บทความทั่วไป มีนาคม 55



สารบัญ

เนื่อเรื่อง

หน้า
เมื่อคู่แฝดกลับมาประกบฝา 1
รวยที่สุด 2
ฮือฮา พบคัมภีร์ไบเบิลลับ 1,500 ปี เขียนด้วยทองคำ 3
ประมูลเพชรราชวงศ์ยุโรป คาดเคาะถึง 120 ล้านบาท 4
วัฒนธรรมดื่มเหล้า คนไทย...ไม่แพ้ชาติใดในโลก 5
CTS จุดพลุเทคโนโลยีใหม่จากญี่ปุ่น ปกป้องห้องโดยสารปลอดเชื้อรา 6
กุ๊กกิ๊กฮาเฮ ประจำเดือนมีนาคม 2555 7
ขำ! 'ชิมแปนซี' สวนสัตว์จีนเต๊ะท่าเช่นคนไม่ทำตัวเฉกลิง 8
เผย 10 อันดับคณะที่เด็กซิ่วออกเยอะที่สุดและคณะยอดนิยมของเด็กซิ่ว 9
ข้าวแช่ 10
มนต์เสน่ห์ไชน่าทาวน์ ย่านคนจีนในต่างแดน 11
'พระอาทิตย์ตก' ทั่วไทย เคย 'เจ็บ' ไหมจ๊ะ….! 12
แทบสลบ! แข่งขี่มินิไบค์ขึ้นตึกใบหยกลงกินเนสส์บุ๊กครั้งแรกในโลก 13
'ผมอยากเป็นทีมชาติ' 'โจอี้บอย' สลัดแร็พโย่ว เจอแล้วความสุขบนฟ้า 14
นักวิชาการญี่ปุ่นเปรียบ "จักรพรรดิ" เป็น "อากาศ" - "ขาดไม่ได้" แต่ "เบา" มากจนเหมือนไม่มี 15
เกมลับสมองคม? 16
"แอปเปิล"มีมูลค่ามากกว่า"โปแลนด์"จริงหรือ ถ้าคำตอบคือ"ไม่" แล้วอะไรคือเหตุผล? 17
เขย่า social network คลิปต่อต้านกบฎ Joseph Kony กระหึ่มโลกมีคนดูแล้ว 100 ล้านคนใน10วัน !! 18
ก่อนซด"ซุปหูฉลาม"ถ้วยต่อไป...คุณแน่ใจ !!แล้วหรือ? ของแพงดีเสมอไป 19
"โยดา" สุนัข"ขี้เหร่ที่สุดในโลก" ตายแล้วด้วยวัย 15 ปี 20
10 อันดับเมืองเศรษฐี! มอสโกแชมป์-ฮ่องกงคว้าที่ 4 รวยสุดในเอเชีย 21
ต้นกำเนิด “ว่าว” ไทยเริ่มสมัยสุโขทัย ปัจจุบันกำลังเลือนหายไป?? 22
ข้าวแช่ (ตอนที่ 2) 23
เชื่อหรือไม่! "ที่ญี่ปุ่นผลไม้มีค่าดั่งทองคำ "เมลอน"ลูกละ"เกือบ 7,000" ทำไมเขาจึงขายได้? 24
ดาวเคราะห์ “โลก” 25
เซ็กซ์ข้ามคืน...ผู้ชายร้อยทั้งร้อยขอลองสักครั้ง!!! 26
'แชะ' 2 มะหมา 'มะยม ขนุน' อิริยาบถเฮฮาเกินบรรยาย! 27
อลังการงานสร้าง!! เผยโฉม'เรอัล มาดริด รีสอร์ท ไอส์แลนด์' 28
ซัลวาดอร์ ดาลิ 29
'เจมส์ คาเมรอน'เสร็จภารกิจลุยเดี่ยว สัมผัสจุดลึกสุดของโลกใต้ทะเล 30
เผย 10 อันดับโรงเรียนทำคะแนนเฉลี่ย โอเน็ต สูงสุดประเทศ - "มหิดลวิทยานุสรณ์"เหมาแชมป์ 31
  

วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

เมื่อคู่แฝดกลับมาประกบฝา

Pic_239402

เชื่อมั้ยครับว่า มีฝาแฝดบนโลกเรานี้หลายคู่ ที่เกิดมาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคู่แฝดของตัวเองเลย เนื่องจากพออุแว้ออกมาก็ถูกแยกตัวไปเลี้ยงดูโดยผู้มาอุปการะสองครอบครัว แล้วก็พลัดพรากจากกันไปนับแต่นั้น แต่แล้วเมื่อเติบใหญ่ขึ้นฟ้าก็ลิขิตให้มาพบกันโดยบังเอิญอย่างน่าประหลาด และที่น่าประหลาดยิ่งขึ้นไปอีกคือพบว่า แม้จะห่างเหินกันไปหลายสิบปี ทว่าพฤติกรรมของพี่น้องฝาแฝดนั้น กลับคล้ายคลึงกันอย่างเหลือเชื่อ ดังจะยกมาเล่าให้ฟังในซันเดย์สเปเชียลหนนี้ครับ

ชุมนุมเด็กแฝด

ชุมนุมเด็กแฝด

คู่แรกได้แก่ แจ๊กเกลิน กับ ชีลา ลูอิส (Jacqueline and Shiela Lewis) ทั้งสองถูกแยกนำไปเลี้ยงดูโดยสองครอบครัว และทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า ตนนั้นมีคู่แฝดอยู่บนโลกนี้ กระทั่งกาลเวลาผ่านไป 27 ปี แจ๊กเกลินได้ไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลเซ้าธ์มีด (Southmead Hospital) เมืองบริสตอล, อังกฤษ เพื่อรักษาโรคผิวหนังอันสืบทอดกรรมพันธุ์มา และในวันเดียวกันนั้นเอง ชีลาก็ได้ไปที่โรงพยาบาลนี้ด้วยอาการของโรคเดียวกัน ทั้งสองเข้าไปนั่งรอตรวจอยู่ในห้องเดียวกัน ความที่หน้าตา และอากัปกิริยาหลายอย่างช่างดูคุ้นหูคุ้นตากันเหลือเกิน จึงได้มีการถามไถ่ทักทายกันขึ้น เมื่อซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดต่างๆ ทั้งสองก็พลันตระหนักได้อย่างปราศจากข้อสงสัยเลยว่า ที่แท้อีกคนหนึ่งนั้นก็คือ คู่แฝดประกบฝาของตนแต่อ้อนแต่ออกนั่นเอง

และน่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้น เมื่อพบว่า สองปีก่อนหน้านี้ สามีของชีลาเสียชีวิตลงในวันเดียวกับที่แจ๊กกี้ได้หย่าขาดกับสามีของเธอ นับว่าสวรรค์ลิขิตชีวิตคู่ของเธอทั้งสองไว้ละม้ายกันอย่างยิ่ง

คู่ที่สอง ในวันหนึ่งของเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1939 ที่เมืองปิกัว, รัฐโอไฮโอ, อเมริกา เด็กชายฝาแฝดคู่หนึ่งได้ถูกสองครอบครัวนำตัวแยกไปเลี้ยง โดยแต่ละครอบครัวได้รับคำบอกเล่าว่า เด็กที่เป็นคู่แฝดนั้นเสียชีวิตไปแล้ว

ครอบครัวหนึ่งนั้นนามสกุลสปริงเกอร์ (Springer) อาศัยอยู่ที่เมืองเดย์ตัน ส่วนอีกครอบครัวหนึ่งสกุลลูอิส (Lewis) พำนักอยู่ที่เมืองลิมา ซึ่งห่างกัน 80 ไมล์

หกปีผ่านไป นางลูอิสได้ไปทำเอกสารเพื่อขอรับรองเด็กชายเป็นลูกบุญธรรม และแล้วเธอก็ได้รู้โดยบังเอิญว่า ที่แท้ลูกชายบุญธรรมของเธอคนนี้มีคู่แฝดที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะเมื่อแจ้งขอตั้งชื่อเขาว่า เจมส์ เอ็ดวาร์ด (James Edward) ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า “ตั้งชื่อนี้ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะคู่แฝดของเด็กชายนี้ได้ตั้งชื่อนี้ไปแล้ว” อะไรจะคิดพ้องกันถึงปานนั้น ทั้งนี้ อีกตระกูลหนึ่งคือสปริงเกอร์ ก็ยังคงคิดว่าคู่แฝดลูกบุญธรรมของตนตายไป

คู่แฝดต่างเพศ (ภาพจากภาพยนตร์ jack and jill)

คู่แฝดต่างเพศ (ภาพจากภาพยนตร์ jack and jill)

กาลเวลาล่วงเลยไปเรื่อย โดยที่เจมส์ ลูอิส แม้จะรู้ว่ามีคู่แฝดของตนอยู่ แต่เขาก็คงลังเลตลอดเวลาที่จะค้นหาว่าเจมส์อีกคนนั้นอยู่หนใด กระทั่งสุดท้ายก็ตัดสินใจสืบหาคู่แฝดของตนจากข้อมูลสำมะโนครัวของทางการ และก็ได้พบกันเป็นครั้งแรกในชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1979 เมื่อทั้งสองอายุได้ 39 ปี หลังจากพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตของแต่ละฝ่ายก็ได้ทราบว่า ทั้งสองเจมส์แต่งงานและหย่ากับสาวนามลินดา แล้วก็แต่งหนสองกับสาวคนใหม่นามเบ็ตตี้เหมือนกันเด๊ะ หนำซ้ำ ยังไปฮันนีมูนที่ชายหาดเดียวกัน คือ เซนต์ปีเตอร์, รัฐฟลอริดา อีกด้วย เจมส์ทั้งคู่ทำงานเกี่ยวกับช่างไม้ ทั้งคู่เคยผ่านการอบรมการรักษาความปลอดภัยที่โปลิสจัดขึ้น ลูกชายคนโตของทั้งสองมีชื่อว่า เจมส์ อลัน (James Alan) กับ เจมส์ อัลเลน (James Allen) คล้ายกันไปหมด ทั้งสำเนียงพูดและท่าทาง ต่างกันเพียงอย่างเดียวคือ ลูอิสผมสั้น แต่สปริงเกอร์ผมยาว

คู่ที่สาม เหตุการณ์เกิดขึ้นในปีเดียวกันกับคู่ที่สอง คือในวันที่ 27 ก.ค. 1939 ไม่กี่วันก่อนหน้าคู่แฝดโอไฮโอจะถือกำเนิด นักศึกษาจากฟินแลนด์นามเฮเลนา จาคอบสัน ได้คลอดลูกแฝดหญิงที่ รพ.แฮมเมอร์สมิธ, ลอนดอน ทารกคนพี่มีชื่อว่า แด็กมาร์ แดฟเน มาร์กาเร็ต คนน้องชื่อ กอร์ดา บาบารา ด้วยเหตุที่เฮเลนาไม่มีสามีเป็นตัวตน ทารกทั้งสองจึงมีผู้มาขออุปการะนำไปเลี้ยงดูตั้งแต่เกิด โดยบาบาราไปอยู่กับสกุลเฮอร์เบิร์ต ที่เมืองโดเวอร์ ส่วนแดฟเนอาศัยอยู่กับสกุลกู๊ดชิพ ที่เมืองเวคฟิลด์

แฝดบางคู่ต้องรอจนโตเป็นผู้ใหญ่กว่าจะได้กลับมาพบกัน

แฝดบางคู่ต้องรอจนโตเป็นผู้ใหญ่กว่าจะได้กลับมาพบกัน

ต่อมาในขณะที่ทั้งสองยังเป็นเด็กรุ่นๆ มารดาเลี้ยงของเธอทั้งคู่ก็เสียชีวิต ครั้นจบจากการศึกษา ทั้งคู่ได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พอแต่งงานแล้วลูกในครรภ์แรกของทั้งสองแท้ง จากนั้นทั้งคู่จึงมีลูกชายสองคนแรก กับเด็กหญิงตามมา ทั้งบาบาราและแดฟเนชอบการแกะสลัก แต่ว่าบาบาราถนัดแกะไม้ ในขณะที่แดฟเนชอบแกะสบู่

ทั้งคู่มีโอกาสได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรกในปี 1979 เมื่ออายุ 39 ซึ่งตรงกับการพบกันของคู่แฝดโอไฮโออย่างน่าอัศจรรย์ใจ หรือดวงชะตาทั้งสองคู่แฝดอยู่ในฤกษ์เดียวกัน ซึ่งสวรรค์ลิขิตไว้ว่า ชะตาชีวิตจะต้องเป็นอย่างนี้!?

อีกคู่หนึ่งเป็นคู่สุดท้ายละกันในเดือนกรกฎาคม 1979 คู่แฝด รูธ จอห์นสัน ซึ่งอยู่เมืองโลเวลล์, รัฐแมสซาชูเสตต์ กับแอลลิสัน มิทเชลล์ เอิร์บ ผู้ที่อยู่ที่เมานต์ เวอร์นอน, รัฐเมน ได้มาพบกันเป็นหนแรก หลังจากที่พลัดพรากจากกันไปนานถึง 26 ปี โดยก่อนหน้านั้นในเดือนมิถุนายน ทั้งคู่ได้ดูโทรทัศน์ที่มีการอภิปรายเรื่องสิทธิของเหล่าบุตรบุญธรรมที่จะมีโอกาสได้เจอะเจอกัน จากนั้นทั้งสองจึงเริ่มต้นสืบหาคู่แฝดของตน จนกระทั่งได้พบหน้ากันดังกล่าว

คุณยายคู่แฝด อายุตั้ง 100 ปีแล้ว ยังเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

คุณยายคู่แฝด อายุตั้ง 100 ปีแล้ว ยังเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

เมื่อได้ซักไซ้ความเป็นไปในชีวิตของกันและกัน ก็ได้รู้อย่างน่าทึ่งใจว่า ทั้งรูธและแอลลิสันต่างก็มีอาชีพเป็นช่างทำผม มีลูกสาวคนหนึ่งชื่อคริสเตนเหมือนกัน และก็มีลูกอีกหนึ่งคนเหมือนกัน

แฝดทั้งสี่คู่ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ แต่ละคู่ล้วนมีความละม้ายคล้ายคลึงกันทั้งรูปร่างหน้าตา อุปนิสัย ตลอดจนหน้าที่การงาน และเมื่อได้พบหน้าหลังจากไม่เคยเห็นกันเลยตั้งแต่เกิด ก็มีความดีอกดีใจ ทักทายวิสาสะกัน ต่างจากแฝดคู่หนึ่งซึ่งเมื่อได้พบและมาอยู่ด้วยกัน ดันกลับไม่ชอบหน้ากันและกัน สร้างความวุ่นวายโกลาหลให้เกิดขึ้น ทว่า เกิดขึ้นในนิยายที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Jack and Jill ซึ่งเนื้อเรื่องมีอยู่ว่า แจ๊คกับจิลล์เป็นคู่แฝดชาย-หญิง ต่อมาแจ๊คได้ย้ายจากครอบครัวไปอยู่คนเดียวที่แอลเอ ส่วนจิลล์อยู่อีกฝั่งของทวีปร่วมกับพ่อแม่ ทั้งสองมีโอกาสได้พบกันปีละครั้งเดียวในวันขอบคุณพระเจ้า (Thanks giving) แต่ด้วยเหตุที่ห่างเหินกันนาน และนิสัยทั้งคู่ต่างกันราวฟ้ากับดิน การต้องพำนักอยู่ด้วยกันจึงน่ารำคาญมากกว่าน่าเบิกบานใจ นั่นเพราะแจ๊คเผลอชวนจิลล์ให้อยู่ตระเวนชมให้ทั่วแอลเอ

คู่แฝดต่างสีผิว

คู่แฝดต่างสีผิว

เหตุวุ่นวายใหญ่หลวงเกิดขึ้นเมื่อบริษัทที่แจ๊คทำงาน ต้องการให้แจ๊คไปทาบทามดาราใหญ่เจ้าอารมณ์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ทว่าจิลล์ก็ทำให้ความพยายามของแจ๊คต้องแปรผัน ท่ามกลางความสนุกสนาน และซาบซึ้งใจระคนกัน แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องไปทัศนาด้วยตาตนเองละครับ.

โดย อุดร จารุรัตน์ และ ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

หน้า 2

วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

รวยที่สุด

นิตยสาร ฟอร์บส์ จัดอันดับประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกไว้ 15 ลำดับด้วยกัน โดยวัดจากตัวเลขจีดีพี ต่อหัวต่อปี ของประชากรแต่ละประเทศ เป็นการอ้างอิงข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ปรากฏว่าประเทศที่ร่ำรวยเป็นอันดับ1 คือประเทศ กาตาร์ มีประชากรอยู่ประ-มาณ 1.7 ล้านคน จีดีพีต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 8 หมื่นกว่าดอลลาร์ มีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่เป็นอันดับ3 ของโลก ทำให้ประเทศกาตาร์เป็นประเทศที่น่าลงทุนทางธุรกิจมากที่สุด

อันดับ 2 ได้แก่ประเทศ ลักเซมเบิร์ก จีดีพีต่อหัวประมาณ 8 หมื่นดอลลาร์ มีประชากรแค่ประมาณ 5 แสนคน ส่วนใหญ่ ประเทศนี้มักใช้เป็นที่ฝากเงินของคนมีสตางค์ เพราะธนาคารจะรักษาความลับของลูกค้าเป็นอย่างดี
อันดับ 3 ประเทศเพื่อนบ้านของเราคือ สิงคโปร์ ที่มีทั้งอุตสาหกรรม การลงทุน และเป็นศูนย์กลางทางการเงิน อันดับ 4-6 นอร์เวย์ บรูไน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีจีดีพีต่อหัวต่อปีอยู่ระหว่าง 5 หมื่นกว่าถึง 4 หมื่นกว่าๆดอลลาร์ ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีแหล่งพลังงานธรรมชาติ

ส่วน ประเทศสหรัฐฯ กลับร่ำรวยติดอันดับ 7 จีดีพีต่อคนต่อปีอยู่ที่ 4 หมื่น 6 พันดอลลาร์ อันดับ 8 คือ ฮ่องกง อันดับ 9สวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 10 เนเธอร์แลนด์ ตามด้วยออสเตรเลีย ออสเตรีย แคนาดาและคูเวต ประเทศที่ดูว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่น เกาหลี ไม่ติดอันดับ

ประเทศที่ร่ำรวยส่วนใหญ่ จะเป็นประเทศที่ค้าน้ำมัน ยิ่งราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรวยมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้นไปเกือบ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประเทศที่นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ เป็นจีนและอินเดีย

เป็นที่น่าจับตาว่า ประเด็นสำคัญ ที่กลุ่มประเทศจี-20 ยังวิตกกับวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป เตรียมที่จะหามาตรการคุ้มครองยูโรโซนและกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรปเพื่อจะนำไปแก้ปัญหาวิกฤติการเงินในกลุ่มอียูก่อนที่จะเกิดปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินตามมา โฟกัสไปที่ข้อพิพาทระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯและอิสราเอลความสมดุลทางเศรษฐกิจของโลก ถูกจับตาเป็นพิเศษ

ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ เป็นเรื่องสำคัญที่จะกระทบกับปากท้องของประชาชนในประเทศที่จะกลายเป็น ชนวนลุกลามทางการเมืองและความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งในหลายประเทศกำลังประสบอยู่ในขณะนี้

หากรัฐบาลยังสาละวนอยู่กับปัญหาการเมือง จะทำให้ประเทศล้าหลังติดหล่มจมปลักอยู่กับการทะเลาะเบาะแว้งของคนในประเทศ ยิ่งถ้าการเมืองเละเทะ มีข้อกล่าวหาเมาเหล้าเข้าประชุมสภา เล่นเกมใต้เข็มขัดกันไม่เลิก ประเทศก็จะยิ่งตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

ตกเป็นเหยื่อของประเทศแสวงหาอำนาจ.


หมัดเหล็ก

หน้า 3

วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

ฮือฮา พบคัมภีร์ไบเบิลลับ 1,500 ปี เขียนด้วยทองคำ ทำนายการเกิด"นบีมูฮัมหมัด"วาติกัน"หูผึ่ง"

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ว่า ตุรกีได้พบคัมภีร์ไบเบิลลับที่พยากรณ์การเกิดของศาสดานบี มูฮัมหมัด ของศาสนาอิสลาม เชื่อว่ามีอายุเก่าแก่ 1,500 ปี โดยคัมภีร์ดังกล่าวซึ่งใช้ทองคำเขียนเป็นตัวอักษร มีการบันทึกคำว่า"จีซัส"ตามภาษาท้องถิ่นอราเมียน รวมทั้งคำสอนของพระองค์ และคำทำนายการเกิดศาสดามูฮัมหมัด ของอิสลาม โดยคัมภีร์ดังกล่าวถูกพบโดยตำรวจตุรกรีระหว่างปฎิบัติการต่อต้านการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายในปี 2000 และได้ถูกเก็บดูแลอย่างใกล้ชิดจนถึงปี 2010 ก่อนที่จะถูกส่งต่อให้แก่พิพิธภัณฑ์ในกรุงอังการ่า เมืองหลวง และจะถูกนำโชว์ต่อสาธารณะหลังจากมีการซ่อมแซมเล็กน้อย ขณะที่ราคาของคัมภีร์ลับโบราณนี้คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 15 ล้านปอนด์ (750 ล้านบาท)

ด้านทางการตุรกรีเปิดเผยว่า คัมภีร์ดังกล่าวอาจเป็นคำสอนของคริสต์ศาสนาของแท้ นอกจากนี้ ทางสำนักวาติกันยังแสดงความสนใจต่อพระคัมภีร์นี้อย่างยิ่ง โดยสมเด็จพระสันตปาปาเบนิกติกส์ ที่ 16 ทรงปรารถนาที่จะเห็นพระคัมภีร์นี้ ซึ่งหลายคนเรียกว่าเป็น"บทสวดแห่งบาร์บาบาส"

หน้า 4

วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

ประมูลเพชรราชวงศ์ยุโรป คาดเคาะถึง 120 ล้านบาท

Pic_242157

เตรียมประมูลเพชรราชวงศ์ยุโรป หนัก 34.98 กะรัต กลางเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ คาดมีผู้ให้ราคาสูงถึง 120 ล้านบาท...

สถาบันประมูลโซเธบี ในกรุงลอนดอน เตรียมประมูลเพชรทรงลูกแพร์ “โบ เดอ ซ็องซี” อายุเก่าแก่ 400 ปี ที่ราชวงศ์ในยุโรป ไม่ว่าฝรั่งเศส อังกฤษ ปรัสเซีย หรือเยอรมนีในปัจจุบัน และเนเธอร์แลนด์ ต่างเคยครอบครอง ขนาดความสูง 2.3 ซม. กว้าง 1.9 ซม. ลึก 1.1 ซม. น้ำหนัก 34.98 กะรัต ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยจะตระเวนแสดงโชว์เพชรน้ำงามไปทั่วโลกนับแต่เดือน มี.ค. คาดมีผู้สนใจให้ราคาประมูลถึง 2-4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (60-120 ล้านบาท)

ทั้งนี้ เพชรดังกล่าวเชื่อว่าขุดค้นพบที่เหมืองในเมืองโกลคอนดา ตอนกลางของอินเดีย ซึ่งนิโคลาส์ เดอ ฮาร์เลย์ ลอร์ดแห่งซ็องซี พ่อค้าเครื่องเพชรซื้อไว้เมื่อ ค.ศ.1500.

หน้า 5

วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

วัฒนธรรมดื่มเหล้า คนไทย...ไม่แพ้ชาติใดในโลก

เรื่องงามหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากทั้งสัปดาห์ กับความดิบของท่านรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ในระหว่างการประชุมสภา ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ขึ้นซัดฝ่ายค้านแบบทะลุกลางปล้อง และก็ไม่ยอมฟังเสียงทัดทานจากประธานสภาในที่ประชุม เลยทำให้ต้องพักสภาแบบกลางคันเลยทีเดียว

ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้น คนในสภาคงแอบลงมติกันแบบเป็นเอกฉันท์ว่า สาเหตุที่ทำให้ท่านเฉลิมออกอาการเอะอะ อาละวาดกลางสภานั้น น่าจะเกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ที่ทำให้ท่านเฉลิม เมามายเล่นเอาป่วนไปทั้งสภา แต่ภายหลังก็ออกมาแก้ต่างว่า สาเหตุที่ตนเองหน้าแดงเป็นเพราะไปออกกำลังกายมา แล้วที่เดินโซเซ เป๋ไปมาก็เพราะเป็นโรคก้านหูอักเสบต่างหาก

แต่ไม่ว่าจะ ‘เมาเหล้า’ หรือ ‘เมารัก’ อย่างที่ท่านเฉลิมผู้ทรงเกียรติภูมิพูดก็ตาม เรื่องของการดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันได้อยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องของข้อกฎหมายที่ยังไม่เข้มแข็งพอ และวัฒนธรรมการดื่มเหล้าของคนไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

‘เมาเหล้า’ ปัญหาน่าห่วงที่แก้ไม่ตก

ปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่า ปัญหาการดื่มเหล้าเป็นปัญหาที่ค้างคามานานในสังคมไทย ถึงจะหาหนทางการแก้ปัญหาอย่างไรก็ตาม แต่ก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คันสักที เพราะยิ่งนานวันยิ่งพบว่า อายุของคนดื่มเริ่มน้อยลง และยิ่งขยายตัวในกลุ่มของเยาวชนหญิงมากขึ้น

“บ้านเรานี่ดื่มเหล้ากันเป็นอันดับ 5 ของโลก อันดับที่ 3 ของเอเชีย และถ้าวัดจากจำนวนประชากร ก็จะอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ที่ดื่มเหล้า หลักๆ ก็จะเป็นเยาวชนที่ดื่มเพิ่มมากขึ้น ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับเยาวชนหญิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากเกิดจากตัวของเหล้าเองแล้ว การโฆษณาก็เป็นส่วนสำคัญ คือเขาพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นองค์กรเชิงบวก มีการแจกของ แจกอุปกรณ์ต่างๆ ให้เยาวชนเห็นและรู้สึกว่า องค์กรเหล่านี้คือทุนของระบบการศึกษาและกิจกรรมสาธารณะต่างๆ และสุดท้ายก็คิดว่าการดื่มของตนไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน”

ประญัติ เกรัมย์ ฝ่ายประสานงานภาคีศาสนา สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เล่าให้ฟังคร่าวๆ ถึงสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย นับวันยิ่งจะหนักข้อขึ้น แม้ทุกคนจะรู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งดีก็ตาม ซึ่งจะว่าไปแล้ว ประเทศไทยก็มีกฎหมายควบคุมในเรื่องของแอลกอฮอล์ ทั้งห้ามซื้อ-ขาย และห้ามบริโภคภายในวัด สถานศึกษา สถานพยาบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในสถานที่ราชการ และยังกำหนดไว้อีกด้วยว่า ผู้ที่ยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ไม่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

“ใครๆ ก็รู้ว่าเหล้านั้นมีพิษภัย กฎหมายก็มีกันไว้ว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อเหล้าไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงไม่เคยเป็นอย่างนั้น ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง คนขายก็รู้แต่ไม่ทำ”

ซึ่งสุดท้ายแล้วการดื่มมันก็นำพามาซึ่งปัญหามากมายนับตั้งแต่เรื่องสุขภาพยันภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ

“ถ้าเราจะพูดถึงปัญหาที่ตามมากับแอลกอฮอล์ อย่างแรกก็คงต้องพูดเรื่องสุขภาพกันก่อน แต่ต่อมาก็จะกระทบไปถึงศักยภาพของตนในเรื่องของการทำงาน ถ้าเป็นนักกีฬาก็จะหมดสมรรถภาพในการเล่นกีฬาจนโดนไล่ออก และส่งผลต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ นักศึกษาบางคน ครูบาอาจารย์บางคน หรือแม้แต่นักการเมืองบางคนที่ดื่มสุราก็ย่อมโดนสังคมแอนตี้อยู่แล้ว นี่ยังไม่พูดถึงผลกระทบเชิงอาชญากรรมที่มีโอกาสตามมาได้สูง

“คนเรานั้นถ้าครองสติไม่อยู่แล้ว มันก็ย่อมไปก่อความเดือดร้อนได้โดยง่าย สุดท้ายเหล้ามันเป็นตัวแปรหลักอันหนึ่งที่จะทำให้สุขภาวะด้านร่างกายและจิตใจทุกคนเสื่อมโทรม”

เมื่อเหล้าเข้าปาก ทุกสิ่งก็เปลี่ยน

อย่างที่กล่าวไปว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ไม่ได้ทำลายเพียงแค่สุขภาพร่างกายเพียงเท่านั้น แต่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตัวคุณ เพราะบางคนเมื่อแอลกอฮอล์เข้าปาก เกิดอาการเมามาย ก็สามารถเปลี่ยนนิสัยกันเสียดื้อๆ แล้วก็แสดงสันดานดิบแท้จริงตามที่จิตใต้สำนึกได้กดเอาไว้ ซึ่งบางครั้งอากัปกิริยาที่แสดงออกหลังเมา อาจจะบ่งบอกลักษณะนิสัยจริงออกมา

อย่างบางคนที่ดูสุขุม เรียบร้อย เมื่อเมาแล้วก็กลายเป็นคนพูดมากกว่าเดิม พูดเพ้อเจ้อ พูดเป็นต่อยหอยหรือจากคนช่างพูด ช่างจ้อก็กลายเป็นคนเงียบขรึม สงบเสงี่ยม ที่แสดงว่าคนนั้นภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้วจิตใจแสนเปราะบางเหลือเกิน

บางคนพอเหล้าเข้าปากก็ต่อมน้ำตาแตก ร้องไห้คร่ำครวญขึ้นมา เพราะต้องเก็บความรู้สึก ความคิดมากของตนเองอยู่ตลอดเวลา หรือบางคนที่พอเมาได้ที่ก็เริ่มเสียงดังเอะอะ ระราน หาเรื่องไปทั่ว ก็เพราะแท้จริงแล้วเป็นคนที่อารมณ์รุนแรง ใจร้อน ขวานผ่าซาก ไม่เกรงใจใคร

นอกจากนั้นสังคมไทยก็มีการเปรียบเปรย กระทบกระเทียบ พวกคอทองแดงให้ได้สะอึกด้วยการนำพฤติกรรมของสัตว์ชนิดต่างๆ มาเปรียบเทียบกับอาการเมามายแบบครองสติกันไม่อยู่อีกด้วย อย่างเช่น

‘เมาเหมือนหมา’ คือการเปรียบเปรยท่าทางหรือพฤติกรรมของคนที่เมาเหล้า เพราะตอนที่ยังไม่เมา คนเราก็จะเดินสองเท้าเป็นปกติ แต่พอเมามากๆ เข้า ก็จะยืนทรงตัวด้วยสองขาไม่ไหว เลยต้องใช้อีกสองมือช่วย กลายเป็นเดินคลานสี่เท้า ไม่ต่างกับหมา นอกจากนี้เมื่อเดินไปไหนไม่ไหวยังนอนได้แบบไม่เลือกที่ เหมือนหมาที่นอนได้ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ข้างถนน

‘เมาเหมือนลิง’ คือการเปรียบเปรคนที่เมาแล้ว อยู่ไม่สุข ผุดลุกผุดนั่ง ซุกซนเหมือนลิง

‘เมาเหมือนเสือ’ คือการเปรียบเปรยพวกที่เมาแล้วดุร้ายจนน่ากลัว อย่าได้คิดจะไปหาเรื่องกับคนที่เมาเหมือนเสือเชียว เพราะเขาจะอาละวาดระรานใส่คุณแบบไม่เกรงกลัวอะไรเลย

‘เมามือปลาหมึก’ คือการเปรียบเปรยพวกคนที่เมาแล้วชอบฉวยโอกาส มือไม้ที่มีก็รุ่มร่าม ยืดยาว แอบไปโดน ไปลูบ เนื้อสาวแบบเนียนๆ ไม่ต่างจากหนวดของปลาหมึก

ซึ่งไม่ว่าเมาแล้วครองสติไม่อยู่ จนเปลี่ยนนิสัยแบบพลิกขั้ว หรือเมาแล้วกลายร่างเป็นอะไร สุดท้ายแล้วสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการที่เมาจนขาดสติแล้วไม่สามารถควบคุมตนเองได้ จนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นนั่นเอง

วัฒนธรรมฝังรากลึก วันไหนๆ พี่ไทยก็เมา

เมื่อการดื่มเหล้าของคนไทยกลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอย่างถอนไม่ได้ และยังปรากฏข่าวในทำนองที่ว่าคนดื่มไม่นึกถึงกาลเทศะ ไม่ดูเวลาสถานที่ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใด ประเทศไทยเราถึงได้นิยมการดื่มเหล้าจนติดอันดับโลกขนาดนี้ ซึ่ง ผศ.ดร. เจริญ เจริญชัย อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้เล่าถึงวัฒนธรรมการดื่มสุราของคนไทยตั้งแต่ครั้งโบราณจวบจนมาถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งตั้งแต่มีพระราชบัญญัติ สุรา พ.ศ.2493 วัฒนธรรมการบริโภคแอลกอฮอล์ก็เริ่มเปลี่ยนไป

“พ.ร.บ.สุรา พ.ศ. 2493 เป็นตัวการจำกัดสิทธิสุราของประชาชน ทำให้สุราดั้งเดิมของคนไทยถูกห้ามผลิตโดยชาวบ้าน พฤติกรรมการบริโภคสุราก็เลยเปลี่ยนไป จากเดิมเคยดื่มเหล้าส่วนมากผลิตจากข้าวเหนียว พอเป็นโรงงานสุราแล้วมันเชิงว่าเขาผูกขาดการผลิต คือประชาชนไม่สามารถผลิตสุราจำหน่ายได้ทำให้ไม่มีการแข่งขัน เพราะฉะนั้นโรงเหล้าก็สามารถลดต้นทุนการผลิตโดยการเปลี่ยนจากข้าวเหนียวมาเป็นกากน้ำตาลซึ่งเป็นวัตถุดิบราคาถูก ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการทำน้ำตาลทราย ก็เลยทำให้ประชาชนรายได้น้อยก็เลยต้องซื้อสุรากลั่นของโรงงานสุราที่ทำจากากน้ำตาลทั้งสิ้น 100 เปอร์เซ็นต์

“ทำให้เขาติดรสชาติสุรากลั่นจากกากน้ำตาล (เหล้าโรง) แล้วสุราที่ผลิตแบบตั้งเดิมก็เปลี่ยนไปไม่ชอบสุราจากข้าวแล้ว และก็เป็นเรื่องของสุราจากต่างประเทศเข้ามา เรียกว่ารสชาติเหล้าโรงนั้นไม่ถูกปากชนชั้นกลาง เพราะว่ามันเหม็นฉุน หลังๆ มาคนทำงาน นักศึกษา ก็เลยมาดื่มสุราจากต่างประเทศ สกอตวิสกี้ และเบียร์เข้ามา วัฒนธรรมการดื่มของคนไทยก็เลยเปลี่ยนไป”

ส่วนในเรื่องเป้าหมายของการดื่มสุรานั้นก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป และคงต้องยอมรับว่าในปัจจุบันกลุ่มของคนที่ดื่มสุราได้ขยายตัวขึ้นเป็นวงกว้าง ทั้งนักเรียน นักศึกษา กลุ่มผู้หญิง ฯลฯ เพราะมีทั้งเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ทั้งยังเรื่องของวัฒนธรรมตะวันตกที่ถูกยอมรับกันมากขึ้น

“คนไทยรักสนุกกับการที่เข้าสังคม เฮฮากับเพื่อนฝูง เป็นพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามรณรงค์อย่างไร แต่คนไทยก็ยังดื่มสุรากันเหมือนเดิม ที่ติดอันโลกอับดับที่ 5 ไม่น่าแปลกใจเพราะว่าเป็นวัฒนธรรมเอเชียด้วย ถ้าพูดถึงการดื่มสุรามากน้อยทำให้ประเทศพัฒนาหรือไม่ คิดว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะคนญี่ปุ่นก็ดื่มมาก คนอังกฤษก็ดื่มมาก ชาติที่เขาพัฒนาก็ดื่มมาก แต่ว่าอยู่ที่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า เช่น ดื่มแล้วไม่ไปเป็นปัญหาให้กับคนอื่น แต่ประเทศไทยยังคุมเรื่องนี้ไม่ได้”
..........

มองดูแล้ว การดื่มเหล้าของคนไทย อาจซึมซาบจนกลายเป็นสายเลือดไปเสียแล้ว ดังที่มีบทเพลงหนึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนถึงวัฒนธรรมการดื่มเหล้าของพี่ไทย ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไหร่ ก็พร้อมจะชนแก้วได้เสมอ อย่างในเนื้อเพลงที่ว่า วันตรุษพี่ไทยก็เมา วันสารทพี่ไทยก็เมา วันโกนพี่ไทยก็เมา วันพระพี่ไทยก็เมา งานไหนๆ พี่ไทยก็เมา…
>>>>>>>>>>>

หน้า 6

วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

CTS จุดพลุเทคโนโลยีใหม่จากญี่ปุ่น ปกป้องห้องโดยสารปลอดเชื้อรา

Pic_241088

จากวิกฤติน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรถยนต์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการเกิดเชื้อราในห้องโดยสาร

ทั้งยังทำให้นักเลงรถเกิดความกังวลว่ารถจะมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงไร

ดังนั้น CTS ของ เสี่ยชิ “ชินพล จงประเสริฐ” ซึ่งเป็นเอตทัคคะในการเป็นศูนย์บริการปกป้องเละเคลือบสีรถระบบ Crystal Sealed แบบครบวงจรและได้มาตรฐานที่สุดของไทย

โดยมีสำนักงานใหญ่และศูนย์ Coating Center สำหรับรถใหม่อยู่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และมีศูนย์บริการ ลูกค้าอยู่ที่ถนนเทียมร่วมมิตร

จึงได้จับมือกับพันธมิตรญี่ปุ่นในการเปิดตัวรูปแบบการบริการใหม่ที่มากกว่าการปกป้องสีรถ

นั่นคือ การสยายปีกธุรกิจการปกป้องรถจาก “ตัวถังภายนอก” มาสู่ “ห้องโดยสารภายในและสุขภาพของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร” ภายใต้ชื่อ CTS Inner Protection ซึ่งถือเป็นบริการใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเรียกเสียงฮือฮาไปทั่วเมือง

โดนใจคนรักสุขภาพที่กำลังตื่นตัวไปทั่วสังคมไทย!!

สำหรับ CTS Inner Protection แบ่งออกเป็น 2 ส่วน นั่นคือ

1. Inner Protection for Beauty ได้แก่ การพ่นเคลือบทุกชิ้นส่วนภายในห้องโดยสารด้วยสารซิลิก้าแท้ ซึ่งสามารถเคลือบได้หมด

ไม่ว่าจะเป็นเบาะหลัง พวงมาลัย คอน-โซล แผงประตู ช่วยให้อายุการใช้งานของวัสดุทุกชิ้นภายในห้องโดยสารได้ดูใหม่อยู่เสมอ แม้ว่าบ้านเราจะมีแสงแดดแรงกล้าและความร้อนอย่างมากก็ตาม

และ 2. Inner Protection For Healthy บริการปรับสภาพอากาศ ฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา และเชื้อไวรัส ที่สะสมอยู่ภายในห้องโดยสาร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากญี่ปุ่น

ประกอบไปด้วยการทำความสะอาดลึกถึงภายในเบาะ พรม พื้น คอนโซล ตามด้วยการปรับสภาพอากาศทั้งหมดด้วยสารนาโนไทเทเนี่ยม โดยมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค ยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ทั้งยังได้พ่นเคลือบพิเศษลงบนชิ้นส่วนต่างๆเพื่อป้องกันการฝังตัวใหม่ของเชื้อโรคต่างๆ

เสี่ยชิย้ำว่า CTS ได้ทำการทดสอบทั้ง 2 โปรแกรมนี้กับรถหรูหลากแบรนด์หลายรุ่นแล้ว ปรากฏว่าใช้ได้ผลดีทีเดียว ทั้งในเรื่องการเคลือบรถเพื่อความสวยงาม และการปรับสภาพอากาศ ฆ่าเชื้อโรค ช่วยให้รถมีกลิ่นใหม่อยู่เสมอ

จึงพร้อมนำเสนอโปรแกรมดูแลยาวนาน 5 ปี ในราคาพิเศษช่วงแนะนำเพียงโปรแกรมละ 18,000 บาท

คุ้มเกินคุ้ม!!!



อัลคาโปน
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้

หน้า 7

วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

กุ๊กกิ๊กฮาเฮ ประจำเดือนมีนาคม 2555

สาวออฟฟิศผ่านงานศิลปะชื่อ"ถึงเวลาน้ำขึ้น"ทำจากไม้ยูคาลิปตัสและลวดมัดรวมกัน ผลงานของ"ปีเตอร์ คอลลินส์"อยู่ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

ชุดเจ้าสาวด้านหลังเป็นหางนกยูงราคา1แสนหยวน ยาว10ม. กว้าง7ม. ใช้หางนกยูงเกือบ20,000ชิ้น ที่หนานจิง มณฑลเจียงซู ประเทศจีน

ถ้วยกระเบื้องเคลือบลวดลายมังกรล้อคลื่น อายุเกือบพันปี ยุคราชวงศ์ซ่ง-ชิง จะนำออกประมูลขายวันที่ 4 เม.ย. มูลค่าประมาณ 320 ล้านบาท

"บัคกี้"นักแสดงตลกคณะละครสัตว์ชื่อดังของสหรัฐ เลียนแบบชายหนุ่มผู้ใช้บริการโดยสารรถไฟทุกอิริยาบถ ที่ชานชาลาแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก

นกเพนกวินฮัมโบลด์ ที่สวนนกจูล่ง ประเทศสิงคโปร์ พยายามหนี แต่ของอุทยานสัตว์ทะเลโตเกียว มีอยู่ตัวหนึ่งที่ปีนรั้วหนีออกมาได้

สาวๆแกล้งดึงกางเกงในของนักแสดงหนุ่มนักเต้นระบำเปลื้องผ้าลงมา ในงานแสดงเพื่อความบันเทิงและความสุขทางเพศ ในกรุงเม็กซิโกซิตี

นักแสดงตลกคณะริงกลิง บราเธอร์ส และ บาร์นัม ไบเล่ย์ รอคิวสลับขึ้นเวที ระหว่างเปิดการแสดงที่สถานีรถไฟแกรนด์เซนทรัล ในนิวยอร์ก

สองพี่น้องชาวจีนแห่งกรุงปักกิ่ง โชว์เสียงเพลงจากเครื่องดนตรีที่ทำจากผักล้วนๆ ทั้งสองกลายเป็นคนดังหลังจากทีวีหลายช่องเชิญไปออก

เครื่องบินรีไซเคิลที่นายหลี่ จิงชุน เกษตรกรวัย58ปี ทำเองจากวัสดุเหลือใช้ที่มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน หมดงบไปแล้วกว่า40,000หยวน

สภาพที่ได้รับการตกแต่งอย่างทันสมัยภายในเครื่องบินโดยสารวีไอพีโบอิ้ง 747-8 อินเตอร์คอนติเนนตัล

มาริโอตัวการ์ตูนในเกมนินเทนโด เซอร์ไพร้ส์ นาธาเนียล สเตห์ลีย์ วัย27ปี ผู้โชคดีได้ขับรถคาร์ทในเวอร์ชั่น3ดี ของเกมมาริโอ คาร์ท7

ลีโอ สุนัขพันธุ์บีเกิลจับมือทักทายเจ้าของระหว่างแถลงข่าวของสโมสรผู้รักสุนัขอเมริกันแห่งนิวยอร์ก

ผู้ประท้วงสวมหน้ากากหวีดสยองหยอกล้อกัน ระหว่างการชุมนุมหน้าศาลแขวงในกรุงเคียฟ เมืองหลวงยูเครน รอฟังคำตัดสินคดีนักการเมืองทุจริต

สาวโคลอมเบียเขียนข้อความบนแผ่นหลังว่า "ฉันขอสงวนสิทธิแต่งกายตามที่ฉันอยากจะแต่ง" ร่วมเดินขบวนต่อต้านการก่อความรุนแรงต่อผู้หญิง

หน้า 8

วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

ขำ! 'ชิมแปนซี' สวนสัตว์จีนเต๊ะท่าเช่นคนไม่ทำตัวเฉกลิง

Pic_244324

Picture : Quirky China News/Rex Features

สื่อต่างชาติขำ ชิมแปนซี ที่สวนสัตว์จีน นอนเต๊ะท่าอาบแดดเหมือนคน ไม่เดินหลังงุ้มแบบลิงต่อหน้านักท่องเที่ยว...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 10 มี.ค. ถึงความน่ารักของลิงชิมแปนซี ที่สวนสัตว์ในเมืองฉีเจียฉวง มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน โดยมันไม่ยอมโชว์ตัวต่อนักท่องเที่ยว ด้วยท่าทางเดินหลังงุ้มแลดูงุ่มง่าม ตามแบบฉบับเผ่าพันธุ์ของมัน แต่กลับนอนไขว่ห้างใช้แขนหนุนรอง และอาบแดดอย่างมีความสุขล้น

ทั้งนี้ ชิมแปนซี มักพบในป่าทางตะวันตกและแอฟริกากลาง นับเป็นสัตว์ที่มี "ดีเอ็นเอ" ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด ราว 94 เปอร์เซ็นต์ มีความเฉลียวฉลาด สามารถปรับตัวได้เก่งที่สุดในบรรดาสัตว์สายพันธุ์เดียวกัน สำหรับความแสนรู้ของชิมแปนซีนั้น ปรากฏให้เห็นทางโทรทัศน์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ปังคุง" ชิมแปนซีชื่อดังจากญี่ปุ่น ที่เคยโชว์ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในรายการ "ขำกลิ้งลิงกับหมา" หลังได้รับการฝึกฝนจากครูฝึก จนสามารถฟังคำสั่งของมนุษย์เข้าใจ.

หน้า 9

วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

เผย 10 อันดับคณะที่เด็กซิ่วออกเยอะที่สุดและคณะยอดนิยมของเด็กซิ่ว

เว็บไซต์ เด็กดี ดอทคอม นำเสนอ 10 อับดับคณะที่คนซิ่วออกเยอะที่สุด และคณะที่เด็กซิ่วเข้ามากที่สุด


แต่ละปีของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะมีเด็กซิ่วกลับเข้ามาสอบแข่งขันอีกครั้ง อาจเป็นเพราะคณะที่เด็กซิ่วเรียนอยู่ยังไม่น่าพึงพอใจ จึงอยากลองสอบอีกครั้ง

หมายเหตุ วิธีการวิเคราะห์ 1 หน่วยของความถี่เท่ากับคน 20 คน ฉะนั้น ถ้า 22 หน่วยก็เท่ากับว่ามีคนออกจากคณะนี้เท่ากับ 440 คน จะใกล้ความเป็นจริงที่สุด เรียงจากมากไปน้อย ในนี้มีบางรายไม่บอกว่าซิ่วจากไหนนะ ส่วนใหญ่ซิ่วออกจากคณะดังนี้


ความถี่ %
ลำดับ 1 คณะวิทยาศาสตร์ (บริสุทธิ์ เคมี ชีวะ จุล) 22 หน่วย 29.33
2. คณะเทคนิคการแพทย์ (ไม่รวมกายภาพบำบัด) 15 หน่วย 20.00
3. คณะวิศวะกรรมศาสตร์ 12 หน่วย 16.00
4. มนุษยศาสตร์ 5 หน่วย 6.67
5. รัฐศาสตร์ 4 หน่วย 5.33
6. บริหาร(บัญชี) 4 หน่วย 5.33
7. พยาบาล 4 หน่วย 5.33
8. เภสัช 4 หน่วย 5.33
9. นิเทศ 3 หน่วย 4.00
10.ศิลปะศาสตร์ 2 หน่วย 2.67
รวม 75 หน่วย 100 %

ซิ่วเพื่อเข้าคณะใหม่ ยอดนิยม ดังนี้

ความถี่ %
ลำดับ 1. คณะเภสัชศาสตร์ 21 หน่วย 21.64
2.คณะแพทยศาสตร์ 14 หน่วย 14.43
3.คณะวิศวกรรมศาสตร์ 12 หน่วย 12.37
4.คณะทัตแพทย์ศาสตร์ 10 หน่วย 10.30
5.คณะวิทยาศาสตร์ 9 หน่วย 9.27
6. รัฐศาสตร์ 8 หน่วย 8.27
7. บริหาร(บัญชี) 7 หน่วย 7.27
8. สัตวแพทย์ศาสตร์ 6 หน่วย 6.18
9. คุรุศาสตร์(ศึกษา) 6 หน่วย 6.18
10. สถาปัตยกรรม 4 หน่วย 4.12
รวม 97 หน่วย 100 %

จำนวนคนทั่วประเทศที่ซิ่วโดยประมาณ 9,000-10,000 คน

อ้างอิงจาก เว็บไซต์เด็กดี

หน้า 10

วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

ข้าวแช่ (ตอนที่ 1)

คอลัมน์ ทำกินกันเอง
สุคนธ์ จันทรางศุ

ตําราอาหารชนิดนี้เป็นอาหารเพียงอย่างเดียวที่ผู้เขียนไม่ใคร่อยากจะเขียนลงไป ประหนึ่งว่าเป็นต้นตำรับหรือ ผู้รู้อะไรทำนองนี้

ต้นเรื่องมาจากว่า ?ลูกกะปิ? ของผู้เขียนก็ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนเสียแล้ว

แรกเริ่มเดิมทีมาจากว่าคุณย่าของลูกๆ ท่านเป็นคนมีฝีมือในการทำอาหารไม่แพ้ใคร ก็ในอดีต (สมัยรัชกาลที่ 6) แม่บ้านก็คือแม่งาน แม่ครัว และแม่อะไรต่อมิอะไรในบ้านของท่าน แม่บ้านในสมัยก่อนเก่งจริงๆ ค่ะ ต้องทำได้ทุกอย่าง เด็กในบ้านก็คือลูกมือของท่าน

คุณย่าเล่าว่าในสมัยที่คุณปู่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เป็นนักรับประทานตัวยงท่านหนึ่งเหมือนกัน คุณปู่ชอบพาคุณย่าไปรับประทานอาหารโฮเต็ล อาหารชนิดไหนท่านพอใจมาก ท่านก็จะขอเขาพาคุณย่าเข้าไปดูกุ๊กทำถึงก้นครัวเลยทีเดียว (ท่านเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และชอบไปรับประทานอาหารของเขาอยู่เนืองๆ จนคุ้นเคยกันดี) เพื่อจะได้จดจำกลับมาทำให้รับประทานที่บ้าน

ทีนี้ตอนที่คุณปู่ย้ายไปทำหน้าที่เจ้าเมืองเพชรบุรีอยู่สมัยหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จพระราช ดำเนินไปที่เมืองเพชรบุรี คุณย่ามีโอกาส ?ตั้งเครื่อง? ถวายสุดฝีมือ มิเสียแรงที่ได้ฝึกปรือด้วยใจรักมาเป็นเวลานาน

คุณย่ามักจะเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนี้ด้วยความปลื้มอกปลื้มใจทุกครั้งไป

นอกจากจะมีใจรักทางการครัวแล้ว คุณย่ายังมีหัวพลิกแพลงในการปรุงอาหารหลายๆ อย่าง ตอนที่ไปอยู่เมืองเพชร ลูกๆ ท่านยังเล็กอยู่มาก โดยสามีผู้เขียนซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้อง ยังไม่ทันเกิดด้วยซ้ำไป

แน่นอนว่าในตอนนั้นคุณย่าต้องไปพบเข้ากับข้าวแช่ตำรับเมืองเพชร ซึ่งก็คงรู้จักกันดี และบางคนก็ยังชอบรับประทานเสียด้วย แต่...ชะรอยว่าลูกเล็กคุณย่าในตอนนั้นคงไม่ชอบอาหารรสหวานจัดนัก ตามประสาลิ้นของคนภาคกลาง คุณย่าก็เลยดัดแปลงลูกกะปิของท่านขึ้นใหม่ ซึ่งทำให้ลูกๆ ของท่านชอบกันมาก แล้วก็เลยชอบกันมาถึงรุ่นหลาน...แล้วก็เพื่อนๆ ของหลาน คือเพื่อนๆ ของลูกชายผู้เขียนนั่นเอง

เด็กๆ พวกนี้ชอบมาขอให้ทำรับประทาน บางคนก็มาขอตำรา บางคนก็มาขอหัดทำ ทำเป็นแล้วบางคนกล้าหาญถึงขนาดไปเปิดร้านขายอาหาร โดยมีข้าวแช่ตำรับนี้เป็นอาหารหลักในฤดูร้อน แต่ตอนนี้ปิดตัวไปแล้ว เพราะแม่ครัวประจำร้าน (พี่เลี้ยงอายุ 80 กว่า) เธอชราจนทำไม่ไหวค่ะ แต่เด็กๆ พวกนี้ก็ไม่ยักเข็ด ยังเทียวมาขอรับประทานบ้าง มาขอตำราบ้างกันทุกปี ยิ่งทราบว่าผู้เขียนมาเขียนตำราชุดนี้ก็มาขอร้องแกมบังคับให้ใส่รายการนี้ลงไปในเมนูด้วย ผู้เขียนก็เลยจำต้องทำตามคำเรียกร้องของพวกเขา

อันที่จริงตำราทำข้าวแช่นั้นมีผู้เขียนไว้มากมายหลายท่าน ล้วนแล้วแต่มีรสอร่อยด้วยกันทั้งนั้น หากตำราที่ผู้เขียนจะให้ไว้นี้ยังไม่ถูกปากถูกใจท่านใด ก็ขอให้โปรดผ่านเลยไปตามแต่อัธยาศัยนะคะ

ไหนๆ ก็จะต้องเขียนถึงเรื่องข้าวแช่แล้ว ก็คงต้องเริ่มต้นเสียก่อนด้วยการหุงข้าวกับทำน้ำหอมละค่ะ

ตามตำราของคุณย่า ให้นำข้าวสารเก่ามาหุงให้เหลือเป็นตากบน้อยๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนที่เราหุงข้าวเช็ดน้ำก็คือตอนที่เราจะยกหม้อข้าวไปเทน้ำทิ้งนั่นแหละค่ะ ผิดกันก็แต่ว่า ครั้งนี้เรายกหม้อข้าวไปเทลงในชามกะละมัง หรือถังใบใหญ่ใส่น้ำสะอาดไว้สักครึ่งถัง

พอข้าวนอนก้น เราก็ค่อยๆ เทน้ำออกทิ้งไป แล้วก็ใส่น้ำเข้าไปใหม่ รอจนน้ำคลายความร้อนพอที่จะเอามือลงไปขัดข้าว (คือช้อนข้าวขึ้นมาไว้บนฝ่ามือ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งถูเบาๆ บนเมล็ดข้าว เพื่อให้ขุยขาวๆ บนตัวข้าวหลุดออกไป เหลือแต่เมล็ดข้าวเกลี้ยงสวย เพื่อเวลาที่ใส่น้ำหอมลงไปน้ำจะได้ใสน่ารับประทาน) หรือบางคนก็ใช้ขัดกับตะแกรงไม้ไผ่ก็ได้ค่ะ กะว่าขัดข้าวได้ทั่วถึงแล้ว ก็รอให้เมล็ดข้าวนอนก้น แล้วเทน้ำขุ่นๆ ทิ้งไป

ทำเช่นว่านี้สัก 2-3 ครั้ง จนเหลือแต่เมล็ดข้าวเกลี้ยงเกลาดี

ต่อไปเทข้าวลงบนผ้าขาวบาง นำไปนึ่งบนลังถึงเพื่อให้ข้าวสุกต่ออีกสักนิด ข้าวจะได้หายกรุบ ทีนี้ก็นำไปใช้การได้แล้วค่ะ

ต่อไปเป็นวิธีการของการทำน้ำหอม

ที่บ้านผู้เขียนโชคดีที่ปลูกต้นมะลิไว้หลายต้น เวลามะลิมีดอก เราก็ได้ดอกไม้ไปถวายพระบ้าง เวลาอยากทำข้าวแช่ เราก็จะได้น้ำลอยดอกมะลิที่สะอาด ปราศจากการฉีดยากันแมลง รับประทานได้ด้วยความสบายอกสบายใจ

ตามธรรมดาเวลาจะทำข้าวแช่ ผู้เขียนจะเก็บดอกมะลิมาล้างสะอาดในมือสักครั้งเดียวก็พอค่ะ เพราะเราปลูกในบ้านของเราเอง แล้วก็นำมาลอยในน้ำที่เตรียมไว้ล่วงหน้าสักหนึ่งคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็ไปตัดใบเตยหอม (ปลูกไว้ในบ้านอีกเหมือนกัน) มาสัก 2-3 ใบ นำมาล้างน้ำให้สะอาดจริงๆ แล้วนำมาตัดใบละช้อนกันเข้า ซอยหยาบๆ เหมือนซอยตะไคร้ ทำอย่างนั้นจนหมดใบเตย นำไปหม้อเคลือบ สักใบ

หลังจากนั้นคุณก็ต้มน้ำเข้าสักหนึ่งกาเต็มๆ พอน้ำเดือดก็ยกลงมาเทใส่ในหม้อเคลือบจนหมดกา ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ราว 15 นาที เปิดฝาหม้อออก ใช้ทัพพีตักเอาใบเตยออกจนเหลือใบเตยแต่น้อย นำน้ำใบเตยไปเทใส่ผ้าขาวบาง กับลงในหม้ออีกใบหนึ่ง ทิ้งไว้จนเย็นสนิท น้ำใบเตยจะมีสีเขียวใสและมีกลิ่นหอม

ต่อไปคุณก็ค่อยๆ รินหรือตักน้ำมะลิที่ลอยไว้ตั้งแต่คืนก่อนแล้ว (เก็บเอามะลิขึ้นเสียให้หมดก่อนตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ส่วนหม้อดอกไม้ก็ทิ้งไว้ในตู้เย็น) ละที่เตรียมไว้บรรจุน้ำหอมเพื่อรับประทานกับข้าวแช่

อัตราส่วนน้ำมะลิกับน้ำใบเตย ใช้อย่างละส่วนเท่ากันค่ะ

ต่อจากนั้นคุณก็จะนำไปใช้การได้

มีคนที่มารับประทานข้าวแช่ที่บ้านหลายคนค่ะ ถามว่าเอาน้ำไปอบควันเทียนหรือเปล่า บ้างก็ถามว่าใช้ดอกชมนาดลอยด้วยใช่ไหม ขอตอบตามความสัตย์ว่าใช้สองอย่างแค่นี้จริงๆ

สมัยนี้ดอกชมนาดหายากราวกับงมเข็มในมหาสมุทร

สมัยยังเป็นเด็ก ผู้เขียนเคยเห็นคุณแม่ลอยดอกชมนาดคู่กับกระดังงา แล้วเอามาลนไฟเสียก่อน แล้วฉีกออกก่อนที่จะลอยน้ำซึ่งอบควันเทียนแล้ว ก่อนที่นำน้ำอบไทยที่เอาไว้ทาตัว ที่บ้านจึงต้องปลูกต้นชมนาดเอาไว้ใช้ดอก แต่สมัยนี้ไม่มีพอๆ กันกับน้ำอบไทย ซึ่งนับวันก็จะตายตามผู้ปรุงไป ทั้งปีจะใช้กันก็แต่เฉกเทศกาลสงกรานต์ คือใช้สรงน้ำพระ รดน้ำผู้ใหญ่ สมัยนี้บางคนก็นิยมใช้น้ำอบแล้วค่ะ มิหนำซ้ำผู้ใหญ่บางคนก็ยังแพ้น้ำอบไทย

ยังไม่เห็นก็แต่ใครเอาน้ำอบฝรั่งไปสรงน้ำพระเท่านั้น

ตอนนี้ขอจบแค่ทำพิธีหุงข้าวกับเตรียมน้ำดอกไม้เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ

ข้าวแช่ (ตอนเกือบสุดท้าย)

คอลัมน์ ทำกินกันเอง
สุคนธ์ จันทรางศุ

หัวหอมสอดไส้กับลูกปลาแห้ง

ตามที่เคยบอกไว้แล้วว่า ในบรรดากับที่รับประทานกับข้าวแช่แล้ว หัวหอมสอดไส้กับลูกปลาแห้งเป็นของโปรดของผู้เขียน

บางคนก็ชอบลูกกะปิเป็นพิเศษ

แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ชอบหัวหอมสอดไส้เป็นพิเศษค่ะ

แล้วจนทุกวันนี้ เวลาจะทำเครื่องข้าวแช่ ก็ยังต้องลงมือทำหัวหอมสอดไส้เองนับตั้งแต่ปรุง ปั้น จนกระทั่งทอด เพราะจะพูดไปแล้ว กับข้าวชนิดนี้ค่อนข้างทำยากสักหน่อยค่ะ คือปรุงนั้นไม่ยาก แต่จะยากตอนปั้นกับทอดค่ะ

กับข้าวชนิดนี้คุณยายเรียกหัวหอมสอดไส้ และคุณย่าเรียกชนิดที่ไม่ต้องไปสอดไส้ใส่ในหัวหอมว่า ลูกปลาแห้งค่ะ

ความจริงนั้นเครื่องปรุงก็มีทั้งปลาแห้งและหัวหอม (หอมหัวเล็ก) แหละค่ะ กินเลยให้ท่านผู้อ่านเลือกเอาเองก็แล้วกันนะคะ ว่าจะชอบอย่างไหน

เครื่องปรุงที่สำคัญก็คือปลาช่อนแห้งค่ะ

ผู้เขียนจำได้ว่าสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กนั้น ปลาช่อนแห้งสมัยก่อนนั้นทำมาจากปลาช่อนที่นำมาตากแห้งจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่ปลาช่อนแห้งปลอมๆ สมัยนี้ ซึ่งเขามักจะนำปลาชะโดมาตากแห้ง แล้วก็หลอกขายพวกเราว่าเป็นปลาช่อนแห้ง เพราะจะขายได้ราคาดีกว่ากันมาก ปลาชะโดตากแห้งเนื้อจะแข็งกว่าปลาช่อนเยอะ แล้วรสชาติก็สู้กันไม่ได้ค่ะ

เวลาซื้อคุณต้องสังเกตดูนะคะว่าที่ปลายหางของปลาแห้ง ถ้าเป็นปลาชะโดหางปลาจะกลมมนสวยงามราวกับพัดใบตาล แต่ถ้าเป็นปลาช่อนแห้ง หางปลาจะแหลมเป็นแฉกๆ ค่ะ เวลาไปเลือกซื้อปลาแห้ง มิไยที่แม่ค้าจะยืนยันว่า ?ปลาช่อนแห้งค่ะคุณ! ปลาช่อนจริงๆ นะคะ แม่ค้าไม่หลอกคุณหรอกค่ะ!? ผู้เขียนจะมองดูหางปลาแล้วก็ยิ้มๆ เดินผ่านเลยไปอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่กล้าพูดอะไร

ก็กลัวถูกด่านี่คะ!

สมัยก่อนปลาช่อนแห้งนี้เขาจะตากมาแห้งจริงๆ ค่ะ แต่สมัยนี้เขาจะตากแค่วันเดียวสองวันก็นำมาขายแล้ว ที่เขาเรียกปลาแดดเดียวไงคะ เขาบอกว่ามันอร่อยดีกว่าปล่อยให้ตากแดดจนแห้งแข็ง ความจริงมันก็อร่อยดีจริงของเขาเหมือนกันค่ะ แต่ที่สำคัญก็คือ น้ำหนักของมันก็ดีไปด้วยค่ะ คือทำให้ขายได้ราคากว่ากันไงคะ แต่ถ้าคุณพอใจรสชาติแล้วก็ไม่ว่ากันหรอกค่ะ

ที่จำเป็นต้องพูดถึงปลาที่แห้งมากกับแห้งน้อยนั้น ก็เพราะเกี่ยวกับการที่จะต้องนำเนื้อปลามาโขลกก่อนที่จะปรุงต่อไปค่ะ

สมัยก่อนที่เขาตากปลาจนแห้งแข็งนั้น ผู้เขียนจำได้ว่าแม่ครัวจะนำปลามาตัดเป็นท่อนๆ แล้วนำไปนึ่งให้เนื้อปลานุ่มก่อนที่จะนำมาโขลกจนเป็นปุย แต่ปลาแดดเดียวสมัยนี้เขาก็ตัดเป็นท่อนเหมือนกัน แต่นำไปทอดให้พอสุก แล้วจึงเอาขึ้นมาวางบนกระดาษให้ซับน้ำมันออก ก่อนที่จะนำมาโขลก (เลือกก้างทิ้ง) ให้เป็นปุยเหมือนกัน

หลังจากคุณป่นปลาช่อนแห้งแล้ว เครื่องปรุงต่อไปก็คือมะพร้าวขูดที่คุณสามารถซื้อมาได้จากตลาดค่ะ

สมัยก่อน (อีกเหมือนกัน) ที่เราต้องมาขูดมะพร้าวใช้เองด้วยกระต่ายขูดมะพร้าว (เครื่องมือชนิดหนึ่งที่เขาใช้ขูดมะพร้าวกัน คนสมัยนี้คงไม่รู้จักแล้วค่ะ) มะพร้าวที่ขูดด้วยกระต่ายมันจะมีเส้นหยาบกว่ามะพร้าวที่ขูดด้วยเครื่องในสมัยนี้ค่ะ ผู้เขียนจำได้ว่า ในสมัยก่อนเราจะต้องนำมะพร้าวที่ขูดแล้วมาบุบด้วยลูกครกเพื่อให้ส่วนผสมนิ่ม เวลาคลุกกับปลาป่นแล้วจึงจะสะดวกแก่การปั้น แต่สมัยนี้ไม่ต้องใช้วิธีนั้นแล้วเราสามารถนำเอามะพร้าวที่ขูดด้วยเครื่องมาผสมกับปลาที่ป่นไว้แล้วด้วยอัตราส่วนที่เท่าๆ กัน คือปลาป่น 1 ถ้วยต่อมะพร้าวขูด 1 ถ้วยค่ะ แล้วเราก็จะเติมเกลือป่น น้ำตาลทราย ลงไปเคล้าให้เข้ากันดี ชิมดูรสชาติตามชอบก่อนที่จะใส่ไข่ขาว (ไข่เป็ด) 1 ฟองลงไปด้วย

ทีนี้คุณก็ไปคัดหอมแดงหัวสวยๆ มา เลือกให้ใหญ่สักนิด เวลาสอดไส้แล้วทอดจะได้ออกมาสวย

ก่อนอื่นคุณนำหอมแดงมาตัดแต่งให้สวยงามสักหน่อย คือถ้ามีเปลือกรุ่ยร่ายอยู่บ้างก็ดึงทิ้งไปเสียบ้าง (ไม่ใช่ปอกเปลือกนะคะ) แล้วก็ตัดรากที่บนหัวจุกออกเสียหน่อยให้ดูเกลี้ยงเกลาดี ต่อจากนั้นก็นำมีดคมๆ มาผ่าหอมออก (อย่าให้ลึกจนขาดออกจากกันนะคะ) คือกดมีดให้ลึกลงไปเพียงครึ่งเดียวแล้วแงะออกเพียงเบาๆ ทำเช่นนั้นสัก 2-3 รอยให้ห่างกันสักครึ่งเซนต์ แล้วทีนี้คุณก็ย้ายมาผ่าด้านตรงข้ามบ้างทำเช่นนั้นไปจนหมดหอม

ทีนี้คุณก็หยิบเอาหัวหอมที่ผ่าแล้วนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งก็หยิบเอาส่วนผสมของปลาแห้งมา ค่อยๆ สอดลงไปตามรอยที่คุณผ่าไว้จนปลาแห้งเต็มตามรอยที่แงะไว้ ค่อยๆ ทำไปทีละหัวๆ จนหมดหอม

เห็นไหม บอกแล้วว่ายากตอนนี้แหละ

ขั้นต่อไปจะผสมแป้งสำหรับทอด ผู้เขียนใช้แป้งทอดกรอบที่มีขายเป็นซองๆ นั่นแหละค่ะ สะดวกดีกว่าสมัยก่อนซึ่งเคยใช้แป้งข้าวเจ้ากับน้ำปูนใส

สมัยนี้แค่หาซื้อปูนก็ยังยากเสียแล้ว

ผู้เขียนนำมาดัดแปลงก็ตรงที่ใช้น้ำกะทิผสมกับแป้งทอดกรอบแทนน้ำเปล่าตามส่วนผสมที่อยู่ข้างซองก็เท่านั้นเอง

เวลาจะเอาหอมลงทอด คุณต้องค่อยๆ หยิบหอมแตะแป้งให้ทั่วเพียงข้างเดียวก่อน แล้วพลิกมือเร็วๆ เอาอีกข้างลงคลุก (เร็วๆ อีกนั่นแหละ) แล้วรีบใส่ลงไปในกระทะที่มีน้ำมันร้อนปานกลางรออยู่ ถ้าคุณโอ้เอ้ตอนเอาหัวหอมลงคลุกแป้ง หัวหอมก็อาจจะสลายตัวลงไปในอ่างแป้ง

แล้วอย่าใช้ไฟแรงนัก มันจะไหม้ค่ะ

ระหว่างที่รอให้หอมสุก อย่าไปเขี่ยเล่นนะคะ ต้องรอให้หอมเป็นสีเหลืองอยู่ตัวแล้วค่อยกลับหนเดียว ถ้ามันติดกัน คุณก็อย่าไปพยายามแยกมันออกจากกันตอนยังอยู่ในกระทะนะคะ รู้สึกว่ามันจะถือสุภาษิตรวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย อะไรทำนองนั้นแหละค่ะ ต้องรอให้เอาขึ้นจากกระทะมาทิ้งไว้ให้เย็นก่อน คุณถึงจะแกะออกจากกันได้ ตอนนี้คุณก็สามารถจะเอาจัดลงจานได้สวยงามตามใจชอบแล้วละค่ะ

แล้วก็ส่วนผสมของปลาแห้งยังเหลือจากการสอดไส้ ก็อย่าไปทิ้งเป็นอันขาด

นี่ล่ะของอร่อยละค่ะ

คุณปอกหอมใหญ่สัก 2-3 หัวเล็กๆ ใส่ครกโขลกให้แหลกนิดหน่อย นำส่วนผสมของปลาที่เหลือลงเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ เราถึงเรียกว่าลูกปลาแห้งยังไงคะ

เวลาปั้นมีเทคนิคนิดหน่อย คือต้องเบามือค่ะ กำๆ ขยับๆ มือ บีบมือไปพลางจนลูกปลาแห้งเป็นก้อนกลมแน่น

ทีนี้คุณก็นำไปชุบแป้งทอดด้วยกรรมวิธีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ถ้าคุณอ่านตั้งแต่ต้นจนจบแล้วยังวิงเวียนเป็นกำลัง ว่าทำมั้ยพิธีกรรมมันถึงได้ลำบากพิสดารปานฉะนี้

ก็ให้ไปซื้อรับประทานเอาเองก็แล้ว กันค่ะ!


หน้า 11

วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

มนต์เสน่ห์ไชน่าทาวน์ ย่านคนจีนในต่างแดน

Pic_244382

ซุ้มประตูย่านโซโห ลอนดอน

ประเทศจีนเป็นดินแดนที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และแพร่ขยายไปอยู่อาศัยในต่างแดนจำนวนมากเช่นกัน จึงไม่เป็นการประหลาดที่เราจะพบเห็นชุมชนคนจีนอยู่แทบทุกมุมโลก ทั้งในแอฟริกา อเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป หรือในทวีปเอเชียด้วยกันเอง ย่านคนจีนนี้เรียกกันว่า “ไชน่าทาวน์ (Chinatown)” ซึ่งมักจะเป็นแหล่งธุรกิจการค้าสำคัญ เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมของชาวจีน และในปัจจุบันก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในทุกประเทศ

ย่านไชน่าทาวน์แต่ละแห่งจะมีสภาพที่แตกต่างกันไป บางแห่งเป็นสลัมแออัด หลายแห่งมีความรุ่งเรืองและทันสมัย และหลายแห่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นในยุคใหม่ เพื่อให้เป็นศูนย์ธุรกิจและการจัดกิจกรรมต่างๆของสังคม ไม่เฉพาะแต่ชาวจีน แต่สำหรับท้องถิ่นในดินแดนนั้นๆด้วย

ซุ้มประตูย่านไชน่าทาวน์ นางาซิกิ

ซุ้มประตูย่านไชน่าทาวน์ นางาซิกิ

ความเป็นมาของไชน่าทาวน์หลายแห่งมีประวัติย้อนกลับไปยาวไกลในอดีต และอาจมีชื่อเรียกย่านคนจีนนั้นโดยเฉพาะ อาทิ ย่าน นางาซากิ ในญี่ปุ่น ย่าน ไบนอนโด ในกรุงมะนิลา, ฟิลิปปินส์ ย่าน ฮอยอัน ในเวียดนาม ซึ่งทั้ง 3 แห่งนี้ก่อร่างสร้างมานานกว่า 400 ปีแล้ว คือราวปี ค.ศ.1600 ย่านโกลด็อค ที่ชนจีนในนครจาการ์ตา, อินโดนีเซีย อยู่อาศัยมาตั้งแต่ ค.ศ. 1740 หรือย่าน เยาวราช ในกรุงเทพฯของเราก็มีมาตั้งแต่ราว ค.ศ. 1782 (พ.ศ. 2325)

สำหรับซีกโลกตะวันตก ไชน่าทาวน์ในนครซานฟรานซิสโก จัดว่าเป็นชุมชนคนจีนที่เก่าแก่ที่สุด และใหญ่ที่สุดของอเมริกา ก่อร่างสร้างขึ้นมาในกลางศตวรรษที่ 19 และต่อมาก็มีเกิดขึ้นในหลายเมือง ทั้งนิวยอร์ก ชิคาโก ฟิลาเดลเฟีย ไปจนกระทั่งโตรอนโตในแคนาดา โดยชาวจีนรุ่นแรกๆจะทำมาหากินด้วยแรงงาน เช่น เป็นคนงานสร้างทางรถไฟข้ามทวีป (Transcontinental Railroad) อันโด่งดังของอเมริกา เป็นกรรมกรเหมืองแร่ แต่ที่ตั้งร้านค้าขายหรือร้านอาหารก็มีบ้าง หลายคนเผชิญโชคด้วยการขุดหาทองคำในยุค “ตื่นทอง” (Gold Rush) ราว ค.ศ. 1849

ร้านอาหารจีนในย่านโซโห ลอนดอน

ร้านอาหารจีนในย่านโซโห ลอนดอน

ทว่า ประวัติศาสตร์ของสถานที่อันเป็นไชน่าทาวน์แห่งกรุงลอนดอนอันลือลั่นนั้น ย้อนยุคไปได้ไกลถึงปี ค.ศ. 1666 ครั้งที่เกิดมหาอัคคีเผาผลาญลอนดอนจนวอด วาย ทำให้ผู้คนหันมาสนใจที่ดินแถบตะวันตกของเมือง ซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่า “โซโห (Soho)” ซึ่งครั้งนั้นยังมีสภาพเป็นไร่นา โดยในปี 1677 ท่านลอร์ด เกอร์ราร์ด (Loard Gerrard) ขุนนางเจ้าของที่ดินได้ให้นักพัฒนาที่ดินเข้ามาดำเนินการสร้างถนนและอาคารต่างๆขึ้น (อ้อ คำว่า “โซโห” นั้น ว่ากันว่า มาจากเสียงกู่ร้องที่ผู้ดีอังกฤษใช้กระตุ้นหมาในเกมล่ากระต่ายครับ)

ต่อมาในศตวรรษที่ 18 บริษัท อีสต์ อินเดีย ได้จ้างกรรมกรจากประเทศจีนจำนวนหลายพันคนเพื่อทำงานในเรือสินค้า ซึ่งเมื่อเรือกลับมาถึงลอนดอน ชาวเรือจีนบางส่วนก็ขึ้นฝั่งมาทำมาหากิน โดยถึงปี 1914 ก็ได้มีร้านค้าของคนจีนตั้งอยู่ราว 30 ร้านในบริเวณใกล้ท่าเรือ เป็นร้านขายสินค้าและร้านอาหารขนาดเล็ก กับร้านบริการซักรีดเสื้อผ้า จากนั้นก็เติบโตเรื่อยมา โดยชาวชุมชนประกอบด้วยคนจีนเอง ภริยาซึ่งเป็นชาวอังกฤษ และลูกหลานเลือดผสมซึ่งเรียกว่าเด็กยูเรเชียน (Eurasian)

รูปจำลองย่านโซโห เมืองไทย

รูปจำลองย่านโซโห เมืองไทย

ถึงปี 1950 ชาวจีนในลอนดอนเริ่มค้าขายไม่คล่องและขาดแคลนที่อยู่ จึงมีการย้ายมาอยู่ในเขตโซโห ทำให้เกิดมีสถานบันเทิงยามราตรี ตลอดจนร้านค้าให้เช่าขึ้นมาก มาย ซึ่งก็เผอิญมีปรากฏการณ์ใหม่ นั่นคือทหารอังกฤษกลับคืนจากสมรภูมิสงครามโลกในดินแดน ตะวันออกไกล ทหารเหล่านั้นติดใจในรสชาติอาหารของเอเชียและแสวงหาที่กิน จึงได้เกิดภัตตาคารร้านอาหารคนจีนขึ้นในย่านโซโห ทำให้คนจีนอพยพมาขุดทองในแถบนี้ขึ้นอีกจนโด่งดัง กลายเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของชาวจีน มีทั้งศูนย์การค้าขนาดใหญ่ การบริการเดินทางท่องเที่ยวและอื่นๆจนทุกวันนี้

เอกลักษณ์เด่นๆของโซโหและไชน่าทาวน์ทั่วไปนั้นก็มีอาทิ “ประตูจีน” ซึ่งเป็นปากทวารทางเข้าที่มีซุ้มประดับงดงาม อาจมีรูปปั้นสิงโตตั้งตระหง่าน 2 ข้างเสา ซึ่งบางทีเป็นของขวัญที่เมืองจีนมอบให้มา “ประตูจีน” จัดว่าเป็นหน้าเป็นตาของไชน่าทาวน์และดึงดูดใจนักท่องเที่ยว เห็นปั๊บ ก็รู้ปุ๊บทันทีว่าที่นี่แหละคือย่านคนจีนละ

ไชน่าทาวน์ นิวยอร์ก

ไชน่าทาวน์ นิวยอร์ก

ถัดมาก็ได้แก่ป้ายชื่อถนนและตรอกซอย ตลอดจนป้ายโฆษณาตามร้านรวง 2 ข้างทาง ที่จะเป็นแบบ 2 ภาษา (Bilingual Sign) คือมีทั้งภาษาจีนกับภาษาท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ไชน่าทาวน์ลอนดอน ก็จะเห็นป้ายหรือธงที่แขวนไว้เป็นภาษาจีนกับอังกฤษควบคู่กันไปตลอดทั้งย่าน แลเห็นก็รู้ได้ทันทีเช่นกันว่าพลัดเข้ามาอยู่ในย่านโซโหแล้ว

อาคารร้านค้าต่างๆก็บ่งบอกถึงความเป็นจีน ซึ่งในอดีตนั้นส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารประเภทจับฉ่าย (chop suey) ร้านซักรีด และที่เห็นทั่วไปคือโรงสูบฝิ่น (opium dens) เพราะฝิ่นเป็นตัวช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ส่วนงานซักรีดก็ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษา (ฝรั่ง) ในการสื่อสารมากนัก และด้วยเหตุที่กุลีคนจีนครั้งโน้นไม่สามารถพาเมียมาอยู่ด้วย จึงเกิดกิจการโรงโสเภณีอาหมวยไว้บริการในบางไชน่าทาวน์ ทว่าพอย่างเข้าศตวรรษที่ 20 สภาพการณ์ต่างๆที่ว่านี้ก็ค่อยๆเลือนหายไป ไชน่าทาวน์ยุคใหม่จะมีร้านค้าทันสมัยโอ่อ่า มีภัตตาคารที่แขวนเป็ดย่างและหมูแดงยั่วน้ำลาย รวมทั้งอาหารซีฟู้ดอร่อยๆ เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ชวนให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมเยือนไชน่าทาวน์

โซโห ลอนดอน ยามค่ำคืน

โซโห ลอนดอน ยามค่ำคืน

สำหรับร้านค้าเล็กๆน้อยๆที่เป็นองค์ประกอบก็มี อาทิ ร้านขายยาจีนประเภทสมุนไพร หรือของป่าหายากจำพวกหนวดเต่าเขากระต่าย กระดูกเสือ อุ้งตีนหมี ดีงูเห่า ไปจนกระทั่งแผ่นหูฉลาม รังนกนางแอ่น ฯลฯ ล้วนเป็นเสน่ห์อีกอย่างของไชน่าทาวน์

และสิ่งที่จะขาดมิได้ก็คือ บรรยากาศของศาสนาพุทธและเต๋าที่อวลด้วยกลิ่นธูปและกำยาน ที่ชาวจีนใช้ประกอบในการบูชาเทพเจ้าที่พวกเขานับถือ และโดยเฉพาะเมื่อถึงเทศกาลสำคัญๆ เช่น ตรุษจีน ก็จะได้ยินเสียงประทัดปึงปังทุกหนทุกแห่ง มีการฉลองรื่นเริงทั้งเชิดสิงโตและแห่มังกร

ทั้งหมดนี้เป็นเอกลักษณ์และธรรมเนียมประเพณีที่ชาวจีนต่างถิ่นไม่เคยละเลยที่จะปฏิบัติ

มาดูไชน่าทาวน์ของไทยเราบ้าง แน่นอน ทุกคนควรรู้จักดีว่านั่นคือ “ย่านเยาวราช”

อาคารโรงละครเก่าแก่ในโซโห ลอนดอน

อาคารโรงละครเก่าแก่ในโซโห ลอนดอน

ความเป็นมาของถนนเยาวราช เริ่มมาจากเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริให้มีการตัดถนนให้มากขึ้นนอกเหนือจากถนนเจริญกรุง เพื่อเป็นการส่งเสริมการค้าขายให้เจริญยิ่งขึ้น และกรมโยธาธิการก็ได้ออกประกาศในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2434 แจ้งถึงการตัด “ถนนเยาวราช” เพื่อมิให้ราษฎรตกใจว่าจะซื้อเป็นของหลวง และรีบขายไปในราคาถูก

กระนั้นการก่อสร้างถนนเยาวราชมีอุปสรรคจากราษฎรและเจ้าของที่ดินหลายราย ต้องใช้เวลานานถึง 8 ปี จาก พ.ศ.2434-2443 จึงแล้วเสร็จ ได้ระยะทางยาวราว 1 กิโลเมตร จากนั้นมาถนนเยาวราชก็กลายเป็นแหล่งชุมชนของทั้งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีน เป็นย่านธุรกิจการค้า ธนาคาร ร้านค้าทอง ร้านอาหาร กระทั่ง “ตึก 9 ชั้น” ที่เป็นอาคารสูงที่สุดแห่งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ก็สร้างขึ้นบนถนนสายนี้ จนได้ชื่อจากนักท่องเที่ยวว่าเป็น “ไชน่าทาวน์”

ไชน่าทาวน์ ซานฟรานซิสโก

ไชน่าทาวน์ ซานฟรานซิสโก

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอันใกล้นี้ บริเวณใกล้เคียงถนนเยาวราชคือถนนบำรุงเมือง “ย่านโบ๊เบ๊” ก็จะมีย่านธุรกิจใหญ่เพิ่มความคึกคักขึ้นมาอีกเป็นทวีคูณ ในทำเลที่ตามหลักฮวงจุ้ยกล่าวว่าเป็น “ท้องมังกร” ค้าขายดี กำไรงาม โดยบริษัทบำรุงเมือง พลาซ่า ได้เตรียมทุ่มงบประมาณสองพันล้าน! เพื่อจัดหนัก สร้าง “โซโห” ศูนย์แฟชั่นค้าส่งครบวงจร 24 ชั่วโมง มีทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต ศูนย์อาหาร ธนาคาร ที่จอดรถ (เยาวราชหาที่จอดรถยากมาก) บนเนื้อที่กว่า 82,000 ตารางเมตร

อีกไม่นานก็คงได้รู้กันว่า “โซโห” ของไทยเราจะลือเลื่องเทียบเท่า “โซโห ลอนดอน” หรือไม่.


โดย อุดร จารุรัตน์ และ
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

หน้า 12

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

'พระอาทิตย์ตก' ทั่วไทย เคย 'เจ็บ' ไหมจ๊ะ….!

Pic_244475

แม้จะเคยมีการจัดอันดับสถานที่ที่พระอาทิตย์ตกสวยที่สุด 10 แห่ง อันได้แก่...

อันดับ 1 Sentosa Island, Singapore อันดับ 2 Ipanema Beach, Rio deJaneiro อันดับ 3 The Maldives, Indian Ocean อันดับ 4 Cape Town , South Africa อันดับ 5 Grand Canyon, Arizona อันดับ 6 Great Pyramids, Egypt อันดับที่ 7 Serengeti, Tanzania อันดับที่ 8 Taj Mahal, India อันดับที่ 9 Santorini, Greece อันดับ 10 Santa Monica Pier, Los Angeles

แต่ภาพเล่าเรื่องของ นุ-ตฤณ จันทร์สว่าง ช่างภาพไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้

คอมเมนเตเตอร์หัวใจโรแมนติกจ๋า เหมือนคนถ่ายภาพ เอาศีรษะรับประกันว่า นอกจากคุณจะอิ่มเอมไปกับภาพสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาแล้ว ความสวยงามของพระอาทิตย์ตกตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองไทย ตั้งแต่ สวนรถไฟ สวนหลวง ร.9 ภูชี้ฟ้า ภูเรือ หมู่เกาะสิมิลัน หาดป่าตอง แหลมพรหมเทพ ที่เก็บมาฝาก ตอกย้ำว่า

พระอาทิตย์ตกที่ประเทศไทยก็สวย ''ไม่แพ้ชาติใดในโลก'' !!

หน้า 13

วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

แทบสลบ! แข่งขี่มินิไบค์ขึ้นตึกใบหยกลงกินเนสส์บุ๊กครั้งแรกในโลก

ร้อยทั้งร้อยสำหรับคนที่มีโอกาสขึ้นไปรับประทานอาหารหรือชมวิวบนตึก "ใบหยก 2" ล้วนต้องพึ่งบริการ "ลิฟท์" กันทั้งนั้น เพราะถ้าจะให้ถ่อสังขารขึ้นไปบนตึก 84 ชั้น โดยปราศจาก "ตัวช่วย" หลายคนคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปสูดอากาศบนตึกที่มีความสูงที่สุดในประเทศเป็นแน่!

แต่อะไรจะเกิดขึ้น ถ้า "ตัวช่วย" ในที่นี้ กลายเป็นพาหนะ 2 ล้อ อย่างเจ้ารถมอเตอร์ไซค์ "สตาเลียน มินิ" (Stallions mini)

"มติชนทีวี" เก็บภาพบรรยากาศ การแข่งขัน "สตราเลียน มินิ ไรด์-อัพ ใบหยก 2012" (Stallions Mini Ride-up Baiyoke 2012) ปฏิบัติการขี่ขึ้นฟ้า ท้าบันทึกโลก ซึ่งมี "กินเนสส์บุ๊ก" บันทึกสถิติเป็นครั้งแรกของโลก

ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ "ยุพดี วงศ์ทวีทรัพย์" สาวน้อยคนเดียวที่ร่วมแข่งขันกับหนุ่มๆ... มาร่วมลุ้นกันว่าเธอจะสามารถพาเจ้าสตาเลียน มินิ ขึ้นไปถึงจุดหมายบนยอดตึกได้หรือไม่ พร้อมชมภาพเส้นทางทรหด ที่อาจทำให้ผู้แข่งขันหลายคนขยาดการขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นเนินไปอีกเป็นปีเลยก็ได้

หน้า 14

วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

'ผมอยากเป็นทีมชาติ' 'โจอี้บอย' สลัดแร็พโย่ว เจอแล้วความสุขบนฟ้า

Pic_245418

กำลังซุ่มซ้อมกันอย่างขะมักเขม้น สำหรับทีมพารามอเตอร์ทีมชาติไทย ที่เตรียมยกพลบินไปทำศึกเอเชียนบีชเกมส์ 2012 ครั้งที่ 3 ที่เมืองไห่หยาง มณฑล ชานตง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-22 มิ.ย.นี้

สำหรับรายการนี้ กีฬาพาราไกลดิ้ง จะมีชิงชัยกันทั้งสิ้น 4 เหรียญทอง ซึ่งไทยได้คัดเลือก 5 นักกีฬาระดับหัวกะทิ และแนวหน้าในบ้านเราไปแข่งขัน โดยหนึ่งนั้น คือ อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต หรือ "โจอี้บอย" แร็พเปอร์ชื่อดัง ที่หันไปเอาดีด้านสปอร์ตในช่วงนี้ ล่าสุดก็เพิ่งคว้าเหรียญเงิน จากกีฬาแห่งชาติ "ขอนแก่นเกมส์" เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาคล้องคอได้อีกด้วย

"ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์" มีโอกาสดีได้พูดคุยกับเจ้าพ่อแร็พเปอร์เมืองไทย ถึงชีวิตอีกแง่มุมหนึ่ง ที่เขายืนยันว่านี่แหละ คือ "เป้าหมายแรกในชีวิต" มากกว่าเส้นทางสายดนตรี ที่ดัน "เผอิญ" นำพาชื่อเสียงมาให้กับเจ้าตัวเสียอีก

ใครจะรู้ ''โจอี้บอย'' อยากเป็นทีมชาติ

ร่วมทีมชาติพารามอเตอร์ไทย ชุดลุยเอเชียนบีชเกมส์ 2012 ที่จีน มิ.ย.นี้

ร่วมทีมชาติพารามอเตอร์ไทย ชุดลุยเอเชียนบีชเกมส์ 2012 ที่จีน มิ.ย.นี้


ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วงนี้เรามักจะเห็นโจอี้บอยตั้งหน้าตั้งตาคลุกอยู่กับกีฬาเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าเจ้าตัวจะเป็นถึงผู้บริหารค่าย "ก้านคอคลับ" ในเครือ "จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่" ซึ่งเขายืนยันว่า ไม่ได้ทำไป เพราะเพียงแค่อยากปลีกตัว หนีข่าวรักๆ ใคร่ๆ ในวงการบันเทิง อย่างที่เข้าใจกัน

"ผมเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนผมอายุ 13 ผมอยู่ทีมชาติไอซ์ฮอกกี้ ผมเล่นสเก็ตบอร์ด ผมเล่นมาเยอะมาก แต่เรื่องการนำเสนอข่าว มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเล่นทีมชาติไม่เห็นมีใครรู้เลย (หัวเราะ) ผมได้แชมป์ประเทศไทย ไม่มีใครสนใจ เขียนแต่เรื่องจะคบกับใคร จะจีบกับใครมากกว่า"

"ที่มาเล่นกีฬา ไม่ใช่อยากหนีข่าว ผมเล่นกีฬามาตั้้งแต่เด็ก ความใฝ่ฝันในชีวิตผม คือ ผมอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ การเป็นนักร้องมันเป็นเรื่องรองลงมา มันเป็นเรื่องโบนัส มันเป็นเรื่องกำไรที่เป็นโอกาสที่เข้ามาในชีวิต แต่เป้าหมายแรกในชีวิตของผม คือการเป็นนักกีฬา ซึ่งมันก็มาถึงแล้ว"

สปอร์ตแมน "ตัวพ่อ" แต่ต้องเลิกหมด

กีฬา อยู่ในสายเลือด

กีฬา อยู่ในสายเลือด


พอได้ดิบได้ดี หลังจากเข้าสู่วงการบันเทิงดนตรี เขายอมรับว่า ต้องหันหลังให้กับการเล่นกีฬาที่ตัวเองชื่นชอบ โดยเฉพาะกีฬาทางน้ำเอ็กซ์ตรีม อย่าง "เวกบอร์ด" ซึ่งหลายคนในวงการการันตีว่า ฝีมือของเขา ระดับ "เซียน" เลยทีเดียว

"ด้วยอาชีพที่เรามีอยู่ เราเจ็บตัวไม่ได้ คือผมต้องเลือกกีฬาหลายประเภท แต่ก่อนผมเคยเล่นเวกบอร์ด ถ้าในวงการเวกบอร์ดเมืองไทย ไปถามดูได้ ใครฟลิปเกียร์ได้เป็นคนแรก "โจอี้ บอย ครับ" (หัวเราะ) หรือสเก็ตบอร์ด ผมต้องเลิกหมด เพราะผมเจ็บตัวไม่ได้เลย เพราะตอนที่ผมเล่นกีฬา ผมบาดเจ็บมาก เล่นแรง เล่นหนัก"

แดดร้อนอ่ะ

แดดร้อนอ่ะ


รวมถึงกีฬามวยไทย ซึ่งเขาเปิดเผยว่า เป็นทั้งแฟนคลับ และเพื่อนของ "บัวขาว ป.ประมุข" สตาร์นักมวยไทย ที่เพิ่งกลายเป็นข่าวดังหายตัวออกจากค่าย ก่อนออกมาแถลงข่าวประกาศแยกตัวกับค่ายป.ประมุข ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมไปถึง "จา พนม" นักแสดงขาบู๊ของเมืองไทยอีกด้วย

"ผมรู้จักบัวขาวครั้งแรกตอนไปญี่ปุ่น เพื่อนเป็นคนญี่ปุ่น บอกว่า มีนักมวยไทยคนหนึ่งดังมาก เก่งมาก จากนั้น เราก็ได้ยินชื่อเรื่อยมา จนกระทั่งเขามาที่ร้านอาหารของผม ก็เลยคุยกันมาตั้งแต่ตอนนั้น พอมีต่อย มีโชว์ ก็จะไปเยี่ยมไปชมตลอด ส่วน จา พนม ก็เป็นเพื่อนผมเหมือนกัน ทำให้เวลาจะไปไหนค่อนข้างอุ่นใจมากๆ (หัวเราะ) แต่ผมคงไม่คิดเล่นมวยไทยจริงจัง เพราะร่างกายเราไม่เอื้อ คงต่อยแค่ออกกำลังกายพอ"

''อยากบิน'' จุดเริ่มต้น สู่พารามอเตอร์

ติดเครื่องให้หน่อย

ติดเครื่องให้หน่อย


โจอี้บอย เล่าถึงความเป็นมาในการเล่นพารามอเตอร์ของตัวเองว่า เนื่องจากตนเห็นกีฬาชนิดนี้มานานแล้ว ก่อนที่จะรู้สึก "ปิ๊ง" เข้าเต็มเปา เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา จนทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเข้าคอร์สฝึกฝนการเล่นร่มบินกับผู้เชี่ยวชาญ จนตอนนี้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักพารามอเตอร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย

"จริงๆ เห็นมานานแล้ว แต่มาปิ๊งตอนนั่งกินข้าวอยู่ที่กาญจนบุรี อยู่ๆ เห็นบินผ่านมาตัวหนึ่ง ก็เลยคิดว่า คนเราเกิดมายังไม่เคยบินเลย และนี่ก็เป็นความฝันที่น่าจะใกล้เคียงที่สุดในการบินได้ อีกทั้งยังเป็นกีฬาการบินที่ค่อนข้างถูกที่สุด ประหยัดที่สุด อุปกรณ์อย่างราคาหลักหมื่นถึงหลักแสน 2 แสนก็แพงที่สุดแล้ว จากนั้นกลับมาถึงบ้าน เข้าอินเทอร์เน็ตหาอาจารย์ และไปเรียนกับเขา แล้วก็บินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บินแล้วมันติด

เตรียมโบยบิน ทะยานขึ้นฟ้า

เตรียมโบยบิน ทะยานขึ้นฟ้า


"มันเป็นทั้งกีฬา การท่องเที่ยว นันทนาการ และยานพาหนะ จริงๆแล้วมันเป็นกีฬาที่คนเล่นเยอะ แต่คนในเมืองอาจไม่ค่อยรู้จัก เพราะมันไม่มีที่จะบิน ส่วนใหญ่ต่างจังหวัดบินกันให้เพียบ ไม่ว่าจะบินไปเที่ยว บินทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เพราะว่าบริเวณเขาเหมาะสม แล้วยังได้เพื่อนด้วย ทุกจังหวัดมีนักบิน เราไปเที่ยวสุราษฎร์ธานี ทีมเขาก็จะพาบินไปเกาะสมุยนี้ ถ้าบินไปเชียงใหม่ เขาก็จะพาบินไปเขื่อน ดูเขื่อนแม่กวง ไปบ่อสร้าง และก็มีโอกาสได้รับใช้ชาติอีกหลายๆ ด้าน อย่างเป็นจิตอาสา เป็นต้น"

ประทับใจสุด ได้แชมป์ประเทศไทย

โชว์ลีลาการบังคับอย่างคล่องแคล่ว

โชว์ลีลาการบังคับอย่างคล่องแคล่ว


แม้จะบินมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแล้ว แต่นักร้องแร็พเปอร์ขวัญใจวัยโจ๋ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดในการบินพารามอเตอร์ เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ เมื่อปีที่แล้ว นั่นคือ การคว้าแชมป์ประเทศไทย พร้อมคว้าถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาครองได้สำเร็จ ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยคิดว่าจะทำได้มาก่อน

"ประทับใจสุดคงเป็นปีที่แล้วที่เป็นแชมป์ประเทศไทย ถ้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถือเป็นรางวัลสูงสุดของการแข่งขัน เราหวังอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยคิดว่าเราจะทำได้ แต่ว่าการแข่งขันทุกประเภท มันมีเรื่องของดวง การแข่งขันทุกประเภทมันเป็นการแข่งขันกับตัวเอง เราซ้อมมาดี แต่วันจริงจะทำได้ดีแค่ไหน มันก็เป็นเรื่องของดวง เรื่องของลม เรื่องดินฟ้าอากาศ ทุกอย่างมีส่วนสำคัญ"

ยอมรับเป็นกีฬาที่เสี่ยง

โชว์บินเหนือต้นไม้

โชว์บินเหนือต้นไม้


สำหรับกีฬาพารามอเตอร์ จะมีกติการแข่งขันกันหลากหลาย โดยสามารถแบ่งแยกประเภทคร่าวๆ ได้แก่ ครอสคันทรี (cross country) ซึ่งต้องบินหาพิกัดให้ถูกจุด ภายในระยะเวลาที่ประมาณการ, ประเภทอีโคโนมิก (economic) หรือการบินประหยัดเชื้อเพลิง และประเภทสลาลม (slalom) หรือการบินเรียดอยู่กับพื้น คล้ายๆกับการแข่งรถหรือเจ็ตสกี ที่ต้องมีการเลี้ยวเข้าทุ่น ซึ่งโจอี้บอยยอมรับว่า ตนเองถนัดประเภทนี้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ปฏิเสธว่า พารามอเตอร์เป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่มีความเสี่ยงในการเล่นไม่น้อย แต่เชื่อว่า หากนักกีฬาได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และมีสติ ก็จะช่วยให้เปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นแทบจะเป็น "ศูนย์" เช่นกัน

ยิ้มกลางอากาศ

ยิ้มกลางอากาศ



"ยิ่งเป็นกีฬาที่เสี่ยง เราก็ต้องใช้ความระมัดระวังปลอดภัยมากขึ้นอีกหลายเท่า กีฬาประเภทนี้ ไม่ใช่ว่า เครื่องดับแล้วลงมาจอดเลย มันต้องมีทักษะ ถามว่า เครื่องดับอันตรายไหม เครื่องดับก็จะร่อนลงช้าๆ ปกติทั่วไป แต่ถ้าคนไม่เคยฝึกซ้อม ก็จะไม่รู้ว่าจะไปลงตรงไหน หลังคา เสาไฟฟ้า หรือลานกว้างๆ ดังนั้นอยู่ที่เราฝึกฝน ซึ่งถ้าเราฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว อันตรายก็ไม่มีแน่นอน"

"กีฬาพารามอเตอร์ ต้องใช้สติเยอะมากกว่ากำลัง เพราะมันพลาดไม่ได้ มันไม่เหมือนกีฬาพวกนั้น ที่เมื่อพลาดก็บาดเจ็บขาหัก แต่อันนี้พลาดไม่ได้ อันนี้พลาดแล้วเรื่องใหญ่ พอไม่พลาด มันก็ช่วยเซฟเรื่องอาการบาดเจ็บไปในตัว กีฬานี้เลยเป็นกีฬาที่ผู้ใหญ่เล่นเยอะ คอนโทรล ใจเย็น มีสติมาก ผมรู้สึกว่า ผมเล่นกีฬาได้เหมาะกับวัยผมแล้ว (หัวเราะ)"

หวิดได้ไปสวรรค์จริงๆ

ซวยและ เครื่องไม่ติด

ซวยและ เครื่องไม่ติด


แต่ถึงจะรู้และเชี่ยวชาญ ขนาดนี้ โจอี้บอย ก็เคยมีประสบการณ์ "เฉียดตาย" มาแล้วเช่นกัน จากอุบัติเหตุระหว่างทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครกู้ภัย ช่วยเหลือน้ำท่วมใหญ่ ในเขตปริมณฑล จังหวัดนนทบุรี และปทุมธานี เมื่อปลายปี พ.ศ.2554

"มันไม่ใช่เกิดจากการเล่น แต่เกิดจากการที่เราเลือกที่จะเสี่ยงเอง อย่างช่วงน้ำท่วมที่มีข่าว โดนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ เป็นภารกิจทางทหารขอมาให้เราบินสำรวจเส้นทางน้ำท่วม ซึ่งถือเป็นภารกิจที่เสี่ยงบินเข้ามาในเมือง และพื้นล่างเป็นน้ำหมด เพราะฉะนั้น ถ้าตกลงมาเดือดร้อนแน่ อุปกรณ์ป้องกันที่เรามี คือ ร่มสำรองตัวที่สอง หากเกิดอะไรขึ้นมา อุปกรณ์ชูชีพมันจะช่วยเซฟได้ในประมาณหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ปกติ ร่มบินหลายๆคนก็จะเข้าไปช่วยงานกู้ภัยอยู่แล้วเหมือนกัน"

ฝันเป็นจริงแล้ว แต่ยังไม่หยุด!

เมื่ออยู่บนท้องฟ้า ต้องมีสติตลอดเวลา

เมื่ออยู่บนท้องฟ้า ต้องมีสติตลอดเวลา


กับรายการใหญ่ระดับนานาชาติครั้งแรก โจอี้บอย ยอมรับว่า ตนเองไม่ได้กดดันอะไรมากมาย เพราะรู้สึกว่าได้เติมเต็มความฝันเรียบร้อยไปแล้ว นับตั้งแต่ได้แชมป์ประเทศไทย อย่างไรก็ดี เชื่อว่า โอกาสครั้งนี้ ทัพร่มบินทีมชาติไทย มีลุ้นที่จะสร้างประวัติศาสตร์ได้เช่นกัน

"จริงๆ ผมสุดไปแล้ว ตั้งแต่ผมได้แชมป์ ผมรู้สึกว่า ผมได้ทำตามฝันแล้ว การมาติดทีมชาติ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เผอิญมีแมตช์ใหญ่แข่งขัน เป็นครั้งแรกของพารามอเตอร์ ในกีฬามวลชน อย่างเอเชียนเกมส์ ผมตั้งเป้าอย่างน้อย ทีมไทยต้องมีเหรียญกลับมา เพราะผมเชื่อว่า ทีมไทยมีฝีมือติด 1 ใน 5 ของโลก ฉะนั้น ถ้าในระดับเอเชีย แน่นอนเราไม่เป็นรองใคร"

ภาพลักษณ์ศิลปิน 'ขี้เหล้า-เมายา'

จริงจังในการให้สัมภาษณ์

จริงจังในการให้สัมภาษณ์


กับข่าวคราวที่เรามักเห็นกันอยู่บ่อยๆ กรณีที่ศิลปินนักร้อง ถูกโยงภาพลักษณ์ที่ไม่ดีๆ อย่างประเด็นเรื่องของ "ติดเหล้า-เมายา" ซึ่งโจอี้บอย ยอมรับว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ตนคงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปแสดงความคิดเห็นใดๆ ได้ แต่ก็เชื่อว่า ศิลปินแต่ละคนก็มีความเชื่อ ความชอบที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับตัวเอง สิ่งที่หายใจเข้า หายใจออก คือ "กีฬา"

"ส่วนตัวของผม จริงๆแล้วอย่างที่บอก เป้าหมายในชีวิตผมอยากเป็นนักกีฬามากกว่านักดนตรีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การเป็นนักร้องก็เป็นอาชีพ ส่วนกีฬาก็เป็นสิ่งที่เราทำ เพื่อความบันเทิง และก็สนุก ผมว่าผมเป็นคนชอบเอาชนะ แต่งานที่เราทำมันงานเป็นศิลปะ อย่างงานเพลง งานหนัง มันเอาชนะกันไม่ได้ มันเป็นศิลปะ แต่กีฬานี่แน่นอน วัดกันไปเลย"

พร้อมจะบินแล้วครับ

พร้อมจะบินแล้วครับ


ทิ้งท้าย โจอี้บอย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ชีวิตในวัย 36 ปี ของเขา หมดไปกับเกมกีฬาเป็นส่วนใหญ่ หลังจากผ่านพ้นช่วงวัยที่อยากรู้ อยากลอง มาแล้ว

"ตอนนี้ชีวิตครึ่งๆ ระหว่าง กีฬากับบันเทิง กีฬาอาจจะเกินมาด้วยซ้ำ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ผมเล่นสารพัดอย่างเหลือเกิน ทั้งตีกอล์ฟ ยิงธนู เจ็ตสกี พายเรือ ฯลฯ ส่วนใหญ่เล่นสนุกสนาน เพราะช่วงวัยรุ่น ผมเที่ยวเตร่ กินเหล้า ทำมาหมดแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในช่วงที่โตแล้ว เราเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นผู้ใหญ่มันทำให้เรามีสติ รู้ว่าอะไรสนุก ไม่สนุก และความสนุกแบบสำมะเลเทเมามันก็ผ่านไปแล้ว และมันก็คงเป็นความสนุกแบบนี้ที่เราค้นหา"

Twitter : Thairath_sport

หน้า 15

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

นักวิชาการญี่ปุ่นเปรียบ "จักรพรรดิ" เป็น "อากาศ" - "ขาดไม่ได้" แต่ "เบา" มากจนเหมือนไม่มี

เรียบเรียงโดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว



เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2555 ศาสตราจารย์โยชิฟูมิ ทามาดะ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต แห่งประเทศญี่ปุ่นบรรยายสาธารณะ เรื่อง "ประชาธิปไตยใต้ร่มพระบารมี: กรณีศึกษาจักรพรรดิญี่ปุ่น" ที่ห้อง 103 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ศาสตราจารย์ทามาดะ บรรยายตอนหนึ่งเปรียบเทียบบทบาทของ อดีตจักรพรรดิญี่ปุ่น 3 พระองค์ ประกอบด้วย จักรพรรดิเมจิ (Meiji) จักรพรรดิไทโช (Taisho) และจักรพรรดิโชวะ( Showa) ว่า รัฐธรรมนูญ 1889 สมัยเมจิไม่ได้กำหนดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ไม่ได้บอกว่าเป็นของประชาชน คนเข้าใจหรือตีความว่าเป็นของจักรพรรดิ แต่นักวิชาการด้านกฎหมายตีความว่าเป็นของรัฐไม่ใช่จักรพรรดิ อย่างไรก็ตามสมัยนั้นอำนาจการปกครองของจักรพรรดิมีมากทั้ง 3 อย่าง

ในอำนาจ "นิติบัญญัติ" จักรพรรดิร่างกฎหมายร่วมกับรัฐสภา คนที่ยุบสภาก็เป็นจักรพรรดิ

สำหรับอำนาจ "บริหาร"รัฐธรรมนูญเขียนว่า จักรพรรดิใช้อำนาจบริหารโดยผ่านคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ให้คำแนะนำและรับผิดชอบ ขณะที่ในทางปฏิบัติ จักรพรรดิตั้งนายกรัฐมนตรี ตามคำแนะนำของที่ปรึกษาส่วนตัว ไม่ใช่คำแนะนำของที่ปรึกษาหรือคณะรัฐมนตรี ฉะนั้น จักรพรรดิเลือกใครก็ได้ ปลดก็ได้ตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น นายกรัฐมนตรี จึงมีฐานะเท่ากับรัฐมนตรี เพราะคนที่ควบคุมรัฐมนตรีได้ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี แต่เป็นจักรพรรดิ แล้วนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อจักรพรรดิ ไม่ใช่รับผิดชอบต่อรัฐสภา ไม่ใช่รับผิดชอบต่อประชาชน ถ้าผิดอะไรก็ต้องขอโทษต่อจักรพรรดิ ไม่ใช่ขอโทษรัฐสภาหรือประชาชน


อำนาจที่ 3 "ตุลาการ"ศาลใช้อำนาจในนามของจักรพรรดิ นอกจากนั้น จักรพรรดิยังมีอำนาจพิเศษ คือเป็นจอมทัพ ควบคุมทหาร หมายความว่า รัฐสภา จะยุ่งเกี่ยวกับทหารไม่ได้ แล้วคณะรัฐมนตรีก็ยุ่งไม่ได้ ส่วนรัฐมนตรีก็มีทั้งรัฐมนตรีฝ่ายทหารบกและรัฐมนตรีฝ่ายทหารเรือ อาจจะเห็นไม่ตรงกันถึงตัวคนที่จะตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นับว่ามีเรื่องยุ่งยาก จึงขึ้นอยู่กับอำนาจจักรพรรดิ ถ้าจักรพรรดิตั้งใครก็โอเค แต่อำนาจจักรพรรดิในสมัยจักรพรรดิโชวะ จะแตกต่างกัน

ที่ปรึกษาของจักรพรรดิเมจิมี 3 ส่วน ประกอบด้วย "องคมนตรี" แต่องคมนตรีของญี่ปุ่น มีบทบาทไม่มาก ที่สำคัญคือ อีก 2 ส่วน ได้แก่ "ราชเลขา" และ "รัฐบุรุษอาวุโส" 2 ส่วนนี้สำคัญมาก ราชเลขาและรัฐบุรุษอาวุโส เป็นสถาบันนอกรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจมาก มีบทบาทสูงมาก ที่สำคัญคือ รัฐบุรุษอาวุโส หารือกับ จักรพรรดิเมจิ บ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแต่งตั้งให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี หรือจะกำหนดวันเลือกตั้งเมื่อไหร่ หรือจะแต่งตั้งใครเป็นผู้บัญชาการทหารบก


นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น อธิบายว่า จักรพรรดิไม่ใช่เผด็จการ แต่เป็นผู้ประสานงาน เพราะผู้นำฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ต้องมีคนประสานประนีประนอมให้คุยกัน ฉะนั้น บทบาทที่สำคัญคือเป็นผู้ประสาน

"คุณสมบัติของผู้ประสาน คือ ทุกฝ่ายต้องมองว่า คนนี้มีความเป็นกลาง มีความยุติธรรม ยอมรับได้ ถ้าไม่เป็นกลาง แล้วถูกคนมองว่าทำเพื่ออีกฝ่าย ก็จะไม่มีความน่าเชื่อถือ เกิดการไม่ยอมรับจักรพรรดิ แต่ถ้าทุกฝ่ายยอมรับในตัวจักรพรรดิ เรื่องอะไรสำคัญก็จะตกลงกันได้ เพราะฉะนั้น จักรพรรดิต้องระมัดระวังมาก ต้องเป็นกลาง ต้องเป็นธรรม กับทุกฝ่าย"

อีกอย่างหนึ่งสมัยเมจิถูกมองว่า แรกๆ ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ต่อมาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น คือมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา มีการเลือกตั้ง มีการตั้งรัฐบาล สาเหตุสำคัญที่รีบตั้งรัฐสภา เพื่อเก็บภาษี เก็บภาษีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างกองทัพเข้มแข็ง เป็นการตั้งรัฐสภาอย่างมีเป้าหมาย ส่วนประชาชนก็ยอมเสียภาษีเพื่อให้นำไปสู้กับจีนและรัสเซีย แต่ภาษีสมัยนั้น การเสียภาษีก็แพงมาก ต้องประนีประนอมโดยตั้งรัฐสภา เพื่อให้มีสิทธิที่จะพูดอะไรในรัฐสภา เพื่อให้มีการเสียภาษี

ถ้าเทียบเป็นสมัยของจักรพรรดิ 3 พระองค์ ก่อนสงคราม บางยุคจักรพรรดิมีอำนาจ หรือบทบาทเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ คือรัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้จักรพรรดิมีอำนาจเท่านี้ แต่จริงๆ จักรพรรดิมีอำนาจมากกว่า แล้วก็เรียกนายกรัฐมนตรีไปเข้าพบ และสื่อสารกับนายกรัฐมนตรีว่าอยากจะทำอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ โดยเป็นบทบาทนอกขอบเขตรัฐธรรมนูญ

จักรพรรดิเมจิสื่อสารกับนายกรัฐมนตรีมาก ส่วนจักรพรรดิไทโชไม่สื่อสารอะไรเลย ไม่ได้ให้ผู้นำเข้าเฝ้า ส่งผลให้ยุคที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด คือยุคที่จักรพรรดิมีบทบาทน้อยที่สุด


ต่อมา เมื่อถึงยุคจักพรรดิโชวะ ก็กลับมาสื่อสารกับผู้นำประเทศมากอีกครั้ง หลังสงคราม แม้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำหนดให้จักรพรรดิไม่มีบทบาททางการเมือง แต่จักรพรรดิโชวะก็ยังเรียกนายกรัฐมนตรีให้เข้าเฝ้าอยู่บ่อยๆ


"ถ้าเทียบจักรพรรดิ 3 พระองค์ จะเห็นได้ว่าบทบาทจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับตัวจักรพรรดิ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเฉพาะรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่จักรพรรดิเป็นปัจจัยที่สำคัญ"


นอกจากนั้น นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น อธิบายว่า ถ้าเทียบจักรพรรดิกับนายกฯ แล้ว จักรพรรดิมีประสบการณ์ทางการเมืองมากกว่า เพราะว่ามีตำแหน่งตลอดชีวิต แต่นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งแค่ไม่กี่ปี
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับจักรพรรดิเมจิแล้ว จักรพรรดิโชวะไม่มีที่ปรึกษาที่ดี เพราะที่ปรึกษาก็มาจากคนในรุ่น 2-3 นับจากสมัยเมจิ ฉะนั้น ความรู้หรือแนวความคิดอะไรต่างๆ ก็เปลี่ยนไปแล้ว

คนรุ่น 2-3 มองจักรพรรดิเมจิเป็นจักรพรรดิในอุดมคติ ที่เป็นเหมือนเทวดา รู้อะไรหมด ทำอะไรได้หมด มองอย่างนั้น เพราะว่าท่านเสียชีวิตไปแล้ว คนรุ่นหลังก็ไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าอะไรเป็นยังไง ได้แต่สร้างภาพพจน์ที่ดีมาก และมองจักรพรรดิโชวะว่าต้องเป็นจักรพรรดิตามอุดมคติแบบนั้น ทำให้จักรพรรดิเข้าใจผิดว่า พระองค์เองต้องทำตัวเป็นจักรพรรดิที่อยู่ในอุดมคติ เพราะฉะนั้นจักรพรรดิโชวะจึงถูกนักประวัติศาสตร์ มองว่ามีความผิดพลาด 3 ครั้ง เป็นสาเหตุใหญ่ให้เกิดสงคราม

เหตุการณ์ที่ 1 โชวะขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิในปี 1926 ปี 1929 จักรพรรดิบังคับนายกฯ ให้ออกจากตำแหน่ง นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น บอกว่า นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่จักรพรรดิบังคับนายกฯ ให้ออก ทั้งที่ถ้าอยากจะให้ออกต้องคุยกันก่อน ต้องตกลงกันก่อน หลังจากนั้น จักรพรรดิถูกทหารกับฝ่ายขวาโจมตีว่าผิดประเพณี ผิดระเบียบ ไม่รักษาหน้าฝ่ายบริหาร แล้วก็นายกฯ ที่ถูกบังคับให้ออกก็เป็นอดีตทหารด้วย เพราะฉะนั้น ทหารจึงไม่พอใจอย่างมาก แต่หลังจากนั้น จักรพรรดิก็ไม่กล้ากระทำเช่นนั้นอีก เพราะถูกโจมตีมาก

เหตุการณ์ที่ 2 คือในปี 1930 ประเทศมหาอำนาจคุยเรื่องลดจำนวนเรือรบ เช่น ญี่ปุ่นกับอังกฤษคุยกัน ญี่ปุ่นก็ยอมลดจำนวนเรือรบ แต่ว่าทหารเรือญี่ปุ่นไม่ยอม จึงกลายเป็นทหารเรือค้านรัฐบาลญี่ปุ่น แต่จักรพรรดิไม่ประสานงานประนีประนอม

เหตุการณ์ที่ 3 ปี 1931 เป็นเรื่องใหญ่มาก ทหารญี่ปุ่นบุกจีนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจักรพรรดิเป็นครั้งแรก เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างรุนแรงมาก แต่ว่าจักรพรรดิไม่ต่อว่าอะไร เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้จักรพรรดิจะคุมทหารไม่ได้ ทหารจะทำอะไรตามใจ คือบุกจีนต่อ ควบคุมไม่ได้ แล้วก็ทหารชั้นล่างก่อกบฎ 2 ครั้ง รัฐบาลควบคุมทหารไม่ได้อีกด้วย เป็นสมัยที่ยุ่งยากมาก และสมัยนั้น ปี 1935 มีนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งประกาศว่าอำนาจอธิปไตยอยู่ที่จักรพรรดิ ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ แต่ว่าในช่วงนั้น คือก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกฝ่ายขวาและทหารกลับกดดันให้นายกรัฐมนตรีประกาศหลักการดังกล่าว ต่อมาปี 1936 เกิดการกบฏ ทหารรัฐประหาร แต่ไม่สำเร็จ เพราะทหารรัฐประหารโดยต้องการจักรพรรดิที่เป็นเผด็จการ ไม่เอารัฐสภา ต้องการให้จักรพรรดิและทหารจับมือกันปกครองญี่ปุ่น จักรพรรดิบอกว่า ไม่เอา ทหารจึงทำไม่สำเร็จ


จักรพรรดิโชวะ ตัดสินใจ "อย่างเป็นทางการ" ในชีวิต 2 ครั้ง ในขณะที่มีอำนาจมาก แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการพูดคุยแบบปิดลับ หนึ่งในการตัดสินใจนั้น คือกรณีกบฏ 1936 จักรพรรดิบอกว่าตัวเองจะปราบปรามทหารที่เป็นกบฏซึ่งเป็นทหารรักษาพระองค์ คือคนที่ใกล้กับจักรพรรดิมากที่สุด เพราะฉะนั้น จักรพรรดิต้องปราบปรามคือไม่ยอมรับการกบฏ


หลังเหตุการณ์นั้น นายทหารหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกบฏก็โยกย้ายไปอยู่ประเทศจีน เพราะฉะนั้น นายทหารชั้นผู้ใหญ่จึงเหลือน้อยลง นอกจากนี้ นายทหารชั้นผู้น้อยก็ไม่เชื่อฟังทหารชั้นผู้ใหญ่ เพราะเมื่อครั้งที่เขารัฐประหาร นายทหารชั้นผู้ใหญ่บอกว่า โอเคดีแล้ว เราจะทำด้วย แต่เมื่อทำแล้ว กลับมีแต่ทหารชั้นผู้น้อยเข้าร่วมเท่านั้น ทหารชั้นผู้ใหญ่ไม่มีใครเข้าร่วม ดังนั้น ทหารชั้นผู้น้อยก็เลยไม่พอใจกับทหารชั้นผู้ใหญ่ ด้วยเหตุ 2 อย่างนี้ ทหารจึงควบคุมกันไม่ได้


ขณะเดียวกัน นายทหารที่ขึ้นมามีตำแหน่งสูงๆ ก็กลายเป็นนายพลที่คุยภาษาข้าราชการพลเรือน เพราะทหารอาชีพที่เก่งด้านการสู้รบก็คุยเรื่องอื่นไม่ได้ เช่น คุยงบประมาณไม่ได้ แต่ถ้าเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือนก็อธิบายได้ แต่ทหารบางคนก็มีความสามารถด้านนี้ คนแบบนี้ขึ้นมามีตำแหน่งสูงๆ นายพลคนหนึ่งที่จักรพรรดิโชวะโปรดที่สุด คือนายพลที่มีความสามารถด้านนี้คือ เป็นทหารที่มีความสามารถอย่างข้าราชการพลเรือน ขณะที่ทหารชั้นผู้น้อยเมื่อยืนในสนามรบก็มองว่าทหารชั้นผู้ใหญ่แบบนี้ ใช้ไม่ได้ ทหารจึงควบคุมกันไม่ได้อีก


ก่อนเกิดสงคราม มีปัญหาโครงสร้างอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญสมัยเมจิต้องอาศัยจักรพรรดิ ถ้าไม่มีจักรพรรดิ แต่ละฝ่ายก็ทะเลาะกัน ไม่จบ ถ้าไม่มีจักรพรรดิ ก็ต้องมีรัฐบุรุษอาวุโส แต่รัฐบุรุษอาวุโสรุ่นแรกเสียชีวิตไป ส่วนรุ่นสองคนที่ใช้ได้ก็ไม่มีแล้ว ฉะนั้น ไม่มีใครควบคุมใครได้


การตัดสินใจครั้งที่ 2 คือจักรพรรดิโชวะ คือยอมจบสงคราม หลายคนคิดว่าทำไมไม่หยุดทหารทำสงครามตั้งแต่แรก ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่ทราบคำตอบ ว่าทำไมไม่ห้ามตั้งแต่แรก

ศาสตราจารย์ทามาดะ กล่าวถึงกรณีที่ว่าถ้าหากญี่ปุ่นไม่แพ้สงคราม แล้วสถาบันจักรพรรดิจะเป็นอย่างไร ว่า ถ้าญี่ปุ่นชนะสงคราม ภาพอาจจะน่ากลัว ขณะเดียวกัน ก็อาจจะมีการปฏิวัติจากรัสเซียเข้ามา ถ้ารัสเซียเข้ามา จะมีชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย จับมือกันไม่เอาระบบ "เผด็จการจักรพรรดิ" แต่เมื่อแพ้สงครามแล้ว จักรพรรดิก็หมดอำนาจไปแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีการปฏิวัติ จึงเป็นการรักษาสถาบันจักรพรรดิเอาไว้ได้

จักรพรรดิยอมแพ้ช่วงสงคราม เพราะคนญี่ปุ่นเสียชีวิตประมาณ 3 ล้านกว่าคน แต่ยังชนะสงครามไม่ได้ ถ้าไม่หยุดก็เสียชีวิตอีก ถ้าไม่มีประชาชน ก็ไม่มีประเทศ จักรพรรดิก็มีไม่ได้ จึงต้องตัดสินใจ โดยคิดเรื่องประชาชนและประเทศด้วย


ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของญี่ปุ่นที่เขียนขึ้นหลังสงคราม มาตราแรกๆ พูดถึงจักรพรรดิ กำหนดให้จักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ มาตรา 4 เขียนว่าจักรพรรดิไม่มีอำนาจเกี่ยวกับการเมืองและรัฐบาล มาตรา 8 ห้ามบริจาคและรับบริจาคทรัพย์สินเกินกำหนด


สำหรับเรื่องงบประมาณต่อปี เนื่องจากจักรพรรดิไม่มีทรัพย์สิน จึงต้องอยู่ด้วยงบประมาณของรัฐบาล โดยแบ่งเป็นสำหรับใช้ส่วนตัว 324 ล้านเยน กิจกรรมทางการ 5,683 ล้านเยน เงินเพื่อรักษาศักดิ์ศรีตระกูลจักรพรรดิ 288 ล้านเยน ดูเหมือนไม่มากเท่าไหร่ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นรู้สึกว่ามากพอสมควร อีกเรื่องคือ ห้ามบริจาคและรับทรัพย์สินเกินข้อกำหนด คือ ห้ามบริจาคให้ใครเกิน 18 ล้านเยน รับบริจาคได้ 6 ล้านเยน ถ้าสมมติรับบริจาครถคันเดียวก็ครบแล้ว ส่วนพระราชโอรสและพระราชธิดาของจักรพรรดิ ให้บริจาคได้ไม่เกิน 1.6 ล้าน ถ้าอายุยังไม่ถึง 20 ให้ได้แค่ 1.35 ล้านเยน

ศาสตราจารย์ทามาดะ กล่าวว่า สถานะจักรพรรดิญี่ปุ่นถูกโจมตีจากฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา โดย "ฝ่ายซ้าย"มองว่าไม่ควรต้องมีจักรพรรดิแล้ว แล้วก็ตำหนิจักรพรรดิว่าไม่รับผิดชอบเรื่องสงคราม ขณะที่ "ฝ่ายขวา" พยายามจะใช้จักรพรรดิเป็นเครื่องมือ บางทีก็วิจารณ์ว่าจักรพรรดิองค์ปัจจุบันทรงอ่อนแอมากไป ต้องกล้ามากกว่านี้ แล้วฝ่ายขวาไม่ยอมให้ผู้หญิงเป็นจักรพรรดิ

ส่วนกลุ่มผู้มีอำนาจที่แวดล้อมจักรพรรดิ ทั้ง 3 กลุ่มในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันจะไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง "รัฐบุรุษอาวุโส" อีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิญี่ปุ่นทรงระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เมื่อทรงถูกโจมตีมากก็ไม่โต้ตอบกับฝ่ายซ้ายและไม่ยอมถูกฝ่ายขวาใช้ โดยพยายามอย่างมากในการวางตนให้เป็นกลาง

"จักรพรรดิระมัดระวังมากเป็นพิเศษหลังสงคราม สาเหตุเพราะอะไรนั้น ผมคิดว่า จักรพรรดิอยู่ได้เพราะมีประชาชน ถ้าไม่มีประชาชนแล้ว จักรพรรดิก็อยู่ไม่ได้ แล้วถ้าประชาชนไม่สนับสนุนก็อยู่ลำบาก เพราะฉะนั้น พยายามไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ยอมรับจักรพรรดิแล้ว อยากจะให้คิดว่า ต้องมีจักรพรรดิ แต่จักรพรรดิไม่ต้องมีอำนาจมาก อยากจะให้คิดว่า จักรพรรดิเหมือนอากาศ ที่ขาดไม่ได้ แต่ไม่รู้สึกว่ามี มันเบามาก จักรพรรดิจะระมัดระวังมาก"

หน้า 16

วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

เกมลับสมองคม?

สมองก็เหมือนอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ที่ต้องหมั่นออกกำลังสม่ำเสมอ เพื่อชะลอความเสื่อม ล็อกความแข็งแรงให้คงประสิทธิภาพยาวนาน หนึ่งในเทคนิคยอดนิยม คือ การเล่นเกม!! ซึ่งเกมที่ว่านี้ นอกจากได้ความเพลิดเพลินแล้ว สมองยังได้ประโยชน์เต็ม ๆ

อย่างเกมปริศนาอักษรไขว้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ซึ่งกระบวนการหาคำศัพท์ให้ตรงกับความหมายโจทย์ แล้วเขียนตอบในช่องว่างที่ไขว้ไปมา ช่วยเพิ่มทักษะการใช้คำศัพท์ สะกดคำ และกระบวนการคิดหาเหตุผล

ส่วนเกมจับผิดภาพ จับคู่ หรือ หาของในภาพภายในเวลาจำกัด ช่วยเสริมทักษะความจำ จินตนาการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฝึกสายตา สร้างสมาธิ และความอดทน ทำให้สมองตื่นตัว

ขณะที่ เกมหมากกระดาน เช่น หมากล้อม โดยวางหมากบนจุดตัด ต่างฝ่ายสลับกันวางทีละเม็ด หากฝ่ายใดโดนล้อมทั้ง 4 ด้าน จะถูกกินหมากด้านใน และเสียแต้มให้อีกฝ่าย หรือ เสียพื้นที่ ซึ่งกระบวนการสร้างแต้มให้ได้มากกว่าฝ่ายตรงข้ามนี้ ช่วยพัฒนาไอคิว การจัดลำดับความคิดอย่างเป็นแบบแผน-ขั้นตอน ฝึกสมาธิ และความสงบนิ่งได้ดี

สนุกคิดเลขในเกมซูโดะคุ กับการใส่ตัวเลข 1-9 ให้ครบทุกตัวในแต่ละแถว ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน ตรงตำแหน่งที่ควรจะเป็น ซึ่งการไขปริศนาจากตัวเลขที่แวดล้อมดังกล่าว ช่วยฝึกวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ-มีเหตุผล กระตุ้นการคิดอย่างรวดเร็ว พัฒนาความจำ และการสังเกต

และเกมจิ๊กซอว์ การมองชิ้นส่วนขนาดเล็กให้เป็นภาพองค์รวม เป็นการฝึกประสาทสัมผัสเชื่อมโยงระหว่างรูปทรง และความคิด เสริมสร้างจินตนาการ พัฒนาความจำ เพิ่มทักษะความพยายาม ละเอียดรอบคอบ และการใช้สายตา

เหล่านี้เป็นหนึ่งทางเลือกออกกำลังกายสมองแบบเบา ๆ ลองแบ่งเวลามาเช็คความฟิตกัน.

หน้า 17

วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

"แอปเปิล"มีมูลค่ามากกว่า"โปแลนด์"จริงหรือ ถ้าคำตอบคือ"ไม่" แล้วอะไรคือเหตุผล?

หากยังจำกันได้ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่มีข่าวหนึ่งกล่าวว่า "ที่มูลค่าบริษัทที่ 500,000 ล้านดอลลาร์ แอปเปิลมีมูลค่ามากกว่าประเทศโปแลนด์"

แล้วจริงๆมันเป็นเช่นนั้นหรือ? คำตอบก็คือไม่ มาดูกันว่าทำไม

จาการที่เว็บไซต์ของซีเอ็นเอ็น นำเสนอข่าวนี้เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ซึ่งถูกสื่อต่างๆทั่วโลกนำไปขยายความจนเสียใหญ่โต

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความจริงที่น่าทึ่งก็คือ มูลค่าหุ้นของแอปเปิล ณ จุดหนึ่งเคยพุ่งขึ้นสู่หลัก 5.06 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีของโปแลนด์ ซึ่งอยู่ที่ราว 470,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเทียบเป็นประเทศ แอปเปิลจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 20 ของโลก

เมื่อมองถึงความเป็นจริง พบว่าการเปรียบเทียบเช่นนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และไม่สมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง

ทั้งนี้เป็นเพราะมูลค่าการตลาดของบริษัทหนึ่งบริษัทใด จะเชื่อมโยงกับมูลค่าด้านผลกำไรในอนาคต ซึ่งแตกต่างจากจีดีพีโดยสิ้นเชิง ที่เป็นการวัดมูลค่าของสินค้าและบริการที่แต่ละประเทศผลิตได้ในแต่ละปี

ด้านศาสตราจารย์พอล เดอ เกราว์ จากลอนดอน สคูล ออฟ อีโคโนมิกส์ ให้เหตุผลว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่จะเปรียบเทียบขนาดของบริษัทกับประเทศ แต่ต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบ โดยใช้วิธีการพยาการณ์อัตราการเติบโตด้านจีดีพีของโปแลนด์ในอนาคต ดังนั้นแล้ว จึงจะสามารถใช้จีดีพีและอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน และเมื่อคำนวณออกมาแล้ว พบว่า โปแลนด์มีจีดีพีที่มากกว่าเดิมถึง 5 เท่า หรือตกราว 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าแอปเปิล

นอกจากนั้น ยังมีอีกวิธีที่ได้รับการยอมรับก็คือ การคำนวณ"มูลค่าเพิ่ม"ของแอปเปิล และนำไปเปรียบเทียบกับจีดีพีของโปแลนด์ ซึ่งทั้งสองวิธีดูสมเหตุสมผลมากที่สุด เนื่องจากจีดีพี เป็นมาตรการที่มีความจำเป็นต่อมูลค่าเพิ่ม หรือมูลค่าของสินค้าและบริการของแต่ละประเทศ เมื่อนำไปหักกับยอดการนำเข้า

ศ.เกราว์ ยังกล่าวว่า เราสามารถนำยอดขายของแอปเปิลและไปหักลบกับทุกอย่างที่อยู่ในไอโฟน แต่ที่สำคัญก็คือ แอปเปิลไม่ได้ผลิตชิ้นส่วนสินค้าด้วยตนเองทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นชิพ หรือหน้าจอ ที่ยังคงต้องจ้างผลิตในจีน และผลต่างที่ได้ก็คือ สิ่งที่เราสามารถเรียกว่าเป็นมูลค่าเพิ่มที่แท้ของแอปเปิล และนำไปเปรียบเทียบกับจีดีพี ซึ่งก็คือมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของโปแลนด์

ศ.เกราว์ระบุคร่าวๆว่า โดยวิธีข้างต้น มูลค่าที่เกี่ยวข้องของแอปเปิลจะลดลงราว 4 หรือ 5 เท่า ที่ทำให้แอปเปิลตกไปเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 56 ของโลก ไม่ใช่ 20 หรือร่วงลงไปถึง 36 อันดับ ซึ่งตามหลังโปแลนด์ และนำหน้าบังคลาเทศ และตามหลังเวียดนามไม่มากนัก

แม้จะผ่านขั้นตอนการหักลบดังกล่าว แอปเปิลก็ยังคงเป็นบริษัทชั้นนำของโลกเช่นเดิม

แต่หากว่าแอปเปิลใหญ่กว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจริง นั่นหมายความว่า แอปเปิลจะมีอำนาจมากกว่าจริงหรือ?

ศ.เกราว์ กล่าวว่า ไม่จำเป็นเสมอไป การมองแต่เฉพาะขนาด ไม่ได้เป็นสิ่งที่บอกเราว่าใหญ่มีอำนาจเหนือกว่าใคร ประเทศเป็นหน่วยการปกครองที่มีอำนาจอธิปไตย สามารถออกกฎหมายใช้เอง สามารถเก็บภาษีจากบริษัท ขณะที่บริษัทหรือองค์กรใด มีแนวโน้มที่จะมีการ"ขึ้นเร็ว" และ"ลงเร็ว" มากกว่าประเทศ

ขณะที่มูลค่าตลาดรวม(market capitalization) ของแต่ละบริษัท คำนวณมาจากมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัท โดยนำเอาจำนวนหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายแล้ว (issued shares outstanding) คูณด้วยราคาของหุ้นปัจจุบัน

ดังนั้น เมื่อเราพิจารณาถึงมูลค่าตลาดรวมของบริษัทอย่างแอปเปิล ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างหวือหวาตลอดเวลา ก็อาจเป็นไปได้ว่า ภายใน 5 ปี มูลค่าการตลาดรวมของแอปเปิลก็จะลดลงเหลือราว 100,000 หรือ 200,000 ล้านดอลลาร์

ศ.เกราว์ ยังเปรียบเทียบถึงกรณีของไมโครซอฟท์ ที่หลายปีก่อนเคยเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 500,000 ล้านดอลลาร์มาแล้ว แต่ปัจจุบันมูลค่าลดลงไปมาก แม้ว่าหุ้นจะสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกมาก แต่ก็มีโอกาสพังได้มากเช่นกัน

หน้า 18

วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

เขย่า social network คลิปต่อต้านกบฎ Joseph Kony กระหึ่มโลกมีคนดูแล้ว 100 ล้านคนใน10วัน !!

โดย Nico Colombant/Rattaphol Onsanit | Washington, DC /voa thai


นักรณรงค์อเมริกันต่อต้านกบฏใน Uganda เขย่าวงการ social network หลัง clip ของเขากลายมาเป็นปรากฏการณ์ที่มีคนสนใจกว่า 100 ล้านคน

Clip video บน Internet เพื่อรณรงค์ต่อต้านกบฏใน Uganda กลายมาเป็นปรากฏการณ์ที่มีคนเข้าชมกว่า 100 ล้านคน ภายในไม่ถึง 10 วัน

Jason Russell นักรณรงค์ชาวอเมริกัน ต่อต้านกบฏใน Uganda ปลุกกระแส วัยรุ่นในสหรัฐ และคนในสังคม Online ทั่วโลก โดยใช้ Clip video ที่ชื่อ Kony 2012 บน Youtube และสื่อ social network อื่นๆ

จนกลายมาเป็นปรากฏการณ์ social media ที่มีคนเข้าชมกว่า 100 ล้านคน ภายในไม่ถึง 10 วัน

การรณรงค์ครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การหาทางนำตัวผู้นำกบฏ Uganda ที่ชื่อ Joseph Kony ผู้ซึ่งบังคับเด็กมาร่วมกองกำลังของตนอย่างทารุณ มาลงโทษ

แม้จะได้รับความสนใจอย่างสูง และ การสนับสนุนในทางปฏิบัติจากรัฐบาลประธานาธิบดี Obama แต่มีผู้วิจารณ์ว่า การรณรงค์ครั้งนี้เสนอปัญหาอย่างฉาบฉวยเกินไป

เชิญชม คลิปกระหึ่มโลก

หน้า 19

วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

ก่อนซด"ซุปหูฉลาม"ถ้วยต่อไป...คุณแน่ใจ !!แล้วหรือ? ของแพงดีเสมอไป

โดยศจ.เกียรติคุณนายแพทยืประเสริฐ ทองเจริญ ราชบัณฑิต

ซุปหูฉลาม อาหารไฮโซ อาหารอันตรายทั้งฉลาม และคน

ความจริงแล้ว ปลาทั้งหลายไม่มีหู ปลามีแต่ครีบ เอาไว้ว่ายน้ำ ฉลามก็คือปลาชนิดหนึ่ง ที่มีความว่องไวปราดเปรียว มีเขี้ยวที่แหลมคม มีอันตรายแก่นักว่ายน้ำในทะเลและมหาสมุทร จะถูกทำร้าย เนื้อฉีกได้ง่ายๆ


แต่ปลาฉลามก็คือปลา ย่อมแพ้คน คนเราไปเอาครีบโตๆ มาตากแห้ง และนำไปปรุงอาหารที่เขาว่ากันว่าแสนจะโอชะหลายอย่าง เช่น ซุบหูฉลาม หูฉลามผัดแห้ง เป็นที่พึงปรารถนาของ บรรดาเศรษฐี หรือ บุคคลผู้มีรสนิยมสูง ที่พวกเราหลายคนนิยมเรียกว่าพวก “ไฮโซ”


ตัวผมเองเป็นประเภทรายได้ต่ำ แต่บางทีนานๆทีก็มีเจ้ามือพาไปเลี้ยงที่เหลาบ้าง ลำพังตัวเองขึ้นเหลาไม่ไหว ต้องเดินตามไฮโซไปบ้าง จำได้ว่ามีอยู่ครั้ง สองครั้ง ได้ไปรับประทานซุบหูฉลามที่อร่อยที่ภัตตาคารไหหว่าเทียนที่หาดใหญ่ ทราบว่าตอนนี้รวยมากไปเลยหยุดกิจการไปแล้ว คงทำให้ฉลามหายเสียวครีบไปได้หน่อย

เห็นภาพในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ ๙ มีนาคมที่เพิ่งผ่านมา เขาเอาภาพครีบฉลามกำลังตากให้แห้ง ตากอยู่กับพื้นบนลานข้างถนนในฮ่องกงนับพันๆครีบทีเดียว น่าหดหู่ อีกไม่ช้า เราคงจะเล่าเรื่องหูฉลามให้เด็ก ๆ ฟังโดยให้เด็กดูจากรูปเท่านั้นเอง ตัวจริงที่แสดงในอะควาเรียมอาจไม่มีเหลือ

วันนี้ ผมจะเอาเรื่องที่ผมเพิ่งจะไปพบรายงานการวิจัยที่เผยแพร่ออกมาเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ เกี่ยวข้องกับอันตรายในการกินหูฉลาม มาเล่าให้ฟังกัน เป็นการเตือนสติเอาไว้ แต่ใครไคร่บริโภคตามใจปาก ผมก็คงไปขัดคอขัดลิ้นของท่าน ก็อ่านดูเอาไว้ประดับความรู้ทั่วไปบ้างก็แล้วกัน


อวัยวะที่เราเอามาบริโภคกันนั้น เป็นครีบของฉลาม คนไทยเราเรียกเพี้ยนไปเป็นหูฉลาม ฝรั่งเรียกว่า Shark fin ฟินแปลว่าครีบ ซึ่งถูกต้อง แต่ความนิยมคือความนิยม ไปเปลี่ยนกันยาก


อันที่จริง บทรายงานที่ผมจะนำมาเล่านี้ อาจจะช่วยเปลี่ยนใจหลายท่านให้บริโภคหูฉลามลดลง เป็นการช่วยชีวิตปลาฉลาม ให้ถูกล่าน้อยลง ที่ผมได้ยินได้ฟังมา เขาเล่ากันว่า เมื่อชาวประมง ล่าฉลามมาได้แล้ว จัดการตัดเอาครีบออกทั้งสองข้าง แล้วโยนกลับลงทะเล ไม่ใยดีว่าจะไปตายหรือไปรอด ซึ่งจริงๆแล้วก็ไปไม่รอด เพราะชาวประมงไม่ต้องการเนื้อฉลาม ซึ่งไม่อร่อยและเหม็นคาวจัดมาก


ผมจำกลิ่นคาวได้เพราะตอนเป็นนิสิตชั้นปีที่ ๑ เรียนวิชาชีววิทยาภาคปฏิบัติ หรือเรียนแล็บ ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องเรียนวิชาชำแหละกบ ชำแหละฉลาม จำได้ว่ามีกลิ่นคาวมากแทบจะเลิกกินปลาทีเดียว


เรากลับเข้าเรื่อง มาหาบทรายงานการวิจัยต่อไปดีกว่า ผมได้อ่านพบข่าวในวารสารชื่อ AsianScientist ฉบับวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ รายงานโดยคุณ รีเบ็คคา ลิม ข่าวนี้อ้างอิงถึงรายงานวิจัยดั้งเดิมซึ่งตีพิมพ์รายงานไว้ในวารสาร Marine Drugs* ฉบับต้นตออีกทีหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า Cyanobacterial Neurotoxin β-N-Methylamino-L-alanine (BMAA) in Shark Fins โดยผู้เขียนบทรายงานชื่อ มอนโดและคณะ (Mondo K et al) จะสรุปให้อ่านกันดังนี้


“นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยไมอามี สหรัฐอเมริกา วิจัยพบว่าในหูฉลาม มีสารพิษ ที่ก่อพิษร้ายแรงต่อระบบประสาทของมนุษย์ได้ โดยจะไปทำให้มีการเสื่อมของเซลล์ประสาท ทำให้เกิดโรคของระบบประสาทได้ เช่น “โรคอัลไซเมอร์ โรค ลู เกห์ริก หรืออีกชื่อเรียกว่าโรค อะไมโอโทรปิค แลเทอรัล สเคลอโรสิส – (Lou Gehrig disease or Amyotrophic lateral sclerosis, เรียกย่อๆว่า ALS)


การกินซุปหูฉลาม คือ การกินกระดูกอ่อนครีบของปลาฉลาม นักวิจัยได้เอาตัวอย่างครีบฉลามหลายพันธุ์ เป็นฉลามสดๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นฉลามพันธุ์ที่นิยมนำเอามาบริโภคกัน ซึ่งผมไม่ทราบว่าในภาษาไทยเรียกพันธุ์อะไรกันบ้าง ได้แก่ blacknose, blacktip, bonnethead, bull, great hammerhead, lemon, และ nurse sharks ฉลามพวกนี้ ล่ามาจากน่านน้ำทะเลฟลอริดาใต้ พบว่า มีสารที่มีชื่อว่า บีต้า-เอ็น-เมธิล อะมิโน-แอล-อะลานีน ( β-N-Methylamino-L-alanine เรียกชื่อย่อๆว่า BMAA) ซึ่งเป็นสารพิษต่อระบบประสาท


ศาสตราจารย์ แม็ชและคณะ ได้เริ่มทำการวิจัยมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ โดยศึกษาวิจัยในผู้ป่วยโรค Alzheimer’s Disease และ ALS พบว่ามีระดับสาร BMAA ในสมองสูงมากในสมอง ๑ มิลลิกรัมพบปริมาณที่สูงถึง ๒๕๖ นาโนกรัม ในขณะที่คนปกติจะตรวจไม่พบว่ามีสารนี้ในสมองหรือมีแต่เพียงกระเส็นกระสายเล็กน้อยเท่านั้นเอง การวิจัยล่าสุดรายงานว่าพบสารดังกล่าวในครีบฉลามในปริมาณตั้งแต่ ๑๔๔ ถึง ๑,๘๓๖ นาโนกรัมทีเดียว


สาร BMAA นี้ พบว่ามีความสัมพันธุ์เกี่ยวข้องกับโรคระบบประสาทเสื่อมในประชาชนชาวเกาะกวมมาก่อน กล่าวคือจะมีเซลล์ประสาทมีการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างและการทำหน้าที่ของเซลล์ประสาท

สาร BMAA คืออะไร แหล่งกำเนิดต้นตออยู่ที่ใหนและเกิดขึ้นได้อย่างไร

สาร BMAA มีชื่อเต็มว่า บีต้า-เอ็น-เมธิลอะมิโน-แอล-อะลานีน ( β-N-Methylamino-L-alanine) เป็นสารที่มีคุณสมบัติทางชีวเคมีเป็นกรดอะมิโน แต่ไม่ใช่โปรตีน ผลิตขึ้นในธรรมชาติโดยแบคทีเรียที่มีชื่อว่า cyanobacteria และรู้จักกันในนามว่า สาหร่ายสีน้ำเงินอมเขียว หรือ blue-green algae ซึ่งมีบางท่านเรียกเป็นภาษาไทยว่า “สาหร่ายน้ำเงินแกมเขียว” ถ้าใช้คำว่า “อม” น่าจะเหมาะกว่าคำว่า “แกม”


สาร Beta-N-Methylamino-L-alanine นี้เป็นสารพิษ หากฉีดให้แก่ลิงรีซุส จะทำให้ลิงมีพฤฒิกรรมเปลี่ยนแปลง มีกล้ามเนื้อลีบฝ่อลง ถ้าสารนี้ไปรวมเข้ากับเซลล์สมองจะทำให้ เซลล์สมองตาย สารนี้ มีคุณสมบัติคล้ายกรออะมืโนอะลานีน จึงไปรวมกับเซลล์สมองทำให้เกิดสารเชิงซ้อนและทำให้เซลล์ตายได้


cyanobacteria สาหร่ายสีน้ำเงินอมเขียว หรือ blue-green algae คืออะไร


ไซยาโนแบคทีเรีย มีลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว รูปแบบทั้งตัวเป็นเซลล์มีสารพันธุกรรมและไม่มีเยื่อหุ้มนิวนิวเคลียส ทำให้สามารถเจริญแบบเพิ่มจำนวนได้โดยการแบ่งตัว


ไซยาโนแบคทีเรีย สามารถปรับตัวได้สูงมากโดยการ สร้างเมือกห่อหุ้มเซลล์ และในเซลล์จะมีถุงลมเพือการพยุงตัว หาสภาวะที่เหมาะสมในการสังเคราะห์แสง มีเม็ดสีช่วยในการต่อต้านแสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ แบคทีเรียนี้ จะอาศัยอยู่ทั่วไปบริเวณชายฝั่งทะเล


สาหร่ายสีเขียวอมน้ำเงินพวกที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระ และดำรงชีวิตร่วมกับสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆ ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกกันว่า Blue tide ซึ่งในภาษาไทยเรียกกันว่า “ขี้วาฬ” นั่นเอง และยังมีสาหร่ายสีแดงอีกที่ทำให้เกิด Red tide ก็มี


ปลาฉลามเป็นปลาที่มีอายุยืน อยู่ในธรรมชาติอยู่ได้นาน คงจะกินสาหร่ายน้ำเงินอมเขียวที่เกิดในทะเลเข้าไป จึงมีการสะสมสารพิษดังกล่าวนั้นได้มาก นักบริโภคหูฉลามน่าเพลาปากลงหน่อยนะ ได้ข่าวมาเลยเอามาเล่าสู่กันฟัง ชาวไฮโซที่นิยมบริโภคหูฉลามบ่อยๆ จะสะสมสาร BMAA ทีละน้อยๆ จนมากพอที่จะไปทำให้เป็น “อัลไซเมอร์” ได้เหมือนกันนะครับ

หน้า 20

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

"โยดา" สุนัข"ขี้เหร่ที่สุดในโลก" ตายแล้วด้วยวัย 15 ปี

"โยดา" เจ้าของฉายา "สุนัขขี้เหร่ที่สุดในโลก" อำลาโลกแล้วในวัย 15 ปี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากครองตำแหน่งดังกล่าวได้ไม่ถึงปี



โยดา เป็นสุนัขพันธุ์ผสมชิวาว่าและพันธุ์ไชนิสเครสเต็ด และมีน้ำหนักราว 800 กรัมเศษ สร้างชื่อเสียงหลังชนะเลิศการประกวดสุนัขอัปลักษณ์ที่สุดในโลกประจำปี 2011 ที่งานโซโนมา มาริน แฟร์ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเปตาลูมา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน พร้อมรับเงินรางวัล 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯและถ้วยแชมป์ที่มีขนาดใหญ่กว่ามันถึง 15 เท่า

เทอร์รี ชูมาคเกอร์ ชาวเมืองแฮนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย เจ้าของของมันกล่าวว่า โยดาเสียชีวิตลงระหว่างนอนหลับเมื่อคืนวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา เธอกล่าวว่าเธอพบกับเจ้าโยดาถูกทิ้งอยู่หลังอพาร์ตเมนต์หลังหนึ่ง เมื่อมากกว่า 10 ปีที่แล้ว ในครั้งแรกเธอเกือบวางมันลง เพราะคิดว่ามันเป็นหนู เนื่องจากมันมีลักษณะแปลกประหลาด คือ ขนสั้น มีลิ้นยื่นออกมาและขาที่ยาวแต่ดูเหมือนจะไม่มีขน เธอจึงตั้งชื่อให้มันว่าโยดา เนื่องจากมันดูคล้ายตัวละครโยดา ในภาพยนตร์เรื่องสตาร์ วอร์ส


ด้านผู้จัดงานประกวดสุนัขน่าเกลียดที่สุดในโลกได้เปิดเผยว่า แม้ว่าเจ้าโยดาจะตายแล้ว แต่มันก็ยังเป็นสุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลกต่อไป จนกว่าจะมีการจัดการประกวดครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายนปีนี้

หน้า 21

วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

10 อันดับเมืองเศรษฐี! มอสโกแชมป์-ฮ่องกงคว้าที่ 4 รวยสุดในเอเชีย

Pic_246192

ฟอร์บส์จัดอันดับ เมืองที่มีมหาเศรษฐีพันล้านอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก โดยมอสโกถูกจัดเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วย นิวยอร์กซิตี้ ลอนดอน และฮ่องกง...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ว่า กรุงมอสโก ได้รับการจัดอันดับ ให้เป็นเมืองที่มีมหาเศรษฐีพันล้านอาศัยอยู่มากที่สุด โดยนิตยสารฟอร์บส์ ของสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปี ตามมาด้วยเมืองนิวยอร์กซิตี้ ของสหรัฐอเมริกา และกรุงลอนดอนของประเทศอังกฤษ ขณะที่มีเมืองจากประเทศในเอเชียติดอันดับหลายเมือง

นิวยอร์กซิตี้

นิวยอร์กซิตี้

จากการสำรวจของฟอร์บส์ พบว่า ในกรุงมอสโก มีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่ทั้งหมด 78 ราย รวมมูลค่าทรัพย์สินได้ 3.34แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 10.2 ล้านล้านบาท) ขณะที่ในเมืองนิวยอร์กซิตี้ มีคนรวยระดับพันล้านอาศัยอยู่ 57 คน มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7 ล้านล้านบาท) ส่วนที่กรุงลอนดอนมีมหาเศรษฐี 39 คน รวมมูลค่าทรัพย์สินได้ 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) ขณะที่ฮ่องกง จากทวีปเอเชีย ติดในอันดับ 4 มีเศรษฐี 38 คน ทรัพย์สินรวม 8.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ มหาเศรษฐีทุกคนในกรุงมอสโกยังเป็นชาวรัสเซียทั้งหมด และมีมหาเศรษฐีในประเทศเพียง 18 รายเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในเมืองอื่น ต่างจากกรุงลอนดอนที่เศรษฐีเป็นชาวต่างชาติ และสหรัฐฯ ที่มหาเศรษฐีในประเทศกระจายอยู่ในเมืองหรือรัฐต่างๆ ของประเทศ

ลอนดอน

ลอนดอน

รายชื่อ 10 อันดับ เมืองที่มหาเศรษฐีอยู่มากที่สุด

1. มอสโก ประเทศรัสเซีย จำนวน 78 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.339 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

2. นิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา จำนวน 57 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2.283 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

3. ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จำนวน 39 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.337 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 3.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

4. ฮ่องกง ประเทศจีน จำนวน 38 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.545 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

5. อิสตันบูล ประเทศตุรกี จำนวน 30 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 4.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 1.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

6. เซา เปาโล ประเทศบราซิล จำนวน 19 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 8.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

7.(6ร่วม) โซล ประเทศเกาหลีใต้จำนวน 19 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 4.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 2.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

8. มุมไบ ประเทศอินเดีย จำนวน 18 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 8.38 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 4.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

9.(8ร่วม) ซาน ฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา จำนวน 18 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.67 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 2.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

10. ดัลลัส สหรัฐอเมริกา จำนวน 17 คน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 5.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ย 3.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน

เขตเกาลูน ของฮ่องกง

เขตเกาลูน ของฮ่องกง

หน้า 22

วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

ต้นกำเนิด “ว่าว” ไทยเริ่มสมัยสุโขทัย ปัจจุบันกำลังเลือนหายไป??

เชื่อกันว่ากว่า 4,000 ปีมาแล้วที่มนุษย์สามารถบังคับวัตถุที่หนักกว่าอากาศ ให้ต่อต้านแรงดึงดูดโลก ลอยขึ้นไปบนฟ้าได้ครั้งแรก ซึ่งสิ่งนั้นมีชื่อเรียกว่า “ว่าว” โดยมีความเชื่อว่าจีน เป็นชนชาติแรกที่สามารถสร้างว่าวได้ ซึ่งในสมัยนั้นจีนได้ใช้ประโยชน์ของว่าวทางการทหาร เช่น บินว่าวเพื่อวัดระยะของข้าศึก ผูกนักโทษขึ้นไปกับว่าวในวันที่ฝนฟ้าคะนอง เมื่อนำนักโทษลงมาแล้วไม่ตายก็ออกเรือได้ นับเป็นการพยากรณ์อากาศครั้งแรกของโลก

อินเดียนับเป็นอีกหนึ่งชาติที่เชื่อว่าชนชาติของตนบินว่าวมานานนับพันปี ซึ่งชาวอินเดียนิยมบินว่าวต่อสู้กันกลางอากาศ โดยบินว่าวขึ้นไปหลายๆตัวพร้อมกันแล้วโฉบร่อนว่าวใช้สายป่านตัดสายป่านคู่ต่อสู้ให้ขาด ซึ่งที่สายป่านจะมีการนำเศษแก้วบดละเอียดผสมกาวเคลือบตลอดเส้น และที่อินเดียไม่ได้เล่นว่าวกันเฉพาะบนพื้นเท่านั้น ยังมีการเล่นว่าวกันบนหลังคาบ้าน บนต้นไม้ อีกด้วย การบินว่าวนั้นยังมีการเล่นกันมาอย่างยาวนานในหลายประเทศ เช่น ปากรสถาน อิหร่าน อิรัก กรีก และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลี และอีกหลายประเทศในเอเชีย

ในประเทศไทยทุกคนคงรู้จักและคุ้นเคยกับว่าวมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ซึ่งว่าวไทยนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีความนิยมเล่นว่าวในหมู่เจ้านาย จนมีเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องราวความรักของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งโปรดการเล่นว่าว วันหนึ่งพระองค์ทรงเล่นว่าวในวัง แต่สายป่านขาดลอยไปตกที่หลังคาบ้านพระยาเอื้อ เมื่อถึงเวลากลางคืนพระองค์จึงปลอมตัวเป็นคนสามัญ ปีนออกจากวังไปเก็บว่าวที่บ้านพระยาเอื้อ แล้วพบว่าพระยาเอื้อมีลูกสาวสวย ทำให้พระองค์เกิดความรักกับลูกสาวพระยาเอื้อ

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา การเล่นว่าวได้รับความนิยมมาก ไม่จำกัดแค่พระมหากษัตริย์ และในหมู่เจ้านาย แต่สามัญชนก็นิยมเล่นเช่นกัน ทำให้มีการแข่งขันว่าวจุฬา และปักเป้าเกิดขึ้นในสมัยนี้ โดยมีหลักฐานจากจดหมายเหตุของ มองซิเออร์ เดอลาลูแบร์ อัครราชฑูตจากราชสำนักฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ซึ่งมีเนื้อหาบรรยายไว้ในจดหมายเหตุ การเดินทางไว้ว่า "ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าของทุกเดือน ตลอดระยะเวลา 2 เดือนของฤดูหนาว และทรงแต่งตั้งขุนนางให้คอยผลัดเปลี่ยนเวรกันถือสายป่านไว้"

สมัยรัตนโกสินทร์ การเล่นว่าวยังเป็นที่นิยมกันอยู่มาก โดยในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเล่นว่าวได้ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งก่อนหน้านั้นผู้ที่เล่นว่าวใกล้พระบรมมหาราชวังมีโทษถึงการตัดมือ เนื่องจากว่าวอาจลอยไปทำลายยอดและเครื่องประดับของตัวปราสาท การนิยมเล่นว่าวแพร่หลายมากขึ้นตลอดเวลา ทำให้สมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการจัดการแข่งขัน ว่าวจุฬา-ปักเป้า ชิงถ้วยทองคำพระราชทานขึ้น ที่พระราชวังดุสิต การแข่งขันนี้มีเป็นประจำทุกปี จนสิ้นรัชสมัยของพระองค์

จากนั้นการเล่นว่าวได้ลดความนิยมและเกือบจะสูญหายไป แต่รัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูกีฬาว่าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้จัดการแข่งขันกีฬาว่าวระหว่างจุฬา-ปักเป้าประจำปีขึ้นมาอีกครั้ง แต่ความนิยมในการเล่นว่าวก็ต้องลดน้อยถอยลงไปอีก เนื่องจากรัฐบาลไม่ส่งเสริม เพราะว่าวเป็นสิ่งที่สร้างปัญหากับระบบการจ่ายไฟฟ้า เพราะมีว่าวไปติดสายไฟหลายแห่ง รวมถึงเคยมีคนถูกไฟดูดตายเพราะว่าวบ่อยครั้ง จึงทำให้การเล่นว่าวเสื่อมความนิยมลงไป

ปัจจุบันมีกลุ่มคนที่เล่นว่าวอย่างจริงจังอยู่น้อยมากในประเทศไทย คนมีที่มีภูมิปัญญาด้านนี้เริ่มร่อยหรอลง เด็กรุ่นใหม่ที่เล่นว่าวกันอย่างสนุกสนานเหมือนสมัยก่อนเริ่มไม่มีให้เห็น เป็นที่น่าเสียดายหากการละเล่นที่สืบทอดมานานกว่า 700 ปีในประเทศไทยจะเลือนหายไป อยากให้คนไทยทุกคนเห็นความสำคัญและหันมาอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปะของชาติอีกหนึ่งแขนงให้คงอยู่คู่กับประเทศเราต่อไป

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

หน้า 23

วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555

ข้าวแช่ (ตอนที่ 2)

คอลัมน์ ทำกินกันเอง
สุคนธ์ จันทรางศุ

ทีนี้ก็ถึงตอนของลูกกะปิคุณย่ากันล่ะค่ะ

ความที่ผู้เขียนเป็นคนที่ไม่ค่อยรักความเป็นมาตรฐาน

โดยมากหยิบฉวยอะไรในครัวได้ก็กะๆ เอาตามความเคยชิน แล้วก็อาศัย "ลิ้น"

ที่เคยเป็นนักชิมมาแต่เยาว์วัยดังที่เคยเล่าให้ฟัง

อาหารแทบทุกชนิดจึงกล้อมแกล้มออกมาพอรับประทานได้

ตอนจะมาเขียนตำรากับข้าวนี่แหละค่ะ เพื่อนๆ

ของลูกที่สนิทสนมไปมาหาสู่เข้าถึงก้นครัวได้ก็มาขอร้องว่า ผู้เขียนจะบอกตำราอะไร

ขอให้ออกมาเป็นสูตรว่ากี่ถ้วยตวง กี่ช้อนชา กี่ช้อนโต๊ะ ก็เธอเป็นสาวสมัยใหม่นี่คะ

จะให้บอกมาแต่เพียงว่าใส่น้ำปลา น้ำตาล "พอสมควร"นั้น มันทำให้เธอปวดหัวใจค่ะ

สมัยนี้มันเป็นยุคของคอมพิวเตอร์ สมัยอินเตอร์เน็ตแล้วนี่คะ

จะมาบอกว่าให้ใส่กะปิลงไปเท่ามูลโคนี่เธอทนไม่ด๊าย..ทนไม่ได้ค่ะ

ผู้เขียนก็เลยต้องมาตั้งสติให้ดีว่าจะหาอะไรมาเป็นสูตรให้ลูกสาวคนนี้ดีหนอ

พอดี๊พอดีวันนั้นเหลียวไปเหลียวมาไปเจอเอาถ้วยสีขาว

ขนาดเท่าถ้วยลายผักชีที่เขาใช้ใส่กับข้าวตามวัดเข้า อารามมือกำลังเปื้อนหมูบด

ขี้เกียจวิ่งไปหยิบถ้วยตวง (ตอนนี้ก็ชักวิ่งไม่ค่อยจะไหวแล้วค่ะ

ตั้งแต่อายุเลยเลขเจ็ดมานี่) ก็เลยคว้าเอาถ้วยที่ว่านี้มาใช้

ตั้งใจจะบอกลูกสาวคนนี้ภายหลังค่ะ

ว่าถ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจมาตราจะแถมถ้วยสีขาวที่ว่านี้ให้อีกหนึ่งใบค่ะ

ต่อไปนำตะไคร้ประมาณ 3 ต้นมาหั่นให้ละเอียดรวมกันกับข่า 6 แว่น ให้ถ้วยขาว

(เริ่มมาตราถ้วยขาวแล้วไง) กระชายขูดเปลือกล้างน้ำให้สะอาดหั่นซอย 1 ถ้วยขาว

หอมแดงปอกเปลือกแล้ว 3 หัว หั่นหยาบ

ก่อนอื่นคุณนำพริกไทย 30 เม็ดลงป่นในครกก่อนให้ละเอียด

แล้วจึงใส่เครื่องที่บอกมาข้างต้น แล้วสลับกันไประหว่างตะไคร้กับกระชาย

มิฉะนั้นจะกระเด็นออกสักครึ่งครกกว่าจะตำเสร็จ

พอทุกอย่างละเอียดดีแล้วก็ใส่กะปิดีลงไป 2 ช้อนอย่าลืมคำว่า "ดี"นะคะ

ต่อไปทุกอย่างจะได้ "ดี"และอร่อย

ทีนี้ก็มาถึงเวลาของน้ำตาลทรายแล้วล่ะค่ะ เราใช้น้ำตาลทราย ถ้วยขาวกับเกลือป่น 3

ช้อนชาค่ะ ค่อยๆ ใส่ทีละน้อย ระวังน้ำตาลจะละลายเป็นน้ำและกระเด็นเวลาโขลก

ตอนนี้คุณจะต้องค่อยๆ ใส่หมูบดลงไปสลับกับน้ำตาลจนหมดหมูอีก 2 ถ้วยขาวก็ใช้ได้ค่ะ

จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันนิดหน่อย

ตักเครื่องปรุงที่ผสมไว้ใส่ลงไปสักครึ่งช้อนชา ทอดจนสุก ทดลองชิมดูก่อน

ถ้าอ่อนหวานหรืออ่อนเค็มก็เติมน้ำตาลหรือเกลือลงไปอีก ทอดชิมดูจนรสถูกใจ

จึงลงมือปั้นใส่จานเรียงไว้จนหมดหมู

เวลาจะทอด เทน้ำมันพืชใส่ลงในกระทะให้มากสักหน่อย

พอน้ำมันร้อนก็หยิบหมูที่ปั้นไว้ลงชุบไข่ที่ดีเตรียมไว้ในชามใส่ลงไปในกระทะ

พอเหลืองก็กลับอีกด้านหนึ่งลงให้สุกสวยดีจึงช้อนขึ้นใส่จาน ทำไปจดหมดหมูที่ปั้นไว้

(ถ้าน้ำมันดำขยันเปลี่ยนน้ำมันนะคะ ลูกกะปิจะได้สวย)

จบเรื่องลูกกะปิแล้วก็ยังมีเครื่องข้าวแช่อีกชนิดหนึ่งที่เด็กๆ ชอบรับประทานกันคือ

หัวไชโป๊ผัดไข่ ค่ะ รู้สึกว่าหัวไชโป๊ผัดหวานทางเมืองเพชรจะใส่แต่น้ำตาล

ไม่ใส่ไข่นะคะ

ผิดถูกอย่างไรก็อภัยให้คนแก่ด้วยเถอะค่ะ

แต่ที่บ้านผู้เขียนชอบรับประทานกันชนิดใส่ไข่ค่ะ ก็เลยนำมาเขียนไว้ให้ด้วย

ผู้เขียนชอบไปเดินซื้อหัวไชโป๊มาจากตลาดสดค่ะ เข้าใจว่าเขาจะดองหรือหมักไว้ในไหค่ะ

แล้วเขาก็ล้างออกมาใส่ในถังพลาสติกเสียบ้าง เพื่อให้คนซื้อเลือกตามความพอใจ

ผู้เขียนจะไปเลือกซื้อหัวไชโป๊ชนิดหวานค่ะ ใช้มือนั่นแหละค่ะหยิบหัวไชโป๊ขึ้นมาบีบๆ

ดู ถ้านุ่มทั้งหัวก็เป็นอันใช้ได้ ถ้าแข็งๆ อย่าไปเลือกมาเชียวนะคะ

มิฉะนั้นเวลาเอามาหั่นผัด รับประทานมันจะแข็งกระด้าง รับประทานไม่อร่อยเลยค่ะ

คนขายหัวไชโป๊ชินกับผู้เขียนดี ปล่อยให้เลือกตามสบาย

เขาคงจะคุ้นกับยายแก่จู้จี้คนนี้ดีจนไม่อยากเข้ามาตอแย

พอกลับมาถึงบ้าน เราก็หยิบหัวไชโป๊ออกมาหั่นแฉลบๆ เป็นแว่นบางๆ บนเขียงทีละหัว

พอหั่นเสร็จก็ใช้มือดึงหัวไชโป๊ตามขวางให้มันยืดออกวางซ้อนกันเข้าเป็นตั้ง

(หัวไชโป๊ชนิดแข็งจะยืดไม่ออกค่ะ เราไม่เลือกซื้อมาเพราะเหตุนี้

เรื่องเลือกหัวไชโป๊นี้ก็ไม่เคยมีคนสอนวิธีเลือกให้ผู้เขียนเลยค่ะ

ทำไมถึงเลือกเป็นก็ไม่ทราบ แปลกแท้ๆ เข้าใจว่าคงสืบกันมาทางสายโลหิตกระมังคะ)

แล้วทีนี้เราก็ใช้มีดซอยตามขวางอีกทีหนึ่ง

เราก็จะได้หัวไชโป๊ที่ซอยละเอียดเรียงเป็นเส้นสวยดี

ต่อไปนำไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วบีบให้แห้งค่ะ ทำเช่นนี้สักสองครั้งแล้วพักไว้

ทีนี้คุณก็นำหอมแดงและกระเทียมมาปอกเปลือกออกสับให้ละเอียดอย่างละเท่าๆ กัน

กะว่าหัวไชโป๊ซอยแล้วสัก 1 ถ้วย ก็ใช้หอมและกระเทียมสับอย่างละช้อนโต๊ะพูนค่ะ

ต่อไปคุณนำหอมสับลงเจียวในกระทะก่อนนะคะ พอหอมเริ่มเหลืองจึงใส่กระเทียมสับลงไป

(ถ้าเจียวพร้อมกัน กระเทียมจะไหม้ก่อนหอมค่ะ) กระเทียมเหลืองดี

คุณก็ใส่หัวไชโป๊ลงไป คนให้กระจายทั่วกระทะ

ผัดไปสักครู่ก็ใส่น้ำตาลปี๊บตามลงไปสักช้อนโต๊ะพูน

พอน้ำตาลเริ่มแห้งเติมน้ำตาลทรายลงไปกะให้หวานกำลังดี

ที่ไม่บอกให้ใส่น้ำตาลปี๊บเพียงอย่างเดียวเพราะไม่อยากให้หัวไชโป๊แฉะจนเกินไป

และที่ไม่ได้บอกให้เติมเกลือเพราะหัวไชโป๊ชนิดที่ว่านี้

หั่นแล้วล้างสองครั้งจะได้รสเค็มกำลังดี โดยไม่ต้องเติมเค็มลงไปอีก

แต่ถ้าคุณโชคร้าย เผอิญไปเลือกซื้ออย่างเค็มมาเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ก็ไม่ต้องไปโยนทิ้งนะคะ แต่นำมาล้างน้ำสัก 7 หรือ 8 หน จึงจะใช้ได้

หัวไชโป๊ยังมีหลายสีอีกแน่ะ!

สีออกแดงๆ อย่าซื้อค่ะ ไม่ทราบไปทำอะไรมาจึงสีประหลาดอย่างนั้น

แต่สีออกน้ำตาลเข้มราวกับช็อกโกแลตก็อย่าไปเลือกมาอีกค่ะ

หัวไชโป๊ชนิดนี้ก็เค็มราวกับเกลือในมหาสมุทร

คุณต้องซื้อชนิดที่มีสีน้ำตาลพอดีๆ

ยังพูดค้างถึงตอนใส่น้ำตาลลงในกระทะอยู่เลยค่ะ คุณลองชิมดูหรือถ้ารสถูกใจแล้ว

ตอนนี้ก็จัดแจงต่อยไข่ใส่ลงไปแล้วคนให้ไข่กระจายไปทั่วกระทะ

ใส่ไข่ลงไปสักสองฟองก็พอ ผัดไปจนไข่แห้งก็ตักขึ้นใส่จาน

ทีนี้คุณก็จะมี "กับ"ไว้รับประทานกับข้าวแช่ถึงสองอย่างแล้วสิคะ

คราวหน้านี้ล่ะค่ะ ก็จะถึงคิว "ลูกปลาแห้งของคุณยาย"กันละ

"ลูกปลาแห้ง"เป็นของโปรดของผู้เขียนค่ะ ถ้าคุณอยากจะทราบว่า

"ลูกปลาของผู้เขียนจะมีรสชาติเป็นอย่างไร ก็ต้องคอยติดตามตอนต่อไปละค่ะ

แล้วลองดูสิคะ ว่าคุณจะใจเดียวกับผู้เขียนหรือเปล่า!

หน้า 24

วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

เชื่อหรือไม่! "ที่ญี่ปุ่นผลไม้มีค่าดั่งทองคำ "เมลอน"ลูกละ"เกือบ 7,000" ทำไมเขาจึงขายได้?

การมอบผลไม้เป็นของกำนัล ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่นิยมทำกันทั่วไปในญี่ปุ่น แต่มีผลไม้อีกประเภทที่เราไม่สามารถพบเห็นได้ตามแผงค้าผลไม้ตามตลาดสดทั่วไป เนื่องจากมันได้รับการเพาะปลูกและดูแลอย่างเป็นพิเศษ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ราคาของมันจึงสูงลิบลิ่ว จนชาวบ้านอย่างเราๆได้แต่มองตาปริบๆ

ภาพ: BBC

ที่ร้านจำหน่ายผลไม้ "เซ็มบิกิยา" ในย่านใจกลางกรุงโตเกียว หนึ่งในเมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก เสียงเพลงคลาสสิกเปิดคลอเบาๆ ไปพร้อมกับพนักงานในชุดเครื่องแบบสุภาพเรียบร้อย คอยดูแลเอาใจใส่ลูกค้าคนสำคัญที่กำลังเลือกซื้อผลไม้ ท่ามกลางบรรยากาศที่โอ่โถง การตกแต่งที่ดูสบายตา

ยูชิโอะ โอชิมา เจ้าของร้านผลไม้วีไอพี เดินตรวจตราในร้านด้วยความใส่ใจ เขาถือเป็นคนรุ่นที่ 6 ของตระกูล ที่สืบทอดธุรกิจจำหน่ายผลไม้มานานกว่า 130 ปี หรือย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 ที่การจำหน่ายผลไม้ยังคงเป็นรูปแบบดั้งเดิม คือการกองตั้งสูงๆและจำหน่ายในราคาย่อมเยา

เมลอนญี่ปุ่นลูกละ 18,900 เยน แตงโมลูกละ 12,600 เยน

กระทั่งภรรยาของเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 เล็งเห็นว่า น่าจะมีการปรับปรุงรูปแบบในการดำเนินธุรกิจเสียใหม่ เพื่อเปลี่ยนผลไม้ให้กลายเป็นเงินอย่างแท้จริง และนับตั้งแต่นั้น กระทั่งปัจจุบัน ที่นี่ได้กลายเป็นร้านจำหน่ายผลไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก โดยที่ไม่มีใครคิดต่อกร

ภาพ: BBC

แอปเปิลแดงสดเสมอกันลูกโตๆ ไร้รอยตำหนิให้รกตา ขนาดเท่าศีรษะของทารก ถูกตั้งราคาไว้ที่ 2,100 เยน (ประมาณ 777 บาท) "ต่อลูก" มิใช่ต่อถุงอย่างที่เราเคยซื้อกัน


ภาพ: BBC

ขณะที่"สตรอว์เบอร์รีราชินี"ขนาดคัดพิเศษของร้าน วางจำหน่ายในแพ็คเกจขนาด 12 ลูกพอดิบพอดี โดยตั้งราคาไว้ที่ 6,825 เยน (ประมาณ 2,525 บาท) แม้ในวันธรรมดาที่ยอดขายปกติก็สามารถขายได้ถึง 50 กล่อง หรือถ้าสนใจแตงเมลอนญี่ปุ่น ที่ถูกคัดมาอย่างดี แต่ละลูกกลมกลึงได้สัดส่วนไร้ที่ติ ร้านก็มีจำหน่ายในราคา 18,900 เยนต่อลูก (ประมาณ 6,993 บาท)

โอชิมาเผยว่า ร้านของเขาเชี่ยวชาญในการคัดเลือกผลไม้เพื่อนำมาเป็นของกำนัล ซึ่งแน่นอนว่าทุกลูกต้องอยู่ในสภาพที่ไร้ที่ติ และสภาพภายนอกถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกเหนือการให้บริการที่ดี ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกค้าจึงต้องจ่ายเงินในราคาสูงกว่าปกติ

โดยทั่วไป ครอบครัวชาวญี่ปุ่นทั่วไปมักมอบของกำนัลกัน 2 ครั้งต่อปี ครั้งแรกในช่วงฤดูร้อน และอีกครั้งในฤดูหนาว แต่ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่แท้จริงอาจมากกว่านั้น บางครั้งเพื่อเป็นการแสดงความมีไมตรีจิต เช่น เจ้าของธุรกิจมักส่งของกำนัลให้แก่ลูกค้าหรือคู่ค้า

องุ่นทับทิมโอกินาวาพวงละ 6,300 เยน (ราว 2,331 บาท)

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเดินทางไปโตเกียว มักรู้สึกประหลาดใจต่อการจัดวาง และราคาของสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ต ผลไม้ที่มีรูปร่างบิดเบี้ยว มีตำหนิ จะไม่มีวันได้เผยโฉมตามชั้นสินค้า องุ่นมาในพวงแน่นๆและถุกตัดแต่งมาอย่างดี ขณะที่ผลไม้ประเภทอื่น ดูดีและสมบูรณ์ รสชาติหวานหอมไร้ที่ติ กระทั่งลูกค้าหลายคนคิดว่ามันอาจเป็นของปลอม

มะม่วงโอกินาวา คู่ละ 32,550 เยน (ราว 12,043 บาท)

ในย่านใจกลางกรุงโตเกียว แอปเปิลธรรมดาๆ อาจมีราคาอยู่ที่ราว 60 บาทหรือมากกว่านั้น ฮิโรโกะ อิชิกาว่า เจ้าของธุรกิจกระจายสินค้าเผยว่า ผลไม้ยังคงเป็นสินค้าที่มีราคาสูง ซึ่งแตกต่างจากผัก ซึ่งเป็นอาหารที่เราจำเป็นต้องรับประทานทุกวัน แต่ผลไม้เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเช่นนั้น ซึ่งเหมือนกับเราซื้อของบางอย่างเพราะมันดูดี เธอกล่าวว่าเรื่องเช่นนี้อาจมีเฉพาะในญี่ปุ่น เนื่องจากชาวญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญมากกว่าชาติใดๆ

ที่จังหวัดชิซุโอกะ ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันตกเฉียงใต้โดยทางรถไฟประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เป็นพื้นที่ปลูกแตงเมลอนที่ดีที่สุดในประเทศ ที่นี่ เกษตรกรกว่า 600 ราย ทราบดีว่าจะปลูกอย่างไรให้แตงออกมาดีที่สุด แม้ในยามที่พื้นดินเต็มไปด้วยหิมะ

ภาพ: BBC

มาซาโอมิ ซูซุกิ ทำงานในฟาร์มแบบปิดมานานกว่า 50 ปี แม้กระนั้น เขากล่าวว่า เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆในการปลูกแตงทุกวัน กระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นมาจากการมีเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมการเกษตรในท้องถิ่น ซึ่งทำการวิจัยเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆทุกปี ขณะที่เมล็ดพันธุ์ที่ไร้คุณภาพจะถูกคัดออก

เมื่อลำต้นเติบโตขึ้นและเริ่มออกผลเล็กๆ แต่ละต้นจะถูกตกแต่งให้เหลือเพียงต้นละผล เพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ การตัดเล็มเป็นไปด้วยความระมัดระวัง กระทั่งลำต้นเรียงเป็นแถวเสมอกัน และได้ผลเมลอนเรียงเป็นแถวสวยงาม พร้อมทั้งไม้ค้ำเพื่อไม่ให้ผลถ่วงลำต้น เมื่อผลโตได้ที่ ซูซุกิจะใช้หมวกพลาสติกเพื่อห่อผลเพื่อป้องกันแสงแดด

ภาพ: BBC

เขาเชื่อว่านี่เป็นวิธีการดูแลเอาใจใส่ที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับฟาร์มเมลอนอื่นๆทั่วประเทศขณะที่ฟาร์มอื่นอาจใช้วิธีการดูแลที่ต่างกันไป และปล่อยให้มีเมลอนหลายผลต่อหนึ่งต้น และเรียกชื่อวิธีการดังกล่าวตามนามสกุลของตนเองว่า "วิธีซูซุกิ" ผลที่ได้ก็คือ เมลอนที่มีสีเขียวอ่อน ผิวที่เสมอกันไร้ที่ติ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ก้าน ที่จะต้องเป็นรูปตัวที จึงจะเป็นแตงที่สมบูรณ์ที่สุด และแม้ว่าเขาจะใช้ความพยายามมากเพียงใด ก็พบว่า ผลผลิตที่มีความสมบูรณ์ที่สุด คิดเป็นร้อยละ 3 ของผลผลิตทั้งหมดเท่านั้น

ภาพ: BBC


การปลูกแตงเมลอนเพื่อตอบสนองตลาดญี่ปุ่นเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยการลงทุนลงแรงที่สูงโดยที่ฟาร์มของซูซุกิ ซึ่งเป็นฟาร์มแบบเรือนกระจกขนาดกลาง 3 หลัง ต้องใช้น้ำมันกว่าวันละ 55 ลิตร ในเครื่องทำความร้อน เพื่อรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ไม่ว่าพระอาทิตย์จะจ้า ฝนตก หิมะตก หรือลมแรง ตลอด 24 ชม. และปีละ 365 วัน

เขากล่าวว่า ครอบครัวของเขาไม่ได้ออกไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันมานานมากแล้ว เนื่องจากจะต้องมีบางคนที่ต้องออกไปดูแลฟาร์ม หากเกิดสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกระทันหัน เพราะแค่ช่วงพริบตาเดียว ผลผลิตทั้งหมดอาจได้รับความเสียหาย

และไม่น่าแปลกใจ เมื่อซูซุกิปฏิเสธว่า แตงเมลอนราคาลูกละ 7,000 บาท ไม่ใช่สิ่งที่ดูเกินเลยแต่อย่างใด !!

หน้า 25

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

ดาวเคราะห์ “โลก”

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นิยาม โลก, โลก– [โลก, โลกะ–, โลกกะ–]ว่า แผ่นดิน, โดยปริยายหมายถึงหมู่มนุษย์ เช่น ให้โลกนิยม; ส่วนหนึ่งแห่งสกลจักรวาล เช่น มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก โลกพระอังคาร

คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ดาราศาสตร์ได้บัญญัติศัพท์และความหมายของคำภาษาอังกฤษ Earth ว่า โลก นิยามว่า ดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ ๓ อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งมีอุณหภูมิพอเหมาะ มีน้ำซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตเป็นจำนวนมากและอยู่ได้ทั้ง ๓ สถานะ มีบรรยากาศและสนามแม่เหล็กปกป้องสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกจากรังสีคอสมิกพลังงานสูง และมีองค์ประกอบทางเคมีที่ทำให้เกิดสารอินทรีย์ขึ้นได้ มหาสมุทรของโลกครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยละ ๗๐ ของผิวโลก บรรยากาศของโลกประกอบด้วยไนโตรเจนราวร้อยละ ๗๘ และออกซิเจนประมาณร้อยละ ๒๑ โลกแตกต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่นคือ มีการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกทำให้เกิดการปะทุของภูเขาไฟ การเลื่อนของทวีป แผ่นดินไหว เปลือกโลกจึงมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเสมอ โลกมีดวงจันทร์เป็นบริวารหนึ่งดวง ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรีภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก อย่างไรก็ตาม แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ทำให้เกิดน้ำขึ้นลง

คำว่า earth ในทางธรณีวิทยายังหมายถึง แผ่นดิน เปลือกดิน หน้าดิน ศัพท์ earthquake ใช้ศัพท์บัญญัติว่า แผ่นดินไหว earth อาจใช้เป็นคำทั่วไปหรือใช้ประกอบกับคำอื่น เช่น ทางด้านศิลปกรรม ศัพท์ earth art ใช้ศัพท์บัญญัติว่า ภูมิศิลป์ ศัพท์ earth colour ใช้ศัพท์บัญญัติว่า สีดิน

หากเห็นคำ Earth ในบทความใดเขียนด้วยอักษรนำตัวใหญ่โดยมิได้ขึ้นต้นประโยคแล้ว ต้องหมายถึง ดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ ๓ ในระบบสุริยะ.

รัตติกาล ศรีอำไพ

หน้า 26

วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

เซ็กซ์ข้ามคืน...ผู้ชายร้อยทั้งร้อยขอลองสักครั้ง!!!

Pic_245119

จากผลสำรวจพบว่า ผู้ชายส่วนใหญ่เคยมีเพศสัมพันธ์ข้ามคืนกับหญิงที่เพิ่งพบหน้า และรู้สึกดีจนอยากลองอีกครั้งเมื่อมีโอกาส



นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มต้นศึกษาพฤติกรรมของผู้ชาย อายุตั้งแต่ 18-30 ปี จำนวนกว่า 1,000 คน พบว่าผู้ชายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีอารมณ์ทางเพศและพร้อมสำเร็จความใคร่กับผู้หญิงคนไหนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องสอบถามที่มาว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร หรือเคยพูดคุยจีบกันมาก่อนหรือเปล่า

หากลองคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ดูแล้ว น่าตกใจมากๆ กับตัวเลข 97 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ชายที่ทำการสำรวจ ยินดีเดินตามผู้หญิงที่พบตามท้องถนนไปดื่มและกินข้าวด้วยกันในร้านอาหาร และหนุ่มๆ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ว่า มีถึง 83 เปอร์เซ็นต์ พร้อมสานสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกันต่อในสถานที่ลับตาผู้คน แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ผู้ชายใจง่ายทั้งหลายนี้มักเลือกสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง แต่จะเสนอให้ไปโรงแรมหรือบ้านของหญิงสาวมากกว่า



จากข้อสังเกตที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมผู้ชายถึงไม่ยอมเสนอตัวให้ใช้สถานที่ส่วนตัวของเขาเพื่อแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งหนุ่มๆ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่เชื่อใจผู้หญิงที่ยอมตกลงร้องเพลงรักร่วมกันในครั้งแรกที่เจอกัน โดยพวกเขาจะยอมเปิดเผยแค่ชื่อและอาชีพการงานเท่านั้น เพื่อหยุดสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าหนึ่งคืนที่ทำกิจกรรมร้อนด้วยกัน

ผลสำรวจที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นการสำรวจที่เกิดขึ้นในประเทศแถบตะวันตก ซึ่งไม่สามารถใช้วัดทัศนคติของผู้ชายไทยได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผู้หญิงได้รับรู้ว่า ผู้ชายอาจ มองผู้หญิงที่ทำตัวไม่ดีและใจอ่อนกับเรื่องพวกนี้เป็นแค่ ''ของเล่น'' เท่านั้น คงจะดีหากผลการวิจัยที่พิสูจน์มาแล้วได้สอนให้ผู้หญิงรู้จักคุณค่าของตนเองก่อนที่จะสายเกินไป...

หน้า 27

วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

'แชะ' 2 มะหมา 'มะยม ขนุน' อิริยาบถเฮฮาเกินบรรยาย!

Pic_246200

ภาพเล่าเรื่องสัปดาห์นี้ขอนำเสนอภาพชีวิตสบายๆ สร้างรอยยิ้มที่มุมปากให้ทุกท่านได้ คลายความร้อนของอากาศ และบ้านเมืองที่กำลังระอุ ...

กับการเก็บภาพของ ตี้ ภพธนา บุบผชาติ ช่างภาพจากไทยรัฐออนไลน์ บันทึกทีเผลอ เรื่องราวหมาๆ พันธุ์ชิสุผสมไซบีเรีย 2 ตัว ปัจจุบันพวกมันอายุสองปีกว่าๆ เรียกได้ว่ากำลังขบเผาะ ฉอเลาะ แห่งสมาชิกใหม่ของครอบครัวสามปอ ซึ่งประกอบอาชีพเปิดร้านขายอาหารสัตว์มาร่วมหลายปี

เจ้าของสุนัขได้บอกถึงที่มาของเจ้าสองตัวนี้เกิดจากความถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น ทั้งที่มีพี่น้องในคอกเดียวกันรวม 7 ตัว แต่ก็เลือกเจ้า 2 ตัวนี้มาเลี้ยงดู แล้วได้ตั้งชื่อว่าขนุน (เพศเมีย ตัวสีน้ำตาลอ่อน) กับมะยม (เพศผู้ตัวสีน้ำตาลเข้ม) ซึ่งมีนัยหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง ทุกวันนี้ทั้ง 2 ตัวเหมือนพนักงานต้อนรับลูกค้า เป็นพระ-นางประจำร้าน และเป็นที่รักของลูกค้าที่ได้เข้ามาซื้อของภายในร้าน ความรักที่ครอบครัวนี้มีต่อสุนัขทั้งสองตัวคือมีแบบให้หมดใจเหมือนพี่น้องในครอบครัว เปรียบเจ้าสองตัวเป็นดั่งลูกคนสุดท้อง

และนี่คือความรักของคนกับสุนัขที่เตะตา และเป็นที่มาของภาพเล่าเรื่องของความรักต่างสายพันธุ์...!!


หน้า 28

วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

อลังการงานสร้าง!! เผยโฉม'เรอัล มาดริด รีสอร์ท ไอส์แลนด์'

Pic_247578

สโมสร "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ผุดอภิมหาโปรเจ็กต์ ทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนรมิต "เรอัล มาดริด รีสอร์ท ไอส์แลนด์" ขึ้นที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คาดสร้างเสร็จพร้อมเปิดให้ใช้บริการได้ในช่วงเดือนม.ค. ปี 2015…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 23 มี.ค. สโมสร "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ "เรอัล มาดริด รีสอร์ท ไอส์แลนด์" อย่างเป็นทางการ ที่สนามซานติอาโก เบอร์นาเบว โดยเป็นโปรเจ็กต์แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ขนาดยักษ์ที่รัฐราส อัล ไคมาห์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกอบด้วยสนามฟุตบอลความจุ 10,000 คน ซึ่งฝั่งนึงจะเปิดโล่งติดกับทะเล, โรมแรมสุดหรู, ท่าจอดเรือ, บ้านพักตากอากาศ, พิพิธภัณฑ์, สวนสนุก โดยใช้งบประมาณสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 30,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

โครงการดังกล่าว เรอัล มาดริด ร่วมกับรัฐราส อัล ไคมาห์ สร้างขึ้นบนเนื้อที่กว่า 430,000 ตารางเมตร และมีกำหนดเสร็จพร้อมเปิดให้ใช้บริการได้ในช่วงเดือนม.ค. ปี 2015 พร้อมตั้งเป้าว่าปีแรกจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการสูงถึง 1 ล้านคน

ขณะที่งานแถลงข่าวโครงการดังกล่าว นำมาโดย ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร, โจเซ มูรินโญ ผู้จัดการทีม, นักเตะทั้งในอดีตและปัจจุบัน อาทิ ซีเนอดีน ซีดาน, อิเคร์ กาซียาส, คาริม เบนเซมา, เซร์คิโอ รามอส รวมถึงตัวแทนจากรัฐราส อัล ไคมาห์ ด้วย โดย เปเรซ เผยว่า "มันเป็นสิ่งที่เราต่างเห็นพ้องกัน และจะเป็นก้าวกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้องค์กรของเรายิ่งมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในฐานแฟนบอลแถบตะวันออกกลางและเอเชีย"

หน้า 29

วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

ซัลวาดอร์ ดาลิ

Delight Moment(32) / สุมิตรา จันทร์เงา


“นงนุช สิงหะเดชะ” เป็นผู้ให้หนังสือเล่มนี้มา


เรานั่งทำงานเคียงข้างกัน อยู่ในห้องเดียวกัน...โลกเล็กๆที่เปี่ยมล้นด้วยความสุขของเรา


เราต่างทำงานในโรงผลิตตัวอักษรขนาดมหึมา ตั้งหน้าตั้งตาสร้างสรรค์วรรณกรรม
เราต่างชื่นชมผลงานของกันและกัน พูดคุยแลกเปลี่ยน วิพากษ์ วิจารณ์ เห็นแย้ง เห็นต่าง เห็นร่วม และส่งเสียงหัวเราะอยู่ในโลกของข่าวสารที่กว้างใหญ่ลึกลับซับซ้อน


ในองค์กรที่เปิดโอกาสให้เราได้บรรเลงฝีมือเต็มที่อย่างที่ไม่มีแห่งใดในโลกนี้ให้ได้
(ขอบคุณ “มติชน” บ้านหลังใหญ่ของเราจริงๆ)


แต่ละวันเราต่างก้มหน้าง่วนอยู่กับแป้นพิมพ์ดีด


บางทีเราไม่มีถ้อยคำใดสื่อสารกันเป็นครึ่งค่อนวัน มีแต่ตัวอักษรหลั่งไหลออกมา
ฉันร้อยคำเป็นบทกวี เป็นความเรียง เป็นสารคดี ผ่านคอลัมน์ ผ่านงานในหน้าที่ ขณะนงนุชเขียนคอลัมน์ของเธอไปพร้อมกับแปลงถ้อยอักษรของผู้อื่นจากภาษาอื่นออกมาเป็นความงดงามแห่งโลกหนังสือ


นงนุช สิงหะเดชะ เป็นคอลัมน์นิสต์และเป็นนักเขียน...บัดนี้เธอก้าวเข้าสู่โลกของงานแปลอย่างสมบูรณ์ในฐานะที่ปรึกษาวรรณกรรมแปลของสำนักพิมพ์มติชน
งานของนงนุชมากเหมือนน้ำหลากและไม่มีที่สิ้นสุด
แต่เธอก็ยังเจียดเวลาแปลหนังสือแนวที่เธอชอบ


“ซัลวาดอร์ ดาลิ เรื่องเหนือจริงยิ่งกว่าภาพเหนือจริง”


คือผลงานล่าสุดที่เพิ่งเสร็จเป็นรูปเล่ม และมันจะวางล่อนักเสพอักษรผู้รักงานศิลปะอยู่ในร้านหนังสือเครือมติชนใน “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ที่กำลังจะมาถึงระหว่างวันที่29 มีนาคม ถึงวันที่ 8 เมษายน ศกนี้


นงนุชแปลหนังสือไม่มากเล่ม แต่ใครที่ได้จับหนังสือเล่มนี้จะรู้ในทันทีว่าเธอถอดความมาได้อย่างยอดเยี่ยม สมศักดิ์ศรีบรรณาธิการหนังสือแปลของสนพ.มติชน เพราะไม่มีข้อความใดหรือศัพท์คำไหนที่ข้องใจแล้วนงนุชจะยอมปล่อยให้ผ่านมือไป


เรานั่งทำงานอยู่ด้วยกัน เวลาที่ติดขัดคำแสลง อีเดี้ยม หรือศัพท์ใหม่ๆที่พจนานุกรมลองแมนคู่มือสำคัญของเธอไม่มีคำศัพท์นั้น ฉันเห็นเธอวุ่นวายอยู่กับการหาความหมายที่ถูกต้องผ่านเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งกูเกิ้ล
และเธอจะไม่หยุดมือหากยังไม่รู้คำตอบ นี่คือสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุด

เธอเป็นต้นแบบให้ฉันเรียนรู้ในเรื่องการหาคำตอบจนถึงที่สุดในเรื่องที่เราอยากรู้


“ซัลวาดอร์ ดาลิ เรื่องเหนือจริงยิ่งกว่าภาพเหนือจริง” จะเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของอัตชีวประวัติดาลิก็ได้ จะอ่านแบบเป็นนิยายก็สนุก หรือจะมองในมุมสารคดีตีแผ่ “เบื้องหลังความมั่งคั่งและการฉ้อโกงของนักค้าภาพวาดกับจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่” อย่างที่หนังสือโปรยปกไว้ ก็ไม่แปลก


เรื่องพิสดารพันลึกของซัลวาดอร์ ดาลิ อัจฉริยะด้านศิลปะชาวสเปน ในฐานะศิลปินผู้มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลกในระหว่างมีชีวิตอยู่จะเปิดเปลือยตัวตนทุกด้านของเขาให้คุณเห็น ผ่านการเล่าเรื่องของ สแตน ลอรีสเซนส์ หนึ่งในนักต้มตุ๋นผู้สร้างความร่ำรวยในการขายภาพปลอมของดาลิ


นี่คือเรื่องราวที่สั่นสะเทือนวงการศิลปะมากที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกนี้ มันเป็นเรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยาย และมันก็แสนจะเป็นนิยายในโลกแห่งความเป็นจริง

ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะดังๆทั่วโลกที่สะสมผลงานภาพเหนือจริงชิ้นสำคัญๆของดาลิ โดยเฉพาะในช่วงหลังของชีวิตเขา แทบไม่มีใครยืนยันได้ว่าภาพไหนคือภาพเขียนที่แท้จริงของดาลิ


เพราะงานของ “ดาลิ”ในสายตา สแตน ลอรีสเซนส์ผู้คร่ำหวอดอยู่กับโลกหลอกลวงของอัจฉริยะผู้นี้กว่า 30 ปีเขาพบว่าภาพของซัลวาดอร์ ดาลิ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ


ของแท้-ของแท้ ของแท้-ของปลอม และ ของปลอม-ของปลอม

อะไรคือคำอธิบายแท้จริงต้องไปพลิกอ่านเอาจากหน้าหนังสือ เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่าดาลิน่าจะเป็นศิลปินคนเดียวในโลกนี้ที่มีลายเซ็นต์แตกต่างกันถึง 666 ลายเซ็นต์ มีภาพที่เขาลงลายเซ็นต์ล่วงหน้า(ทั้งจริงและปลอม)เอาไว้บนแผ่นกระดาษเปล่าเพื่อให้ตัวแทนขายงานศิลปะของเขาเอาไปละเลงรูปเองอีกเป็นแสนชิ้น...


ตลาดงานศิลปะ...เป็นตลาดเงินสด ไม่ว่าจะที่ใดในโลกนี้ไม่ต่างจากละครโรงใหญ่ที่นักแสดงต่างหมุนเวียนกันออกมาปรากฏตัวบนเวที มีทั้งพวกที่อยู่ในแสงสว่าง อยู่ในความมืด มีผู้กำกับ ผู้เขียนบทและนักแสดงทุกบทบาท และมันเป็นพื้นที่อันโอ่อ่ามีระดับของการฟอกเงินระดับนานาชาติที่เหล่าอาชญากรธุรกิจเริงร่าอยู่บนฟองสบู่ของการเปลี่ยนผ่านเงินผิดกฎหมายไปอยู่ในรูปงานศิลปะที่สูงค่ามีราคา


เช่นเดียวกับงานของดาลิ ซึ่งมูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเมื่อเขาตายไปแล้ว!


ในโลกของการหลอกลวงมักจะมีเหยื่อรายใหม่ๆเสมอ เพราะความละโมบมันพล่านอยู่ในสายเลือดของนักทำเงินผู้ผ่านเส้นทางฉ้อฉลหลีกเลี่ยงกฎหมายนานา ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเมืองเรา


ความลับของดาลิมากมายถูกเปิดโปงระหว่างบรรทัดตลอดเวลาที่สแตนเล่าเรื่อง ตั้งแต่ปัญหาที่ดาลิมีองคชาติเล็กมาก และเขาไม่เคยร่วมเพศกับผู้หญิง แม้แต่กับ “กาล่า” ผู้เป็นภรรยาจนเธอต้องไปหาผู้ชายอื่นมาบำบัดเซ็กซ์ให้


เซ็กส์ของดาลิเหลือเชื่อมหัศจรรย์พันลึกยิ่งกว่าภาพวาดของเขา ด้วยปาร์ตี้อลังการในโรงแรมหรูหรา ซึ่งบางครั้งอาจต้องใช้กุ้งล็อบเตอร์ขนาดมหึมาเป็นร้อยๆตัวร่วมอยู่ในฉากการแสดง พวกมันถูกปล่อยไต่ยั้วเยี้ยอยู่บนพื้น พร้อมกับเด็กหนุ่มมากหน้าหลายตาที่คอยเปิดจู๋ของพวกเขาให้ดาลิดูระหว่างที่อัจฉริยะศิลปินสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง...


แม้แต่หนวดโค้งยาวไม่เหมือนใครของดาลิบางเวลามันก็ยังเป็นของปลอม แต่แม้จะปลอมมันก็ยังทำเงินให้เขาได้ จอร์จ แฮร์ริสัน หนึ่งในสมาชิกวงบีตเทิลส์เคยจ่ายเงินถึง 5,000 ดอลล่าร์แลกกับหนวดปลอมเพียงเส้นเดียวของดาลิมาแล้ว


เช่นเดียวกับผลงานศิลปะปลอม-ปลอม มูลค่าแค่ 50 ดอลล่าร์ของดาลิ ตัวแทนศิลปะของเขาสามารถปั่นราคาให้ทะลุ 500,000 ดอลลาร์ได้สบายๆ ด้วยเทคนิควิธีขายที่แสนจะจูงใจนักลงทุน


นี่คือตัวอย่างฉากหนึ่งของงานปาร์ตี้น้ำชายามบ่ายของซัลวาดอร์ ดาลิที่เขาเรียกมันว่า
“โรงละครสัตว์แห่งเซ็กส์ หรือ บัลเล่ต์แห่งราคะ”


“บนถนนเล็กๆในนิวยอร์ค ผู้ติดตามของดาลิไปเสาะหารายการของแปลกตามที่ดาลิสั่ง เขาคัดเอาผู้ชายที่น่าเกลียดที่สุดบริเวณนั้น มีทั้งคนจิ๋ว คนแคระ ทหารผ่านศึกเวียดนามพิการ คนเมาผู้สิ้นหวัง พวกนักแสดงประหลาดๆตามงานรื่นเริง คนจรจัด ผู้หญิงเก็บขยะ ขอทานตามรถไฟใต้ดิน ฝาแฝด กะเทย นักเล่นบาสเก็ตบอลหัวล้าน พวกฮิปปี้ผมยาว....


ดาลิต้อนรับพวกของแปลกเข้าสู่ห้องสวีตของเขาอย่างเอาอกเอาใจ แล้วก็ออกคำสั่งเหมือนขุนศึก ดาราหญิงหน้าใหม่และนางแบบระดับซูเปอร์สตาร์ 4 คนต้องคลานไปกับพื้น โดยต้องรักษาสมดุลเครื่องปรับระดับผิวหน้าที่วางอยู่บนหลัง ส่วนที่ก้นของพวกเธอมีดอกไม้ไฟที่จุดแล้วเสียบอยู่ ขณะที่นางแบบคนหนึ่งกำลังเปลื้องผ้า ดาลิกัดหัวแม่เท้าและเลียนิ้วเท้าของเธอ


ส่วนกลุ่มเด็กชายสวยที่สุดในนิวยอร์คปลดกางเกงลงจนเห็นก้น แล้วก้นเปลือยนั้นก็นั่งลงบนก้อนดินเหนียวเปียก จากนั้นดาลิก็นำรอยประทับของก้นสวยๆเหล่านั้นใส่กรอบพร้อมเซ็นชื่อ ขณะที่บริเวณกลางห้อง ม้าสีขาวตัวผู้กำลังดื่มแชมเปญจากถังเงิน สำหรับของว่างที่นำมาบริการนั้นเป็นลูกตาของสัตว์ ทั้งวัว แกะ แพะที่จัดใส่ในจานขนาดใหญ่...”


คุณจะเชื่อเรื่องเหล่านี้ไหม?
สแตน ลอรีสเซนส์ ท้าทายคุณอย่างเร่าร้อนด้วยการเปิดโปงผ่าน


“ซัลวาดอร์ ดาลิ เรื่องเหนือจริงยิ่งกว่าภาพเหนือจริง”


หลังจากที่เขาหลุดพ้นออกมาจากคุก!

หน้า 30

วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

'เจมส์ คาเมรอน'เสร็จภารกิจลุยเดี่ยว สัมผัสจุดลึกสุดของโลกใต้ทะเล

Pic_248432

เจมส์ คาเมรอน กลายเป็นมนุษย์คนแรก ที่ดำดิ่งสู่ก้นร่องสมุทรที่ลึกที่สุดในโลกด้วยตัวคนเดียว พร้อมทั้งบันทึกภาพและเก็บตัวอย่างมามากมาย ซึ่งจะกลายมาเป็นสารคดี 3 มิติ ให้เราได้ชมกันในไม่ช้า...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ว่า เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนต์ฮอลลีวูดระดับโลก วัย 57 ปี ประสบความสำเร็จในการนั่งเรือดำน้ำ ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษ ดำดิ่งสู่ใต้ร่องลึกก้นสมุทร 'มาเรียนา' แถบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ลึกที่สุดในโลก เท่าที่มนุษย์ค้นพบด้วยตัวคนเดียว เป็นครั้งแรกของโลก

การเดินทางครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยใต้ทะเลลึก ร่วมกับเนชันแนลจีโอกราฟิกส์ โดยนายคาเมรอน โดยสารไปกับเรือดำน้ำรุ่นพิเศษชื่อว่า 'ดีปซี แชลเลนเจอร์' ดำดิ่งลงสู่ร่องลึกก้นสมุทร มาเรียนา และสัมผัสพื้นทรายใต้สมุทรที่ความลึก 35,756 ฟุต (ราว 10,898.43 ม.) ในเวลา 8 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น หลังจากใช้เวลาเดินทาง 2 ชม. กับ 36 นาที เขาใช้เวลาเก็บตัวอย่าง, ถ่าย และบันทึกภาพความเป็นไป ณ จุดลึกสุดของโลกประมาณ 3 ชม. แล้วจึงกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ

สู่ก้นสมุทร

สู่ก้นสมุทร

หลังจากคาเมรอนกลับขึ้นมา ทีมแพทย์ได้พาเขาไปตรวจร่างกายทันที เนื่องจากแกรงว่าเขาอาจได้รับผลกระทบจากแรวดันมหาศาลใต้สมุทร ที่มีมากกว่าบนพื้นโลกถึง 1,000 เท่า แต่ โจ แมคอินนิส เพื่อนสนิทของคาเมรอน เผยว่า ก่อนการเดินทางในครั้งนี้ ได้มีการทดสอบและฝึกซ้อมดำน้ำที่ความลึกกว่า 5 ไมล์มาแล้ว และคาเมรอนก็ผ่านมาได้โดยไม่เป็นอะไร จึงเชื่อว่าครั้งนี้คงไม่เกิดปัญหาใดๆ เช่นกัน

ด้านเนชันแนลจีโอกราฟิกส์ ระบุว่า ภาพและวิดีโอที่คาเมรอนถ่ายทำมาขณะอยู่ใต้มหาสมุทร ถูกบันทึกในรูปแบบ 3 มิติทั้งหมด เพราะคาเมรอนเคยพูดเอาไว้ว่า "การถ่ายภาพแบบ 3 มิติ มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก เพราะคุณจะสามารถสัมผัสถึงขนาดตื้นลึกหนาบาง รวมทั้งระยะใกล้ไกล ที่คุณไม่อาจรู้สึกได้ในภาพแบบ 2 มิติ" โดยภาพทั้งหมดจะกลายมาเป็นภาพยนตร์สารคดี 3 มิติ ที่ฉายผ่านทางจอเงิน และจอแก้วในไม่ช้า.

สนทนากับ เรือตรี ดอน เวลช์ ผู้เคยดำลงก้นร่องสมุทร มาเรียนา พร้อมกับลูกเรือเป็นครั้งแรก

สนทนากับ เรือตรี ดอน เวลช์ ผู้เคยดำลงก้นร่องสมุทร มาเรียนา พร้อมกับลูกเรือเป็นครั้งแรก

เตรียมหย่อน ดีปซี แชลเลนเจอร์

เตรียมหย่อน ดีปซี แชลเลนเจอร์

กลับมาแล้ว หลังอยู่ใต้ทะเลนานกว่า 7 ชม.

กลับมาแล้ว หลังอยู่ใต้ทะเลนานกว่า 7 ชม.

ทำสำเร็จอย่างปลอดภัย

ทำสำเร็จอย่างปลอดภัย

เรือตรี ดอน เวลช์ แสดงความยินดี

เรือตรี ดอน เวลช์ แสดงความยินดี

หน้า 31

วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

เผย 10 อันดับโรงเรียนทำคะแนนเฉลี่ย โอเน็ต สูงสุดประเทศ - "มหิดลวิทยานุสรณ์"เหมาแชมป์

ผลทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2554 ซึ่งประกาศเร็วขึ้นก่อนกำหนดถึง 2 สัปดาห์นั้น

ปรากฏคะแนนเฉลี่ยของผู้มีสิทธิเข้าสอบเกือบ 4 แสนคน ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ จากคะแนนเต็มวิชาละ 100 คะแนน มีวิชาเดียวที่คะแนนเฉลี่ยเกินครึ่ง คือวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 54.6

นอกนั้นพบว่าภาษาไทยได้เฉลี่ย 41.8 สังคมศึกษา 33.3 วิทยาศาสตร์ 27.8 ศิลปะ 28.5 ลดต่ำลงกว่าคะแนนที่สอบได้ในปี 2553 เสียอีก

ขณะที่วิชาอาชีพและเทคโนโลยีที่ได้ 48.7 คณิตศาสตร์ 22.7 และภาษาอังกฤษ 21.8 สูงกว่าปี 2553 นั้น ก็ยังไม่เกินครึ่งอยู่ดี

แต่ลองมาดู 10 อันดับ โรงเรียนที่ทำได้คะแนนเฉลี่ย (Mean) โอเน็ต ก.พ.55 สูงสุดของประเทศ

ที่มา : ข้อมูลจากเว็บไซต์ เด็กดี/ มติชนออนไลน์

จ่อฟัน! 'ตุ๊กตายางฟีเวอร์' เตือนแหล่งสะสมโรค 'ติดเชื้อ' หนักต้องหั่นทิ้ง!

Pic_248411

สคบ. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไอซีที จ่อฟัน "ตุ๊กตายาง" เตือนคุณภาพห่วย รักษาความสะอาดไม่ดีโรคเพียบ...!!

หลังจากที่ไทยรัฐออนไลน์เปิดประเด็นเรื่องเว็บไซต์มากมาย โฆษณาชวนเชื่อแบบโจ๋งครึ้มเกี่ยวกับตุ๊กตายางฟีเวอร์เวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งกำลังฮิตในหมู่คนไทยจำนวนมากจนกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์...

ความคืบหน้า ล่าสุด นายสงกรานต์ เตชะณรงค์ โฆษกกระทรวงไอซีที กล่าวผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า ตอนนี้ได้ IP address ของเว็บไซต์ดังกล่าวมาแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นดำเนินการปิดเว็บไซต์เหล่านี้ หลังจากนี้ทางกระทรวงไอทีซีก็จะทำการประสานไปยังเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จัดการจับกุมผู้กระทำความผิด

“เว็บไซต์เหล่านี้ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ก็อยากให้ประชาชนอย่าไปหลงเชื่อ เพราะจะเป็นการสนับสนุน ซึ่งเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่พอมีข่าวแล้ว ไอซีทีถึงบล็อกเว็บที่ไม่เหมาะสม เราทำมาโดยตลอด จึงอยากให้ทุกคนอุ่นใจว่าเราไม่ได้นิ่งดูดายและจะจัดการเรื่องนี้เร็วที่สุด”


สคบ.จ่อฟันตุ๊กตายาง...!

ด้าน นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า การโฆษณาชวนเชื่อเช่นนี้เข้าข่ายผิดมาตรา 22 (3) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ว่าด้วยการโฆษณาสินค้าที่สนับสนุนให้กระทำความผิดกฎหมายโดนตรงและโดยอ้อม หรือผิดศีลธรรม ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 30,000 บาทหรือทั้งจำและปรับ ซึ่งขั้นตอนหลังจากได้ยูไอพีของเว็บไซต์ที่ลงข่าวดังกล่าวแล้วก็จะทำประสานเจ้าหน้าที่เพื่อรอสืบเบาะแสและจับกุมดำเนินคดีในที่สุด

“ปัจจุบัน สคบ.มีการสุ่มตรวจในเว็บไซต์เข้มข้นตลอด แต่ก็ยอมรับว่าการโฆษณาชวนเชื่อสินค้าผิดศีลธรรมในอินเทอร์เน็ต และดาวเทียมเหล่านี้มีจำนวนมหาศาลมาก ซึ่งหากตรวจพบแทบจะไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย เพราะผิดกฎหมายชัดเจนแน่นอน นอกจากนี้ยังผิดในประมวลกฎหมายอาญาโทษหนัก ทั้งจำและปรับอีกด้วย อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญอันดับรองลงมาก็คือ คุณภาพของสินค้าที่ไม่ได้ผ่านมาตรฐานเพราะเป็นสินค้าที่ก๊อบปี้มาขายในราคาถูก เรื่องความสะอาดก็ต้องพึงระวัง เพราะถ้าทำความสะอาดไม่ทั่วถึง หรือปล่อยให้ตุ๊กตายางส่ำสอนใช้หลายคน อาจจะเป็นที่เพาะเชื้อโรคซึ่งอันตรายมาก”

ตำรวจ ชี้โม้สรรพคุณชวนเชื่อ ลามก โทษหนัก

ด้าน พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา รองผู้บังคับการกองปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกล่าวว่าผิดมาตรา 287 ว่าด้วยเพื่อความประสงค์ แห่งการค้า หรือ โดยการค้า เพื่อการแจกจ่าย เพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้า หรือ ยังให้นำเข้า ในราชอาณาจักร ในการค้าเกี่ยวกับ วัตถุ หรือ สิ่งของลามก ต้องระวางโทษ จำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ


“สุดท้ายก็อยากจะประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปอย่าหลงเชื่อคำโฆษณา เพราะทุกวันนี้ในโลกอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องหลอกลวง ชวนเชื่อเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นการหลอกให้โอนเงินค่อยเห็นสินค้า ซึ่งเขาอาจจะไม่มีสินค้าก็ได้ ในเรื่องคุณภาพเนื่องจากไม่ได้เห็นหน้าร้าน เมื่อส่งสินค้ามาคุณภาพอาจจะไม่ดีใช้แล้วเป็นอันตราย ที่สำคัญถ้าเกิดโอนเงินไปแล้ว คนร้ายไม่ส่งของเราจะฟ้องนิติบุคคลที่ไหนได้ เพราะพวกนี้มักจะจดแบบไม่แสดงตัวตน เบอร์โทรศัพท์ก็ใช้ 02 มือถือก็ไม่ใช่แบบพรีเพดก็ได้ ดังนั้นโปรดอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด”

โรคจิต ระวังติดเชื้อหนักต้องหั่นทิ้ง

ขณะเดียวกัน นายวัลลภ ปิยะมโนธรรม ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจิตวิทยา และจิตวิเคราะห์ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า สาเหตุที่ทำให้มันได้รับความนิยมก็เพราะปัจจุบันผู้หญิงก้าวร้าวขึ้นและควบคุมได้ยากมากๆ


“ตนเองเฝ้าติดตามเทรนด์นี้มานานแล้ว พบว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมันไปไกล และสุดยอดเหมือนกับไอโฟน เราจะพบว่าตุ๊กตายางมันทำได้ทุกอย่าง ทั้งผิวที่นิ่มเหมือนคนมาก หน้าตาก็มีมากมายเปลี่ยนผม เปลี่ยนสีแบบไหนก็ได้ เสียงครางก็มีหลายเสียง แถมยังทำออรัลเซ็กซ์ได้ เลือกความอุ่นได้อีกด้วยศักยภาพมันใช้ได้ดีกว่าผู้หญิง ส่งผลให้ผู้ชายสมัยนี้ไม่ง้อผู้หญิง อยู่กับของแห้งๆ ดีกว่า เนื่องจากควบคุมได้ แถมยังไม่ต้องมีปากมีเสียงทะเลาะกัน ไม่งอแง ไม่กินอาหาร จับแต่งตัวได้ ควบคุมได้ทุกอย่าง”

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจิต กล่าวว่า ภาษาจิตวิเคราะห์บอกว่ามันสะท้อนความสัมพันธ์ในอนาคตที่เปราะบาง อีกหน่อยอาจจะมีการแต่งานน้อยลง เพราะต่างคนต่างแยกกันไปใช้อุปกรณ์สร้างความสุขที่ตนเองชอบ ถือว่าเป็นภาวะอันตราย ซึ่งกระแสนี้ในเมืองไทยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

“ถามว่าคนที่ชอบใช้ตุ๊กตายางหรืออุปกรณ์สร้างความสุขนั้นเข้าขั้นโรคจิตไหม ก็ไม่ จิตแพทย์เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ภาวะสังคมเพี้ยน เป็นสังคมตัวใครตัวมัน แต่ถามว่าต้องรักษาไหม คนที่มาหาหมอโรคจิตต้องมีความทุกข์ แต่ใช้ตุ๊กตายางเขามีความสุขมากๆ จะมาบำบัดทำไม ที่อเมริกามีผลวิจัยมาว่า เขาดูแลตุ๊กตายางและอุปกรณ์ให้ความสุขมากกว่าภรรยาซะอีก อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ เรื่องความสะอาดเพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค อาจจะทำให้อวัยวะเพศติดเชื้อหนัก ซึ่งอันตรายต่ออวัยวที่อ่อนไหวมาก” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจิตวิเคราะห์กล่าวเตือน.

Twitter : raydo_thairath

พจนานุกรมคำศัพท์เกย์ เรียนรู้ไว้ไม่เสียหลาย

Pic_248680

คอลัมน์เกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ขอลองเปลี่ยนอารมณ์สักเล็กน้อย ด้วยพจนานุกรมคำศัพท์แปลกๆ แฝงความนัย ซึ่งบัญญัติโดยเพศที่สาม โดยใช้สำหรับพูดเล่นในกลุ่มเพื่อนเท่านั้น

สลัมบอมเบย์ = ใช้ว่าบุคคลที่กระทำกิริยาดิบเถื่อน

ดงตาล = กะเทยที่ชอบพูดเรื่องในวงการบันเทิง

โป๊ะแตก = ผู้ชายที่เผลอหลุดความเป็นสาวออกมาจากเรือนร่าง

เพื่อนปุก = ผู้หญิงทำตัวเป็นผู้ชาย ( ทอม )

ญาติคุณสัน = กะเทยเจ้าแม่ศัลยกรรม

สตรอเบอรี่หน้าเงือก = มีความหมายว่า กะเทยเด็ก หน้าไม่สวย แต่ทำตัวแรง

กล้ามปู = ผู้ชายกล้ามโต แต่มีใจเป็นหญิง

สไบพริ้ว = กล่าวชมเชยบุคคลที่แต่งตัวงดงาม เป๊ะไปทุกกระเบียดนิ้ว

ก.ท.ม. = อักษรย่อตรงตัวว่า 'กะ' 'เทย' 'เก๊ก' 'แมน'

กะเทยOtop = กะเทยบ้านนอก

เงือก = เกย์ไม่สวย

จูออน = กะเทยน่ากลัว ตัวใหญ่หน้าหยาบ ชอบจิกผู้ชายอย่างไร้ยางอาย

กรูปรี = ใช้กระทบกระเทียบบุคคลที่ทำตัวแรดแบบแรงๆ

กุ้งนาง = กะเทยที่สวยหวานเหมือนผู้หญิง

คำศัพท์หลังจากนี้ ถือว่าเป็นคำศัพท์ติดเรต ฉ18

คัน = อาการลงแดงอยากได้ผู้ชาย

คันธมาศ = เกย์ที่แสดงอาการชอบผู้ชายแบบไม่อายสังคม

เค = คำเรียกอวัยวะเพศชายหรือองคชาต

จิก = การเดินเข้าไปคุยกับผู้ชายแปลกหน้า โดยหวังสานความสัมพันธ์ระหว่างกัน

จุดพลุ = การเรียกร้องความสนใจจากชายหนุ่ม

ฉ้อราษฎร์ = การแย่งแฟนเพื่อนมาเป็นแฟนของตนเอง

สโตก = ช่วยตัวเอง

สอยมะม่วง = การใช้ปากอมพวงสวรรค์หรือลูกอัณฑะ

ซีดี = คำย่อเรียกถุงยางอนามัย โดยรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ 'คอนดอม' (condom)

แฉะ = อาการอยากมีเพศสัมพันธ์จนแทบคุมอารมณ์ไม่อยู่

ตำแตง = ผู้ชายสร้างโลกสวยด้วยมือเรา

ตำแจ่ว = ความหมายคล้าย ตำแตง แต่นิยมใช้ในหมู่กะเทยแถบอีสาน

ฉีกทุเรียน =เปิดประตูหลังให้กว้าง พร้อมรับข้าศึก

ถวายบัว = การทำรักด้วยปาก

ผัดไทย = มาจากคำว่า 'ผ(ลั)ดไทย' ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า การมีเพศสัมพันธ์กันโดยผลัดกันรุก ผลัดกันรับ

ฟิน = เสร็จหรือลุล่วงกามกิจ

ลวกก๋วยเตี๋ยว = สำเร็จความใคร่

จ๊ะเอ๋ = โรคเอดส์

กิ๊บ = พวงสวรรค์ผู้ชาย

อย่างหรอย = รากศัพท์มาจากภาษาใต้ แปลว่าสุดยอด เยี่ยมยอด

ขอย้ำว่าภาษาข้างต้นเป็นเพียง “ภาษาพูดเล่น” ขอกลุ่มคนที่มองโลกในแง่มุมสนุกสนาน โดยเน้นเพียงแค่เพิ่มอรรถรสสำหรับการพูดคุยสนทนาให้สนุกมากขึ้นเท่านั้น.

เครื่องมือสแกนผี...กับทฤษฎีกดติดวิญญาณ!

Pic_248736

อาทิตย์ก่อน มีพี่นักข่าวที่น่ารักท่านนึงโทรมาขอความเห็นเรื่อง "ความเชื่อของซีกับ ภาพถ่ายกดติดวิญญาณ"... ทิ้งข้อสงสัยในใจซีเยอะมากมาย เหมือนกับตอนดูหนังเรื่อง Shutter จบแล้วภาพยังติดในหัว แต่ไม่น่ากลัวขนาดนั้น...

ดูรูปแต่แรกก็สงสัย อยากตั้งชื่อภาพถ่ายว่า "ผีจัดเต็ม" เพราะภาพคุณลุงในรูปจากข่าว แบบว่าเห็นชัดมาก!!! จนความคิดแรกในหัวซีคือ เราจะเห็นวิญญาณกันเต็มตาขนาดนี้เลยเหรอคะ?... แต่ถ้าไม่มั่ว...คนถ่ายเค้าเอาแอพอะไรมาหลอกตา หรืออะไร มันถึง....ทำไมๆๆๆ...เต็มไปหมด!!!


มาวิเคราะห์ดูสักตั้งว่า "เหตุผลอะไรที่คนส่วนใหญ่เชื่อปักใจว่า...เนี้ยแหละภาพกดติดวิญญาณ"

สมมติฐานข้อที่ 1 คือ ถ้าคนถ่ายอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้ไฮเทคมาก...คนเกินครึ่งจะรีบเชื่อว่าช็อตเด็ดนั้นจะเป็นของจริง!!!

เหตุผลสนับสนุนคือ เอ้า...ก็มันน่าเชื่อออก... กลุ่มคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญกับการตัดต่อภาพ หรือเครื่องมืออะไรไฮเทค และไม่ได้มีเวลาส่วนใหญ่ไปสนุกสนานกับการแกล้งคนทำนองนั้น คงไม่ว่างมาวางแผนกับสถานการณ์แบบนี้ชัวร์... จริงปะล่ะ

สมมติฐานข้อที่ 2 คือ อุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายทำ...ถ้าไม่ใช่สมาร์ทโฟน หรือกล้องเทพ...คนจะรีบเชื่อ ว่าจะเป็นของจริง!!!


"นี่เค้าใช้กล้องมือถือรุ่นราคาถูกนะ ไม่น่าแต่งภาพหรอก"
ชัวร์ ค่ะ...สมาร์ทโฟนอย่างไอโฟน จะทำภาพแบบนี้ง่ายมาก...แค่โหลดแอพพวก HauntedFace , GhostCamera หรือแค่แอพทั่วไป ไม่ได้ใส่เอฟเฟกต์ผีมากเท่าไหร่อย่าง Twinmaker ยังทำให้เหมือนถ่ายติดกุ๊กกู๋....ได้เลยค่ะ บรื๋อออออ...ขนหัวลุก!

ทั้งนี้ ทั้งนั้น มือถือที่ถ่ายถูกหรือแพง มันเอามาวิเคราะห์คนใช้ได้ด้วยไง!!! ระดับการอำเราน่าจะต่ำไปตามความ "Lowtech" ของเครื่องมือที่ถ่ายกับความรู้ในการถ่ายของคนด้วย...คิดแบบมีเหตุผล กว่าจะถ่ายกว่าจะโอนข้อมูลมาตัดต่อ อันนี้อาจอำลำบาก

แต่อย่างไรก็ ดี...สมมติฐานข้อนี้ ตัดสินแบบเหมารวมคือ สรุปได้ว่า...ก็ชั้นอยากจะเชื่อ!!!.. ไม่มีความแม่นยำนักแต่พอจะคิดเร็ว...ก็อาจได้ผล สร้างความเชื่อได้...เพราะกล้องดีๆ หน่อยจะสามารถตั้งให้เปิดหน้ากล้องได้ นานๆ...เราจะได้ภาพซ้อนเหมือนหลอนๆ คืออำคนได้ ในกรณีมีกล้องดีแล้วเล่นลูกเล่นเป็นหน่อยทำภาพหลอนได้ไม่ยาก!

สมมติฐานที่ 3 คือ สถานการณ์ให้...คาแรกเตอร์ได้


หากดูเหมือนเป็นภาพกดติดวิญญาณหลังอุบัติเหตุแล้วคน (หรือผี) ที่ถ่ายติดมาดูมี ความคล้ายคลึงจนคนใกล้ชิดแบบญาติสนิทผู้เสียชีวิตตะลึงได้...ส่วนมากไม่แปลก จริงๆ ที่เค้าจะเชื่อว่าใช่ ไม่ใช่เหรอคะ ก็อย่างที่เขียนเป็นคอนเซปต์ว่า "สถานการณ์ให้...แล้วคาแรกเตอร์ได้" มันเลยลงตัวน่าเชื่อจริงๆ ไง

สาวไอทีแบบซี...เห็นแบบนี้ก็เป็นคนขวัญอ่อนอยู่นะคะ กว่าจะค้นคว้าหลายแนวคิดในการถ่ายภาพกดติดวิญญาณ และความเป็นไปได้ ไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนหลับรึเปล่า...เอาเป็นว่า ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับ "การเลือกเชื่อ" ของแต่ละคน เพราะบนโลกเรามีหลายความเชื่อ และเหตุผลดีๆ ให้เลือกเชื่อเสมอ อยู่ที่ว่าเราเชื่ออะไรแล้วเป็น "ผลดีกับเราและโลกบ้าง" คุณล่ะคะ ทฤษฎีความเชื่อเหมือนซีบ้างรึเปล่า?


ซี ฉัตรปวีณ์
Twitter.com/ceemeagain
youtube.com/chatpawee