่ยว!

อันดับที่ 1 พ่อยอดมนุษย์ของเราคนนี้เป็น “คนที่มีอารมณ์ขัน ตลกโปกฮา” ค่ะ เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีมากๆ คนหนึ่ง แม้ว่าชีวิตของซุปเปอร์ฮีโร่คนนี้จะต้องผ่านเรื่องราวโศกนาฏกรรมมากมายทั้ง การสูญเสียคนรักรอบๆ ตัวและการเสียสละชีวิตส่วนตัวแลกกับการพิทักษ์โลกจากเหล่าร้าย แต่เขาก็โศกไม่นานหรอกค่ะ ฟื้นตัวเร็วแถมยังมีวิธีพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อีกต่างหาก เอาเป็นว่าจะมีใครล้อเล่นกับการเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ได้ดีเท่าเขา ถ้าเทียบจากคนอื่นๆ ล่ะก็ เขานี่แหละชอบอยู่หน้ากล้องและชอบขึ้นหน้าหนึ่งบ่อยที่สุดแล้ว!

ครบ 10 อย่างแล้ว หวังว่าคุณผู้อ่านจะรู้จักไอ้แมงมุมมากขึ้นนะคะ ทิ้งท้ายไว้นิดๆ หน่อยๆ ว่า ชีวิตของพ่อสไปเดอร์แมนก็เหมือนกับเราๆ ท่านๆ นี่แหละค่ะ มีช่วงที่ดีและช่วงเลวร้าย แต่สิ่งที่น่านับถือในตัวของซุปเปอร์ฮีโร่คนนี้ก็คือ เขาเป็นคนจิตใจดีค่ะ เขามองทุกอย่างในแง่ดี มีอารมณ์ขันให้กับทุกๆ เรื่องในชีวิต ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ดี น่าเอาแบบอย่างค่ะ เพราะถ้าใจแข็งแรง ทุกๆ อย่างที่ตามมาก็จะดีค่ะ

ขอ ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ: www.newsarama.com/comics, http://www.majorcineplex.com/, http://www.marvel.com/, http://www.wikipedia.com/, http://www.theamazingspiderman.com/, http://www.imdb.com/, http://www.google.com/

หน้า 6

วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เสน่ห์เรือนร่างสะกดใจชาย

จุดไหนบนเรือนกายสาวที่ทำให้หนุ่ม ๆ สะดุดตาตรึงใจ!

สาวหน้าตาสวยแม้เป็นความโดดเด่นชวนมองก็จริง แต่ใช่ว่าจะเป็นปัจจัยหลักเสมอไป เพราะยังมีจุดอื่นบนร่างกายอีกหลายส่วนที่สาว ๆ สามารถพัฒนาให้เป็นเสน่ห์ สร้างความประทับใจต่อผู้พบเห็น

หนึ่งในนั้น คือ เส้นผมสลวย เงางามเป็นประกายน่าสัมผัส ซึ่งเคยมีผลสำรวจจากต่างประเทศพบว่า ผู้ชายกว่าร้อยละ 40 จากกลุ่มตัวอย่างราว 3 พันคน มองว่าผู้หญิงผมยาวเป็นลอนธรรมชาตินั้นสุดเซ็กซี่ รองลงมาคือ ผมยาวตรง บ๊อบสั้น ผมยาวประบ่า และซอยสั้น สำหรับฤดูฝนช่วงนี้ควรระวังการใส่มูสปริมาณมาก หรือ เซ็ตผมเนี๊ยบเกินไป เพราะเมื่อโดนฝนจะเยิ้มหมดทรง ทำให้เสียบุคลิก

ต่อมา คือ ผิวพรรณเรียบเนียน เปล่งปลั่งสดใส ซึ่งมลภาวะ และวัยที่เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยจึงควรหมั่นบำรุง โดยสครับผิวด้วยสูตรอ่อนโยนเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ทาโลชั่นที่มีค่าพีเอช (pH) เหมาะกับสภาพผิวทุกเช้า-เย็นหลังอาบน้ำ ส่วนระหว่างวันหากเผชิญกับแสงแดดแรงจากการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง จากนั้น บำรุงด้วยโลชั่นเพื่อคืนความชุ่มชื้นให้ผิวหลังเผชิญแดด ควบคู่กับการทานผัก ผลไม้ ดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน

ขาเรียวกระชับ ที่เมื่ออยู่บนรองเท้าส้นสูงทำให้สาว ๆ ดูเซ็กซี่ชวนมอง สำหรับวิธีบริหารเพื่อกระชับต้นขา ให้แยกปลายเท้าอยู่ในแนวเดียวกับไหล่ มือสองข้างจับช่วงเอว แล้วย่อตัวลงในลักษณะนั่งเก้าอี้ค้างไว้ประมาณ 8-10 วินาที แล้วยืดตัวขึ้น ทำซ้ำประมาณ 5-8 ครั้ง

ใส่ใจดูแลตัวเองเพิ่มอีกนิด เพื่อพิชิตชายหนุ่มที่ถูกใจ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

หน้า 7

วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ก๊อบทั้งเมือง

Pic_266127

"ฮอลสตัทท์" เมืองจีน

เคยเป็นข่าวอันโน้นปลอม อันนี้ทำเลียนแบบ “เมด อิน ไชน่า” มาก็เยอะ ส่วนใหญ่เป็นชิ้นเล็กของน้อย เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฯลฯ หลายคนคงนึกไม่ถึง! จะมีของเลียนแบบใหญ่เบิ้มกว่ามาอีก

ผลิตภัณฑ์ก๊อบปี้ชิ้นล่าสุด! เรียกได้ว่าก๊อบมาทั้งบ้านทั้งเมือง โดยฝีมือและไอเดียกระฉูด! ของมหาเศรษฐีเหมืองแร่ชาวจีน ทุ่มงบ 940 ล้านดอลลาร์ เนรมิตเมืองสวรรค์ขึ้นที่เมืองหุยโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางภาคใต้

โดยลอกโครงสร้างหมู่บ้านมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ที่อยู่ริมทะเลสาบ กลางอ้อมกอดขุนเขา อายุหลายร้อยปีของออสเตรีย ชื่อ “ฮอลสตัทท์” มาทั้งดุ้น! ตั้งแต่หอนาฬิกา โบสถ์ ยันทะเลสาบ แถมกำลังขยายพื้นที่เพิ่มอีก

เจ้าของโครงการ “ฮอลสตัทท์ซี” ในหุยโจว มุ่งทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวและที่พักอาศัย เล็งกะซวกกระเป๋าเงินมหาเศรษฐี ผู้สนใจบ้านไม้สไตล์ยุโรป สวยงามเป็นเอกลักษณ์
“ตอนเข้าพื้นที่เหมือนอยู่ยุโรปเลย บ้านทุกหลังทำด้วยไม้ บรรยากาศก็ร่มรื่น” ชาวเมืองหุยโจวคนหนึ่งบอก

แรกๆชาวเมืองฮอลสตัทท์ (ต้นตำรับ) ที่ออสเตรีย ไม่ค่อยชอบใจที่เห็นบ้านเมืองสวยงามถูกก๊อบโดยจีน แถมยังทำเลียนไม่ค่อยเนียน แต่ช่วงหลังๆชักเสียงอ่อย เหตุมองเห็นโอกาสรวยจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ตอนนี้ไปเที่ยวฮอลสตัทท์ (ของจริง) ปีละหลายพันคน เดิมทีจากที่มีไม่ถึง 50 คนเมื่อปี 2548

“มันไม่ได้เป็นเรื่องถกเถียงอะไรนักหรอก! แค่ประหลาดใจที่หมู่บ้านเล็กๆของพวกเรา ผุดขึ้นที่นี่ ตอนนี้รู้สึกภูมิใจมากกว่า” อเล็กซานเดอร์ชูตซ์ นายกเทศมนตรีเมืองฮอลสตัทท์ ผู้มากับคณะตัวแทนออสเตรีย ร่วมพิธีเปิดหมู่บ้านที่หุยโจวและลงนาม

ข้อตกลงผูกมิตรวัฒนธรรม เป็นบ้านพี่เมืองน้อง ในอนาคต เผย...

เรื่องนี้! บอกให้รู้ว่า ถ้า “สมประโยชน์” ซะแล้ว! ปัญหา! ก็ไม่ใช่ปัญหา! อีกต่อไป.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

หน้า 8

วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ศิลปินช้างเผือกสะท้อนความรู้สึก ที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวผ่านพู่กัน

Pic_274386

ชัยรัตน์ แสงทอง

ในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในปี พ.ศ.2554 บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จึงถือโอกาสมงคลนี้จัดกิจกรรมโครงการประกวดผลงาน “ศิลปกรรมช้างเผือก” ขึ้น เป็นครั้งแรก เพื่อเฟ้นหาศิลปินที่มีความสามารถทางศิลปะอันโดดเด่นในรูปแบบเหมือนจริง (Realistic) และศิลปะรูปลักษณ์ (Figurative) โดยกำหนดหัวข้อการประกวดว่า “พระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย” ซึ่งมีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดมากกว่า 200 ชิ้น โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดนิทรรศการ “ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 1” และพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศแก่ผู้ชนะ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆนี้

ผลงานชนะที่ 1

ผลงานชนะที่ 1


ภายในงาน ฐาปน สิริวัฒนภักดี ผู้บริหาร ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า ผลงานที่ศิลปินต่างๆส่งเข้ามาไม่เพียงแต่จะสะท้อนถึงมุมมองที่งดงามของศิลปะ หากยังสะท้อนถึงความรู้สึกจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของเราทุกคนที่เกิดมาใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ

ส่วนผู้ชนะเลิศคว้ารางวัลช้างเผือกในการประกวดครั้งนี้ ได้แก่ ชัยรัตน์ แสงทอง เจ้าของผลงาน “พรุ่งนี้” กล่าวว่า แรงบันดาลใจและแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานนี้มาจากการนำความรู้สึก ของตนเองที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นเนื้อหาในการสร้างสรรค์ คนดูแต่ละคนอาจจะคิดได้ไปต่างๆนานา อาจรู้สึกผูกพัน, รู้สึกถึงคุณค่าของชีวิต หรือบทบาทหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ที่มีผลต่อจิตสำนึกของคนไทย คุณงามความดี ซึ่งตนเชื่อว่าทุกความรู้สึกเป็นเรื่องที่ดีงามก่อเกิดขึ้นในจิตใจของคนดู และเชื่อว่าจิตใจที่ดีงามนี้จะเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


นิทรรศการ “ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 1” เปิดให้เข้าชมฟรี ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน จนถึงวันที่ 29 ก.ค.ศกนี้ ตั้งแต่เวลา 10.30-21.00 น. ยกเว้นวันจันทร์ นอกจากนี้ โครงการนี้ ได้เปิดรับผลงานของผู้สนใจเข้าร่วมการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 2”แล้ว ภายใต้หัวข้อ “น้ำแห่งชีวิต” จนถึงวันที่ 27 เม.ย.2556 ผู้สนใจดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.thaibev.com/ และ http://www.bacc.co.th/ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2422-2090.

หน้า 9

วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ระทึก !!! หนูน้อยหวิดถูกงูหลามของคนข้างบ้านรัดเสียชีวิต ขณะหลับอยู่ในเปล

เดลี่ เมล์ ของอังกฤษเผยเหตุระทึกขวัญและเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนชอบเลี้ยงสัตว์แปลกได้เป็นอย่างดี หลังหนูน้อย "วิลเลี่ยม ไวแนนส์" ที่เพิ่งฉลองวันเกิดครบรอบปีที่ 1 ไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หวิดจะถูกงูหลามของเพื่อนบ้าน ความยาว 2 ฟุต รัดเสียชีวิตขณะนอนหลับอยู่ในเปล ภายในอพาร์ตเม้นต์ของครอบครัว

หนูน้อย "วิลเลี่ยม ไวแนนส์"

โดยรายงานข่าวเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เดวิน ไวแนนส์ พ่อของหนูน้อยวิลเลี่ยมเล่าว่า ได้ยินเสียงลูกชายร้องไห้จ้าขึ้นในเวลาราว 23.00 น. จึงรีบวิ่งไปดูและเมื่อเปิดไฟก็พบว่ามีงูหลามความยาว 2 ฟุตรัดอยู่ที่เท้าของลูกชายและพยายามจะกินเท้าหนูน้อย เขาจึงใช้ผ้าห่มรองมือเพื่อดึงเอาตัวงูออกไป และแจ้งให้สถานดูแลสัตว์โคลส์ เค้าน์ตี้ มารับตัวงูไป ก่อนพาหนูน้อยส่งโรงพยาบาล และพบร่องรอยถูกกัด รวมดึงรอยฟกช้ำที่เท้า

"ผมรีบเปิดไฟดูแและเห็นงู รัดเท้าเขาอยู่ แล้วมันยังพยายามจะกินเท้าเขาเข้าไปด้วย ถ้างูรัดคอเขา เขาก็คงจะไม่ได้ฉลองวันเกิดปีแรกของเขาแล้ว" เดวิน ไวแนนส์ พ่อของหนูน้อยวิลเลี่ยมกล่าว

 

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า งูตัวดังกล่าวเป็นของ เชลบี้ กูเยตต์ วัย 23 ปี ซึ่งพักอยู่ห้องติดกับห้องของครอบครัวไวแนนส์ โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่ากูเยตต์มีการป้องกันที่ไม่ดีพอ ทำให้งูเลื้อยออกมาจากห้อง จนทำร้ายหนูน้อยวิลเลี่ยมได้ จึงได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อเอาผิดกับเจ้าของงูแล้ว

ขณะที่ จูลี่ ดีเตอร์ ผู้จัดการสถานดูแลสัตว์โคลส์ เค้าน์ตี้ ระบุว่าขณะนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเพราะเหตุใดงูหลามตัวดังกล่าวจึงทำร้ายเด็ก อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้ว ในช่วงหน้าร้อน สัตว์มักจะหุดหงิดง่ายกว่าปกติ

"เชลบี้ กูเยตต์" เจ้าของงู

หน้า 10

วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตะลึง! 'ปิรันยา'กัดแหลกแหวกทะลุจีน โผล่ทำร้ายคนในแม่น้ำหลิวเจียง

Pic_274728

PHOTO: CHINA DAILY/ASIA NEWS NETWORK

ชายชาวจีนถูกปลาดุร้ายกัดเนื้อหลุดเลือดโชก ขณะพาสุนัขไปอาบน้ำที่แม่น้ำหลิวเจียง ทางการยืนยันเป็นปลาปิรันยา เชื่อมีคนเอามาปล่อยทิ้ง...

สำนักข่าวไชนาเดลี รายงานเมื่อ 9 ก.ค. ว่า นายจาง ไคโป ชายชาวจีนและเพื่อน ถูกปลาดุร้าย 3 ตัว กัดจนบาดเจ็บและเลือดออก ขณะพาสุนัขไปอาบน้ำในแม่น้ำหลิวเจียง เมืองหลิวเจียง มณฑลกวางสี เมื่อเช้าวันเสาร์ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยนายจาง ถูกกัดเข้าที่มือข้างซ้ายจนเนื้อหลุด เลือดไหลไม่หยุดต้องไปหาหมอ ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยกันนั้นถูกกัดที่นิ้วหัวแม่มือ

ทั้งนี้ เซี่ยงไฮ้เดลี่ เผยบทสัมภาษณ์นางจาง ระบุว่า "ปลา 3 ตัวจู่โจมผมและเพื่อนอย่างดุร้ายทันทีที่ผมจุ่มมือซ้ายลงไปในน้ำ ตัวหนึ่งกัดอุ้งมือผมแน่นแม้ผมจะพยายามโยนมันทิ้งขึ้นฝั่ง" สื่อเผยด้วยว่านายจางและเพื่อนสามารถฆ่าปลาดุร้ายได้ 1 ตัว แต่อีก 2 ตัวหายไปตามน้ำแล้ว

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันแล้วว่า ปลาที่ทำร้ายชายทั้ง 2 นั้น เป็นปลา "ปิรันยา" สายพันธุ์ Serrasalmus sanchezi แต่บ้างก็ว่าเป็นปิรันยาท้องแดง (red-bellied) ซึ่งส่วนใหญ่พบในแม่น้ำอเมซอน

ขณะที่ ลี ซินฮุย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการประมงเพิร์ลริเวอร์ (พีอาร์เอฟอาร์ไอ) ระบุว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เหมือนกับสงครามล้างพันธุ์เอเลี่ยนโดยฝูงปลา ซึ่งตนเชื่อว่าปิรันยาที่โผล่กัดคนในแม่น้ำหลิวเจียง เป็นปิรันยาที่มีคนเลี้ยงเอามาปล่อยทิ้ง โดยสายพันธุ์นี้มีชีวิตอยู่รอดตามธรรมชาติได้ยาก เนื่องจากอุณหภูมิในแม่น้ำลดต่ำกว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมที่มันจะมีชีวิตอยู่ได้ ขณะที่ทางการพยายามตามจับปลาดุร้ายนี้หลังจากได้รัยรายงาน แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักก็ตาม.

หน้า 11

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มารู้จัก"จีนา ไรน์ฮาร์ท": (ว่าที่)ผู้หญิงที่รวยที่สุดในโลก

ตามข้อมูลของนิตยสารธุรกิจชื่อดังฉบับหนึ่ง ระบุว่า ผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ไม่ใช่"โอปราห์ วินฟรีย์" เจ้าแม่ทอล์คโชว์ชาวสหรัฐฯ ไม่ใช่"สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2" แห่งอังกฤษ และไม่ใช่ "ลิเลียน เบทเทนคอร์ท" ทายาทของบริษัทด้านความงามของฝรั่งเศสอย่าง"ลอริอัล" แต่กลับเป็นผู้หญิงที่ชื่อของเธอไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก นั่นก็คือ "จีนา ไรน์ฮาร์ท" เจ้าแม่เหมืองแร่ชาวออสเตรเลีย

แล้วเธอคือใคร?


เมื่อถามถึงเรื่องสวยงามในชีวิตเธอ ย่อมไม่ใช่สร้อยไข่มุกที่เธอมักสวมเวลางาน และไม่ใช่ภูมิประเทศอันงดงามในเขตพิบารา ในรัฐออสเตรเลียตะวันตก แต่กลับเป็นหลุมขนาดใหญ่กลางแผ่นดินร้อนแล้งของออสเตรเลีย อันเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่เหล็ก ที่เป็นแหล่งทำเงินให้ครอบครัวของเธอ

เมื่อปี 2011 นิตยสารฟอร์บส์ เปิดเผยอันดับมหาเศรษฐีออสเตรเลีย ปรากฏว่า จีนา ไรน์ฮาร์ท ครองอันดับ 1 ซึ่งทำให้เธอครองอันดับ 1 บุคคลร่ำรวยที่สุดในเอเชียและแปซิฟิกด้วย ความมั่งคั่งของนางไรน์ฮาร์ทเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หลังจากไม่กี่เดือนก่อนเธอขายหุ้น 15% มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของบริษัทเหมืองแร่เหล็ก รอย ฮิลล์ ของเธอ ในเขตพิลบารา ให้บริษัทพอสโก ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเหล็กกล้าของเกาหลีใต้

ฟอร์บส์เชื่อว่านางไรน์ฮาร์ทจะแซงหน้างนางคริสตี้ วอลตัน ภรรยาหม้ายของนายจอห์น วอลตัน ทายาทของแซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งเครือข่ายห้างค้าปลีกวอลล์ มาร์ท ขึ้นเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยขณะนี้นางวอลตันมีสินทรัพย์สุทธิ 24,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ย้อนกลับไปในปี 1952 เมื่อพ่อของเธอ "แลงก์ลีย์ แฮนค็อก" ค้นพบหนึ่งในแหล่งแร่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การส่งออกสินแร่ในขณะนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามในออสเตรเลีย เนื่องจากถูกมองว่ามีความจำกัด และอาจหมดไปเมื่อใดก็ได้ แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป เหมืองแร่ในพิลบารา กลับไม่เคยหมด และมีการส่งออกไปต่างประเทศนับหลายล้านตัน

อย่างไรก็ดี ครอบครัวแฮนค็อก ไม่ได้เป็นผู้รับผลประโยชน์ไปแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น จีนากล่าวว่า การค้นพบของพ่อเธอยังสร้างความมั่งคั่งให้แก่ออสเตรเลีย ซึ่งส่วนหนึ่งได้สร้างให้เธอเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพล และความเคารพนับถือ

สินทรัพย์สุทธิส่วนตัวของเธอ คาดกันว่าอยู่ที่ราว 29,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 9.28 แสนล้านบาท) ทำให้เธอก้าวขึ้นจากผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในออสเตรเลีย กลายเป็นระดับเอเชีย และระดับโลกได้ในที่สุด

นิตยสารธุรกิจ บีอาร์ดับเบิลยูของออสเตรเลีย ยกย่อให้เธอเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และกลุ่มซิตี้กรุ๊ปคาดการณ์ว่า ไรน์ฮาร์ท วัย 58 ปี จะก้าวขึ้นสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีระดับโลก ซึ่งมีทรัพย์สินเกินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในไม่ช้า

ไรน์ฮาร์ท ไม่ชอบที่จะถูกเรียกว่า "ทายาทเหมืองแร่หญิง" เนื่องจากมองว่า เธอล้วนสร้างสิ่งต่างๆมาด้วยมือของเธอเอง หลังจากสามารถกอบกู้บริษัทหลังการเสียชีวิตของบิดาเมื่อปี 1992


นอกจากธุรกิจเหมืองแร่แล้ว เธอยังถือหุ้นในสถานีโทรทัศน์ชานแนล เท็น หนึ่งในสามสถานีโทรทัศน์ชั้นนำของประเทศ มูลค่ากว่า 157 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของออสเตรเลียอย่างแฟร์แฟ็กซ์ เจ้าของหนังสือพิมพ์อย่าง ซิดนีย์ มอร์นิง เฮอรัลด์, เมลเบิร์น เอจ และ ออสเตรเลียน ไฟแนนเชียล รีวิว ขณะที่ผู้สื่อข่าวของทั้งสามสื่อต่างวิตกว่า อาจถูกเธอใช้เพื่อเป็นกระบอกเสียง เพื่อเผยแพร่แนวคิดด้านขวาจัดของเธอ อย่างไรก็ดี เธอยังคงไม่สามารถเข้าไปนั่งในตำแหน่งบอร์ดบริหารได้ เนื่องจากความขัดแย้งที่เธอปฏิเสธที่จะยอมรับการตัดสินใจของเหล่าบรรณาธิการที่ต้องการทำงานโดยอิสระ


ด้านบริษัทของเธอ "แฮนค็อก พรอสเพ็คติ้ง" ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของเธอ และแทบไม่มีงานอดิเรกเช่นเดียวกับมหาเศรษฐีรายอื่น อาทิ การสะสมงานศิลปะ หรือการสะสมเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เนื่องจากทราบกันโดยทั่วไปว่าเธอเป็นคนทำงานตัวเป็นเกลียว วันละ 24 ชม. สัปดาห์ละ 7 วันไม่มีวันหยุด ท่ามกลางปัญหาและข้อขัดแย้งบุคคลใกล้ชิดและญาติพี่น้องของเธอเอง นับตั้งแต่บิดาผู้ล่วงลับ ซึ่งรวมถึงสามีคนแรกของเธอ แม่เลี้ยงชาวฟิลิปปินส์ และลูกๆทั้งสามคน

ด้านมุมมองทางการเมือง เธอนิยมในทั้งแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม วีรสตรีคนแรกของเธอ คือนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นายกฯหญิงเหล็กจากอังกฤษ ทั้งคู่พบกันครั้งแรกเมื่อปี 1977 และหลังจากนั้น ส่งผลต่อแนวคิดด้านการแต่งตัวของเธอนับตั้งแต่นั้น

หุ้นของเธอในช่องชานแนล เท็น มูลค่ากว่า 165 ล้านดอลลาร์ ลดมูลค่าลงไปมากกว่าครึ่ง และแฟร์แฟ็กซ์ ซึ่งเพิ่งประกาศปลดพนักงานไปกว่า 1,900 คน ไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ถูกมองว่าไม่ใช่การลงทุนที่น่าประทับใจนัก แต่แรงจูงใจด้านผลกำไรกลับไม่ใช่เรื่องที่เธอคาดหวังการลงทุนของเธอหวังผลที่ลึกกว่านั้น นั่นก็คืออิทธิพลทางการเมือง



จากการที่เป็นผู้สั่งการเบื้องหลัง เมื่อสองปีก่อน เธอออกหน้า และขึ้นเป็นผู้นำในการเรียกร้องที่เรียกว่า "การฟันภาษี" และต่อต้านแผนของรัฐบาลภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกฯเควิน รัดด์ ในขณะนั้น ที่ต้องการสั่งเก็บภาษีจำนวนมหาศาลจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และเหมือนคำปราศรัยของเธอจะเป็นคำสั่งประกาศิต ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา นายกฯรัดด์ โดนบีบให้ลาออก ขณะที่นางจูเลีย กิลลาร์ด นายกฯคนใหม่ สั่งปรับลดภาษีในทันที

การเมืองและธุรกิจอาจเป็นสิ่งที่เธอควบคุมได้ แต่เมื่อว่าด้วยเรื่องครอบครัวแล้วกลับกลายเป็นปัญหาที่ชวนปวดหัว เมื่อไม่นานมานี้ กองทุนจัดการทรัพย์สินที่นายแลงก์ลีย์ พ่อของเธอตั้งขึ้นเพื่อให้หลานๆของเขา กลับทำให้เธอตกอยู่ในความวุ่นวายเรื่องการฟ้องร้องทางกฎหมายกับลูกของตนเอง 3 คนจากทั้งหมด 4 คน

โดยกองทุนจัดการทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งตั้งขึ้นอำนวยความสะดวกในการวางแผนสำหรับการสืบทอดทรัพย์สินมรดก และเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทของเธอ มีกำหนดโอนทรัพย์สินมรดกเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเดือนที่ลูกสาวคนเล็กสุดของเธอ มีอายุครบ 25 ปีพอดี แต่กลับยืดระยะเวลาให้ลูกๆของเธอ สามารถเป็นทรัสตี หรือเจ้าของทรัพย์ตามกฎหมายในปี 2068 โดยอ้างสิทธิในการจัดการแต่เพียงผู้เดียว

เธอกล่าวในอีเมลที่ส่งถึงทั้งสามคนว่า พวกเขาควรจะเซ็นข้อตกลงดังกล่าวเสีย หรือไม่ก็ต้องเผชิญหน้ากับการล้มละลาย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ลูกคนโตทั้งสามอย่างมาก โดยออกมาตำหนิว่านางไรน์ฮาร์ทเป็นคนหลอกลวง เจ้ากี้เจ้าการ และน่าอัปยศอดสู


อย่างไรก็ดีเพื่อป้องการข้อครหาที่ว่าเธอเป็นคนโลภ เธอได้มอบเงินจำนวนมหาศาลแก่ทั้งสามเป็นการตอบแทน เพื่อแผนที่อยู่ในใจลึกๆของเธอจะได้ดำเนินไปต่อโดยไม่มีการสะดุด

หลายฝ่ายเชื่อว่า เรื่องราววุ่นวาย จะยังคงตามติดตัวเธอไปอีกนาน เพราะเธอเองก็ทราบดีว่า หนทางของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่ และบังเอิญกลีบกุหลาบก็ไม่ใช่เงิน

หน้า 12

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เปิดทฤษฎีใหม่ ตุตันคาเมนถูกสังหารโดย "ฮิปโป"

Pic_274189

การล่านกในหนองน้ำเป็นกิจกรรมยามว่างของชาวไอยคุปต์.

เรื่องราวของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมนผู้โด่งดังในหน้าประวัติศาสตร์ไอยคุปต์ยังคงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักอียิปต์วิทยาและนักวิชาการทั่วทุกมุมโลก ด้วยว่าพระองค์เป็นยุวกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาตั้งแต่พระชนมายุเพียงแค่ 18 พรรษา แต่กลับมีทรัพย์ศฤงคารในสุสานมากมายมหาศาลกว่า 5,000 รายการที่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยทองคำเหลืองอร่าม เยอะจนพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโรต้องสร้างห้องพิเศษขึ้นมาเก็บสมบัติเหล่านี้โดยเฉพาะเลยทีเดียวล่ะ

ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือคำร่ำลือถึงความเฮี้ยนมหาเฮี้ยนของอาถรรพณ์คำสาปในสุสานที่ว่ากันว่าทำให้คณะผู้ค้นพบสุสานต้องประสบเภทภัยล้มตายไปทีละคนสองคน พระนามของพระองค์จึงดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลก

พระพักตร์บนหน้ากากทองของตุตันคาเมน.

พระพักตร์บนหน้ากากทองของตุตันคาเมน.

และในวันนี้ข่าวคราวของพระองค์ก็กลับมาให้แฟนนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ได้คลายความคิดถึงกันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เงียบหายไปนานตั้งแต่เมื่อครั้งที่ ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ประกาศสาเหตุการสิ้นพระชนม์ของพระองค์อย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 โน่น ว่าแท้ที่จริงแล้วตัวการที่ปลิดลมหายใจสุดท้ายของยุวฟาโรห์พระองค์นี้ลงไปก็คือ “ยุง” และเชื้อมาลาเรียตัวดีนี่เองครับ

แต่ทว่า หลังจากนั้นไม่นาน ทางสถาบันวิจัย จากประเทศเยอรมนีก็ได้ประกาศทับออกมาอีกว่ามาลาเรียนั้นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการสิ้นพระชนม์ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าพระองค์อาจจะเป็นโรคเม็ดเลือดแดงผิดปกติจากพันธุกรรมหรือ SCD (Inherited Sickle Cell Disease) ต่างหากเล่า!!

ฟาโรห์ตุตันคาเมนกับพระชายา.

ฟาโรห์ตุตันคาเมนกับพระชายา.

ก็ว่ากันไปครับ เพราะนอกจากมาลาเรียและโรคเม็ดเลือดแดงผิดปกติแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุที่นักอียิปต์วิทยามองข้ามไปไม่ได้และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่น่าสนใจด้วยนั่นก็คือพระองค์อาจจะถูกสังหารโดย “ฮิปโปโปเตมัส” ครับ!!

เอาล่ะสิ อยู่ดีๆโยงมาหาเจ้าฮิปโปตัวโตจ้ำม่ำได้ยังไง เรื่องมันเริ่มมาจากว่า จากการทำซีทีสแกน (CTScan) เมื่อครั้งปี ค.ศ. 2005 โน้น เขาพบว่าพระศพของตุตันคาเมนมีความแปลกประหลาดบางอย่าง (จริงๆต้องบอกว่าหลายอย่างเลยล่ะครับ) เพราะเมื่อดูที่พระศพแล้วแขนทั้งสองข้างแทนที่จะไขว้กันอยู่ที่หน้าอกตามธรรมเนียม กลับได้รับการจัดวางเอาไว้บนหน้าท้อง อีกทั้งเนื้อเยื่อทรวงอกก็เสียหายเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นเหนือสิ่งอื่นใด มัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคาเมน “ไม่มีหัวใจ” อยู่ในร่าง!! ซึ่งนับว่าผิดวิสัยมัมมี่ไอยคุปต์เป็นอย่างมาก

รูปสลักฮิปโปในสุสานฟาโรห์ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อเรื่องเทพเจ้า.

รูปสลักฮิปโปในสุสานฟาโรห์ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อเรื่องเทพเจ้า.

ยิ่งสำรวจก็ยิ่งเจอแต่เรื่องแปลกประหลาด เรื่องของการไม่มีหัวใจอยู่ในร่างได้รับการยืนยันอีกครั้งจากเอกสารวิชาการด้านอียิปต์โบราณเมื่อปี ค.ศ. 2011 ดังนั้นประเด็นการหายไปของหัวใจและบรรดาเนื้อเยื่อทรวงอกจึงเป็นหัวข้อที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย เมื่อกล่าวถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ซึ่งหลากหลายสาเหตุก่อนหน้านี้ไม่สามารถให้คำตอบเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนเลยแม้แต่สาเหตุเดียว ไม่ว่าจะเป็นมาลาเรีย ขาหักติดเชื้อ หรือโรคเม็ดเลือดแดง ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถโยงเข้ากับเรื่อง “(หัว) ใจหาย” ได้เลย

เมื่อดูจากสภาพของมัมมี่แล้วลองจินตนาการดูว่าสาเหตุใดบ้างที่จะสามารถทำให้เกิดแผลร้ายแรงขึ้นที่ทรวงอกเช่นนี้ได้ หนึ่งในนั้นก็คือการถูกสัตว์ร้ายในยุคนั้นตะปบเอา แล้วมีสัตว์ใดบ้างล่ะที่จะทำเช่นนั้นได้ หนึ่งเดียวที่นักอียิปต์วิทยาโยนตำแหน่ง “ผู้ต้องหา” ให้ก็คือ “ฮิปโปโปเตมัส” นี่แหละครับ
อ้าว!! แล้วสัตว์อื่นจะทำร้ายพระองค์จนเป็นแผลฉกรรจ์แบบนี้ไม่ได้เลยหรือ

เครื่องเคลือบรูปฮิปโปโปเตมัสของชาวไอยคุปต์.

เครื่องเคลือบรูปฮิปโปโปเตมัสของชาวไอยคุปต์.

ก็อาจเป็นไปได้ครับ แต่ถ้าลองสมมติว่าพระองค์ ถูกสิงโตทำร้าย ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ทหารองครักษ์จะไม่สามารถจัดการสิงโตได้ก่อนที่พระองค์จะเสียท่าจนถึงขั้นเนื้อเยื่อทรวงอกหลุดลุ่ยออกไปเช่นนี้ หรือถ้าจะเป็นวัวป่า (Aurochs Bull) ล่ะ ก็มีความเป็นไปได้ว่าวัวป่าเหล่านี้สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ช่วงก่อนหน้ายุคของฟาโรห์ตุตันคาเมนแล้วครับ ถ้าเช่นนั้นผู้ต้องสงสัยจะเป็นจระเข้หรือเปล่า แต่เมื่อลองวิเคราะห์จากสภาพมัมมี่และแผลบนร่างกายของพระองค์แล้ว ดูยังไงก็ไม่สอดคล้องกับรอยฟันของจระเข้เลยสักนิด

ถ้าเป็นว่าพระองค์ตกลงมาจากรถม้าล่ะ ลองจินตนาการตามว่าถ้าพระองค์แว้นรถม้าด้วยความเร็วสูงจนตกลงมา ร่างของพระองค์ก็จะต้องกลิ้งหลุนๆไปตามความเร็วของรถ แผลที่เกิดขึ้นตามร่างกายก็ควรที่จะต้องแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งร่าง ไม่น่าจะกระจุกอยู่เพียงแค่จุดเดียว อีกทั้งตามเป็นจริงแล้ว จังหวะที่พระองค์ร่วงลงมาก็น่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบอัตโนมัติให้รีบเอามือยันหรือบังหน้าอกเอาไว้ จึงไม่น่าที่จะเกิดแผลอันตรายขนาดนั้นขึ้นบนทรวงอกได้เลย

พระศพมัมมี่ของตุตันคาเมน.

พระศพมัมมี่ของตุตันคาเมน.

ดูเหมือนว่าหลากหลายสาเหตุที่เล่ามาจะไม่สอดคล้องกับรูปแบบของแผลฉกรรจ์บนร่างของพระองค์เลยแม้แต่น้อย จะเหลือก็เพียงแค่ “ฮิปโปโปเตมัส” อย่างเดียวเท่านั้นที่น่าจะทำให้เกิดแผลเช่นนี้ขึ้นมาได้ ถ้าถามความเป็นไปได้ว่าชาวไอยคุปต์ มีโอกาสถูกฮิปโปสังหารหรือไม่ สามารถตอบได้เต็มปากเลยครับว่ามีแน่ๆ

เพราะฟาโรห์องค์แรกของไอยคุปต์นามว่าเมเนส (Menes) ก็ได้รับการบันทึกเอาไว้ว่าพระองค์ถูกฮิปโปสังหาร อีกทั้งฮิปโปยังเป็นสัตว์ที่เป็นตัวแทนของเทพเซธ (Seth) เทพเจ้าแห่งความชั่วร้าย พายุ และความอลหม่าน ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าเราจะจินตนาการว่าหลังจากช่วงที่พระบิดาของตุตันคาเมนหรือซึ่งก็คือฟาโรห์นอกรีตอัคเคนาเตน (Akhenaten) ทำการปฏิรูปศาสนานั้น ตุตันคาเมนพยายามนำความเชื่อแบบพหุเทวนิยมหรือการนับถือเทพเจ้าหลายองค์กลับมายังไอยคุปต์อีกครั้ง จึงออกทำการออกล่าฮิปโปเพื่อแสดง “นัย” ว่าพระองค์สามารถกำจัดความอลหม่านลงไปได้ แต่โชคร้ายที่ผู้ถูกล่าในครั้งนั้นกลับกลายมาเป็นตัวพระองค์เสียเอง

การทำซีทีสแกนมัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคาเมน.

การทำซีทีสแกนมัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคาเมน.

เพราะฮิปโปในธรรมชาตินั้นดุร้ายเอาการ ไม่ได้น่ารักน่ากอดแบบตุ๊กตาหรือตัวการ์ตูนฮิปโป ตามสถิติแล้วฮิปโปตัวเมียมีน้ำหนักตัวได้มากถึง 2.2 ตัน ส่วนตัวผู้นั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เพราะมีน้ำหนักตัวได้มากถึง 3.7 ตัน!! ขนาดลำตัวยาวได้ตั้ง 5.2 เมตร สามารถเคลื่อนที่ทั้งในน้ำและบนบกได้เร็วถึง 29 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เร็วกว่าคนอีกครับ) แถมพลังในการ “กัด” ของมันก็รุนแรงชนิดที่แม้แต่จระเข้ยังไม่กล้าแหย็ม ด้วยเขี้ยวคู่ที่ขากรรไกรล่างอันแข็งแกร่ง เรียกได้ว่างับกร้วมเดียว แยกคนเป็น2 ส่วนได้เลยล่ะ...

แล้วถ้าตุตันคาเมนออกล่าฮิปโปตัวเขื่องนี้ แต่พลาดท่าล่ะ!? ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะมีแผลฉกรรจ์ที่ทรวงอก เพราะถ้าลองจินตนาการว่าระหว่างที่พระองค์กำลังล่องเรือออกล่าฮิปโปนั้น พระองค์ก็ได้เปลี่ยนสถานะจากผู้ล่าเป็นผู้ถูกล่าไปโดยไม่ทันตั้งตัว เจ้าฮิปโปพุ่งเข้าชนเรือด้วยกำลังมหาศาล จนทำให้ยุวฟาโรห์ตกลงไปในน้ำ อีกทั้งจากการศึกษากระดูกขาที่ผิดปกติของพระองค์ ซึ่งคาดว่าทรงเป็นโรคเท้าแปด้วยแล้ว ยิ่งจินตนาการได้ง่ายเข้าไปอีกว่าพระองค์อาจจะหนีไม่ทันและตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายกระหายเลือดตัวนี้ในที่สุด

จระเข้แม่น้ำไนล์.

จระเข้แม่น้ำไนล์.

หากตุตันคาเมนเคยถูกทำร้ายดังที่ว่านี้เมื่อกว่า 3,000 ปีที่ผ่านมาจริงๆแล้วล่ะก็ ทรวงอกของพระองค์อาจจะเปิดเหวอะหวะ ร่างของพระองค์ก็ผล็อยร่วงจมลงไปในน้ำ ก่อนที่จะถูกงมขึ้นมาอีกครั้งโดยทหารองครักษ์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ก็สามารถอธิบายถึงการที่พระองค์มีแผลฉกรรจ์บริเวณทรวงอกได้เป็นอย่างดี

และด้วยว่าพระองค์พ่ายแพ้ต่อความชั่วร้าย แผลบริเวณทรวงอกของพระองค์ก็น่าจะได้รับความชั่วร้ายตรงนี้มาด้วย และนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่มัมมี่ตุตันคาเมนต้องมีเครื่องรางมากมายหลายชิ้นพันอยู่กับผ้าลินินที่บริเวณทรวงอกถึง 13 ชั้นและนักบวชจำเป็นต้องเปลี่ยน ตำแหน่งการวางแขนและมือของพระองค์จากการไขว้กันที่ทรวงอกมาเป็นวางไว้บนหน้าท้องก็ด้วย สาเหตุนี้เช่นกันครับ

ฮิปโปโปเตมัส อาจเป็นฆาตกรตัวจริง.

ฮิปโปโปเตมัส อาจเป็นฆาตกรตัวจริง.

ส่วนหัวใจ อวัยวะสำคัญที่หายไปนั้นอาจจะหลุดลุ่ยออกไปในจังหวะที่ฮิปโปจู่โจมหรือไม่เช่นนั้นก็เป็น ไปได้ว่าหัวใจซึ่งอยู่บริเวณที่ฮิปโปทำร้ายได้รับการพิจารณาจากนักบวชว่าถูกครอบงำด้วยความชั่วร้ายไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เหมาะสมกับการนำมาฝังร่วมกับพระศพ เหล่านักบวชก็เลยอาจจะนำหัวใจไปเผาหรือนำไปฝังที่อื่นเพื่อไม่ให้ความชั่วร้ายเข้ามาแปดเปื้อนสุสานก็เป็นได้ นั่นทำให้ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่าหัวใจของตุตันคาเมนไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใดกันแน่

อีกหนึ่งหลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนเรื่องนี้ก็คือสุสานในหุบผากษัตริย์ของฟาโรห์อัย (Ay) ผู้ซึ่งครองราชย์ต่อจากตุตันคาเมน ถึงแม้ว่าภาพต่างๆบนผนังจะถูกลบทำลายออกไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังพอจะเห็นเค้าโครงของภาพฟาโรห์อัยกำลังล่าฮิปโปโปเตมัสในหนองน้ำได้อยู่ ภาพในบริเวณนี้เสียหายจนแทบจะมองไม่ออกแล้ว แต่ดูจากท่าที่พระองค์ง้างฉมวกแล้วน่าจะเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นฮิปโปเช่นกันครับ

ฟัน ปาก และกรามอันทรงพลังของฮิปโป.

ฟัน ปาก และกรามอันทรงพลังของฮิปโป.

ภาพการล่าฮิปโปของอัยอาจจะต้องการสื่อเป็นนัยว่าพระองค์สามารถ “สยบ” ความชั่วร้ายที่เข้ามาทำร้ายฟาโรห์องค์ก่อนลงไปได้ และอาจจะใช้ภาพนี้อ้างสิทธิโดยชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ก็เป็นได้

หลักฐานมากมายอาจบ่งบอกว่าแท้ที่จริงแล้วยุวฟาโรห์ตุตันคาเมนถูกฮิปโปสังหารอย่างเหี้ยมโหด แต่นักอียิปต์วิทยาอีกหลายท่านก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เอาเป็นว่าตราบเท่าที่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องคนไหนสร้างเครื่องย้อนเวลาให้พวกเรากลับไปดูสาเหตุที่แท้จริงได้ แนวคิดเกี่ยวกับฮิปโปโปเตมัสที่ว่ามานี้ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งทฤษฎีที่มองข้ามไปไม่ได้เลยทีเดียวล่ะครับ.


ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

หน้า 13

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แสบจิ๋ว 4 ขวบ มุดตู้ของเล่นฉกตุ๊กตา แต่หาทางออกไม่ได้!

Pic_275668

Photo : Newsteam

หนูน้อยสุดแสบวัย 4 ขวบ ติดอยู่ในตู้เกม หลังพยายามมุดไปเอาตุ๊กตาข้างใน แต่สุดท้ายหาทางกลับออกมาไม่ได้ ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่หากุญแจมาไข...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 13 ก.ค. ว่า ไอเดน มอร์ หนูน้อยสุดแสบวัย 4 ขวบ ต้องติดอยู่ข้างในตู้เกมจับตุ๊กตา หลังพยายามมุดผ่านช่องขนาด 10 นิ้ว เพื่อเข้าไปหยิบตุ๊กตาที่อยากได้ แต่สุดท้ายมุดกลับออกไปไม่ได้

เหตุเกิดขึ้นที่ฮอลิเดย์พาร์คแห่งหนึ่ง ในเมืองเฮียร์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งวันนั้นเป็นวันเกิดของหนูน้อยจมซนพอดี โดยเมื่อพี่ชายวัย 6 ขวบมาพบเข้าก็ต่างพากันหัวเราะสนุกสนาน ก่อนเสียงสัญญาณดังขึ้น และเจ้าหน้าที่ในส่วนของเล่นต้องช่วยกันหากุญแจกันจ้าละหวั่น เป็นเวลา 30 นาที เพื่อช่วยหนูน้อยไอเดนออกจากตู้

เก็มมา เชียร์พิตา ผู้เป็นมารดาเผยว่า ตกใจมากเมื่อลูกชายคนโตวิ่งมาบอกว่าไอเดนติดอยู่ในตู้ของเล่น โดยที่พวกเขาหัวเราะกันแบบท้องคัดท้องแข็ง เรากังวลว่าแขนลูกจะติดอยู่ในช่องรับของ แต่เมื่อไปถึงตู้กลับพบเขานั่งยิ้มแฉ่งกอดตุ๊กตาอยู่ข้างใน แม้จะกังวลอยู่บ้างแต่สุดท้ายเขาก็ปลอดภัยดี ผู้คนที่มาเที่ยวต่างพากันมามุงดู ส่วนไอเดนก็เหมือนจะชอบอยู่ไม่น้อย เพราะเขาสนุกมาเมื่อตกเป็นเป้าความสนใจ.

หน้า 14

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

COACH LEGACY แฟชั่นคลาสสิกสไตล์ กลิ่นอายอดีต

Pic_275796

ใช่ว่าจะเป็นแบรนด์ขวัญใจของสาวๆ เท่านั้น เพราะบรรดาหนุ่มๆ ที่ชอบแต่งตัวก็หลงใหลในแบรนด์ Coach พอๆ กัน ล่าสุดเพื่อเป็นการต้อนรับ Fall 2012 เลยเข็นคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด มาให้หนุ่มๆ ได้อัพเดทเทรนด์การแต่งตัวอีกแล้ว

สำหรับคอลเลกชั่นนี้ชื่อว่าคอลเลกชั่น Legacy ซึ่งมาในลุคคลาสสิก แต่สดใส มีทั้งกระเป๋า แจ็กเกต หลากหลายสไตล์ ซึ่งทำจากหนังวัว ในเรื่องของคุณภาพ สำหรับ Coach ก็ยังคงมาตรฐานที่สูงเหมือนเดิม อีกทั้งยังเพิ่มรายละเอียดด้วยงานฝีมือ และนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งเรื่องการตัดเย็บและดีไซน์ไม่ให้หลุดเทรนด์


หน้า 15

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"หนุ่มออทิสติก"รอดตายปาฏิหารย์ หลังเร่ร่อนทะเลทราย 3 สัปดาห์ ประทังชีวิตด้วย"กบ-รากไม้"

ชายชาวสหรัฐฯ ที่ป่วยเป็นโรคออทิสติก สามารถรอดชีวิตได้อย่างปาฏิหารย์ หลังหายสาบสูญไปในทะเลทรายในสหรัฐฯนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยอาศัยกินกบ รากไม้ เพื่อประทังชีวิต


 

นายวิลเลียม มาร์ติน เลอเฟเวอร์ วัย 28 ปี จากเมืองโคโลราโด สปริงส์ มีร่างกายซูบผอมอย่างเห็นได้ชัด หลังมีผู้พบกำลังเดินอยู่ในเขตทะเลทราบเอสคาลานเต้อันห่างไกล ในตอนใต้ของรัฐยูทาห์

เขากล่าวต่อเจ้าหน้าที่ว่า นอกเหนือจากกบและรากไม้แล้ว เขายังอาศัยดื่มน้ำจากแม่น้ำเอสคาลันเต้เพื่อประทังชีวิต ระหว่างที่ต้องเดินกลางทะเลทรายเป็นระยะทางไกลกว่า 144 กม. ขณะที่เจ้าหน้าที่เขตการ์ฟิลด์ เคาน์ตี้ เปิดเผยว่า เป็นไปได้ว่าเขาอาจเดินทางมาแล้วกว่า 64 กม.ก่อนที่จะถูกพบตัว โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ และกล่าวว่าพื้นที่ดังกล่าวเต็มไปด้วยความทุรกันดารและแห้งแล้ง เต็มไปด้วยหุบเหว หน้าผา ซึ่งยากที่สิ่งมีชีวิตทั่วไปจะอาศัยอยู่ได้ เนื่องจากไม่มีผู้คน ชุมชน หรือเมืองใดๆตั้งอยู่ในเขตนั้นเลย ก่อนที่เขาจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยไม่มีการเปิดเผยอาการของเขาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ นายเลอเฟเวอร์ ได้โทรหาพ่อของเขาเมื่อราววันที่ 6 หรือ 7 ก.ค. ว่าเขากำลังจะออกเดินท่องเที่ยวพร้อมกับสุนัขของเขา และมีผู้ขโมยอุปกรณ์ยังชีพบางส่วนไป อีกทั้งยังไม่มีเงินติดตัว ด้านนายจอห์น พ่อของเขา ได้บอกเขาว่าให้โบกรถไปยังเมืองเพจที่อยู่ใกล้เคียงกัน เพื่อไปเอาเงินที่โอนไปให้

แต่นายเลอเฟเวอร์ตัดสินใจที่จะเดินเท้าไปตามแนวแม่น้ำก่อนที่จะขอติดเรือเพื่อข้ามทะเลสาบพาวเวลล์ ก่อนที่อาหารจะหมดลงในภายหลัง

เขาเริ่มทิ้งสัมภาระอื่นๆ ขณะที่สุนัขหายตัวไป ก่อนที่จะมีผู้พบตัวโดยที่เขาสวมเสื้อผ้าชุดเดิม และไม่พบสุนัขอีกตั้งแต่นั้น

ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยเผยว่า ผู้ที่ป่วยเป็นออทิสติกดดยธรรมชาติแล้วมักช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เมื่อจมน้ำ เขาจึงใช้เฮลิคอปเตอร์ออกลาดตระเวนตลอดแนวแม่น้ำ และพบว่านายเลอเฟเวอร์ได้โบกมือขอความช่วยเหลือ

หน้า 16

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สาวอ้วนสุดในโลก เผยเซ็กซ์มาราธอน ช่วยลดนน.45กก.

Pic_275373

photo : thesun.co.uk

สาวเจ้าของสถิติอ้วนที่สุดในโลก เผยน้ำหนักตัวลดลง 45 กิโลกรัม เป็นผลพวงจากการมีเซ็กซ์มาราธอนกับสามี 6-7 ครั้ง/วัน...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 12 ก.ค. ว่า พอลีน พอตเตอร์ วัย 47 ปี เจ้าของสถิติอ้วนที่สุดในโลก จากกินเนสส์บุ๊ก เมื่อก.ย.ปีที่แล้ว ด้วยน้ำหนักตัว 330 กิโลกรัม เปิดเผยว่า การมีเซ็กซ์มาราธอนกับสามี ช่วยให้เธอลดน้ำหนักได้มากถึง 45 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ทั้งนี้ เธอให้สัมภาษณ์ว่า แม้จะไม่สามารถขยับตัวบนเตียงได้ แต่กิจกรรมดังกล่าว ทำให้เธอเผาผลาญได้ถึง 500 แคลอรี โดยก่อนหน้านี้ เธอเคยออกมาบอกว่า คลั่งการมีเซ็กซ์ และร่วมกิจกรรมใต้ร่มผ้ากับสามีมากถึง 6-7 ครั้ง/วัน ส่วนน้อยสุดคือ 2 ครั้ง/วัน

ด้าน อเล็กซ์ ผู้เป็นสามี วัย 46 ปี น้ำหนักตัวเพียง 63.5 กิโลกรัม เคยหย่าร้างกับเธอมาก่อนแล้วเมื่อปี 2008 แต่ทั้งคู่กลับมาคืนดีและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอีกหน สำหรับเกมรัก อเล็กซ์ ยืนยันว่าไม่เคยผิดหวังเรื่องบนเตียงกับพอลีนเลย "แม้บางคนอาจจะค่อนแคะ แต่พอลีนสุดยอดเรื่องบนเตียงจริงๆ เธอเจ๋งกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ผมเคยนอนมาด้วยทั้งหมด วันแรกที่เรากลับมาอยู่ด้วยกัน เรามีเซ็กซ์กันถึง 6 ครั้งใน 24 ชั่วโมง แม้ว่าน้ำหนักของขาเธอจะมาก แต่เราสามารถอาศัยท่วงท่าและใช้ส่วนอื่นของร่างกายสร้างความสุขให้กับเราได้ทั้งคู่" ขณะที่พอลีนเองก็เผยด้วยว่า "ฉันเล่นยิมนาสติกจนถึงอายุ 12 นั้น ช่วยให้ฉันตัวอ่อนพอสมควร"

อนึ่ง พอลีน และ อเล็กซ์ รู้จักกันครั้งแรกเมื่อปี 2002 เนื่องจากอเล็กซ์ส่งอีเมล์ผิด จึงได้ติดต่อกับเธอทางอีเมล์เรื่อยๆ แต่พอลีนเกือบหมดหวัง เพราะเกรงว่า อเล็กซ์จะรับไม่ได้ที่เธออ้วนขนาดนี้ แต่เมื่อส่งรูปไปให้อเล็กซ์ เขากลับชื่นชมว่าเธอสวยน่ารัก และทั้งคู่ได้ตกลงแต่งงานกันเมื่อปี 2005.

หน้า 17

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

'สระมรกต' เหมือนร่ายมนตร์สะกด สวยใส จับหัวใจ !

Pic_275818

หัวใจคุณสั่นไหวครั้งล่าสุดเมื่อไหร่...

ว่ากันตามจริง, ปัจจุบันขณะสิ่งละอันพันละน้อย น้อยชิ้นที่จะทำให้หัวใจเรา 'สั่นไหว' เพราะในขณะที่รอบตัวมีแต่ของ 'ผลิตซ้ำ' เหมือนกันราวกับแกะ 'ลอกเลียน' แบบกันไปมา


แม้บางอย่างเป็นการ 'ก๊อบปี้' แล้วมีมูลค่า (เช่น ลอกดีไซน์สินค้า แฟชั่นเสื้อผ้า ฯลฯ) แต่ทว่า ก็ไร้ซึ่งเสน่ห์ !

กล่าวให้ชัด ดีไซน์ในยุคอุตสาหกรรมก๊อบปี้ปั๊มๆๆๆๆ รอบๆ ตัว ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ ไปยันตึกรามบ้านช่องห้องหอ ล้วนเป็นการ Mimic หรือ ‘ปรากฏการณ์ก๊อบปี้ลวงโลก’ ที่ 'เสพ' เท่าไหร่ก็ 'ไม่เคยอิ่ม' ไม่ตอบสนอง 'ความสุข' ภายในได้แม้สักกระพี้เดียว


แต่กับภาพ 'การเคลื่อนไหว' ของธรรมชาติ สายน้ำ และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ของ 'สระมรกต' ทำให้ผู้เดินทางไปพบราวกับเป็นการร่ายมนตร์สะกดโดยธรรมชาติ ภาพเล่าเรื่องสัปดาห์นี้มาจากซีรีส์จังหวัดกระบี่ของ 'ตฤณ จันทร์สว่าง' ช่างภาพฝีมือดีของไทยรัฐออนไลน์ ที่คนเมืองซึ่งคลุกคลีอยู่กับ 'ตึกคอนกรีต' ยิ่งดู ยิ่งสุขหัวใจ.


*ข้อควรรู้*



สระมรกต จ.กระบี่ เกิดจากธารน้ำอุ่นในผืนป่าที่ราบต่ำภาคใต้ เป็นน้ำพุร้อน มีอุณหภูมิประมาณ 30-50 องศา เปลี่ยนสีไปได้ตามวันเวลาและสภาพแสง เป็นน้ำพุร้อน ลักษณะเป็นสระน้ำร้อน 3 สระ ได้แก่ สระแก้ว สระมรกต และสระน้ำผุด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์

หน้า 18

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อย่ามาอิจฉา! "บัวขาว"ขึ้นปกสุดสัปดาห์กับ"ญาญ่า อุรัสยา"

ใครเห็นหน้าปก นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุดอาจจะดูงงงวย ว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะรูปที่ขึ้นปกชัดว่าเป็นน้อง"ญาญ่า" อุรัสยา เสปอร์บันด์ แต่คนที่ถ่ายภาพด้วยกลับไม่ใช่หนุ่มหล่อ"ณเดชน์ คูกิมิยะ" หากแต่เป็น "บัวขาว ป.ประมุข" นักชกไทยไฟต์ โดยมาในคอนเซปต์สร้างสรรค์ นำทัพคนไทยส่งใจเชียร์กีฬาโอลิมปิก 2012 แฟชั่นเซตของหนุ่มคนดังจากวงการมวยกับสาวฮอตสุดๆ ของวงการบันเทิงจะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตามหาซื้อหาอ่านกันในนิตยสารสุดสัปดาห์ หรือคลิกดูในเว็ปสุดสัปดาห์ไปก่อน ไม่น่าเชื่อความความสวยกับความแข็งแกร่งไปด้วยกันได้ !!


หน้า 19

วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สุดอึ้ง! ภาพคุณแม่ชาวอินเดียกำเนิดลูกทีเดียวถึงขั้นตั้งทีมฟุตบอลได้ จะเป็นอย่างไร เชิญชม

เมื่อใครได้เห็นภาพต่อไปนี้ อาจจะไม่เชื่อสายตาตัวเองก็ได้

ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ ได้เข้าไปดูที่หน้าเฟซบุ๊กที่ใช้ชี่อว่า "IUV" ซึ่งได้ลงภาพผู้หญิงชาวอินเดีย อายุ 25 ปี ซึ่งเธอตั้งครรภ์ และท้องก็ใหญ่มากด้วย



พอคลอดเสร็จ ก็ทำให้ทีมแพทย์อึ้ง! จนอาจต้องบันทึกสถิติโลกเลยก็ได้

เพราะเด็กที่ออกมาลืมตาดูโลกนั้น มีถึง "11 คน"

ต้องขอยอมรับและยกย่องคุณแม่คนนี้จริงๆ

แต่ว่า มาทีเดียวเยอะขนาดนี้ อนาคตสามารถไปตั้งทีมฟุตบอลได้ 1 ทีม เลยนะ (อิอิ)

หน้า 20

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

3เสน่ห์ชายมัดใจสาว

เผย 3 อันดับทรงเสน่ห์บนกายหนุ่มที่สาว ๆ แอบเทใจให้

หากไม่นับความหล่อเหลาของใบหน้า และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ผู้ชายยังมีเสน่ห์อีกหลายจุดที่สาว ๆ เห็นแล้วปิ๊ง หนึ่งในนั้นคือ “ผิวสุขภาพดี” ที่ไม่ว่าจะสีขาว แทน หรือ เข้ม ขอให้เนียนสะอาด ชุ่มชื่น ปราศจากความแห้งกร้าน ก็เรียกคะแนนจากสาว ๆ ได้มากโข ยิ่งปัจจุบันมีสกินแคร์หลากหลายเพื่อผิวผู้ชายโดยเฉพาะ ซึ่งมีเนื้อบางเบาซึมซาบสู่ผิวรวดเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ หรือ ทิ้งคราบให้ต้องกังวล เพียงพก 3 ตัวช่วยหลัก อย่าง โฟมล้างหน้า มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ครีมกันแดด และโลชั่น อาจสครับผิวหน้าสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว ควบคู่กับการทานผัก ผลไม้ ดื่มน้ำ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน

ถัดมา คือ “ผมในแบบที่สาวพึงใจ” มีสไตล์เข้ากับรูปหน้า บุคลิกภาพ และสถานภาพการทำงาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทรงสั้น หรือ ยาว ขอเพียงบำรุงเส้นผมให้เงางาม นุ่มมีชีวิตชีวาน่าสัมผัส ช่วยอัพลุคให้ดูสมาร์ท สำหรับฤดูฝนช่วงนี้ควรระวังการใส่มูสปริมาณมาก หรือ เซ็ตผมเนี๊ยบเกินไป เพราะเมื่อโดนฝนจะเยิ้มหมดทรง ทำให้เสียบุคลิก นอกจากนั้น หนุ่ม ๆ ที่สระผมช่วงกลางคืน ไม่ควรนอนทั้ง ๆ ที่ผมยังชื้น เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนังศีรษะมีเชื้อรา เป็นรังแค เส้นผมขาดง่าย และเกิดกลิ่นเหม็นอับได้

รวมถึง “กลิ่นกายหอม” ช่วยเพิ่มความเซ็กซี่ น่าค้นหา คีย์สำคัญ คือ การสเปรย์น้ำหอมบริเวณข้อมือ ข้อพับ ซอกคอ ซึ่งเป็นเนื้ออุ่นช่วยให้กลิ่นระเหยได้ดี โดยใช้ในปริมาณที่ไม่เยอะ หรือ ฉุนเกินไป เพราะเมื่อผิวเกิดเหงื่อจะทำให้กลิ่นแรงขึ้นได้อีก นอกจากนั้น หากใช้ผลิตภัณฑ์อื่นที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เช่น สเปรย์ระงับกลิ่นกาย หรือ อาฟเตอร์เชฟ ฯลฯ อาจเว้นไม่ฉีดน้ำหอม เพื่อไม่ให้กลิ่นผิดเพี้ยน หรือ ตีกัน

การใส่ใจรูปลักษณ์ประจำวันของหนุ่ม ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งสาว ๆ หมายคนมองว่าสามารถสะท้อนถึงบุคลิกที่ดี และการเอาใจใส่ตัวเอง ทั้งนี้ เคยมีผลสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ชี้ว่า ชายไทยยุคใหม่กว่า 35% มีทัศนคติ และพฤติกรรมที่ดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าช่วยเพิ่มความมั่นใจในการปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม รวมทั้งการดึงดูดเพศตรงข้าม.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

หน้า 21

วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หนุ่มสติฟั่น! เปลือยป่วนกลางถนนเมืองจีน

Pic_276882

ชายจีนสติฟั่นเฟือนทำการจราจลเมืองเหอเฟยวุ่ยวาย หลังแก้ผ้าป่วนกลางถนน จนตำรวจต้องมาควบคุมตัวออกไป...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 18 ก.ค. ว่า ชายสติฟั่นเฟือนก่อเหตุจลาจลย่อมๆ กลางท้องถนนในเมืองเหอเฟย มณฑลอันฮุย ทางภาคตะวันออกของจีน ด้วยการเปลือยการล่อนจ้อน ไล่อาละวาดตามยวดยานพาหนะที่สัญจรไปมา ทั้งปีนกระโปรงรถขึ้นไปเลียกระจก ชี้หน้าด่าทอคนขับรถ วิ่งตามทุบรถ นอนขวางการจราจร เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ชายคนดังกล่าวลุกขึ้นยืนตัวตรง และตะเบ๊ะทำความเคารพให้ 1 ครั้ง ก่อนโชว์ลีลาการเต้นเมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาจับตัว อย่างไรก็ดี ชายคนดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่จับปล้ำลงกับพื้นและใส่กุญแจมือพาตัวออกไป ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ไม่มีแจ้งให้ทราบ.


หน้า 22

วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ขนมไทยโบราณ ที่คนไทยยุคไอทีไม่รู้จัก!?

ขนมหยกมณี
ขนมไข่ปลา
ขนมไข่ปลา
ขนมโคกะทิ หรือโคหัวล้าน
ขนมดอกจอก

ขนมไทยโบราณเป็นขนมที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน แต่ทุกวันนี้ขนมไทยโบราณหลายชนิดกำลังจะถูกลืมเลือนและค่อยๆจางหายไป ไม่เพียงแค่หากินยากขึ้นเท่านั้น บางชนิดแม้แต่ชื่อคนรุ่นหลังก็แทบไม่เคยได้ยิน ซึ่งการจะทำให้ขนมไทยโบราณ กลับมาเป็นที่รู้จักของคนรุ่นหลังอีกครั้ง นอกจากทุกฝ่ายจะช่วยกันอนุรักษ์แล้ว การพัฒนารูปแบบ และเพิ่มช่องทางการขาย พร้อมประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ขนมไทยกลับมาเป็นที่นิยมได้

เพื่อเป็นการฟื้นฟูให้ขนมไทยโบราณกลับมาเป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ การจัดงาน Amazing Thailand Grand Sale Fair 2012 ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ บริษัท เอ็น.ซี.ซี เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด จึงจัดให้มีกิจกรรมไฮไลท์พิเศษ ภายใต้ชื่อกิจกรรม Amazing Thai Food and Fruit “มนเสน่ห์แห่งขนมไทย และผลไม้สร้างชื่อ” ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักและลิ้มรสชาติความอร่อยของขนมไทยโบราณ ที่กำลังค่อยๆเลือนหายไปตามกลาเวลา เป็นการอนุรักษ์และสร้างมูลค่าขนมไทยโบราณให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

ภายในงานทุกคนจะได้รู้จักและสัมผัสรสชาติขนมไทยโบราณทั้งหมด 7 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะมีเสน่ห์และเรื่องราวที่มาแตกต่างกันไป มีเพียงอย่างเดียวที่เหมือนกันคือคนรุ่นหลังไม่สนใจและไม่ค่อยรู้จักขนมเหล่านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ขนมรังไร หรือ ขนมเรไร เป็นขนมไทยที่มีลักษณะสวยงาม จนได้รับการกล่าวขานมาอย่างยาวนานถึงเรื่องรูปร่างอันประณีต และกลิ่นหอมของขนม ส่วนผสมสำคัญคือ แป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม กะทิ ถ้าจะให้อร่อยครบเครื่องต้องโรยมะพร้าวทึนทึก และราดด้วยน้ำกะทิ รับประทานพร้อมกับน้ำตาลผสมเกลือและงาขาวคั่ว จะทำให้รสชาติกลมกล่อมเหมือนต้นตำรับ

ขนมโคกะทิ หรือโคหัวล้าน อีกหนึ่งขนมไทยโบราณที่บางคนเคยได้ยินชื่อสมัยยังเป็นเด็ก โคกะทิเป็นขนมไทยโบราณที่ใช้แป้งข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกลม ข้างในเป็นไส้ถั่ว หรือมะพร้าว เวลาทานราดด้วยน้ำกะทิรสชาติหวานมันและมีกลิ่นหอมใบเตย ต่อด้วย ขนมหยกมณี เป็นขนมไทยที่ชื่อสามารถบอกลักษณะอาหารได้ทันที ขนมชนิดนี้มีสีเขียวใสแบบหินแก้ว ส่วนเวลาทานให้ความรู้สึกนุ่มเหนียว มีรสหอมของใบเตย และรสเค็มๆมันๆของมะพร้าว หากทำเป็นสีแดงจะเรียกว่า ขนมบุษราคัม ตามสีขนมที่เปลี่ยนไป

ขนมไข่ปลา มีต้นกำเนิดมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการนำลูกตาลมาประดิษฐ์ ประดอย อย่างพิถีพิถัน โดยการนำเนื้อตาลสุกมายีเอาแต่เนื้อ จากนั้นนำมาผสมกับแป้งข้าวเหนียว พอสุกรับประทานกับมะพร้าวขูดโรยด้วยน้ำตาล ซึ่งชื่อ ขนมไข่ปลา มีที่มาจาก ขนมมีลักษณะคล้ายไข่ของปลาสลิดที่มีมากในจังหวัดสุพรรณบุรี ขนมดอกจอก เป็นขนมพื้นบ้านท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เครื่องปรุงที่ใช้ในการประกอบอาหารก็หาได้ง่ายในท้องถิ่น มีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย

ขนมเสน่ห์จันทร์ เป็นขนมที่มักถูกนำมาใช้ประกอบในงานพิธีมงคลสมรส เพราะคำว่าเสน่ห์จันทร์เป็นคำที่มีสิริมงคล มีที่มาจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอม คนโบราณจึงนำความมีเสน่ห์ของผลจันทร์มาประยุกต์ทำเป็นขนม และนำ ผลจันทร์ป่น มาเป็นส่วนผสมให้มีกลิ่นหอมเหมือนผลจันทร์ ให้ชื่อว่า “ขนมเสน่ห์จันทร์” ปิดท้ายด้วย ม้าฮ่อ เป็นของว่างไทยโบราณ แต่เดิมเป็นขนมเคียงกินแกล้มผลไม้รสเปรี้ยว ม้าฮ่อ คือผลไม้รสเปรี้ยว หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ โรยไส้คล้ายสาคูไส้หมู หากดัดแปลงเปลี่ยนจากสับปะรด เป็นส้มผ่าซีกแล้วยัดไส้เข้าไปตรงกลาง จะเรียกว่า มังกรคาบแก้ว

ขนมแต่ละชนิดล้วนมีกรรมวิธีทำที่ซับซ้อน ประณีต ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบตามกรรมวิธีโบราณ มีรสชาติหอมหวาน ละมุน นุ่มลิ้น คนไทยทุกคนควรหันมาสนใจและให้ความสำคัญกับขนมไทยโบราณให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของไทยต่อไป ซึ่งภายในงานยังมีนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับขนมไทย เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ และสืบสานตำนานขนมไทยให้อยู่คู่กับคนไทยไปอย่างยาวนาน

ใครที่มีความสนใจในเรื่องราวของขนมไทยโบราณที่กำลังจะถูกลืมเลือนหายไปกับวัฒนธรรมยุคโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน สามารถมาเดินดูชมและเลือกทานขนมโบราณที่หายากได้ ที่งาน Amazing Thailand Grand Sale Fair 2012 ระหว่างวันที่ 26 – 29 ก.ค.55 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0 22034232-6

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

หน้า 23

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ฮือฮา นักโบราณคดีเชื่อเจอแล้ว ขุดพบ"โครงกระดูกโมนา ลิซ่า"ตัวจริง(ชมภาพ)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ว่า กลุ่มนักโบราณคดีได้ขุดพบโครงกระดูกที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นของ"นางลิซ่า เกรนาดินี ภรรยาพ่อค้าผ้าไหมผู้ร่ำรวย และสตรีผู้เป็นแบบวาดภาพ"โมนา ลิซา"เป็นแบบวาดภาพให้แก่"ลิโอนาร์โด ดาวินซี ยอดจิตรกรเอกและนักสถาปัตยกรรมอมตะชื่อก้องโลก เมื่อปี 1504 โดยกลุ่มนักโบราณคดีได้ขุุดห้องใต้ดินในสำนักนางชีแห่งหนึ่งในเมืองฟลอเรนซ์ ของอิตาลี ก่อนจะพบกับกระโหลกศีรษะมนุษย์ ที่มีลักษณะเป็นของผู้หญิง รวมทั้งกระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพกด้วย

รายงานระบุว่า ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ลิซ่า เกรนาดินี ได้บวชเป็นชี หลังจากสามีของเธอเสียชีวิต และถูกฝังอยู่ในสำนักนางชี"เซ็นต์ เออร์ชูล่า"เมื่อปี 1542 โดยขณะนั้นเธอมีอายุ 63 และเชื่อกันว่าเธอถูกฝังร่างในห้องใต้ดิน และนักโบราณคดีเชื่อว่า อิฐหนาของสำนักนางชีแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สถานที่แห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นค่ายทหาร ขณะเดียวกัน กลุ่มนักโบราณคดียังมีแผนจะใช้ดีเอ็นเอตรวจสอบกระดูกเพื่อเปรียบเทียบกับซากของที่เชื่อว่าเป็นลูกนางลิซ่า ที่ถูกฝังอยู่ใกล้ ๆ กันด้วย โดยเมื่อมีการพิสูจน์ตัวตนของเธอชัดเจนแล้ว กลุ่มนักโบราณคดีจะใช้เทคนิกการประกอบโครงหน้าของกระดูก เพื่อเปรียบเทียบกับใบหน้าของเธอที่ดาวินซีได้ภาพวาด"โมนา ลิซ่า"ไว้ด้วย

หน้า 24

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ครอบครัวมะกันผงะ! ภาพใต้ท้องปูคล้ายหน้า 'พระเยซู-บินลาดิน'

Pic_278048

Photo : John Canfiled

ครอบครัวมะกันอึ้ง หลังพบใบหน้า "พระเยซูคริสต์" อยู่ใต้ท้องปู แต่ต้องตกใจซ้ำสอง เมื่อมองอีกทีกลับเหมือนอดีตโจรก่อการร้าย "บิน ลาดิน"...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 23 ก.ค. ว่า ครอบครัวหนึ่งในรัฐวอชิงตัน ถึงกับอึ้งหลังพบภาพคล้ายใบหน้าของพระเยซูคริสต์ แต่ยิ่งแปลกเข้าไปอีก เมื่อมองไปมองมาอีกทีกลับละม้าย "โอซามา บิน ลาดิน" อดีตหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายอัลเคดา เบื้องหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ 9/11 เมื่อ 11 ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ภาพปูประหลาดดังกล่าว ได้จากภาพจากวิดีโอของครอบครัวแคนฟิลด์ ซึ่งถ่ายระหว่างที่พวกเขากำลังเทปูออกจากถัง ขณะเดินทางไปตกปูกันใกล้กับเมืองเอเวอแรตต์ รัฐวอชิงตัน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และต้องทึ่งเมื่อเห็นภาพคล้ายทั้งใบหน้าของพระเยซู และอดีตหัวโจกอัลเคดาบริเวณใต้ท้องปูตัวหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ปูตัวดังกล่าวถูกปล่อยกลับคืนสู่ทะเล เนื่องจากเป็นตัวเมีย ซึ่งมีกฎหมายห้ามจับเพื่อให้มันได้ขยายพันธุ์ต่อไป ส่วนของ จอห์น แคนฟิลด์ ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวปฏิเสธหนักแน่นว่าไม่ได้ตกแต่งภาพ เนื่องจากไม่มีความชำนาญในด้านนี้ และว่ารู้สึกเสียดายที่มีเพียงภาพในวิดีโอเท่านั้นที่จะยืนยันได้ เนื่องจากคนอื่นๆ คงไม่มีทางได้เห็นกับตา.

หน้า 25

วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อันตราย! สินค้าหลอกลวงเกลื่อนเมือง สื่อดาวเทียมตัวแพร่ระบาด

หลายคนคงเคยผ่านตากับโฆษณาฮาร์ดเซลส์ประเภทลงท้ายด้วย

“8,000 เราไม่ขาย! 7,000 ไม่หรอก! เราเสนอให้คุณเพียง 4,990 บาทเท่านั้น! แต่ช้าก่อน! หากคุณโทร.เข้ามาใน 10 นาทีนี้ รับทันที! มูลค่า 2000 บาท ขอย้ำ!”

ยิ่งทุกวันนี้ทีวีดาวเทียมเข้าถึงแทบจะทุกหลังคาเรือน ทำให้การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทนี้ดูจะฮาร์ดเซลส์มากขึ้น และต่างก็แข่งขันกันเพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งสรรพคุณราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์

แม้จะมีการร้องเรียน มีความไม่ชอบมาพากลอยู่มากมาย สินค้าเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ มันเป็นข้อบ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือที่เรียกกันว่า อาหารเสริมพวกนี้ขายได้ และการโฆษณาแบบฮาร์ดเซลส์พวกนี้ยังมีคนหลงเชื่อ หลงทดลองเพื่อค้นหาสิ่งที่จะมาช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นออกจากปัญหาที่ตัวเองเจออยู่

เท่านั้นยังไม่พอ การโฆษณาชวนเชื่อของผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์พวกนี้ ยังลุกลามไปถึงวิทยุ หรือแม้ฟรีทีวีโดยที่กลไกการจัดการปัญหาไม่สามารถทำอะไรการโฆษณาที่รู้ๆ กันว่าหลอกลวง เกินจริง และทำให้ผู้บริโภคที่หลงเป็นเหยื่อเสียหายได้เลย

หลากผลิตภัณฑ์อวดอ้างเกินจริง

ในท้องตลาดตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่มากมาย และต่างก็มีกลเม็ดโฆษณาทำการตลาดแตกต่างกันไป สิ่งที่เป็นจุดเดียวกันคือการมีสรรพคุณที่ดูดีเกินจริง โดยมักจะมีคำอธิบายในแบบของตัวเอง ซึ่งอาจสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านความงามและเรื่องเพศ กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพหรือรักษาโรคเรื้อรัง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านความงาม และเรื่องเพศ มีตั้งแต่สรรพคุณประเภททำให้ผิวขาวได้ในสิบสี่วัน รูปร่างกระชับ ผิวพันธ์มีน้ำมีนวลมากขึ้น มีอาหารเสริมเรียกเป็นโปรแกรมโดยมีสรรพคุณในการลดความอ้วนซึ่งมักจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่ยาลดความอ้วน แต่เป็นอาหารเสริมซึ่งอ้างว่า ไม่ต้องออกกำลังกาย แค่กินผลิตภัณฑ์ตัวนี้แล้วจะสามารถลดความอ้วนได้ บางตัวก็อ้างว่า ช่วยกระชับช่องคลอด โดยมีสโลแกนที่สองแง่สามง่ามว่า สวยใสภายในกระชับ
อีกผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างคือผลิตภัณฑ์เสริมความงามอย่างครีมบำรุงผิวทรวงอก โดยมักจะอ้างสรรพคุณว่าสามารถทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งส่วนมากมีส่วนผสมของกวาวเครือ ขณะที่สำหรับหนุ่มๆ ก็สเปรย์ฉีดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศที่มีสรรพคุณในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้แข็งขันอดทน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพหรือรักษาโรคเรื้อรัง มีสรรพคุณในการรักษาโรคที่หลากหลาย บำรุงอวัยวะภายใน ลำไส้ ต่อมต่างๆ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายชนิดอ้างว่า รักษาโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดัน หรือแม้แต่มะเร็งได้ และบ้างก็สามารถแก้ไขอาการทางสุขภาพเล็กๆ น้อยๆ อย่างอาการปวดหลัง ปัสสาวะขัด

โดยในส่วนของการโฆษณาจะมีการใช้ดาราที่มีชื่อเสียงไม่มาก แต่พอให้มีความน่าเชื่อถือออกมาการันตีถึงตัวผลิตภัณฑ์ พร้อมกันนั้นก็จะมีตัวอย่างผู้ใช้ที่ออกมาพูดขอบคุณผลิตภัณฑ์นั้น พร้อมทั้งแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อตัวสินค้า และแสดงให้เห็นว่าผลของการใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นเป็นอย่างไรผ่านทางรูปร่างที่ดูดี

จากนั้นอาจมีการอ้างอิงผลสำรวจ หรือการวิจัยบางอย่างที่ดูน่าเชื่อถือถึงประสิทธิภาพของอาหารเสริมนั้นๆ ต่อด้วยคำโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้สั่งซื้อ แล้วท้ายสุดก็ปิดฉากโฆษณาด้วยโปรโมชั่นอย่างโทร.มาในสิบนาทีนี้จะลดพิเศษ พร้อมของแถมจูงใจการซื้อ

ซึ่งผลของการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น อาจจะเป็นไปได้ที่ผู้ใช้ส่วนหนึ่งอาจได้ผลลัพธ์ที่พอใจ แต่ก็พบกรณีร้องเรียนมากมายถึงการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายไม่สามารถกระทำอวดอ้างได้ ทว่าปัญหาก็คือตอนนี้ยังไม่มีกลไกการลงโทษที่ทำให้โฆษณาเหล่านั้นหายไปเสียที

อันตรายที่ต้องรู้เท่าทัน

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ได้รับการร้องเรียนมากกว่า 100 กรณีต่อ 1เดือนซึ่งภญ. ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยาเผยว่า จากข้อมูลที่แยกเป็นประเภทของลักษณะการทำผิดกฎของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพบว่า การโฆษณาอวดอ้างถือเป็นกรณีที่มีการร้องเรียนมากที่สุด

“ประเด็นเรื่องโฆษณานี่เยอะที่สุด สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะอาหารไม่ใช่ยา เราไม่ให้โฆษณาสรรพคุณทางยา แต่ส่วนใหญ่แล้วทำขึ้นมาจะต้องโฆษณาสรรพคุณใช้ป้องกันรักษาได้ ซึ่งก็จะโอ้อวดเกินจริงทั้งสิ้น”

นอกจากนี้ก็มีการร้องเรียนเรื่องแหล่งผลิตยาปลอม เลขใบอนุญาตปลอม ซึ่งหลายครั้งก็ขยายผลไปสู่การดำเนินคดีและจับกุมปราบปราม โดยผลิตภัณฑ์อาหารอ้างสรรพคุณประเภทยา อย่างเช่น กาแฟลดความอ้วนหรือเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เธอเผยว่า หากใช้ได้ผล เป็นไปได้ที่จะมีการลักลอบใส่ยาเข้าไปซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้

ทั้งนี้มาตรการในการดำเนินการลงโทษนั้นมีตั้งแต่ระงับโฆษณา และดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ ซึ่งหากไม่หยุดโฆษณาก็จะมีโทษที่หนักขึ้น โดยโฆษณาเหล่านี้จะพบเห็นบ่อยตามช่องทีวีเคเบิ้ลดาวเทียม ในทางปฏิบัติก็มีการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม(กสทช.) ในการควบคุม ทว่ากลับไม่มีอำนาจมากนัก เพราะยังคงพบการฝ่าฝืนอย่างต่อเนื่อง

ในประเด็นการควบคุมลงโทษนั้น สารี อ่องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยว่า แม้ อย. ร่วมกับ กสทช. สั่งห้ามโฆษณาเหล่านี้ในสื่อทุกประเภท ทว่าในทางปฏิบัติอย่างการเผยแพร่สัญญาณนั้นจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากบริษัท ไทยคม จำกัดในการตัดสัญญาณเพื่อปิดสถานีที่ฝ่าฝืนกฎ

“มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเคยร่วมกับเครือข่ายที่ทำเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค 16 จังหวัด สำรวจการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร และเสริมอาหารทั้งหลายที่ไม่เหมาะสม ผิดกฎหมาย ไม่ขออนุญาตโฆษณา ซึ่งพบว่า มันมีปัญหาเยอะ แล้วเราก็เร่งผลักดันให้คณะกรรมการอาหารและยาอย่างที่ทำแล้วสำเร็จ(กับกรณีรังนกร้อยเปอร์เซ็นต์) และทางกสทช.ได้เสนอให้ห้ามโฆษณาแล้ว แต่ก็ยังพบว่ามันก็ยังมีการโฆษณากันอยู่ เขาได้ขอความร่วมมือไปที่ไทยคม”

ต่อประเด็นนี้เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเห็นว่า ไทยคมมีความรับผิดชอบต่อกรณีนี้น้อยเกินไป โดยอ้างว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ แต่ความจริงแล้วหากไทยคมพบว่า สถานีต่างๆ ยังมีการโฆษณาโดยไม่ขออนุญาต หรือโฆษณาที่ไม่เป็นจริง ก็สามารถให้ปิดรายการหรือปิดสถานีได้เลย

“ไทยคมต้องดำเนินการตามนั้น หากไทยคมจะอ้างว่าตัวเองได้สัมปทานจากไอซีที ไม่ต้องทำตามกฎหมาย มันไม่ได้ เพราะว่าไทยคมเป็นคนดูแลหรือควบคุมโฆษณาของพวกนี้ผ่านพวกช่องดาวเทียมโดยตรง ขณะเดียวกันกสทช. ก็จะบอกว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีกติกาที่กำกับดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จริงๆ เขาได้มีความร่วมมือกับอย. ดังนั้น เคเบิ้ลทีวีที่เป็นเท็จหลอกลวง มันทำไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็อยากให้ไทยคมร่วมมือ รวมถึงรายการที่เป็นโฆษณาที่ทางเคเบิ้ลทีวีทั้งหลายด้วย”

สิ่งที่สำคัญคืออย.กับกสทช.ต้องมีเครื่องมือในการบังคับลงโทษ หากมีเพียงคำสั่งห้ามแต่ไม่มีกลไกที่ในการติดตาม การดำเนินการก็ไร้ผล และโฆษณาที่ชวนเชื่อเกินจริงก็ยังคงอยู่ ในส่วนของทางออกต่อเรื่องนี้เธอเห็นว่าผู้บริโภคเองต้องมีสติและรู้เท่าทันต่อการโฆษณาชวนเชื่อที่เกิดขึ้น

“ถ้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารแต่โฆษณาเป็นยา อันนี้หลอกลวงแน่นอน เพราะถ้าได้ผลต้องขึ้นเป็นยา ผู้บริโภคต้องคิดว่า เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องของเรา ถ้าสมมติ คนส่วนหนึ่งเขาอยากรู้ว่าจริงไม่จริง ถ้าจริงก็อยากใช้ ไม่จริงก็ไม่ใช้ คนพวกนี้ก็อยากมีข้อมูล แต่พี่คิดว่า มันพิสูจน์มาเยอะ มันเริ่มตั้งแต่ น้ำลูกยอ คอลลาเจน มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เยอะแยะไปหมด เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ พอถูกจับอันนี้ก็เปลี่ยนเป็นอันโน้น พวกนี้ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ได้มันก็ไปเชื่อมโยงกับความโลภของคนที่ใช้กลไกส่งเสริมการขายที่ให้ค่าตอบแทนที่สูง มันอาจจะทำให้ตัวผลิตภัณฑ์หมดไปยาก เราจะทำให้คนตื่นตัวเท่าทันเรื่องนี้ยังไง”

ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับความเห็นของดร. เกียรติอนันท์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่เผยว่ามูลค่าทางการตลาดของธุรกิจผลิตเสริมอาหารสูงถึงปีละหนึ่งหมื่นล้านบาท โดยสามารถแบ่งได้ตามรายได้ของกลุ่มลูกค้าซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พบปัญหามากที่สุดคือ กลุ่มของผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งมักจะมีการทำการตลาดของผลิตภัณฑ์เป็นประเภทตีหัวเข้าบ้าน ทำกำไรระยะสั้นแล้วเลิกกิจการหรือเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแบรนด์มาลงตลาดใหม่

“กลุ่มที่มีรายได้สูงเขาก็มีเงินซื้อผลิตภัณฑ์ดีๆใช้ แต่กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยเขาก็อยากจะมีสุขภาพดี อยากดูแลตัวเองเหมือนกัน แต่เขามีรายได้น้อยดังนั้นเขาจึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่ราคาไม่สูงนัก และสามารถตอบโจทย์เขาได้”

ทั้งนี้หากมองในด้านกำไร ถ้าทำให้ผลิตภัณฑ์ออกมาดี ตอบโจทย์ได้ก็คงต้องใช้ต้นทุนที่สูง เขาจึงประเมินว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักใช้กลยุทธ์ตีหัวเข้าบ้าน โดยผลิตสินค้าในจำนวนมากแต่ต้นทุนต่ำแล้วขายเพื่อให้ได้กำไรต่อหน่วยสูงๆ ทำกำไรในระยะสั้น ผลิตมา 100 กล่อง ขายได้ 5 -10 กล่องก็ไม่ขาดทุนแล้ว โดยกลยุทธ์นี้จะควบคู่ไปกับกลยุทธ์ด้านราคา การจูงใจแบบฮาร์ดเซลส์ทั่วไปที่ใช้ได้กับกลุ่มคนที่ไม่ค่อยระมัดระวังในการซื้อสินค้านัก

ในการเป็นผู้บริโภคนั้น เขาทิ้งท้ายถึงข้อแนะนำว่า น่าจะเริ่มจากร้านที่น่าเชื่อถือได้ก่อน โดยถ้าจะให้ดีที่สุดอาจคุยกับแพทย์ก่อน หรือซื้อจากร้านยาที่ขายอาหารเสริมด้วย

“ถ้าปรึกษาหมอก่อนได้ก็ดี เพราะอาหารเสริมพวกนี้ถ้ากระบวนการผลิตไม่ดีนิดนึง มีสารตะกั่วอยู่ข้างใน แทนที่เราจะสุขภาพดีก็กลายเป็นมะเร็งได้ กลายเป็นโทษมากกว่า”

.....

จากการที่กลไกการควบคุมโฆษณานั้นไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงผู้ที่จ้องฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจ ทำมาหากินบนการหลอกลวงหนทางที่เปิดกว้างให้เห็นกำไร และความสำเร็จชนิดตีหัวเข้าบ้าน ทำให้โศกนาฏกรรมอย่างการกินอาหารเสริมที่เชื่อว่าจะรักษาโรค แต่กลับยิ่งทำให้โรครุมเร้าหนักขึ้นอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ท้ายที่สุดแล้วเรื่องของสุขภาพ และการเลือกบริโภคก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้บริโภคเองที่จำเป็นจะต้องรู้เท่าทันต่อตัวสินค้า และต่อคำหลอกลวงโฆษณาเกินจริง

หน้า 26

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ช่างภาพบันทึกวินาทีระทึก แม่สิงโตฟัดกับจระเข้"ปากอาบเลือด"เพื่อช่วยให้ลูกน้อยข้ามฝั่งอย่างปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ว่า ช่างภาพหญิงรายหนึ่งนาม"เปีย เดอริกซ์ ได้บันทึกภาพชวนตะลึง เป็นเหตุการณ์แม่สิงโตต่อสู้กับจระเข้ เพื่อช่วยให้ลูก ๆ ของมันได้ข้ามฝั่งน้ำบริเวณลุ่มน้ำ"โอวาเวนก้า"ในบอสวาน่า อย่างปลอดภัย



โดยช่างภาพหญิงรายนี้บอกว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และเธอสามารถบันทึกภาพจำนวนหนึ่งไว้ได้ และโชคดีที่แม่สิงโตไม่ได้พลาดพลั้งแก่จระเข้นอกจากได้เลือดที่บริเวณปาก เนื่องจากปากแม่สิงโตได้กัดที่ปากจรเข้ ก่อนที่จระเข้จะผละออกมา และทำให้แม่สิงโตและเหล่าลูกน้อยสามารถข้ามลุ่มน้ำได้อย่างปลอดภัย

หน้า 27

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อยากอยู่ในสภาวะทิ้งตัว... ลงบนเตียงในห้องนอนเหล่านี้ (ชมภาพ)

ห้องนอนเป็นสถานที่สำคัญในบ้าน ที่สะท้อนตัวตนและรสนิยมของคุณ... แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าดีไซน์ห้องนอนมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกผ่อนคลายของคุณมากขนาดไหน ห้องนอนที่มีการตกแต่งแบบน่ารักๆ นอกจากจะสร้างความดึงดูดแล้ว ยังบ่งบอกถึงความมีเอกลักษณ์ได้อีกด้วย


คุณสามารถเลือกดีไซน์ห้องนอนน่ารักๆ เหล่านี้ ไปปรับใช้ที่ห้องนอนของคุณได้ แต่เรามีทิปส์อยากแนะนำคุณว่า สีเบจกับสีส้มเป็นสีที่ลงตัวสำหรับการจัดตกแต่งห้องนอนมากที่สุด คุณสามารถเลือกใช้สีเบจกับผนังหรือพื้น แล้วใช้สีส้มที่เตียงก็ได้


การไปเลือกชมที่ร้านเฟอร์นิเจอร์หรือเปิดดูตามอินเตอร์เน็ตสามารถให้แรงบันดาลใจในการตกแต่งได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับเงินในกระเป๋าและความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดนะคะ


 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลจาก http://bedroom-a.com/

หน้า 28

วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตร.ฮือระดมกำลังรุดเข้าช่วย"ผู้หญิงตกน้ำ"ก่อนพบที่แท้เป็น"ตุ๊กตายาง"ฝูงชนเผ่นหลังลุ้นตัวโก่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ว่า ตำรวจจีนในเมืองฉานตง ในจีน ได้รุดเข้าถึงที่เกิดเหตุหลังได้รับโทรศัพท์จากผู้ประสงค์ดีบอกว่า เห็นหญิงรายหนึ่งร่วงตกทะเลสาบในเมืองฉานตง โดยตำรวจจีนได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 18 นาย และใช้เวลากว่า 40นาที ถึงสามารถช่วยหญิงเคราะห์ร้ายรายนี้ได้ ท่ามกลางบรรดาประชาชนกว่าหนึ่งพันคน ที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อลุ้นให้ตำรวจสามารถช่วยเหลือผู้หญิงรายนี้ให้ได้

ทว่า ปรากฎว่า เมื่อตำรวจนำหญิงดังกล่าวขึ้นมา ก็พบว่า เป็นเพียงตุ๊กตายางเท่านั้น และสร้างความอึ้งตะลึงงันให้แก่เหล่าเจ้าหน้าทึ่ตำรวจอย่างยิ่ง ขณะที่ฝูงชนที่ตื่นตะลึงต่างก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว และบางรายต้องปิดตาเด็ก ๆ ไม่ให้มองตุ๊กตายางดังกล่าวที่ถูกใช้เป็นเครื่องบำบัดทางเพศ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยหลังปฎิบัติภารกิจที่เสียหน้าว่า พวกเขาจำเป็นต้องช่วยเหลือตุ๊กตายางตัวนี้เพื่อรูปร่างและขนาดของมันคล้ายกับผู้หญิงจริง ๆ มาก

หน้า 29

วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นิวยอร์กตื่น! 'สัตว์ประหลาด' เกยตื้นใต้สะพานบรูกลิน

Pic_279144

สัตว์ประหลาด เกยตื้นตายใต้สะพานบรูกลิน ชาวนิวยอร์กแตกตื่น เชื่อเป็น "มอนทอก มอนสเตอร์" ที่เคยโผล่ให้เห็นเมื่อ 4 ปีก่อน...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 27 ก.ค. ว่า ชาวนิวยอร์กพากันแตกตื่น หลังพบ "สัตว์ประหลาด" รูปร่างหน้าตาน่าเกลียดพิลึก ไร้ขน มี 5 นิ้วเหมือนมนุษย์ เกยตื้นตายใต้สะพานบรูกลิน ต่างขนานนามกันว่า "สัตว์ประหลาดแมนฮัตตัน" รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าเป็นสัตว์ชนิดใดกันแน่ ทั้งหนูยักษ์ที่อาศัยอยู่ตามท่อน้ำ หมู หมาขึ้นอืด หรืออะไรที่ดูเลวร้ายกว่านั้น

ภาพดังกล่าวถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ โดย เดนิส กินลีย์ ช่างภาพมือสมัครเล่น ขณะที่เขากำลังเดินเรียบแม่น้ำฝั่งตะวันออก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 ก.ค.) ประชาชนบางส่วน เชื่อว่าอาจเป็นจำพวกเดียวกับ "มอนทอก มอนสเตอร์" ที่เคยพบมาก่อนแล้ว ในย่านธุรกิจมอนทอก รัฐนิวยอร์ก เมื่อปี 2008 และมีลักษณะคล้ายกับตัวกัปปะ รวมถึงคล้ายกับสัตว์ประหลาดที่พบครั้งล่าสุดนี้เช่นกัน

ด้านทางการนิวยอร์กไม่ได้ให้ความสนใจกับการค้นพบสุดสยองครั้งนี้ โดยชี้ว่าเป็นเพียงหมูธรรมดาเท่านั้น ซึ่งแย้งต่อสายตาชาวเมืองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหมู หรือ สุกร มีกีบเท้าแตกต่างจากสัตว์ประหลาดที่พบอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ ดร.พอล เคอร์ทิส ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า แนะว่าอาจเป็นเพียงลูกสุนัขที่ตาย และลอยอืดมาตามน้ำ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้สิ่งมีชีวิตดังกล่าว ยังคงเป็นปริศนาให้ชาวเมืองคาดเดากันไปต่างๆ นานาเช่นเดิม.

เท้าสัตว์ประหลาด เทียบกับกีบเท้าหมู

เท้าสัตว์ประหลาด เทียบกับกีบเท้าหมู

มอนทอก มอนสเตอร์

มอนทอก มอนสเตอร์

หน้า 30

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แสบจิ๋ว 11 ขวบ! จับเครื่องจากอังกฤษไปโรม 'ไร้เงิน-ตั๋ว-พาสปอร์ต'

Pic_279173

Photo : Neil Jones/The Sun

เด็กชายวัย 11 ขวบชาวอังกฤษสุดแสบ เดินลอยหน้าขึ้นเครื่องบินจากแมนเชสเตอร์ ไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยไม่มีทั้งตั๋ว พาสปอร์ต และเงินติดตัว...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ถึงกรณีหนุ่มน้อยวัย 11 ขวบ เลียม คอร์คอรัน-ฟอร์ต บินเดี่ยวจากเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยไม่มีเงิน หนังสือเดินทาง รวมถึงบอร์ดดิงพาส ติดตัวเลยสักอย่างเดียว

ทั้งนี้ หนูน้อยเดินทางด้วยเครื่องบินโดยสาร ของสายการบินราคาประหยัด เจ็ท2 ของอังกฤษ โดยเดินผ่านด่านตรวจทั้งหมด 5 ด่านแบบฉลุย ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดเรียกตรวจเลยสักรายเดียว ขณะที่พนักงานสายการบินและเจ้าหน้าที่สนามบิน ต้องถูกสอบกันวุ่น ถึงความบกพร่องที่ปล่อยให้เกิดขึ้น

Photo : Andy Kelvin/Kelvin Media

Photo : Andy Kelvin/Kelvin Media

ด้านหนังสือพิมพ์การ์เดียน รายงานว่า เด็กชายหนีจากอ้อมอกมารดา ระหว่างที่เธอจับจ่ายซื้อของยังห้างสรรพสินค้า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสนามบิน และหนูน้อยก็เดินมายังสนามบินด้วยตัวเอง ซึ่งระหว่างการเดินทางไปยังอิตาลี มีการแจ้งความเด็กหายจากแม่ของเด็ก และต่อมากัปตันได้รับการประสานมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนตอบกลับไปว่าพบตัวแล้ว ซึ่งเมื่อถึงกรุงโรม และผู้โดยสารรายอื่นออกจากตัวเครื่องหมด เด็กชายจึงถูกสอบปากคำ ก่อนถูกส่งตัวกลับมายังเมืองแมนเชสเตอร์

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเด็กชายจะไม่ใช่ผู้ก่อร้ายร้าย หรือสร้างความวุ่นวาย ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่ก็ถือเป็นความหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ ในสนามบินอังกฤษ ซึ่งกำลังเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค 2012 ที่กรุงลอนดอน อนึ่ง เจ็ท2 เป็นสายการบินราคาประหยัด มีจุดหมายปลายทางทั้งหมด 53 แห่ง ทางตะวันตกและตะวันออกของยุโรป.

Photo : Andy Kelvin/Kelvin Media

Photo : Andy Kelvin/Kelvin Media

Photo : Andy Kelvin/Kelvin Media

Photo : Andy Kelvin/Kelvin Media

Photo : Richard Aemik / Rex

Photo : Richard Aemik / Rex

Photo : Neil Jones/The Sun

Photo : Neil Jones/The Sun

หน้า 31

วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แต่งบ้านด้วย'นาฬิกา'คลาสสิกไม่มีวันลางเลือน

Pic_279713

ใครที่กำลังหาของแต่งบ้านที่ช่วยให้บ้านสวย เก๋ ดูคลาสสิกเปี่ยมสไตล์ เรือนเวลาหรูสัญชาติญี่ปุ่นอย่างไซโก มีคำตอบช่วยคุณได้!!!

SEIKO Clocks Vintage Collection (ไซโก คล็อก วินเทจ คอลเลกชั่น) เรือนเวลาสำหรับการแต่งบ้านในสไตล์วินเทจ ตัวเรือนเบาทำจากพลาสติก ขนาด 30.5 x 5.2 ซม. โดดเด่นด้วยลวดลายกุหลาบพริ้วไหวตรงขอบตัวเรือน ที่ช่วยเติมความเรียบหรู สุดแสนโรแมนติก ให้คุณสัมผัสถึงความอ่อนหวาน ราวกับของประดับบ้านที่มีชีวิต มาพร้อมเข็มวินาทีเดินเรียบ จุดเด่นของ ไซโก คล็อค จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีเสียงรบกวนขณะพักผ่อนอย่างแน่นอน มีให้คุณเลือกเติมเต็มมุมโปรดในบ้านถึง 3 สไตล์ ทั้งสีดำ Black Chic สีทอง Golden Soft และสีขาว White Smoke ไม่ว่าแขวนอยู่ในมุมไหนๆ ก็ให้ความรู้สึกสบายตา สบายอารมณ์ พร้อมเติมเต็มความหวานในแบบ high quality ให้กับบ้านอันโดดเด่นของคุณ






ร่วมสัมผัสเรือนเวลาคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ SEIKO (ไซโก), ALBA (อัลบา) และ SEIKO CLOCKS (ไซโก คล็อก) ได้ในงาน “Siam Paragon Watch Expo 2012” มหกรรมงานจัดแสดงนาฬิกาสุดยิ่งใหญ่แห่งปี พร้อมพบกับสินค้าไฮไลต์พิเศษและโปรโมชั่นเด็ดภายในงาน ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 19 สิงหาคม 2555 นี้ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน


ครบรอบ 50 ปีรองเท้าแตะ"ฮาเวียนน่า"ของบราซิล-"แบรนด์ดังที่สุดของโลก"(ชมภาพ)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ว่า รองเท้าแตะฮาเวียนน่าของบราซิล ได้กำเนิดครบรอบ 50 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นรองเท้าที่มีผู้คนนิยมที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก และเต็มไปด้วยคนดังมากมายที่ชอบใส่ ตั้งแต่เจนนิเฟอร์ อนิสตัน,ไฮดี้ คลุม,เดวิด เบ็คแฮม,บารัก โอบาม่า นอกจากนี้ รองเท้าประเภทนี้ยังเคยขึ้นเวทีแคทว็อลค์มาแล้ว และเป็นที่โด่งดังในหมู่บุคคลระดับแถวหน้าของฮอลลีวูดด้วย

รายงานระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว รองเท้าแตะฮาเวียนน่าสามารถขายได้ถึง 210 ล้านคู่ ใน 80 ประเทศทั่วโลก และประเมิน ในทุก ๆ วินาที จะมีการผลิตรองเท้านี้เป็นจำนวน 5 คู่ในโรงงานผลิตรองเท้าที่ตั้งอยู่ในเมองฟาไรบ้า ประเทศบราซิล โดยรองเท้าดังกล่าวซึ่งเป็นรองเท้ายาง เคยถูกสวมใส่โดยเกอิชา และถูกออกแบบโดยคนงานบราซิล ก่อนจะกลายเป็นรองเท้าแตะที่ได้รับความนิยมที่สุดของโลก โดยรองเท้านี้ถูกผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1960 และมีราคาไม่ถึง 2 ดอลลาร์ และได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งการดำรงชีพของชาวบราซิลไม่ต่างจากข้าวและถั่ว โดยชาวบราซิลทุกชนชั้น ตั้งแต่รวยและจน ต้องสวมใส่รองเท้าแบรนด์นี้

ขณะที่ทั่วโลกสามารถซื้อหารองเท้าแบรนด์นี้ได้จากทุกหนแห่ง ตั้งแต่ร้านเครื่องกีฬา ไปจนถึงห้างหรู"แฮร์รอด"ของเมืองผู้ดี