บทความทั่วไป  มกราคม 55

สารบัญ

เนื่อเรื่อง

หน้า
HONDA เสริมความมั่นใจให้กับลูกค้า ทำลายรถจมน้ำ 1,055 คัน 1
รวมวาทะ-วาระเด็ด "การเมือง" ปี 54 "กระต่าย" ตื่นตูม! 2
คาดพลุทำฝูงนกดำร่วงตาย5พันตัว 3
นอนหลับ 4
โมนาลิซา 5
นักประดิษฐ์รัสเซียเจ๋ง สร้างตู้ปลาจิ๋ว ขนาดเล็กที่สุดในโลก 6
2 หมาวัดแสนรู 7
ผู้หญิง'พร้อมเผด็จศึก...โดยไม่ต้องเล้าโลมให้เปลืองเวลา 8
ตามไปดู! ความเชื่อแปลกๆ รับปีใหม่ทั่วโลก 9
“โมโกจู” เหมือนอยู่กันคนละโลก/ปิ่น บุตรี 10
ทดลองขับ NISSAN ALMERA (ตอนที่ 1) 11
จูบ 6 จุดยุทธศาสตร์ ตรึงใจสาวอยู่หมัด!!! 12
The Imaginary Museum จินตภาพสู่งานจิตรกรรม 13
'เอฟบีไอ'ปรับนิยามคำว่า'ข่มขืน'ใหม่ รวม'ผู้ชาย'เป็นเหยื่อด้วย 14
Fashion moments of 2011 : ที่สุดแห่งวงการแฟชั่นปี2011 15
5 อันดับนายแบบสุดฮอต ช็อตหัวใจสาวทั่วโลก 16
รอบรู้ลีลารุกพร้อมรับ ท่าเด็ด 69 17
สิ่งมหัศจรรย์ 10 ประการ เปลี่ยนใหม่เพื่อชีวิตใหม่ 18
แต่งอีกครั้งหลังเจ้าบ่าวเปลี่ยนเป็น“เจ้าสาว” 19
ช็อก! โกดักล้มละลาย 20
ธารน้ำแข็งและหิมะ ณ ฮอกไกโด 21
นิสสัน อัลเมร่า "อีโคคาร์" คันนี้ มีดี ไม่ธรรมดา... 22
แฉเบื้องหลังกำเนิด“ชีสเบอร์เกอร์” 23
เฮ้ย!! 'ไอโฟน 4s PSP บัตรเครดิต ทาวน์โฮม โรเล็กซ์' ย้อนประวัติ ‘กงเต๊ก’ โลกาภิวัตน์ 24
ตำนานปีศาจตรุษจีนและปีมังกร ๒๕๕๕ 25
ทารกจิ๋วหนักเท่าไอโฟน 2 เครื่อง รอดตายรายที่ 3 ของโลก 26
เจาะลึกตำนานมังกร "เล้ง-เล่ง-หลง-หลุง" 27
เซ็กซ์เร่าร้อนตลอดกาล 5 เคล็ดลับชูรสเรื่องบนเตียง 28
อาหารที่เป็นมากกว่าอาหาร: ความเชื่อ ตำนาน และกุศโลบายในอาหารจีน 29
ชมภาพสีหายาก "อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ใช้ชีวิตหรูหราในคฤหาสน์หลังงาม 30
กินตับไก่...ปลอดภัยจากเชื้อโรค 31

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

HONDA เสริมความมั่นใจให้กับลูกค้า ทำลายรถจมน้ำ 1,055 คัน

Pic_226914

บริษัท Honda Automobile เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ด้วยการทำลายรถจมน้ำในนิคมสวนอุตสาหกรรมโรจนะ รวม 1,055 คัน โดยทุกขั้นตอนในการแยกชิ้นส่วนเพื่อทำลาย คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกค้าในเรื่องคุณภาพรถใหม่ของ Honda...

วันที่ 27 ธันวาคม 2554 Honda Automobile Thailand Co.ltd. เริ่มต้นการทำลายรถยนต์ใหม่ที่รอส่งโชว์รูม ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว ในโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท Honda Automobile ที่นิคมสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีรถยนต์ที่ถูกทำลาย รวมทั้งสิ้น 1,055 คัน แบ่งเป็นรุ่นต่างๆ ดังนี้

 


- Honda Brio 217 คัน

 


- Honda Jazz 213 คัน

 


- Honda Civic 150 คัน

 


- Honda Accord 91 คัน

 


- Honda CRV 30 คัน

 


- Honda City 353 คัน

- Honda Freed 1 คัน

 


 


 


นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุโส Honda Automobile Thailand Co.ltd. แถลงต่อสื่อมวลชนว่า Honda ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันพื้นที่ของตัวโรงงานในนิคมโรจนะ แต่เนื่องจากปริมาณมหาศาลของน้ำเหนือที่ไหลบ่าเข้ามายังตัวนิคม ประกอบกับความรุนแรงของกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ทำให้น้ำเข้าท่วมตัวโรงงานประกอบรถยนต์ของ Honda ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2554 สำหรับในส่วนของรถยนต์ใหม่ที่พร้อมทำการส่งมอบ บริษัทได้มีการเคลื่อนย้ายรถส่วนใหญ่ไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลดภัย แต่ยังมีรถยนต์อีก 1,055 คัน ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ทัน จึงได้รับความเสียหายอย่างหนักดังกล่าว

 


 


 


Honda มีนโยบายที่ชัดเจนด้านการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในระดับสูงสุด ตามมาตรฐานของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ มีขั้นตอนที่เข้มงวดในการทำลายชิ้นส่วน อะไหล่ และรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากจมน้ำทั้งหมด โดยจะไม่มีการนำมาจำหน่ายให้กับลูกค้าอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ลูกค้าของค่าย Honda มั่นใจและคลายความกังวลว่าจะไม่มีชิ้นส่วนใดๆ ออกไปจากโรงงาน หรือถูกนำกลับมาใช้ใหม่ Honda จึงดำเนินการทุกขั้นตอนภายในโรงงานเท่านั้น

 


 


 


การทำลายรถยนต์ที่เสียหายจากน้ำท่วม ถูกจัดขึ้นที่ศูนย์ส่งมอบรถยนต์ใหม่ของ Honda ในสวนนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ โดยได้เชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อเข้าชมการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐาน เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สถาบันยานยนต์ต่างๆ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Honda ทั่วประเทศ รวมถึงสื่อมวลชน


ขั้นตอนในการทำลายรถยนต์ของ Honda ที่จมน้ำ มี 6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

 


1. ถอดชิ้นส่วนด้านบนห้องเครื่อง จุดนี้จะมีการถอดฝากระโปรงด้านหน้า แว็กซ์น้ำยาแอร์ ถอดชุดกรองอากาศ ดูดน้ำมันเกียร์ ดูดน้ำมันเพาเวอร์ ดูดน้ำมันเบรก ถอดแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนพลาสติกภายนอก (กันชนหน้า-หลัง) กระจกมองข้าง โดยแยกไว้เพื่อนำมาบริหารจัดการอย่างถูกวิธี ตามขั้นตอนของการรีไซเคิล

 


2. ถ่ายสารเหลว ถอดชิ้นส่วนด้านล่าง ถอดเครื่องยนต์ จุดนี้จะมีการถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ น้ำมันเพาเวอร์ น้ำมันเบรก ถอดล้อหน้า-หลัง ชุดระบายไอเสีย ถอดถังเชื้อเพลิง ถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ยกเครื่องออกจากตัวถัง โดยสารเหลวทั้งหมดจะถูกกำจัดตามกระบวนการที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

 


3. ถอดชิ้นส่วนพลาสติกภายในห้องโดยสาร ถอดชุดโช้กอัพ หม้อน้ำ แผงทำความเย็น สายไฟทั้งหมด และล้ออะไหล่

 


4. แยกชิ้นส่วนของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง (เกียร์)

 


 


 


5. ทำลายชิ้นส่วนด้วยการบีบอัดตัวถัง จุดนี้พนักงานของ Honda จะตัดทำลายชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ตัดทำลายส่วนประกอบด้านหน้าของตัวถัง และทำการอัดตัวถังด้วยเครื่องบีบอัด เมื่อบีบอัดเสร็จแล้ว จากนั้นจะทำการบันทึกหมายเลขตัวถังไว้เป็นหลักฐาน

 


 


 


6. การจัดเก็บแยกประเภทเพื่อส่งเข้ากระบวนการรีไซเคิล ชิ้นส่วนที่ถูกทำลายทั้งหมดจะนำไปสู่กระบวนการแยกและนำไปรีไซเคิล โดยชิ้นส่วนที่ถูกทำลายแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

 


- ก้อนอัด จะถูกนำไปแยกโดยใช้รถ Backhoe เพื่อคลายก้อนอัด ก่อนส่งเข้าเครื่อง Shredder ซึ่งจะแยกออกมาได้ 3 ส่วนคือ เหล็ก สามารถนำไปหลอมใหม่ได้ ส่วนที่เป็นวัตถุที่ไม่ไช่เหล็ก สามารถนำกลับมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยแยกเป็นอะลูมินัมอัลลอย ทองแดง โฟม พลาสติก และยาง ส่วนที่เป็นฝุ่นและเศษกากต่างๆ จะส่งให้กับบริษัทที่ได้รับอนุญาตนำไปฝังกลบ

 


 


- ชิ้นส่วนรีไซเคิล เป็นชิ้นส่วนรถยนต์ที่ถูกทำลายจนเสียรูปแล้ว แต่ยังสามารถนำไปรีไซเคิลได้ เช่น ล้ออัลลอย ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนที่เป็นอะลูมิเนียม พลาสติก และยาง

 


- วัตถุอันตราย ได้แก่ แบตเตอร์รี่และของเหลว จะถูกส่งไปยังโรงงานที่ได้รับอนุญาตเพื่อนำไปบำบัดและรีไซเคิลต่อไป ส่วนเลขตัวถังของรถยนต์ที่ถูกตัดออกในขั้นตอนของการทำลายนั้น ลูกค้าสามารถเข้าไปชมได้ทาง www.honda.co.th

 


นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุโส บริษัท Honda Automobile Thailand Co.ltd. ยังได้กล่าวอีกด้วยว่า Honda จะทุ่มเทความพยายามในการบริหารจัดการอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้โรงงานกลับมาดำเนินการผลิตรถยนต์โดยเร็วที่สุด รวมถึงการเดินหน้าสร้างกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ Honda ยังคงเป็นบริษัทที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ และก้าวต่อไปข้างหน้าพร้อมกันกับสังคมไทย เพื่อร่วมพื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

 


ในช่วงของมหาอุทกภัย Honda ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนหลายประการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพนักงานที่ได้รับผลกระทบ ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการแบ่งปันความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัย เช่น การจ่ายค่าแรงพนักงงานตามปกติ แม้ว่าตัวโรงงานจะหยุดสายการผลิตก็ตาม การให้เงินกู้ฉุกเฉินสูงสุด 100,000 บาท สำหรับพนักงงานที่ประสบภัย การกำจัดคราบน้ำมันก่อนน้ำลด เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำที่สูบออกไปจากตัวโรงงาน จะไม่เป็นอันตรายต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ทาง Honda ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน 100 ล้านบาท เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านสภากาชาดไทย การมอบอุปกรณ์เครื่องมือช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบผ่านหน่วยงานต่างๆ รวมกว่า 7 ล้านบาท การลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเครื่องยนต์ และให้คำปรึกษาแนะนำแก่เจ้าของรถยนต์ Honda ในพื้นที่น้ำท่วม รวมไปถึงการบริการ Honda Help Line เพื่อให้ข้อมูลเชิงเทคนิคกับลูกค้า การจัดสรรพนักงงานจิตอาสาออกไปช่วยเหลือทำความสะอาดชุมชน รวมถึงบ้านเรือนของสื่อมวลชนสายยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัย.

Arcom roumsuwan
E-Mail
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

 

หน้า 2

วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

รวมวาทะ-วาระเด็ด "การเมือง" ปี 54 "กระต่าย" ตื่นตูม!

สถานการณ์ในปีเถาะ พ.ศ.2554 เป็นอีกบริบท ที่ต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยมีปรากฏการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นมากมายตลอดทั้งปี

อันปรากฏการณ์เหล่านั้น ล้วนสะท้อนผ่านความเคลื่อนไหว การส่งสัญญาน และการสื่อสารจากตัวนักการเมืองหลากหลายฝ่าย

"มติชน" รวบรวม "วาทะเด็ด" ทางการเมือง ตลอด พ.ศ.2554 ที่มีอานุภาพ ทรงพลังสู่การวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะส่งผลต่อการขับเคลื่อนการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอย่างน่าสนใจ ดังนี้


1.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"ผมบอกเลยว่าไม่ใช่นอมินี แต่เรียกได้เลยว่าเป็นโคลนนิ่งของทักษิณเลย เยส ออ โน นี่พูดแทนผมได้เลย"

เป็นคำสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ แก่สื่อหลายแขนงทั้งไทย-เทศ ที่บินตรงไปสัมภาษณ์ถึงนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2554 ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ถึงเหตุผลในการตัดสินใจเลือก "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ซึ่งเป็นน้องสาวแท้ๆ ขึ้นเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 "พรรคเพื่อไทย" ซึ่งหมายถึง การชิงตำแหน่งนายกฯ

2.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

"การทำงานเปรียบเหมือนการทำข้อสอบ ดิฉันเชื่อมั่นว่าจะสอบผ่านทุกวิชา"

เป็นถ้อยแถลงต่อ "รัฐสภา" ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 24 สิงหาคม 2554 โดยหลังจากนั้นไม่นาน องค์ประชุมรัฐสภาเกิดล่มเป็นการเบิกฤกษ์ แต่ถือว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เริ่มนับ 1 อำนาจฝ่ายบริหาร โดยหลังจากนั้นจึงเจอสารพัดมรสุมทางการบริหาร โดยเฉพาะมหาอุทกภัยที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด ไม่นับปัญหาทางการเมืองกรณี "พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่ถาโถมเข้าใส่ตลอด 4 เดือนการทำงานรัฐบาล

3.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์และผู้นำฝ่ายค้าน

"การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง"

เป็นคำปราศรัยปิดเวทีหาเสียงเลือกตั้งของ "พรรคประชาธิปัตย์" กลางสายฝนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ในชื่อเรื่อง "อนาคตไทยใต้ฟ้าเดียวกัน" ของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นการจุดประเด็น "เพื่อคนๆเดียว" อย่างเป็นทางการครั้งแรก จากนั้น "พรรคประชาธิปัตย์" ได้ใช้ประโยคดังกล่าวเป็นคีย์เวิร์ด จับจ้องการทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์มาจนปัจจุบันอย่างได้ผล

4.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

"เป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดถึง เราเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่อย่าให้เลยเถิดจนมากเกินไป ก็ไปอยู่ต่างประเทศก็แล้วกัน"

เป็นคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 เมื่อถูกสื่อมวลชนถามถึงความพยายามของนักวิชาการบางส่วนรวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง ในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่คุ้มครองมิให้มีการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ และหลังจากนั้นไม่นาน "พรรคเพื่อไทย" จึงส่งสัญญาณขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างเดียว โดยจะไม่แตะต้องมาตรา 112 แต่อย่างใด

5.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

"พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม"

เป็นคำสัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.เฉลิม หลายกรรมหลายวาระ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 เป็นต้นมา หลังจุดประเด็นเรื่องการรื้อคดีที่ดินรัชดาภิเษกขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างเหตุที่ศาลพิพากษาให้การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆะ โดยหลังจากนั้น ร.ต.อ.เฉลิมได้ขับเคลื่อนประเด็นร้อนแรงที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณมาโดยตลอด ทั้งการนั่งเป็นประธานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ ปูดประเด็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม พ.ร.บ.ปรองดอง

6.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

"ถ้าจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้ท่านทักษิณได้ ก็จะดี"

หลังจากส่งสัญญานดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2554 นายสุรพงษ์ก็โดยถล่มหนัก กระทั่งมีการออกหนังสือเดินทางเล่มใหม่ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณจริงในวันที่ 26 ตุลาคม 2554 "พรรคประชาธิปัตย์" ก็เล่นงานทางกฎหมายทันทีด้วยการยื่นถอดถอนนายสุรพงษ์พ้นตำแหน่ง หลังจากก่อนหน้านั้นถูกถอดถอนไปแล้วกรณีการประสานงานทางการญี่ปุ่นออกวีซ่าเข้าประเทศให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงต้นรัฐบาล จนเกิดเป็นข้อครหาถึงการเข้ารับตำแหน่งเสนาบดี "กระทรวงบัวแก้ว" เพื่อภารกิจเฉพาะเหล่านี้หรือไม่

7.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

"ขอถือโอกาสนี้ขออภัยประชาชน ที่แก้ปัญหาไม่ทันเวลา"

เป็นคำยอมรับออกมาเป็นครั้งแรกในการบริหารจัดการ "น้ำ" ของผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) กลางเวที "รัฐสภา" เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 ในการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อระดมความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาอุทกภัยใหญ่ โดย พล.ต.อ.ประชา ในฐานะ ผอ.ศปภ. ถูกรุมกระหน่ำจนอ่วม ทั้งเรื่องการบริหารน้ำ สิ่งของบริจาค การจัดซื้อโดยเฉพาะซื้อถุงยังชีพ ที่ถูกย้อนแรงกลับมาว่าเป็น "ถุงปลิดชีพ" เพราะซื้อแพงเกินจริง ซ้ำยังเป็นเงินที่ได้รับบริจาคจากประชาชน

8.นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

"แต่ถ้าผิดก็ผิดที่ผม ที่ผมไม่สามารถเป็นเหมือนขงเบ้ง ที่จะคาดการได้ถูกหมด"

หลังจากทนฟังสงครามน้ำลาย ระหว่างฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล ที่กล่าวหากันไปมา ว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมาจากฝีมือรัฐบาล ปชป.วางยาน้ำในเขื่อน หรือรัฐบาลปัจจุบันบริหารน้ำพลาด นายธีระก็กล่าวกลาง "รัฐสภา" หย่าศึกน้ำลาย พร้อมแอ่นอกขอรับผิดชอบเองในฐานะดูแลกรมชลประทาน หลังจากนั้นจึงเกิดข่าวการปรับ ครม. โดยจะมีการยึดโควตากระทรวงเกษตรฯคืนจาก "พรรคชาติไทยพัฒนา" ร้อนถึง นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ต้องออกโรงลำเลิกสัมพันธ์เก่ากับ "นายใหญ่" เอง จนคลื่นลมสงบลง

เหล่านี้เป็น "คมคำ" ของ "นักการเมือง" ใน พ.ศ.2554 ที่ฉายความเร่าร้อนทางการเมืองให้หวาดหวั่นได้ว่า ใน พ.ศ.2555 อาจร้อนผ่าวกว่านัก...


หน้า 2 มติชนรายวัน 2ม.ค. 2554

 

หน้า 3

วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

คาดพลุทำฝูงนกดำร่วงตาย5พันตัว

เมื่อวันที่ 2 ม.ค. เดลี่เมล์รายงานว่า ฝูงนกดำ 'แบล็กเบิร์ด' กว่า 5,000 ตัวตายปริศนาตกลงจากท้องฟ้าร่วงสู่พื้นถนน ในรัฐอาร์คันซอทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา หลังจากที่มีการเฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งงดการจุดพลุ หลังจากที่พบนกตัวแรกตายในวันนิว เยียร์ อีฟ หรือวันที่ 31 ธ.ค. ที่ผ่านมาแล้วก็ตาม ด้านนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เสียงดังของประทัด พลุ อาจเป็นเหตุทำให้นกเหล่านี้ร่วงลงจากท้องฟ้า แต่ยังไม่ยืนยันแน่ชัด

ทั้งนี้ ในช่วงต้นปีใหม่ของสหรัฐ มักจะพบการตายของนกจำนวนมาก เช่นช่วงวันขึ้นปีใหม่ปี 2554 ก็พบนกแบล็กเบิร์ดปีกแดง จำนวนนับพันตัว ตกลงมาตายจากท้องฟ้า ในรัฐอาร์คันซอ แห่งเดียวกันนี้มาแล้ว ด้านข้อสันนิษฐานอื่นๆ อาทิ นกทั้งหมดอาจถูกฟ้าผ่า หรืออาจปะทะกับลูกเห็บที่เกิดขึ้นในระดับเหนือเมฆ แต่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ ดอกไม้ไฟที่จุดขึ้นในการฉลองวันขึ้นปีใหม่ ทำให้นกตื่นตกใจ

หน้า 4

วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

นอนหลับ

รู้ไปโม้ด
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
 

บอกว่าการนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด อยากรู้ว่าก่อนจะนอนหลับนั้น ควรมีการเตรียมตัวนอนไหม แล้ววิธีที่ถูกต้องต้องทำอย่างไร

Yui

ตอบ yui


คำแนะนำมาจาก ผศ.น.พ.วิชญ์ บรรณหิรัญ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ว่าด้วยสุขอนามัยการนอนที่ดีขั้นพื้นฐาน ซึ่งถ้าทำได้เป็นประจำจะเกิดเป็นนิสัยการนอนหลับที่ดีในระยะยาว โดยเพิ่มปัจจัยที่ส่งเสริมการนอนหลับที่ดีเข้าไป ได้แก่ 1.พยายามปรับสิ่งแวดล้อมในการนอนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น เลือกหมอนหรือที่นอนที่สบายพอเหมาะกับสรีระ ลดแสงหรือเสียงรบกวน ควบคุมอุณหภูมิห้องให้พอดี 2.ปรับท่านอนให้เหมาะสมกับสรีระ เช่น ผู้ที่นอนกรน หรือมีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับนั้น ส่วนใหญ่ท่านอนหงายมักจะมีอาการมากกว่าท่านอนอื่นๆ ดังนั้นถ้าสามารถปรับให้เกิดความเคยชินในท่านอนตะแคง นอนศีรษะสูงเล็กน้อย ก็อาจช่วยบรรเทาอาการโรคดังกล่าวได้ในบางราย 3.ควรหลับอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และควรเข้านอนก่อนเที่ยงคืน 4.พยายามอยู่บนที่นอน เมื่อง่วงนอนจริงๆ เท่า นั้น


5.ถ้าไม่สามารถหลับได้หลังจากเข้านอนแล้วเกิน 30 นาที ให้ออกจากห้องนอนมาทำกิจกรรมอย่างสงบ เช่น อ่านหนังสือ หรือฟังวิทยุเบาๆ เมื่อเกิดความง่วงแล้วจึงเข้าไปนอนอีกครั้ง 6.ถ้าตื่นขึ้นระหว่างนอนกลางคืน ไม่ควรพยายามกดดันตนเองเพื่อให้รีบนอนจนเกินไป เช่น ไม่ดูนาฬิกา จะทำให้ลดความเครียดและความกังวลหรือกลัวว่าจะนอนไม่หลับ 7.ตื่นนอนให้ตรงเวลาสม่ำเสมอ 8.ระหว่างกลางวัน พยายามไม่งีบหลับถ้าทำได้ แต่หากง่วงอย่างมาก การงีบหลับช่วงสั้นๆ จะช่วยให้สดชื่นขึ้นได้ อย่างไรก็ตามไม่ควรนานเกิน 1 ชั่วโมง และไม่ควรงีบในช่วงหัวค่ำ 9.กินอาหารมื้อเบาๆ ก่อนนอน เช่น ขนมหรือนมปริมาณเล็กน้อย มีสารบางอย่างอาจช่วยให้หลับดีขึ้น

นอกจากนี้ยังข้อปฏิบัติในชีวิตประจำวัน 1.รักษาความสมดุลและความสม่ำเสมอในกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น เวลารับประทานอาหาร เวลาหลับ ตื่น ออกกำลังกาย เพื่อการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายจะได้ปรับตัวตามนาฬิกาธรรมชาติภายในตนเองง่ายขึ้น 2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอในเวลาช่วงเช้าหรือเย็นที่ห่างจากเวลานอนอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง 3.ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป เนื่องจากจะทำให้อึดอัด และเป็นความเสี่ยงของโรคต่างๆ จำนวนมาก รวมถึงภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ 4.หาวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่น แบ่งเวลาเพื่อใคร่ครวญและหาทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ทำสมาธิ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

ส่วนข้อที่ควรหลีกเลี่ยงก็มี 1.เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอาหารมื้อเที่ยง เนื่องจากกาเฟอีนทำให้สมองตื่นตัวขึ้นและออกฤทธิ์ได้นานไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมง

2.การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน เนื่องจากในช่วงแรกเครื่องดื่มดังกล่าวอาจทำให้หลับเร็วขึ้น แต่เมื่อหมดฤทธิ์ใน 3-4 ชั่วโมงแล้ว ช่วงการนอนต่อมาจะตื่นแล้วนอนหลับไม่สนิท มึนศีรษะและไม่สดชื่นเมื่อตื่นนอน นอกจากนี้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ยังทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจหย่อนมากขึ้น และสมองตื่นตัวช้าลง ทำให้ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับมีอาการรุนแรงมากขึ้น

3.การสูบบุหรี่ เนื่องจากมีสารนิโคตินที่ทำให้สมองตื่นตัว และให้พยายามหลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท รวมถึงยาขยายหลอดลมบางชนิด หรือยาแก้คัดจมูกบางชนิด ในช่วงก่อนนอน ทั้งนี้อาจเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นแทนถ้าทำได้

4.การรับประทานอาหารจำนวนมาก หรืออาหารที่ย่อยยาก ในช่วงน้อยกว่า 3 ชั่วโมงก่อนนอน อาจทำให้อึดอัด หลับไม่สนิท และเกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ 5.การออกกำลังกายอย่างหนักมากในช่วงหัวค่ำ หรือก่อนเข้านอนน้อยกว่า 4-6 ชั่วโมง 6.การใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือน เนื่องจากอาจเกิดภาวะพึ่งยา หรือติดยานอนหลับ ซึ่งจะทำให้มีปัญหาภายหลังมากขึ้น และถ้ามีปัญหานอนกรน อาจทำให้ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับแย่ลงกว่าเดิม 7.หลีกเลี่ยงการทำงานที่มีความเครียดในช่วงเวลาใกล้นอน

 

หน้า 5

วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

โมนาลิซา

คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
 

อยากทราบว่า ทำไมรูปโมนา ลิซาถึงดังและมีค่ามาก

เก่ง

ตอบ เก่ง

สารานุกรมสำ หรับเยาวชน ชุดศิลปะและงานสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ โดย วิรุณ ตั้งเจริญ และ อำนาจ เย็นสบาย อธิบายถึงคุณค่าจิตรกรรมระดับโลกที่มีชื่อว่า "โมนาลิซา-Mona Lisa" โดยศิลปินชาวอิตาเลียน เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ซึ่งมีขนาดผลงานเพียง สูง 77 x กว้าง 53 เซนติเมตร สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนแผ่นไม้ เมื่อช่วง พ.ศ.2046-2050 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จัดเป็นงานถ่ายทอดรูปแบบเหมือนจริงตามลักษณะแบบอย่างของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)

โมนาลิซาเป็นภาพเขียนครึ่งตัว (Portrait) สุภาพสตรีผมยาว มีผ้าคลุม หวีผมแสกกลาง เสื้อคลุมสีดำเรียบ เห็นใบหน้าเกือบตรง ลำตัวบิดเล็กน้อย มือขวาวางคว่ำสัมผัสข้อมือซ้ายที่วางราบอยู่บนที่วางแขนของเก้าอี้ เบื้องหลังเป็นภาพทิวทัศน์สงบเงียบ บรรยากาศเร้นลับ ชวนฝัน ภาพส่วนขยายนัยน์ตาและรอยยิ้มของโมนาลิซาที่แสดงออกถึงความรู้สึกที่ต้องการค้นหาบางสิ่ง ซ่อนเลศนัยและปริศนาให้ผู้ดูบังเกิดความรู้สึก และตั้งคำถามว่า โมนาลิซากำลังคิดอะไรอยู่

วิเคราะห์ว่าเป็นงานจิตรกรรมที่มีคุณค่าในการแสดงออกทั้งในด้านความงาม ด้านสาระ และด้านอารมณ์ความรู้สึก โดยด้านความงาม เป็นภาพที่สร้างสรรค์โดยยึดทฤษฎีการเลียนแบบตามธรรมชาติ คือการเลียนแบบความงามตั้งแต่รูปร่าง รูปทรง สีสัน และน้ำหนักแสงเงา เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของเลโอนาร์โด ดา วินชี ในการเขียนภาพผู้หญิง คือนิยมเขียนคิ้วบางเลือนราง และมีรอยยิ้มมุมปาก ทั้งเป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ในการจัดภาพตามแบบอย่างของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ คือมีบุคคลเป็นประธานของภาพ มีฉากหลังเป็นทิวทัศน์แสดงบรรยากาศตามจินตนาการ เพราะศิลปินในสมัยนั้นมีความเชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนย์ กลางของจักรวาล เป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ ยึดมั่นในเหตุผล คุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความคิด ความรู้และความสามารถ

ด้านสาระ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการแต่งกายของคนชั้นสูงในสมัยนั้น ทั้งเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และความนิยมไว้ผมยาวหวีแสกกลางตามแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี และโมนาลิซายังเป็นภาพที่เลโอนาร์โด ดา วินชี ถ่ายทอดบุคลิกของตนเองแฝงไว้ในใบหน้าของโมนาลิซา ซึ่งมีลักษณะเค้าโครงรูปหน้าที่คล้ายกัน

ด้านอารมณ์ความรู้สึก เป็นภาพที่แสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในของโมนาลิซาที่แฝงอยู่ในท่าทาง และสะท้อนให้เห็นได้จากนัยน์ตาและรอยยิ้มปริศนา รวมทั้งความรู้สึกที่รับรู้ได้จากบรรยากาศในม่านหมอกของฉากหลัง

หลักองค์ประกอบศิลป์ เอกภาพ การจัดภาพโดยรวมมีความเป็นเอกภาพด้วยเส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงาที่สัมพันธ์กลมกลืนกันทั้งรูปคนและธรรมชาติ ทำให้ทั้งภาพดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดุลยภาพ แสดงภาพโมนาลิซาตรงแกนกลาง วางท่าอยู่ในแนวรูปสามเหลี่ยม จัดวางทิวทัศน์ไว้ในบริเวณว่าง มีลักษณะของดุลยภาพแบบซ้ายขวาเท่ากัน ซึ่งให้ความรู้สึกสงบทางกายภาพ จุดเด่น แสดงจุดเด่นอยู่บนใบหน้า มีดวงตาที่ให้ความรู้สึกเหมือนมองผู้ดูผลงานอยู่ตลอดเวลา และรอยยิ้มที่เป็นปริศนา

ความกลมกลืน แสดงการจัดภาพของส่วนประกอบต่างๆ ทางทัศนธาตุ ทั้งรูปแบบของเส้น รูปร่าง รูปทรง สี ขนาด สัดส่วน แสงเงา บริเวณว่าง และพื้นผิวได้อย่างสัมพันธ์กลมกลืนกัน ทั้งเทคนิค วิธีการสร้างสรรค์ ซึ่งสอดประสานกับอารมณ์ ความรู้สึกของภาพได้อย่างงดงาม ความขัดแย้ง แสดงความขัดแย้งในด้านน้ำหนัก สี แสงเงา ส่วนรวมของภาพมีความเข้มคล้ำ ต่างกับส่วนใบหน้าที่ใช้น้ำหนักสี แสงเงาอ่อนกว่า แต่มีผลดีคือส่งเสริมบริเวณส่วนใบหน้าให้มีความเจิดจ้า เด่นชัดและงดงามยิ่งขึ้น

 

หน้า 6

วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

นักประดิษฐ์รัสเซียเจ๋ง สร้างตู้ปลาจิ๋ว ขนาดเล็กที่สุดในโลก

Pic_227798

นักประดิษฐ์ชาวรัสเซียสุดเจ๋ง สร้างตู้ปลาจิ๋วที่สุดในโลกเล็กกว่าอุ้งมือ สามารถเป็นที่อยู่ของปลาม้าลายได้จริง...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 4 ธ.ค. ว่า อนาโตลี โคเนนโค นักประดิษฐ์ วัย 57 ปี จากเมืองออมสก์ ประเทศรัสเซีย สร้างอควาเรียมขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยตู้ปลานั้นทำจากกระจกจริง กว้าง 30 มิลลิเมตร สูง 24 มิลลิเมตร และลึก 14 มิลลิเมตร จุน้ำได้ราว 2-3 ช้อนชา แม้มีขนาดมากแต่ก็เพียงพอสำหรับเป็นที่อยู่ชั่วคราวของปลาม้าลายตัวจิ๋ว แถมยังสามารถวางอควาเรียมขนาดกระทัดรัดทั้งหมดได้บนอุ้งมือเดียวอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีของตกแต่งขนาดกระจุมกระจิ๋มทั้งหินและพืชน้ำ ตามสัดส่วนของตู้ปลาด้วยเช่นกัน

 

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 30 ปี เขายังมานะพัฒนาทักษะและฝีมือสำหรับการประดิษฐ์ของเล็กจิ๋วต่างๆ ด้วย อาทิ การเขียนภาพลงบนเมล็ดข้าว เมล็ดดอกฝิ่น รวมไปถึงเส้นผมมนุษย์ เป็นต้น โดยเมื่อปี 1996 เขาได้รับการบันทึกสถิติโลก จากการประดิษฐ์หนังสือเล่มเล็กที่สุดในโลก ขนาด 0.9 x 0.9 มิลลิเมตร มีบทประพันธ์ทั้งหมด 29 หน้า ก่อนมีผู้อื่นแย่งชิงสถิติไปในภายหลัง.

 


หน้า 7

วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

2 หมาวัดแสนรู้

เพื่อนตัวเล็ก

1.จอนนี่

2.แม็ก

มีเรื่องราวน่ารักของหมาวัด 2 ตัวที่แสนรู้เป็นที่รักของทั้งพระและชาวบ้าน

ตัวแรกชื่อ เจ้าจอน หรือ จอนนี่ พันธุ์ไทยมีขนสีน้ำตาลแดง อายุประมาณ 3-4 ปี มีนิสัยไม่ดุร้าย วิ่งอยู่ภายในวัดท่ามะปราง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เมื่อมีคนเข้ามาบูชาวัตถุมงคล เจ้าจอนนี่จะออกมาต้อนรับกระดิกหางให้อย่างเป็นกันเอง

ความสามารถพิเศษคือ มันใช้ปากเปิดประตูเหล็กเข้าออกเองได้

พระอนุศักดิ์ ยติกโร หรือหลวงพี่ชัย พระลูกวัดท่ามะปราง เล่าว่า ก่อนหน้านี้ พระในวัดไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าจอนนี่เปิดประตูเข้าออกวัดเองได้ ต่อมาพบว่าประตูเหล็กถูกเปิดทิ้งเอาไว้บ่อยครั้ง

กระทั่งเฝ้าดูพบว่าเป็นเจ้าจอนนี่สุนัขในวัดเปิดประตูเองโดยมันจะใช้เท้าหน้ายันประตูเหล็ก ก่อนจะใช้ปากคาบกลอนประตูที่ปิดอยู่ ซึ่งมีความสูงประมาณ 1.5 เมตร จากนั้นจะใช้ปากดึงกลอนออกจากรูล็อกกุญแจ และใช้เท้าหน้าเขี่ยประตูให้เปิดอ้าออก แล้ววิ่งออกไปได้

แหม ช่างฉลาดจริงๆ

สำหรับอีกตัว มีชื่อว่า เจ้าแม็ก อาศัยอยู่ที่วัดมณีคีรีวงค์ หมู่ที่ 6 ตำบลซึ้ง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ชาวบ้านมักเรียกชื่อเดิมว่า วัดกงสีไร่

ช่วงเช้าที่พระออกมาเดินบิณฑบาต เจ้าแม็ก สุนัขพันธุ์ไทยลูกผสม สีน้ำตาล เพศผู้ อายุ 3 ปี จะเดินนำหน้าพระครูศาสนกิจโกวิท เจ้าอาวาส โดยปากของมันคาบถังพลาสติกสีแดง ขนาดพอเหมาะ 1 ใบ มันมักจะเหลียวมองหลัง และหยุดยืนรอพระครู ที่หยุดรับการใส่บาตรจากชาวบ้าน

ฝ่ายชาวบ้าน เอ็นดูเจ้าแม็ก ด้วยการนำอาหาร จำพวกปีกไก่ย่าง หรือขนมขบเคี้ยว ใส่ลงในถังสีแดง ที่มันยืนคาบ แถมบางคนใส่ธนบัตรใบละ 20 บาท หรือเหรียญสิบบาทให้ด้วย

เจ้าอาวาสเล่าว่า เจ้าแม็กมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ประมาณ 2 ปีแล้ว ตอนมาใหม่ๆ อายุ 1 ปี ยังเล็กมาก มันซุกซนชอบคาบสิ่งของ เจ้าอาวาสจึงให้มันคาบกระป๋องพลาสติก ปรากฏว่ามันก็คาบจนชิน

นอกจากกระป๋องแล้ว เวลาที่ฝนตกหนัก มันยังไปคาบร่มมาให้อีกด้วย

น่ารักจริงๆ ใช่ไหมล่ะ

 

หน้า 8

วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

'ผู้หญิง'พร้อมเผด็จศึก...โดยไม่ต้องเล้าโลมให้เปลืองเวลา

Pic_227719

ขอยุติเทคนิคการเริ่มต้นเพลงรักแบบเก่าด้วยทฤษฎีบทใหม่ที่ว่า บางครั้งผู้หญิงก็พร้อมมีเซ็กซ์โดยไม่จำเป็นต้องมีบทเล้าโลมให้เสียเวลา เนื่องจากพวกเธอได้ถูกจุดไฟรักจากสถานที่ สถานการณ์หรือตัวช่วยเล็กๆ น้อยๆ

จากที่เคยอ่านๆมา การจะเริ่มบรรเลงเพลงรักบนเตียงให้เร่าร้อน การเล้าโลมถือว่าเป็นเทคนิคแรกที่สำคัญที่สุด แต่ในบางกรณี ผู้หญิงก็อยากต้องการข้ามขั้นไปถึงจุดหมายที่ต้องการเลยก็ได้ ซึ่งสถานการณ์ข้ามขั้นพวกนี้อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังนี้

1. หลังจากค่ำคืนที่เมามันส์
อารมณ์พิศวาสของบรรดาสาวๆ อาจเกิดขึ้นหลังจากออกไปปาร์ตี้สุดเหวี่ยงกับเพื่อนๆ หรือไปรับประทานอาหารมื้อค่ำพร้อมกับคุณ ซึ่งสาหตุของไฟรักประทุของผู้หญิงนั้น นักวิจัยเผยว่า มาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์นั่นเอง โดยความร้อนแรงของอารมณ์เซ็กซ์จะมีมากจนกระทั่งตัวคุณ และแฟนสาวก้าวไม่ถึงห้องนอน เพลงรักแสนยั่วเย้าก็คงบรรเลงอย่างเมามันส์ไปแล้ว แต่ขอเตือนว่า เครื่องดื่มที่ส่งผลให้มึนเมาควรดื่มแต่พอดีถึงจะบังเกิดอารมณ์รัก ถ้าดื่มมากเกินไปจากอารมณ์รักจะกลายเป็นอารมณ์ชวนอ้วกเสียมากกว่า

 


2. เซ็กซ์'ต้อนรับกลับบ้าน
ว่ากันว่าคู่รักที่จากกันนานๆ พอกลับมาเจอหน้ากันความรู้สึกคิดถึง โหยหา จะจุดประกายทันที ดังนั้นหนุ่มๆ ทั้งหลายจงฟังเอาไว้ว่า หากคุณจากแฟนสาวไปเที่ยว หรือทำงานเป็นเวลาหลายวัน การกลับมาพบกันอีกครั้งจะช่วยให้กิจกรรมรักของพวกคุณร้อนเร่าจนน่าประทับใจ ซึ่งสาวๆ ก็จะไม่มีทางปฏิเสธความอบอุ่นที่คุณกำลังมอบให้ ถึงขั้นขอล้มเลิกขั้นตอนเล้าโลมใดๆ ขอให้รีบพาไปบรรลุให้สมประสงค์ทันที

 


3. สถานที่ต้องห้าม
เรื่องการแสดงอารมณ์ราคะควรทำในสถานที่มิดชิด และเป็นส่วนตัวที่สุด แต่บางครั้งการเลือกสถานที่ชวนตื่นเต้น หวาดเสียวที่คนอื่นจะมาพบเห็น อย่างเช่น ด้านหลังโรงภาพยนตร์ บันไดหลังบ้าน หรือห้องน้ำสาธารณะ สถานที่ล่อแหลมแบบนี้แหละจะชวนให้สาวๆ ครื้นเครงยั่วอารมณ์รักให้ปะทุ และยอมตามใจหนุ่มๆ ให้แสดงความรักแบบไม่ขอเกริ่นทำนอง บรรเลงสู่ท่อนฮุคได้เลย!!!

4. เพลงรักสั้นแต่เร้าใจกว่า
ใครที่บอกว่ามีเวลาเพียงน้อยนิด การมีเซ็กส์กับคู่รักจะเป็นไปไม่ได้ เราขอย้ำจริงๆว่ามันสามารถเป็นไปได้ และเชื่อว่าประทับใจยิ่งกว่ามีเวลาทั้งคืนเสียอีก เนื่องจากอารมณ์ทางเพศจะเกิดขึ้นง่ายกว่า เร่าร้อน แรงร้อนและรวดเร็ว จนทั้งสองฝ่ายตั้งตัวไม่ทัน เมื่อเวลาน้อย ใครก็อยากจะเสร็จสิ้นภารกิจโดยเร็ว จนฝ่ายหญิงพร้อมเริ่มโดยไม่ต้องมีพิธีรีตองให้เสียเวลาสักนาที แต่ขอเตือนว่าอย่าทำให้เป็นนิสัย เพราะบางครั้งสาวๆก็อยากจะมีเซ็กส์ที่นุ่มนวลชวนฝันเหมือนกัน

 


5. Forgive Sex
เชื่อว่าไม่มีใครปฎิเสธว่า การมีเซ็กส์หลังจากทะเลาะมีปากเสียงระหว่างกันจะยิ่งทำให้กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์รักร้อนแรงมากขึ้นไปอีก  เนื่องจากในใจของทั้งคู่ก็อยากคืนดีกันอยู่แล้ว แต่คำว่า'ทิฐิ'อาจจะบังคับให้สถนการณ์หนักหนามากขึ้น ดังนั้นการที่ใครคนนึงเริ่มจะเปลี่ยนเสียงโต้แย้งให้กลายเป็นเสียงแห่งความปลื้มปิติ แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมยอมตามน้ำ จนไม่ต้องหาดอกไม้มาง้อให้เปลืองเงินในกระเป๋า

ข้อมูล : askmen

หน้า 9

วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

ตามไปดู! ความเชื่อแปลกๆ รับปีใหม่ทั่วโลก

มติชน 4 มกราคม 2555

ยังพอมีควันหลงบรรยากาศฉลองปีใหม่ทั่วโลกให้ได้เห็นกัน โดยเฉพาะประเพณีความเชื่อแบบแปลกๆ สุดแหวกแนวในหลายท้องถิ่นหลายประเทศ ที่ว่ากันว่าปฏิบัติสืบทอดกันมานานแล้วเหมือนกัน นอกเหนือจากการเฉลิมฉลองแบบพื้นๆ ธรรมดาๆ อย่างจัดปาร์ตี้ร่ำสุรา จุดพลุดอกไม้ไฟ หรือแบบเราที่นิยมเข้าวัดสวดมนต์และทำบุญตักบาตรเพื่อรับสิ่งอันเป็นมงคลเข้าสู่ชีวิต

การฉลองรับปีใหม่แบบแปลกๆ ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่นที่ว่าจะพิสดารหรือแหวกแนวแค่ไหนลองพิศกันดู

@ แขกคนแรก

ตามความเชื่อของชาวสกอตแลนด์ เขามีประเพณีที่เรียกว่า "ฮอกมาเนย์" เชื่อกันว่า บุคคลแรกที่ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนแปลกหน้าที่ก้าวมาอยู่หน้าประตูบ้านหลังเที่ยงคืนเข้าสู่วันปีใหม่ ซึ่งอาจต้องมีของติดไม้ติดมือมาด้วยอย่างเช่น เกลือ ถ่าน หรือขนมปังชอร์ตเบรด จะนำความโชคดีมาสู่เจ้าของบ้านหลังนั้นตลอดทั้งปี เจ้าของบ้านหลังนั้นเองก็จะจัดเลี้ยงต้อนรับทั้งอาหารและเครื่องดื่มอย่างเต็มที่แก่แขกผู้มาเยือนคนแรกเป็นการตอบแทน ว่ากันว่าตามความเชื่อของชาวสกอตแลนด์ "แขกคนแรก" ที่เจ้าของบ้านอยากให้มา เป็นชายรูปร่างผอมสูงมากกว่า แต่ไม่ได้มีการให้เหตุผลว่าทำไม

@ กางเกงในนำโชค

หลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ที่มีชายหาดสวยงามอย่างใน บราซิล อุรุกวัย เวเนซุเอลา และเปรู การจัดปาร์ตี้ฉลองบนชายหาดเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตในทุกๆ ปีของการเฉลิมฉลองวันปีใหม่ นอกจากการจัดเดินขบวนพาเหรดหรือจุดพลุดอกไม้ไฟอันยิ่งใหญ่อลังการ ผู้คนในแถบนี้ยังมีความเชื่อของ "สีกางเกงใน" ที่ใส่ฉลองรับวันปีใหม่กันด้วย เชื่อกันว่าสีของกางเกงในที่สวมใส่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความโชคดี โดยสีที่คนนิยมสวมใส่มากที่สุดคือ สีแดง มีความหมายถึง "ความรัก" และ สีเหลือง หมายถึง "เงินทอง หรือความร่ำรวย" ใครอยากได้สิ่งไหนเป็นของขวัญวันปีใหม่ก็เลือกสีใส่กันเอาเอง

@ กินองุ่น 12 ผล

ทันทีที่นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนครั้งแรกจนครบ 12 ครั้งของการเข้าสู่วันปีใหม่ ชาวสเปนจะพยายามกินองุ่นให้ได้ 12 ผลภายในช่วงเวลาดังกล่าว ภายใต้ความเชื่อที่ว่า หากกินองุ่นครบ 12 ผลสำเร็จในชั่วเวลาที่นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน จะนำพาความโชคดีมาสู่ชีวิตตลอดทั้ง 12 เดือนของปี

@ เขวี้ยงจาน

หากใครเห็นเศษจานชามเกลื่อนหน้าประตูบ้านของชาวเดนมาร์กในช่วงวันปีใหม่ อย่าเพิ่งตกใจ เพราะเป็นความเชื่อที่ยึดปฏิบัติกันมานานว่า หากสามารถเขวี้ยงจานชามใส่หน้าประตูบ้านให้แตกละเอียดเป็นเศษซากได้มากชิ้นเท่าไร จะยิ่งนำพามิตรภาพมาสู่บ้านหลังนั้นมากเท่านั้น นอกจากนี้ ชาวเดนมาร์กยังนิยมก่อกองไฟรอบต้นคริสต์มาส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป

@ เผาหุ่น

การฉลองปีใหม่แบบความเชื่อเก่าๆ ของชาวปานามา ค่อนข้างจะรุนแรงสักหน่อย โดยจะมีการเผาหุ่นคนที่เป็นบุคคลสาธารณะ เรียกพิธีกรรมนี้ว่า "มูเนคอส" หุ่นคนเป็นตัวแทนของปีเก่า ซึ่งการเผาหุ่นก็หมายถึงการทำลายสิ่งเก่าๆ เพื่อนำไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่า

@ กินกะหล่ำ

ในประเทศเยอรมนี ไอร์แลนด์ และบางท้องถิ่นในประเทศสหรัฐอเมริกา มีความเชื่อเกี่ยวกับการกินผักกะหล่ำนำโชค เนื่องจากผักกะหล่ำมีสีเขียว เหมือนกับเงิน และเชื่อว่าจะนำความโชคดีมาให้.....

 

หน้า 10

วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

“โมโกจู” เหมือนอยู่กันคนละโลก/ปิ่น บุตรี

   โดย : ปิ่น บุตรี ( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ )

 

 

 

ยอดเขาโมโกจู ที่โดดเด่นไปด้วยหินเรือใบอันเป็นเอกลักษณ์

 

      แม้ไม่มีผู้กอง“รพินทร์ ไพรวัลย์”กับ“แงซาย”ผู้ลึกลับมานำทาง แต่งานนี้ผมก็ได้ 2 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามือฉมังแห่งอุทยานแห่งชาติแม่วงก์อย่าง“อาทิตย์ แสงจันทร์”หรือ“พี่ทิด” กับ“ไหนจ้อย แซ่เติ๋น” หรือ“พี่ตอน” มาเป็นสองผู้นำทาง นำสู่เส้นทางพิชิตยอดเขาที่ได้ชื่อว่างดงามชวนฝัน และหฤโหดไม่เป็นสองรองใครในสยามประเทศ
       
       ยอดเขาที่ว่านั่นก็คือยอด“โมโกจู” ตำนานของนักเดินทางผู้รักความท้าทาย รุ่นแล้ว...รุ่นเล่า...
       
       และรุ่นต่อๆไป
       
       มอขี้แตก
       
       โมโกจู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “คล้ายว่าฝนจะตก” เพราะยอดเขาแห่งนี้ส่วนใหญ่จะมีม่านเมฆแน่นหนาบัดเดี๋ยวเปิด บัดเดี๋ยวปิด ล่องลอยปกคลุม ในขณะที่ถ้าวันไหนโชคดีฟ้าเปิดก็จะสามารถมองเห็นยอดเขาโมโกจูตั้งตระหง่านได้อย่างชัดเจน เพียงแต่ว่านานๆทีถึงจะมีโอกาสได้เห็นภาพแบบนี้

 

 

นานๆครั้ง ที่ฟ้าจะเปิดให้มองเห็นยอดเขาโมโกจูได้อย่างชัดเจน

 

      ยอดเขาโมโกจู เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ฝั่งกำแพงเพชร การจะขึ้นไปพิชิตยอด ปัจจุบันทางอุทยานฯได้กำหนดเป็นเส้นทาง “เดินป่าระยะไกล” 5 วัน 4 คืน แบ่งเป็น ขาไป เดินขึ้น 3 วัน ขากลับ เดินลง 2 วัน ซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานสุโขทัย(รับผิดชอบพื้นที่สุโขทัย กำแพงเพชร) ได้ผลักดันให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม สำหรับผู้นิยมไพร รักการเดินป่า(ไกลๆ) และบ่ยั่นต่ออุปสรรคความท้าทาย
       
       เส้นทางสายนี้ตั้งต้นสตาร์ทกัน ณ บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก่อนออกเดินทางพวกเราได้จัดแบ่งเสบียงที่ขนมากันเพียบ(จนต้องหยิบบางส่วนออก) กับสัมภาระส่วนใหญ่ไปให้กับ 5 ลูกหาบ แบบจัดเต็ม(ทางอุทยานฯกำหนดน้ำหนักให้ลูกหาบแบกเสบียง สัมภาระ ไว้ที่ 20 กิโลกรัมต่อคน) ส่วนของใช้ส่วนตัว น้ำดื่ม ข้าวเที่ยง ของกินเติมพลังเล็กๆน้อยๆและกล้องถ่ายรูป เป็นหน้าที่ที่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆต้องแบกขึ้นไปเอง

 

 

เตรียมสเบียงและสัมภาระเท่าที่จำเป็นก่อนออกเดินทาง

 

      งานนี้แม้จะคัดสรรสิ่งของขึ้นเขาให้เบาเบาที่สุดเลียนแบบเพลงดังของวงซิงกูล่า แต่สุดท้ายแล้วผมไม่ต่างอะไรจากนักมวยที่รีดน้ำหนักไม่ลง คือนอกจากไม่เบาแล้วยังออกไปทางหนักอีกด้วย เพราะมีกล้องถ่ายรูป 2 ตัวกับอุปกรณ์ที่หากเราไม่แบกขึ้นไปเองแล้ว แมวที่ไหนจะมาแบกหามไปให้
       
       จากนั้นเมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ พี่ตอนกับพี่ทิดพาชาวคณะนักท่องเที่ยวทั้งหมด 8 ชีวิต เข้าไปรับฟังข้อมูลคร่าวๆที่เป็นประโยชน์ก่อนการเดินทาง เพื่อเตรียมพร้อม เตรียมใจ ทำใจ และสิ่งสำคัญก็คือไม่ลืมที่จะ“พกใจ” อันหาญกล้าพร้อมเผชิญหน้าฟันฝ่ากับอุปสรรคติดตัวไปด้วย
       
       เพราะไม่ว่าเสบียง อาหาร สัมภาระ และอุปกรณ์ต่างๆจะเพียบพร้อมแค่ไหน แต่หากใจไม่พร้อม การเดินทางย่อมปราชัยไปกว่าครึ่ง
       
       สำหรับการเดินเท้าสู่ยอดโมโกในจูทริปนี้ กำหนดให้พี่ทิดเป็นหน่วยหน้าเดินนำ(ลิ่ว)พาพวกเครื่องแรงออกเดินนำไปก่อน ส่วนพี่ตอนเป็นหน่วยหลังระวังหลังปิดท้าย คอยพาพวกเครื่องปกติย่างก้าวใส่เกียร์สโลว์ไปแบบไม่ช้าแต่สุขุม

 

 

ลำธารน้ำใสไหลเย็นให้ใช้อาบ ดื่ม กิน ประกอบอาหาร

 

      วันแรกของการออกเดิน เราผ่านผืนป่าเกิดใหม่ซึ่งเคยเป็นหมู่บ้านมาก่อน ก่อนที่ทางการจะอพยพชาวบ้านออกไปในปี พ.ศ. 2525-2529 แล้วประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ในปี 2530 ทางเดินป่าในช่วงนี้แม้จะเดินไม่ยากลำบาก เพราะเป็นถนนลูกรังรถขับเคลื่อน 4 ล้อวิ่งเข้าถึงได้ แต่ด้วยระยะทาง 16 กิโลเมตรจากศูนย์บริการฯสู่จุดหมายพักค้างที่แค้มป์แม่กระสา กอปรกับบนเส้นทางมี “มอขี้แตก”เป็นอุปสรรคสำคัญ มันก็ทำให้การเดินในวันแรกนี้ถูกบั่นทอนพลังไปมากโข
       
       มอขี้แตก ฟังแค่ชื่อก็รู้สึกตะหงิดๆแล้ว ไม่รู้ใครหนอช่างคิดช่างตั้ง รู้แต่ว่ามันเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ดีแท้ เพราะมอหรือเนินแห่งนี้เป็นเนินขึ้นเขาชัน ยาวหลายกม. เดินไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ชนิดที่กว่าผมจะลากสังขารขึ้นมาถึงได้ก็เล่นเอาแทบอ้วกแตกอ้วกแตนบนเนินแห่งนี้
       
       อย่างไรก็ดีในความสมบุกสมบันของมอขี้แตกที่เข้ามาทักทายนั้น บนเส้นทางสายนี้ยังมีของดีเบี้ยใบ้รายทางให้ได้สัมผัสกัน ไม่ว่าจะเป็น ดงทุ่งดอกหญ้างามๆ ดงมะขามป้อมที่พวกเราไล่เดินเก็บลูกใหญ่-น้อยมาขบกินเพิ่มพลังสร้างความชุ่มฉ่ำคอ สายน้ำลำธารอันชุ่มฉ่ำ นกจำนวนมากที่นอกจากจะขับขานส่งเสียงเป็นเพื่อนแล้ว บางครั้งมันยังเผลอไผลออกมาโชว์ตัวให้พวกเราได้ชื่นมื่นกัน

 

 

ลูกหาบ บุคคลสำคัญที่ทำให้ชาวคณะได้มีอาหารกิน มีที่พักหลับนอน

 

      นอกจากนี้หากใครโชคดีได้เดินตามนักแกะรอยมือฉมังอย่างพี่ทิดเหมือนกับผม ก็จะได้ตื่นตะลึงกับร่องรอยของสัตว์ต่างๆ อาทิ รอยเท้า มูลสัตว์ ร่องรอยหากิน รอยขุดคุ้ยดิน รอยขูดขีดข่วน กลิ่นสเปรย์ ซากที่กินทิ้งไว้ทั้งบนพื้นดินและตามต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็น เก้ง กวาง หมูป่า แมวป่า หมาไน เม่น หมี กระทิง สมเสร็จ
       
       รวมไปถึงรอย“เสือ” เจ้าพ่อแห่งผืนป่าที่มีให้พบเห็นกันตลอดทริป หลายร่องรอยของพวกมันทั้งเสือดาว เสือโคร่ง ผมเห็นแล้วอดเสียวสันหลังวาบไม่ได้ เพราะรอยที่พบยังดูสดใหม่ ชนิดที่ขี้และเยี่ยวของมันยังเปียกๆส่งกลิ่นเหม็นฉุย
       
       ส่วนเจ้ารอยประหลาด 2-3 รอย ที่ผมเห็นแล้วเป็นต้องออกอาการตื่นเต้นปานถูกหวย พร้อมๆกับไม่ลืมที่จะลากพี่ทิดให้มาช่วยแกะรอยดูว่า มันคือรอยอะไร รอยเสือ รอยหมี หรือรอยไหม???
       
       “มันเป็นรอยรองเท้าของลูกหาบที่เดินแซงเราไปนะครับ” พี่ทิดตอบเนิบๆด้วยสีหน้าตายด้าน เล่นเอาผมหน้าแตกปานถูกบ้องไม้ไผ่จากป่าไผ่ข้างทางฟาดหน้าชนิดหมอไม่รับเย็บ

 

 

โอชะกับเมนูหนูนาปิ้ง

 

       แม่กระสา
       
       บนรอยทางรอยเท้าที่ก้าวย่ำผ่าน ผ่านไปพร้อมๆกับเวลาที่ล่วงเลยปาเข้ามากว่า 6 ชั่วโมง คณะของเราหลังเดินๆพักๆ(+หยุดกินข้าวเที่ยง) สุดท้ายก็มาถึงยังจุดสิ้นสุดของเส้นทางรถยนต์และเป็นจุดสิ้นสุดของการเดินเท้าในวันแรกที่“แคมป์แม่กระสา”แบบคนเหน็ดเหนื่อย แต่ยังไม่หมดสภาพในเวลาประมาณ บ่าย 3 โมงกว่าๆ ซึ่งพี่ทิดบอกว่าทำเวลาได้ดีมาก
       
       แต่ประทานโทษ งานนี้ผมไม่สามารถคุยโม้แบบสมรักษ์ได้ เพราะพี่ๆลูกหาบที่ไหนจะแบกของหนักอึ้ง ไหนจะเริ่มออกเดินหลังพวกเราตั้งนานนั้น มาถึงที่แคมป์นานแล้ว แถมยังจัดแจงกางเต็นท์ทำอาหารไว้รอท่าเสร็จสรรพ ชนิดที่พวกเราพอมาถึง สามารถนั่งล้อมวงหม่ำอาหารแล้วมุดเต็นท์เข้านอนได้เลย
       
       อา...แต่ถ้าทำเช่นนั้น ถือว่าเป็นการพลาดของดีที่อยู่ริมแคมป์ไปอย่างร้ายกาจ เพราะที่นี่มี “ลำธารแม่กระสา”อันใสแจ๋วให้ลงไปแช่ตัว ทำสปาธรรมชาติ เดินนวดเท้ากับก้อนหินพื้นทราย และลงเล่นน้ำอย่างสะใจในความสดชื่นชุ่มฉ่ำที่ไม่มีให้สัมผัสในน้ำอ่างแถวรัชดา ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าในความเย็นเจี๊ยบ มันกลับช่วยลดทอนความปวดเมื่อยเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันได้เป็นอย่างดี
       
       เสร็จสรรพอิ่มสมอารมณ์หมายจากการอาบน้ำเย็นฉ่ำ ผมขึ้นมาอิ่มท้องกันต่อกับมื้อค่ำรอบกองไฟใน 3-4 เมนูง่ายๆแต่ชวนอร่อย

 

 

ช่วงแรกของเส้นทางวันที่สอง

 

     ค่ำนี้มีเมนูพิเศษเป็นหนูนาปิ้งไฟร้อนๆ ที่ผมบรรจงเลือกซื้อหนูนาย่างแห้งมาเป็นพิเศษจากในตลาดลาดยาว(นครสวรรค์) ก่อนนำมาอุ่นไฟร้อนๆอีกครั้ง หม่ำคู่กับยาแก้หนาว 28 ดีกรี อร่อยนักแล กับเมนูยอดผักกูดสดๆที่เก็บจากริมลำธารผัดน้ำมันหอย ซึ่งนับจากนี้เราจะต้องหม่ำเจ้าผักกูดนี้เป็นเมนูหลักไปอีกหลายมื้อจนถึงวันกลับ
       
       หลังอิ่มข้าว พวกเรากับทีมนำทางและคณะลูกหาบทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ก่อนล้อมวงสนทนากันด้วยเรื่องเล่ารอบกองไฟ แล้วจึงพร้อมใจกันมุดเต็นท์หนีหนาวเข้านอน ท่ามกลางบรรยากาศรอบข้างที่เต็มไปด้วยเสียงหรีดหริ่งเรไร และเสียงอะไรต่อมิอะไรในผืนป่าที่ผมไม่รู้ ดังประสานก้องระงมดุจดังออร์เคสตร้าป่าวงใหญ่ที่บรรเลงรับขับกล่อมอาคันตุกะต่างสายพันธุ์ ผู้เข้ามาเยี่ยมเยือนในผืนป่าของพวกเขาให้เข้านอนหลับฝันสู่นิทราในค่ำคืนที่มีราตรีประดับดาวระยิบระยับ

 

 

พักแรมที่แคมป์แม่เรวา

 

       แม่เรวา
       
       วันที่สองของทริป วัยรุ่นแถวบ้านผมเรียกว่า“โคตรชิลล์” เพราะจากแคมป์แม่กระสาไปยังจุดพักแรมที่แคมป์แม่เรวานั้น ห่างกันแค่ 4 กม. เป็นเส้นทางเดินเท้าสบายๆไม่ต้องขึ้นเนินสูงชันเหมือนกับมอขี้แตก ส่วนใหญ่เป็นป่าไผ่ผสมป่าเกิดใหม่เหมือนในวันแรก เราจึงเดินทางมาถึงยังจุดหมายได้ในเวลาอันรวดเร็วเพียงแค่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ
       
       จากนั้นหลังตั้งแคมป์ หม่ำมื้อเที่ยง พี่ทิดกับพี่ตอนพาลุยป่ามุ่งหน้าสู่น้ำตกแม่เรวาหรือแม่รีวาที่ใช้เวลาเดินเท้าสู่ตัวน้ำตก ไป-กลับประมาณ 3 ชั่วโมง

 

 

น้ำตกแม่เรวา

 

    น้ำตกแม่เรวา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ต้นน้ำของคลองแม่เรวาที่ไหลลงไปเบื้องล่าง(คลองแม่เรวาเป็นต้นน้ำของแม่น้ำวง) และไหลผ่านไปยังบริเวณแคมป์แม่เรวาที่พัก ให้พวกเราได้ใช้อาบ ดื่ม กิน ประกอบอาหาร น้ำตกแม่เรวา มี 5 ชั้น มีความสูงร่วม 100 เมตร ไหลเป็นสายขาวยาวไขว้สลับเป็นรูปตัว S ตกลงมายังแอ่งกว้างขวางที่เบื้องล่าง ซึ่งพี่ตอนลึกเอาเรื่องไม่สมควรที่จะกระโดดลงไปเล่นน้ำ แต่อย่างว่าแหละ สายน้ำต่อให้ลึกแค่ไหนก็ไม่ลึกเท่าจิตใจมนุษย์ ที่มันช่างลึกล้ำแสนกำหนด

 

 

เส้นทางผ่าน 8 กม.นรก สู่ยอดเขาโมโกจู

 

 

      วันนั้นคณะเราถ่ายรูป ชื่นชมน้ำตกกันให้ตัวได้เปียกบ้างพอเหม็นปากเหม็นคอ ก่อนเดินทางกลับสู่ที่พักแคมป์แม่เรวา พักผ่อนเอาแรง เพื่อเตรียมลุยป่าแบบจัดหนักกันในวันรุ่งขึ้น ซึ่งในวันที่สามนี้พวกเรารีบทำเวลากันตั้งแต่เช้าตรู่เพราะเส้นทางของเป็นของจริงที่ธรรมชาติจัดโหดไว้ให้ โดยหลังกินข้าวเช้าเสร็จ พี่ทิดเดินแบกเป้มาบอกว่า “วันนี้ค่อยๆไป ไม่เร่ง ไม่รีบ ไปเรื่อยๆ”
       
       แต่ประทานโทษ!?! พี่แกเดินดุ่ยๆไปโน่นแล้ว
       
       เส้นทางในวันนี้แม้จะมีระยะทางจิ๊บๆแค่ 8 กิโลเมตร แต่เป็น 8 กิโลนรก ที่มีความชันเสมอต้นเสมอปลาย ตั้งแต่ 45 องศา ไปถึง 60-70 องศา ซึ่งหลังพี่ลูกหาบต่อให้เราเดินนำหน้าไปก่อน สักพักพวกเขาก็ค่อยๆเดินแถวแซงทิ้งไปแบบไม่เห็นฝุ่น ทิ้งพวกเราให้เป็นลูกหอบแฮ่กมองตามตาละห้อย ก่อนกัดฟันเดินหน้าขึ้นเขาต่อไป

 

 

 

พักผ่อนใต้ต้นไม้ในป่าเมฆ

 

      ทางเดินป่าในวันนี้ เมื่อยิ่งเดินขึ้นสูง ผืนป่าก็ยิ่งเปลี่ยนสภาพไป โดยช่วงแรกค่อยๆเปลี่ยนจากป่าไผ่เข้าสู่ป่าเบญจพรรณ จากเมื่อเดินสูงขึ้นไปอีก ป่าก็ได้เปลี่ยนสภาพอีกครั้งเป็นป่าดิบเขาหรือ “ป่าเมฆ” ที่ตามลำต้น กิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ๆจะถูกปกคลุมไปด้วยไลเคน มอส ปานประหนึ่งพวกมันกำลังสวมเสื้อกันหนาวสีสดใสเขียวครึ้ม
       
       ณ บริเวณ“เนิน 1700” ที่ตั้งชื่อตามระดับความสูง ท้องฟ้าเปิดโล่ง ทำให้ผมสามารถมองขึ้นไปเห็นเทือกเขาโมโกจูทอดตัวตั้งตระหง่าน เผยยอดเด่นมองเห็นลิบๆดูใกล้ตา ไกลตีน ที่เหมือนเป็นดังแรงฮึดให้เรากัดฟันออกเดินต่อไปอีกครั้ง

 

 

พักแรมคืนที่สามที่แคมป์ตีนดอย

 

      สำหรับการเดินทางในวันนี้และตลอดทั้งทริป ผมกับเพื่อนๆมีทริคง่ายๆในการเดินป่าว่า “เหนื่อยเท่าไหร่ไม่ว่า ขอเอาฮาไว้ก่อน” ซึ่งมันได้ผลชะงัดนัก เพราะเมื่อเราเดินไป ปล่อยมุขไป ฮาไป แป้กไป สุดท้ายความพยายามก็พาพวกเราเดินไต่ก้าวข้ามเส้นทางนรก มาสู่ปากประตูสวรรค์ที่ “แคมป์ตีนดอย”จุดพักในค่ำคืนนี้ ที่อยู่ห่างจากยอดเขาโมโกจูแค่ 1 กิโลเมตร
       
       หลังจัดแจงที่พัก เติมพลังด้วยของกินเล่นเล็กๆน้อยๆ พี่ทิดออกนำทางอีกครั้งพาสู่ยอดเขาโมโกจู เป้าหมายที่ทุกคนเฝ้ารอและดั้นด้นเดินทางฟันฝ่าความยากลำบากมาก็เพื่อสิ่งนี้

 

 

ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์รอบบริเวณยอดเขาโมโกจู

 

     หินเรือใบ
       
       ราวๆครึ่งชั่วโมงจากแคมป์ตีนดอย ผมเดินตามพี่ทิดขึ้นมาเป็นผู้พิชิตยอดโมโกจูตามหัวใจปรารถนา ในช่วงเย็นย่ำของวันที่ 3 เพื่อเฝ้ารอชมดวงตะวันลับฟ้าบนยอดแห่งนี้
       
       ยอดเขาโมโกจู ตั้งอยู่บนบนระดับความสูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล บนนี้ถือเป็นจุดชมวิวชั้นเยี่ยม สามารถมองลงไปเห็นวิวทิวทัศน์ได้รอบตัว 360 องศา พร้อมๆกับภาพอันชวนตื่นตาของทิวเขาน้อยใหญ่อันกว้างไกล มองเห็นเป็นแนวชั้นไล่มิติเฉดจากเข้มไปสู่จาง โดยมีวิวใกล้ตัวเป็นผืนป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์สุดๆ ไม่ริ้วรอยเว้าแหว่งของการตัดไม้ทำลายป่า ดูคล้ายแปลงบล็อคโคลี่ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาให้ดู ให้ชม แต่นำไปผัดน้ำมันกินไม่ได้

 

 

หินเรือใบในมุมตะวันลับฟ้า

 

     ของดีบนยอดโมโกจูยังไม่หมดเท่านี้ บนนี้ยังมีของดีกว่าเป็น“หินเรือใบ” ก้อนหินประหลาด เป็นเหลี่ยมมียอดมุมแหลมยื่นแยงแทงฟ้า กลายเป็นสัญลักษณ์อมตะของยอดเขาแห่งนี้ ที่ใครไปใครมาเป็นต้องมาชักภาพถ่ายรูปคู่กับยอดเขาแห่งนี้ ทั้งฝั่งด้านตะวันออกและตะวันตก ซึ่งถ้าไม่มีหินเรือใบก้อนนี้ ยอดโมโกจูจะดูด้อยเสน่ห์ลงไปมากโขเลยทีเดียว

 

 

พี่ทิด คนนำทางมือฉมัง กางแขนเริงร่ารับแสงยามเย็น

 

      สำหรับเย็นวันนั้น ท้องฟ้าดูแปลกตาด้วยชั้นของเมฆที่ลอยเรียบเนี๊ยบนิ่งเป็นเส้นตรงแหน่ว แบ่งท้องฟ้าออกเป็น 2 ซีก 2 ส่วน อย่างชัดเจน
       
       ส่วนล่างเป็นชั้นของเมฆหมอก ส่วนบนเป็นชั้นของท้องฟ้า สีฟ้าสด ใสแจ๋ว ปราศจากริ้วรอยราคี ซึ่งเห็นแล้วชวนให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือนี่เรากำลังยืนอยู่บนรอยต่อของสวรรค์ชั้นฟ้า ที่สูงเหนือขึ้นเป็นชั้นของเทพ เทวดา นางฟ้า ส่วนต่ำลงไปเป็นชั้นของมนุษย์ที่ผมเพิ่งเดินขึ้นมาหยกๆ และกำลังจะเดินกลับลงไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หลังดวงตะวันสีแดงจ้าๆค่อยลาลับมุดหายเข้าไปในเส้นขอบเมฆ ทิ้งราตรีบนยอดโมโกจูให้กลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง

 

 

คืนเดือนแรมบนยอดเขาโมโกจู

 

      หมอกไหล
       
       อากาศบนแคมป์ตีนดอย แม้หนาวระยับจับจิตเสียดแทงเข้าไปถึงตับ แต่คืนนั้นผมกลับใส่เสื้อแขนสั้นตัวเดียวมุดเต็นท์เข้านอนอย่างไม่สะทกสะท้าน ชนิดที่เมื่อกลับมาบอกใครๆ เป็นต้องได้ยินเสียงอุทาน ถามกลับอย่างไม่เชื่อมั่นว่า หนาวขนาดนั้น “พี่,มึง,คุณ ทำได้ไง?อ่ะ”
       
       ครับ สำหรับเรื่องนี้ ผมไม่ได้มีดีอะไร ไม่ได้ฝึกพลังลมร้อน หรือพลังลมปราณไฟสวาท หากแต่ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บสุดขั้วอย่างนั้น ก่อนเข้านอน ผมเพียงแค่เลือกที่ใส่เสื้อแขนสั้นตัวเดียว ส่วนที่เหลือผมใส่เสื้อแขนยาวหนาๆ 2 ตัว และเสื้อกันหนาวอีก 1 ตัว เท่านั้นเอง ซึ่งมันได้ผลชะงัดนัก สามารถกันหนาวได้เป็นอย่างดี ช่วยให้หลับสบายรวดเร็ว มาตื่นอีกทีราวตี 4 กว่าๆเมื่อพี่ตอนมาปลุกให้ขึ้นไปบนยอดโมโกจูอีกครั้งเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น

 

 

ปรากฏการณ์หมอกไหล

 

    ยอดโมโกจู ยังคงมีหินเรือใบตั้งเด่นตระหง่านอยู่เหมือนเดิม แถมทองฟ้า ม่านเมฆยังคงเส้นตรงแบ่งเป็น 2 ส่วนไม่ต่างไปจากเย็นวันวาน แต่ที่ไม่เหมือนก็คือ มุมมองของหินเรือใบในวันนี้ของผมเปลี่ยนไป จากเมื่อวานที่มุ่งมองในมุมพระอาทิตย์ตกวันนี้เราเปลี่ยนมามองในมุมพระอาทิตย์ขึ้นในให้อารมณ์ ความสวยงาม และมนต์เสน่ห์แตกต่างออกไปอีกแบบ
       
       เช้าวันนั้น แม้จะไม่มีภาพของท้องทะเลหมอกหนาแน่นทึบให้ชม ไม่มีภาพของดวงตะวันแย้มเบิกฟ้ากลมโตเป็นไข่แดงให้ชม แต่ผมได้เห็นภาพสายหมอกขาวโพลนจากฝั่งตะวันออก ค่อยๆไหลเป็นสายยาวผ่านเทือกเขายอดหนึ่งมายังฝั่งตะวันตกบนยอดโมโกจูอย่างสวยงามเพริศแพร้ว
       
       และนี่ก็คืออีกหนึ่งเสน่ห์บนยอดโมโกจูที่หาดูที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ

 

 

หินเรือใบในมุมตะวันเบิกฟ้า

 

     จากนั้นเมื่อตะวันเริ่มสายโด่ง พวกเราเดินกลับลงจากยอดเขา แวะกินข้าวเช้าเก็บสัมภาระที่แคมป์ตีนดอย ส่งใจล่ำลายอดโมโกจู แล้วถือคติขึ้นมาทางไหน กลับลงไปทางนั้น ค่อยๆเดินกลับลงสู่จุดเริ่มต้นด้วยระยะเวลา 2 วัน 1 คืน
       
       สำหรับเส้นทางขาลงที่ใครคิดว่าเดินสบายนั้น มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะด้วยความอ่อนล้าจาก 3 วันกว่าที่เดินขึ้นมา บวกกับข้อเข่า ขาที่เริ่ม ตึง พัง งอข้อพับไม่ได้ มันนับเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินลงเป็นอย่างยิ่ง
       
       แต่กระนั้น ถ้าให้เลือกระหว่างขาขึ้นกับขาลง ผมขอเลือกขาไหนก็ได้ที่เป็นทางเดินราบๆสบายๆ ซึ่งพบได้ไม่มากในเส้นทางพิชิตโมโกจู

 

 

ครั้งหนึ่งในชีวิตกับการเป็นผู้พิชิตยอดเขาโมโกจู

 

      อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็น เส้นทางขาขึ้น ขาลง หรือขาราบเดินสบาย ผืนป่าก็ได้ให้บทเรียนกับเราว่า ไม่ควรประมาทด้วยประการทั้งปวง จงค่อยๆเดินขึ้นแบบไม่ฮึกเหิม ค่อยเดินลงแบบระวัดระวัง และค่อยเดินในทางราบอย่างคนมีสติ หูตาคอยสอดส่องดูสิ่งละอันพันละน้อยรอบข้าง โดยหลังพวกเราค่อยๆลง ค่อยๆเดินไปพร้อมๆกับ ค่อยๆฮา สุดท้ายพวกเราก็ฟันฝ่าความเหน็ดเหนื่อย เจ็บปวด เมื่อยล้า กลับมาสู่ยังจุดเริ่มต้นที่ศูนย์บริการฯอีกครั้ง ซึ่งตลอด 5 วัน 4 คืน ที่เข้าไปผจญป่าไพรในเส้นทางพิชิตยอดโมโกจูนั้น มันเหมือนกับว่าผมได้หลุดเข้ามาอยู่ในโลกอีกมิติหนึ่ง
       
       โลกที่ดูเหมือนขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกและปราศจากซึ่งคลื่นความถี่ เทคโนโลยี แสงสีปรุงแต่ง
       
       ...ทว่าโลกในมิตินี้กลับมีตัวตนและจิตใจที่ถูกทอดทิ้งหลงลืมมานานให้เราได้เรียนรู้ทำความคุ้นเคยกับมันอีกครั้งหนึ่ง...

     อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ มีพื้นที่ 558,750 ไร่ ครอบคลุม 2 จังหวัดคือ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ภายในอุทยานฯนอกจากยอดเขาโมโกจูแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ อาทิ น้ำตกแม่กระสา น้ำตกแม่กี จุดชมวิวมออีหืด แก่งลานนกยูง กิจกรรมล่องแก่ง ปั่นจักรยาน และช่องเย็น สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี
       
       การเดินทาง จากกรุงเทพ ฯ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ถึงแยกโค้งวิไล ( กม.411+500) เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง 1242 (ผ่านอำเภอปางศิลาทอง) ประมาณ 40 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าเส้นทาง 1072 ไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร จะพบสี่แยกคลองลาน เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง 1117 ไปอีกประมาณ 19 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยาน ฯ
       จากจังหวัดกำแพงเพชร ตามทางหลวงล่องสู่จังหวัดนครสวรรค์ กลับรถที่แยกคลองแม่ลาย เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง 1117 ไปอีกประมาณ 65 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยาน ฯ
       
       สำหรับการขึ้นไปพิชิตยอดเขาโมโกจู ทางอุทยานฯได้จัดกิจกรรมเดินป่าระยะไกล 5 วัน 4 คืน ขึ้นในช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. ของทุกฤดูกาลท่องเที่ยว โดยกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 3 กลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 12 คน และไม่ต่ำกว่า 5 คน และมีอัตราค่าลูกหาบราคา 350 บาท/คน/วัน (ลูกหาบแบกสัมภาระไม่เกิน 20 กิโลกรัม/คน) ซึ่งผู้ที่ขึ้นไปพิชิตยอดเขาโมโกจูจะได้รับประกาศนียบัตรจากทางอุทยานฯ ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โทร. 0-5576-6024 หรือดูที่www.dnp.go.th
       
       ส่วนเรื่องที่นักท่องเที่ยวต้องระวังเป็นพิเศษก็คือเรื่องของตัวคุ่นและเห็บลมที่จะพบมากในวันที่ 3-4 ดังนั้นจึงควรเตรียมยาทา สเปรย์กันแมลงไปป้องกัน(สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง) และควรสวมใส่เสื้อผ้าแขนขายาวปกคลุมให้มิดชิด
       
       นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถสอบถามข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ในจังหวัดสุโขทัย กำแพงเพชร เชื่อมโยงกับอุทยานฯแม่วงก์ ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานสุโขทัย(รับผิดชอบพื้นที่สุโขทัย,กำแพงเพชร) โทร. 0-5561-6228-9, 0-5561-6366

 

หน้า 11

วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

ทดลองขับ NISSAN ALMERA (ตอนที่ 1)

Pic_227922



Nissan เปิดตัว New Almera ไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 นับเป็นค่ายผู้ผลิตยานยนต์รายแรกๆ ที่ผลิตรถยนต์ได้ตรงกับเงื่อนไขโครงการรถยนต์ราคาประหยัด หรือ Eco Car ของรัฐบาล หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับรถเล็กสมรรถนะดีอย่าง Nissan March ซึ่งเป็นรถ E-co Car คันแรกในรูปแบบแฮตซ์แบค 5 ประตู บริษัท Nissan มุ่งหวังในการเจริญเติบโต และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ราคาประหยัดในประเทศไทย โดยรถ Nissan New Almera จะกลายเป็นยนตรกรรมรุ่นแรกที่ถูกแนะนำเข้าสู่ตลาดรถใหม่ราคาประหยัด ภายใต้แผนธุรกิจ Nissan Power Up 2016 ซึ่งผู้บริหารของค่าย Nissan ได้ประกาศแผนงานดังกล่าวไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

 

 

Nissan Almera สร้างจากโครงสร้างแบบ V-platform ซึ่งมีน้ำหนักเบา จากการออกแบบและวิจัยในขั้นตอนของการพัฒนา ด้านหน้าใช้กระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ล้อมกรอบด้วยชิ้นงานโครเมี่ยมพลาสติกเพื่อเพิ่มเติมมุมมอง ไฟหน้าขนาดใหญ่ ใช้หลอดฮาโลเจนอยู่ในกรอบพลาสติกโพลิเมอร์ใส ซึ่งรวมเอาหลอดไฟเลี้ยวสีเหลืองไว้ภายในกรอบเดียวกัน กันชนหรือชิ้นงานสปอยเลอร์ มีช่องรับอากาศอยู่ตรงบริเวณกึ่งกลาง นำเอาอากาศไประบายความร้อนให้กับหม้อน้ำ และแผงระบายความร้อนของระบบปรับอากาศ มุมล่างของสปอยเลอร์หน้ามีไฟตัดหมอกทรงกลม ล้อมกรอบด้วยงานพลาสติกสีดำ ฝากระโปรงหน้ายกสูงแบบสมัยนิยม โดยภาพรวมรูปร่างหน้าตาของ New Almera ถูกออกแบบให้มีหน้าตารูปลักษณ์ไปในแนวทางน่ารักน่าชัง เหมาะกับวัยรุ่นที่นิยมของแนวๆ แบบนี้

 

 

 

 

ด้านข้างตัวถังเรียบลื่น ไร้ขอบกันกระแทกมาบดบังแนวสายตา วิศวกรผู้ออกแบบเน้นให้ด้านข้างของ New Almera มีความลื่นไหลโดยใช้เส้นคมของแนวแก้มข้าง ลากไปจนถึงกลางประตูบานหน้า มือจับประตูออกแบบได้ดี ใช้พลาสติกโครเมี่ยมเงางามสีเงิน จับได้ง่ายในการเปิด-ปิดประตูจากการวางตำแหน่งที่ดี กระจกมองข้างพับเก็บได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เสาหน้าและหลังมีความกลมกลืนกัน โดยใช้แนวหลังคาที่ยกสูงมากกว่าปกติ เพื่อทำให้พื้นที่เหนือศีรษะมีมากยิ่งขึ้น ล้ออัลลอยลาย 7 ก้าน ขนาด 15"x5.5j ใส่ยางไซล์ 185/65/R15 เป็นยาง Bridgestone รุ่น B250 ที่เน้นความนิ่มนวลจากแก้มยางที่สูงขึ้น

 

 

 

 

บั้นท้ายอวบอ้วน ตามสไตล์รถยนต์ที่ต้องการเน้นพื้นที่ของการนั่งโดยสาร และการบรรทุกสัมภาระที่ฝาท้าย สัดส่วนที่กลมมนของบั้นท้าย เหมาะเจาะกับไฟท้ายทรงรีที่ถูกวางในแนวตั้ง ขอบของฝากระโปรงหลังมีชิ้นงานไฟเบอร์ เป็นสปอยเลอร์รีดอากาศขนาดเล็ก พร้อมไฟเบรกดวงที่สาม เข้ามาเพิ่มเติมสีสันรูปแบบของส่วนท้ายใน New Almera กึ่งกลางของฝาท้ายมีที่เปิด ซึ่งถูกซ่อนอยู่ด้านใน ใจกลางที่เปิดฝาท้ายมีโลโก้ Nissan พลาสติกกันชนหลังหล่อเป็นชิ้นเดียวขนาดใหญ่ ไม่มีเซ็นเซอร์ถอยหลังมาให้จากโรงงาน เนื่องจากเป็นรถเล็ก ราคาประหยัด แต่มีอย่างอื่นที่มอบให้กับเจ้าของรถแทน

 

 

 

 

ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบให้มีพื้นที่การใช้สอยกว้างขวาง สะดวกสบาย จนแทบไม่น่าเชื่อว่า นี่คือ Eco Car เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ต หุ้มด้วยผ้าเนื้อดีสีดำ สามารถปรับได้หลากหลายระดับเพื่อรองรับสรีระของผู้ขับขี่ ส่วนเบาะหลังมีตำแหน่งท่านั่งแทบไม่แตกต่างไปจากซีดานขนาดกลาง จากความใหญ่ของห้องโดยสารที่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการพัฒนา โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ใช้สอยที่ต้องกว้างมากกว่าปกติ เบาะด้านหลังนั่งได้โดยยังมีพื้นที่เหนือศีรษะเหลืออยู่อีกมาก ทำให้ไม่อึดอัดยามต้องโดยสารเพื่อเดินทางไกล อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้อยู่ในระดับสมราคากับตัวรถ แต่แตกต่างและสวยงามจากการดีไซน์การจัดวางและรูปแบบของปุ่ม สวิตช์ต่างๆ ดูลงตัว และเข้ากันกับรูปแบบของตัวรถได้อย่างกลมกลืน แผงประตูและมือจับประตูด้านในยังคำนึงถึงการใช้งาน ที่มีการออกแบบตำแหน่งของการจับได้อย่างเหมาะสม

 

 

 

 

หน้าปัดและอุปกรณ์ออกแบบได้ดี โดยใช้รูปแบบของทรงกลมมาเป็นตัวนำเสนอ หน้าปัดสีดำเรืองแสง Fine Vision Meter ใช้ตัวเลขสีขาวและเข็มวัด ทั้งกรอบวัดรอบและวัดความเร็วเป็นสีแดง เพื่อทำให้อ่านค่าได้ง่าย ระหว่างหน้าปัดท้ังสองยังมีจอแสดงข้อมูลเล็กๆ ของระบบต่างๆ ในตัวรถ Multi Display แสดงผลอัตราการใช้เชื้อเพลิง เตือนระยะเวลาเข้ารับการตรวจเช็กของตัวรถ แสดงผลระยะทางต่อปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในถัง อุณหภูมิภายนอก มาตรวัดระยะทางแบบดิจิตอล กับตำแหน่งการขับเคลื่อนของเกียร์อัตโนมัติแบบ Xtronic CVT ปุ่มควมคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารใช้ทรงกลมเข้ากันกับรูปแบบของตัวรถ ระบบปรับสวิตช์แบบ Auto Air Conditiner พร้อมจอแสดงผลระบบดิจิตอล ส่วนชุดเครื่องเสียงวิทยุ FM / AM / CD / MP3 แบบ 2 DIN มีช่องเชื่อมต่อ AUX In สำหรับใช้งานกับอุปกรณ์ต่อพ่วง

 

 

 

 

พวงมาลัยแบบสามก้าน มีสวิตช์มัลติมาให้ปรับตั้งชุดเครื่องเสียง ส่วนที่โดดเด่นคือ สวิตช์สตาร์ทเครื่องยนต์ หรือ Push Start Botton เพียงแค่กดนิ้วลงไป เครื่องยนต์ก็ติดขึ้นอย่างง่ายดาย กุญแจแบบอัจฉริยะ Intelligent Key ใช้เป็นกุญแจรีโมทสำหรับเปิด-ปิดประตู พร้อมปุ่มเปิดฝาท้าย Trunk Opener ทำงานด้วยระบบ Immobilizer & Panic Alarm ซุ้มเกียร์มีช่องใส่แก้วน้ำอยู่เหนือขึ้นไป เกียร์ออโต้ Xtronic CVT มีรูปแบบการเข้าเกียร์ปกติทั่วไป ซุ้มเกียร์ทำจากพลาสติกสีดำ หัวเกียร์ขนาดใหญ่จับได้เหมาะมือ ข้างๆ คันเบรกมือยังมืช่องใส่แผ่น CD แถมมาให้ พร้อมช่องเก็บของข้างแผงประตู ช่วยอำนวยความสะดวกในการเก็บสิ่งของยามใช้งานจริง

 

 

 

 

เครื่องยนต์ของ New Almera เป็นเครื่องแถวเรียงสามกระบอกสูบรหัส HR12DE ปริมาตรความจุ 1.2 ลิตร 1,198 ซีซี 79 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที มีแรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที ออกแบบมาเพื่อการใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่าและประหยัด ปล่อยมลภาวะน้อยเนื่องจากปริมาตรความจุเล็ก มาตรฐานมลพิษระดับ EURO4 ชุดส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ Xtronic CVT พร้อม Sub-Planetary ระบบรองรับ ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท สปริง โช้คอัพและเหล็กกันโคลง ส่วนช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีมตามสมัยนิยม พร้อมด้วยเหล็กกันโคลง ระบบเบรกด้านหน้าใช้จานดิสก์เบรก พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมและกระจายแรงเบรก EBD ถุงลมนิรภัยคู่หน้าบริเวณที่นั่งตอนหน้าและพวงมาลัย

New Almera มีให้เลือก 6 สี คือ สีน้ำตาล Greyish Bronze / สีเงิน Brilliant Silver / สีดำ Black Star / สีขาว White Solid / สีแดง Burning Red / สีน้ำเงิน Dark Blue ส่วนวัสดุผ้าที่ใช้ห่อหุ้มตัวเบาะมีสองแบบ คือผ้าสีดำแบบมันและผ้าสีดำธรรมดา

ราคา
รุ่น 1.2 S MT.................429,000 บาท
รุ่น 1.2 E MT................455,000 บาท
รุ่น 1.2 E CVT..............489,000 บาท
รุ่น 1.2 ES CVT............523,000 บาท
รุ่น 1.2 V CVT..............563,000 บาท
รุ่น 1.2 VL CVT............599,000 บาท

ติดตามอ่าน ทดลองขับ Nissan All New Almera ได้ในตอนต่อไปครับ.

 

Nissan Almera VL CVT Specifications
แบบ .......................................Eco Cae 4 ประตู 4 ที่นั่ง
ผู้ผลิต......................................Nissan Motor Japan
เครื่องยนต์...............................แถวเรียง 3 กระบอกสูบ DOHC
วาล์ว........................................Continuously Variable Valve Timing Control
กระบอกสูบ x ช่วงชัก.................78.0x83.6 มิลลิเมตร
ปริมาตรความจุ........................1,198 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.............................79 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด............................106 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที
อัตราส่วนกำลังอัด...................10.2:1
ระบบส่งกำลัง..........................อัตโนมัติ Xtronic CVT
ระบบกันสะเทือน
ด้านหน้า..................................แมคเฟอร์สัน สตรัท สปริง โช้คอัพ เหล็กกันโคลง
ด้านหลัง..................................ทอร์ชั่นบีม เหล็กกันโคลง
ระบบบังคับเลี้ยว.....................พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS
ระบบเบรก
ด้านหน้า.................................จานดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน คาร์ลิปเปอร์อัลลอย
ด้านหลัง.................................ดรัมเบรก
ระบบช่วยเบรก.......................ABS / EBD / BA
ล้อและยาง.............................ล้ออัลลอยขนาด 15"x5.5j ยาง Bridgestone รุ่น B250 ไซล์ 185/65/R15 ทั้งสี่ล้อ
มิติตัวถัง
ความกว้าง..............................1,695 มิลลิเมตร
ความยาว................................4,425 มิลลิเมตร
ความสูง..................................1,500 มิลลิเมตร
ความจุถังเชื้อเพลิง..................41 ลิตร
น้ำหนัก (รุ่นเกียร์CVT)...........1,024 กิโลกรัม



Arcom roumsuwan
E-Mail
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
Faecbook http://www.facebook.com/chang.arcom



ทดลองขับ NISSAN ALMERA (ตอนที่ 2)


Pic_228185


ตอนที่สองกับการขับขี่ทดสอบระยะทางไป-กลับ กรุงเทพฯ ปราณบุรีกว่า 600 กิโลเมตร ในตัวรถ Eco Car รุ่นล่าสุด Nissan All New Almera เพื่อค้นหาประสิทธิภาพ และสมรรถนะในการวิ่งทางไกลหลากรูปแบบ...

22 ธันวาคม 54 ขณะที่หลายๆ คนเริ่มหยุดพักผ่อนในช่วงคริสต์มาสกันแล้ว ผมกลับกำลังควบเจ้ารถทดสอบรุ่นใหม่ล่าสุดในวงการ Eco Car ของ Nissan มุ่งหน้าจากกรุงเทพฯ ลงใต้สู่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากตอบรับคำเชิญจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของค่ายนี้ ที่ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากผลกระทบครั้งใหญ่จากมหาอุทกภัยในเขตภาคกลาง การทดสอบรถ Eco Car All New Almera ถูกจัดขึ้นเป็นรอบสุดท้ายสำหรับสื่อมวลชน ซึ่งในรอบปิดท้ายนี้ ผมต้องร่วมคณะไปกับคอลัมนิสต์ไลฟ์สไตล์ของนิตยสารชั้นนำในเมืองไทย จากปัญหาติดการไปทำข่าวงาน Tokyo Motor Show 2011 เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม จึงไม่สามารถไปร่วมกับเพื่อนๆ สื่อมวลชนสายยานยนต์ อย่างที่เคยประพฤติมาตลอดระยะเวลาของการขับขี่ทดสอบรถยนต์

 

 

 


เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของ Nissan Motor Thailand Co.,ltd. จัดเส้นทางทดสอบในวันแรก โดยออกสตาร์ตที่โรงแรมแห่งหนึ่งในซอยมหาดเล็กหลวง 3 ขึ้นทางยกระดับที่แยกบ่อนไก่ ลงที่เส้นพระรามสองแล้วมุ่งหน้าสู่แยกวังมะนาว บนทางหลวงหมายเลข 35 (สายธนบุรี-ปากท่อ) ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และอำเภอปากท่อ แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 4 ไปจังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทางประมาณ 123 กิโลเมตร แล้วขับไปตามทางหลวงจังหวัดสู่เพชรบุรี เลี้ยวซ้ายใกล้เขาย้อยเแวะทานก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสเด็ด เสร็จแล้วออกเดินทางมุ่งหน้าไปแยกท่ายาง เลี้ยวขวาที่อำเภอท่ายางเพื่อมุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำห้วยโป่งทะลุ แล้วตัดเข้าเส้นบายพาสอ้อมกลับมายังอำเภอหัวหิน ทางทดสอบในวันแรกเป็นเส้นทางหลากหลายรูปแบบ ทั้งวิ่งในเมือง หรือวิ่งบนถนนไฮเวย์ กับสภาพเส้นทางคดเคี้ยวไปมา ขึ้นลงเขาบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งทะลุในเขตจังหวัดเพชรบุรี เพื่อค้นหาสมรรถนะ และประสิทธิภาพในการวิ่งใช้งานของ All New Nissan Almera รถ Eco Car รุ่นล่าสุด ที่กำลังร้อนแรงมากในตลาดรถราคาประหยัดของเมืองไทยอยู่ในเวลานี้

 

 

 


ผมจับคู่กับคุณเอจากนิตยสาร volume ในขบวนรถทดสอบ All New Almera ทั้งหมด 8 คัน โดยผมรับหน้าที่ควบเจ้า All New Almera VL AT รุ่นท็อปสุด และเริ่มขับตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ โดยให้คุณเอนั่งเป็นผู้โดยสารไปก่อนในช่วงแรก การขับทดสอบในกลุ่มไลฟ์สไตล์มักขับกันแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ เกาะไปกันเป็นขบวนด้วยความเร็วเดินทางที่ไม่สูงมากนัก ประมาณ 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นย่านความเร็วปกติของมนุษย์ทั่วไป ที่ใช้ขับขี่เดินทางไกลบนตัวรถขนาดเล็ก แตกต่างจากการขับทดสอบกับสื่อมวลชนสายยานยนต์แท้ๆ ที่ว่ากันชนิดสุดฤทธิ์ สุดเดชกันเลยทีเดียวไม่ว่าตัวรถทดสอบจะเป็นแบบใด การขับทดสอบรถยนต์ประหยัดพลังงานแบบ Eco Car ของค่าย Nissan ในครั้งนี้ จึงเป็นการขับขี่ที่ผ่อนคลาย ในรูปแบบของการท่องเที่ยวเดินทางเป็นหลัก ไม่เน้นการทำความเร็วโดยไม่จำเป็น และค่อนข้างเน้นหนักเป็นพิเศษ ในเรื่องของความปลอดภัย และกฎจราจร การขับขี่ทดสอบ Nissan Almera ในครั้งนี้ จึงเหมือนกับการขับรถพาครอบครัวเดินทางไกลออกไปท่องเที่ยว มากกว่าจะซิ่งกันทุกโค้งอย่างที่เคยกระทำเมื่อมีโอกาส ยามได้ออกไปพบปะกับเพื่อนสื่อมวลชนสายยานยนต์แท้ๆ ที่มักอุดมไปด้วยพวกสุดยอดฝีมือ

 

 

 


ตำแหน่งของการนั่งขับที่สูงโด่งของ Almera ช่วยทำให้คนที่มีรูปร่างเล็กขับได้อย่างสะดวกสบาย มุมมองที่เปิดโล่งรอบตัวเกิดจากการออกแบบท่านั่งขับใหม่ทั้งหมด โดยเน้นไปที่ความสูงของตัวเบาะ และหลังคาที่มีมากกว่า Nissan March แม้ผมจะพยายามปรับเบาะให้เตี้ยมากที่สุดแล้ว ตำแหน่งท่านั่งของคนตัวสูงประมาณ 175 เซนติเมตร ก็ยังคงสูงโด่ง ทำให้รู้สึกแปลกไปบ้าง หลังจากเคยนั่งขับในท่านั่งที่เตี้ยติดดิน กระจกรอบตัวที่ไม่ได้ติดฟิล์มกันแดด ทำให้ผมเห็นได้อย่างชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยยามต้องเปลี่ยนเลนกะทันหัน จุดที่วางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ปุ่มควบคุมอุณหภูมิ ชุดเครื่องเสียงดิจิตอลแบบ 2 DIN รวมถึงตำแหน่งของการวางซุ้มเกียร์ พวกมันทั้งหมดถูกออกแบบให้ง่ายต่อการเอื้อมมือไปใช้งาน ช่องวางแก้วน้ำยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายยามขับขี่เดินทางไกล มันคือความจำเป็นที่คุณต้องพกพาเครื่องดื่มไปด้วย และ Nissan Almera ก็มีช่องวางแก้วน้ำมาให้เพียบ มาตรวัดวางตัวอยู่ในระดับของสายตา ดีไซน์มาเพื่อให้อ่านค่าได้ง่ายดายที่สุดแล้ว พวงมาลัยแบบสามก้านของมันปรับขึ้น-ลงได้ แต่ปรับระยะใกล้-ไกลไม่ได้ ท่านั่งที่สามารถปรับเบาะได้กว้างมากจะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้แทน

 

 

 


ก่อนถึงแยกวังมะนาว การจราจรบนถนนธนบุรี-ปากท่อ เริ่มลื่นไหลคล่องตัวจนขบวนสามารถใช้ความเร็วในระดับ 120-130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ความเร็วเดินทางย่านนั้น การทรงตัวของ Nissan Almera ยังมั่นคงดี ต่อเมื่อผมลองยึดระยะความห่างของขบวนจากรถคันหน้า แล้วกดคันเร่งไปที่ระดับ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พวงมาลัยและช่วงล่างเกิดอาการโหวงๆ เบาๆ เป็นเพราะยางขอบ 15 ที่มีหน้ากว้างแค่ 185 กับผิวถนนที่เป็นลอนคลื่นในบางช่วง ที่ความเร็วสูงเกิน 150-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้า Almera จึงออกอาการเบาโหวงอยู่บ้าง แต่ยังไม่สร้างปัญหาในการควบคุมพวงมาลัยมากนัก หากได้ล้อขอบ 16 บวกยางหน้ากว้างสัก 205 ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทของเจ้า New Almera น่าจะเกาะยึดกับผิวทางได้ดีกว่านี้มาก ซึ่งเหมาะมากกับเจ้าของ Almera คันใหม่ที่ชอบใช้ความเร็วยามขับเดินทาง ยางไซส์ 205/50/R16 ดูจะเหมาะเจาะกับเจ้านี่อย่างที่สุดแล้วสำหรับพวกเท้าหนัก ส่วนยางติดรถ เจ้าของจะได้ความประหยัดเป็นของแถม เนื่องจากยางที่ติดมาให้จากโรงงาน เป็นยางที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงต้าน ที่ช่วยเพิ่มเติมสมรรถนะในการประหยัดเชื้อเพลิง เมื่อคุณเปลี่ยนยางของเจ้า New Almera โดยเพิ่มขนาดหน้ายางให้กว้างขึ้น แรงต้านจากยางหน้ากว้าง จะทำให้ตัวเลขการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเปลี่ยนไป

 

 

 


ระบบ ส่งกำลังแบบ XTronic CVT เนียนใช้ได้ ให้ความต่อเนื่องในย่านของแรงบิดได้ดี ตั้งแต่รอบต่ำไปจนถึงรอบกลางๆ ของเครื่องยนต์ ทำให้การออกตัวจากสัญญาณไฟไม่ต้องใช้เวลาไต่หาอัตราเร่งกันมากนัก น้ำหนักตัวที่เบาเพียง 1,026 กิโลกรัม ในรุ่นเกียร์ออโต้ ส่วนรุ่นเกียร์ธรรมดา มีน้ำหนักตัวแค่ 900 กว่ากิโลกรัม ถึงแม้จะใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียงสามกระบอกสูบ แต่ตีนต้นของ Almera ไม่มีอืด มันไปตามแรงของเท้าที่ส่งไปยังคันเร่งไฟฟ้าชนิดฉับพลัน คันเร่งออกอาการค่อนข้างเบามาก มันอาจไม่มีแรงดึงมากพอที่จะทำให้รู้สึก แต่ความเร็วของตัวรถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและลื่นไหล จากการทำงานของเกียร์และน้ำหนักตัวที่เบามากของมัน ลักษณะการออกแบบระบบส่งกำลัง โดยเน้นให้ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ขนาดเล็กได้อย่างลงตัว คืองานวิศวกรรมที่ดีของเหล่าบรรดาวิศวกรและนักออกแบบของ Nissan ที่ต้องทำงานประสานกันไปตลอดตั้งแต่ขั้นตอนของการพัฒนา ทดสอบ และสำเร็จจนส่งเข้าไลน์การผลิต นี่คือรถ Eco Car ราคาถูกที่ขับได้ดีคันหนึ่งในตลาดรถยนต์ของประเทศไทย มันเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ที่ทุกอย่างต้องสมเหตุสมผล แม้กระทั่งประสิทธิภาพกับราคาที่ต้องลงตัวกันเป็นอย่างดี และมีรถไม่มากนักที่ทำได้แบบนี้

 

 

 


ระบบ Idling Stop ที่เพิ่มเข้ามาให้มีลักษณะการทำงานที่ช่วยให้เครื่องยนต์ กินเชื้อเพลิงได้น้อยลงไปอีกระดับ มันจะตัดการทำงานของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น ในขณะจอดเดินเบาบนทางราบ การทำงานของชุด Idling Stop จะแยกจากกันกับชุดปรับอากาศดิจิตอลโดยสิ้นเชิง เซนเซอร์ของระบบ Idling Stop จะทำงานตลอดเวลา แม้ผู้ขับจะเปิดระบบปรับอากาศหรือสวิตช์ AC/ON หากต้องการปิดระบบทิ้ง ผู้ขับขี่ต้องปิดสวิตช์ยกเลิกการทำงานของ Idling Stop ระบบจะทำการรีเซต และจะกลับมาทำงานทุกครั้งที่สตาร์ตเครื่องยนต์ ในกรณีที่ผู้ขับปิดระบบ Idling Stop มันจะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับสวิตช์ AC/ON รวมถึงการเปิดสวิตช์ไล่ฝ้า ระบบ Idling Stop ก็ยังคงทำงาน ชุดเซนเซอร์ดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างรวดเร็วภายใน 2-5 วินาที ขึ้นอยู่กับการไหลของกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ เครื่องยนต์จะทำงานทันทีที่ระบบ Idling Stop สั่งการให้เครื่องยนต์ดับประมาณ 175 วินาที และเครื่องยนต์จะสตาร์ตตัวเองอีกครั้ง หลังจากผู้ขับขี่ยกเท้าออกจากแป้นเบรกประมาณ 5 วินาที ส่วนการหยุดทำงานโดยอัตโนมัติของชุด Idling Stop ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขดังต่อไปนี้

-พื้นผิวถนนมีความลาดเอียง 3% หรือประมาณ 1.7 องศา
-อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นไม่อยู่ในช่วงอุณหภูมิประมาณ 45-110 องศาเซลเซียส
-น้ำมันเกียร์ ไม่อยู่ในอุณหภูมิ 20-110 องศาเซลเซียส
-ก่อนที่จะใช้งานระบบ Idling Stop ต้องขับขี่ให้มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลาประมาณ 2 นาที
-ความเร็วของตัวรถต้องไม่ต่ำกว่า 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
-Idling Stop จะหยุดทำงานทันทีที่เปิดฝากระโปรงเครื่องยนต์
-อุณหภูมิของน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ต้องไม่ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส
-อุณหภูมิอากาศ (เซนเซอร์ตรวจวัดอากาศ) ต้องมากกว่า 205 องศาเซลเซียส
-ไม่มีเซนเซอร์วัดแรงกดอากาศ กรณีที่ใช้รถในระดับความสูงเหนือน้ำทะเลมากกว่า 2,000 เมตร

 

 

 


หลังจากวิ่งวกไปวนมาบนทางลาดยางแคบๆ แบบสองเลนสวน รถทดสอบทั้ง 8 คันรวมถึงรถของเจ้าหน้าที่ Nissan มาถึงยังสันอ่างเก็บน้ำเอาในช่วงบ่ายสองโมงเศษ วิทยุคลื่นสั้นที่ทีมเจ้าหน้าที่ของ Nissan ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างรถแต่ละคัน ช่วยทำให้ขบวนสามารถขับเกาะกลุ่มกันได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ของ Nissan ทุกท่านที่คอยอำนวยความสะดวกในการเคลียร์เส้นทางตลอดทั้งไปและกลับ หลังจากจอดแวะถ่ายรูป ดื่มน้ำ และพูดคุยถึงการขับทดสอบในตอนเช้าบริเวณอ่างเก็บน้ำแล้ว ขบวนรถทดสอบ Nissan All New Almera ก็ออกเดินทางต่อ โดยใช้เส้นบายพาสเพื่อมุ่งหน้าสู่โรงแรมที่พักในอำเภอหัวหิน เส้นทางช่วงนี้ผมย้ายก้นไปนั่งที่เบาะหลังโดยคุณเอจากนิตยสาร volume เข้ามารับหน้าที่ขับต่อจนถึงโรงแรม หลังจากนั่งชิลๆ มาจากกรุงเทพมหานคร ทางในช่วงนี้อุดมไปด้วยสารพัดโค้งและทางขึ้น-ลงเขาวกไปวนมา เนื่องจากเป็นกลุ่มนักข่าวแนวไลฟ์สไตล์ การทำความเร็วจึงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างช้าและเน้นหนักในเรื่องความปลอดภัย ทำให้การนั่งเก็บภาพอยู่เบาะหลังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสบาย จากขนาดความกว้างของห้องโดยสารที่แทบจะไม่แตกต่างจาก Sunny Neo เลยแม้แต่น้อยทั้งๆ ที่มันคือ Eco Car ตำแหน่งใจกลางเบาะหลัง ยังสามารถดึงพนักเท้าแขนที่แถมช่องวางแก้วมาให้อีกด้วย ช่างเอาอกเอาใจกันเสียจริง

 

 

 


ระบบเสียงดิจิตอลจาก ชุดเครื่องเสียง CD / MP3 / AM / FM ให้เสียงในระดับปานกลาง มันใช้งานได้สะดวกจากขนาดหน้าจอที่ใหญ่โตแบบ 2DIN เล่นแผ่น MP3 หรือจะเสียบช่อง AUX เพื่อต่อเชื่อมอุปกรณ์เล่นเพลงแบบพกพาก็ยังได้ ระบบปรับอากาศให้ความเย็นสมกับเป็นรถญี่ปุ่น มันเย็นอย่างรวดเร็วแม้อุณหภูมิภายนอกจะสูงถึง 33 องศา เมื่อเข้ามาภายในห้องโดยสารแล้วเปิดระบบปรับอากาศเพียงครู่เดียว ก็จะเย็นฉ่ำไปทั่วทั้งคันแล้ว เบาะหลังนั่งได้สบายแต่ค่อนข้างจมไปสักนิด อาจทำให้ง่วงนอนโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว ขบวนรถทดสอบ Nissan All New Almera มาถึงยังโรงแรมที่พักในอำเภอหัวหินเอาเมื่อเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ผมไม่รู้สึกเมื่อยล้าเหมือนตอนที่ขับรถทดสอบกับเพื่อนสื่อมวลชนสายยานยนต์ เนื่องจากไม่ต้องขับเร็วขับไล่จี้ใครในทริปนี้นั่นเอง

 

 

 


เช้าวันรุ่งขึ้น รถทดสอบ Nissan All New Almera ออกเดินทางจากหัวหินมุ่งหน้าไปยังปากน้ำปราณบุรี ผมเข้ามารับหน้าที่ขับขี่โดยให้คุณเอเป็นผู้โดยสารเหมือนเดิม ใช้เวลาแค่เพียงครึ่งชั่วโมงเศษก็มาถึงยังศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี บริเวณใกล้อำเภอหัวหินห่างออกไปราว กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ "โครงการพัฒนาปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผืนป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองเก่า-คลองคอย 1,984 ไร่ ห้อมล้อมด้วยป่าชายเลน ป่าบกภูเขา ที่ดินริมหาดติดทะเล รวมถึงพื้นที่รกร้างว่างเปล่า พัฒนาเป็นป่าอเนกประสงค์ต่อการผลิตไม้ ป้องกันลมพายุ แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ แหล่งเพาะพันธุ์และเลี้ยงสัตว์น้ำ กลายเป็นบ้านหลังใหญ่ของสัตว์ทะเล ใช้เป็นที่หลบภัยจวบจนถึงทุกวันนี้

 

 

 


เนื่องจาก ปี 2517 กรมป่าไม้ได้ดำเนินการจัดทำโครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี ตามพระราชประสงค์ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในคราวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความสนพระราชหฤทัย สนับสนุนการปลูกพันธุ์ไม้บริเวณปากน้ำปราณบุรี กรมป่าไม้จึงได้จัดตั้งเป็นโครงการพิเศษ เพื่อดูแลชีวิตพืชและสัตว์อนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นต่อไปได้ใช้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ต่อมาปี 2527 จึงได้จัดตั้งเป็นวนอุทยานขึ้น ควบคู่กับการรักษาสภาพป่าชายเลน ทิวทัศน์ธรรมชาติ หาดทรายอันงดงาม ยังประโยชน์แก่การท่องเที่ยวและเป็นสถานที่พักผ่อน สำหรับครอบครัวและบุคคลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้และอนุรักษ์ธรรมชาติ

 

 

 


ระยะ เริ่มต้นในปี 2517 กรมป่าไม้เข้าไปบุกเบิกปลูกป่า และจัดทำพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นวนอุทยานขนาด 400 ไร่ ต่อมาในปี พศ 2539 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร เนื่องจากมีผู้บุกรุกทำนากุ้งและต้องวัดหลักเขตอย่างถูกต้อง ทรงรับสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอพื้นที่นากุ้งคืน โดยทางกรมป่าไม้กับ ปตท.เข้าไปร่วมปลูกป่าขึ้นมาใหม่ 1 ล้านไร่ ขณะนี้สภาพผืนป่ากลับสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เยาวชน และกลุ่มบุคคลทั้งภาครัฐ เอกชน เข้าไปเยี่ยมชม เจ้าหน้าที่ดูแลโครงการฯ ได้จัดทำระบบบริการไว้เป็นอย่างดี โดยอธิบายนักท่องเที่ยวเพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดทั้งหมด ก่อนจะพาเดินไปตาม "เส้นทางชมป่าชายเลน" (walkway) ติดทะเล อากาศเย็นสบาย ใต้ร่มเงาไม้หนาทึบที่ร่มรื่นมาก ทางเดินสะพานไม้เล็กๆ ลัดเลาะไปตามพันธุ์พืชทะเลของต้นโกงกาง ตะบูนขาว ตะบูนดำ สนทะเล สนปฏิพัทธ์ โกงกาง ปรง นนทรี หางนกยูง สะเดา กระถินณรงค์ หูกวางทะเล ทำให้สื่อมวลชนได้รับประโยชน์ในการเดินทางมาทดสอบรถ Almera เนื่องจากได้เรียนรู้การปลูกป่าและระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นของแถม ซึ่งมีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับคนรุ่นต่อไป

 

 

 


หลังจากเดินชมป่าชายเลนแล้ว คณะทดสอบรถ Almera ทั้งหมดก็ลงเรือชาวประมงขนาดเล็กเพื่อล่องลำน้ำปราณบุรี ชมวิถีชีวิตสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงและอู่ต่อเรือประมงขนาดใหญ่ ลำคลองเก่าคือสายธาราที่ไหลไปเชื่อมกับแม่น้ำปราณบุรีที่ใกล้ปากน้ำ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือลัดเลาะไปออกแม่น้ำปราณบุรี เที่ยวชมหมู่บ้านชาวประมงและการลอยเรือหาปลาตามลำน้ำ รวมทั้งได้ชมระบบนิเวศในป่าชายเลน หลังจากนั้นได้ร่วมกันโยนลูกบอล EM เพื่อบำบัดน้ำเสียบริเวณที่เป็นจุดนำปลา กุ้ง ปู หอย ถ่ายจากเรือใหญ่ขึ้นฝั่ง รวมถึงแถบที่ชาวประมงนำหมึกมาล้างเพื่อตากแห้ง การโยนลูกบอลบำบัดน้ำเสียเริ่มต้นและจบลงบนเรือด้วยความสนุกสนาน หลังจากนั้นคณะทั้งหมดก็เดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ปากน้ำปราณบุรี แล้วมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ เอาเมื่อเวลาประมาณบ่ายสองโมง

 

 

 


โดยภาพรวมแล้ว Nissan All New Almera เหมาะสมกับสมรรถนะ และราคาค่าตัว 6 แสนบาทของมันมากที่สุดแล้ว นี่คือ Eco Car อีกคันที่ขับได้ดีและมีพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร มากกว่ารถยนต์ราคาประหยัดทุกรุ่นทุกคันในประเทศไทย ปัจจุบัน จากเทคโนโลยีด้านวัสดุ ระบบเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง ช่วงล่าง เบรกและระบบอิเล็กทรอนิกส์ของวงการยนตรกรรมมีความก้าวหน้าไปไกลมาก จนแทบจะไม่มีบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ค่ายใดจะกล้าทำรถยนต์ที่มีคุณภาพต่ำออกมาอีกแล้ว การตลาดที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดส่งผลให้เกิดการค้นคว้าและวิจัยนวัตกรรมใหม่ของการขับเคลื่อนออกมาอยู่เสมอ และกลายเป็นประโยชน์สำหรับผู้ซื้อที่สามารถเลือกรถยนต์ส่วนตัวได้โดยใช้ราคาเป็นที่ตั้ง ลองไปหาทดสอบด้วยตัวของคุณเองตามโชว์รูมของ Nissan แล้วดูว่ามันตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่ และนี่คือวิธีเดียวที่ดีที่สุด ในการเลือกพาหนะคันใหม่แทนที่คันเก่าที่โดนน้องน้ำจัดซะมิดหลังคาเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา.

Arcom Roumsuwan
E-Mail
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom


หน้า 12

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

จูบ 6 จุดยุทธศาสตร์ ตรึงใจสาวอยู่หมัด!!!

 

Pic_227994

เคล็บลับสำหรับหนุ่มๆ ที่อยากมัดใจสาวข้างกายให้อยู่หมัดด้วยการ "จูบ" ซึ่งเราไม่ได้หมายถึงจูบแค่ที่ปากเท่านั้น เพราะอวัยวะบางส่วนของหญิงสาวที่ทนไม่ได้จริงๆ กับการประทับริมฝีปากลงไป ถึงขนาดยอมให้อะไรเลยเถิดด้วยการจูบบริเวณจุดสำคัญ

ใบหู
ถือเป็นบริเวณที่อ่อนไหวง่ายในการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ จะจั๊กจี้ก็ไม่ใช่ จะรำคาญก็ไม่เชิง โดยผู้หญิงหลายคนก็ลงมติกันมาว่า การถูกเล็มใบหู กัดเบาๆ ที่ติ่งหูจากปากของชายที่รัก เป็นเสมือนกระแสไฟฟ้าที่ส่งผ่านไปถึงกระดูกสันหลัง สามารถทำให้เลิกสั่งงานไปสักพัก

 

หลังคอ
ไม่น่าเชื่อว่าบริเวณด้านหลังคอ จะเป็นจุดพิฆาตเรียกอารมณ์พิศวาสของสาวๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งวิธีการก็ง่ายๆ แค่รอให้ฝ่ายหญิงยืนหันหลังล้างจานที่อ่างล้างจาน หรือนั่งเล่นคอมพิวเตอร์อยู่ หนุ่มๆ ก็เข้าไปรวบผมหญิงคนรักและบรรจงจุมพิตเบาๆ บริเวณหลังคอ เชื่อเลยว่า นอกจากจะสยิวกิ้วจนหน้าแดงแล้ว ยังทำให้หญิงสาวต้องมนต์หลงรักคุณมากขึ้นแน่ๆ

ใบหน้า

รู้กันอยู่แล้วว่า การจูบที่ใบหน้าถือเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่งที่ชัดเจนที่สุด โดยเทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้หญิงสาวประทับใจในความหวานที่คุณมอบให้ ควรจูบเบาๆ ที่แก้ม หน้าผาก กราม จมูก และเปลือกตา แต่อย่าริอาจแลบลิ้นของคุณออกมาให้น้ำลายโดนผิวหน้าของสาวๆ เชียว เพราะมันดูสกปรกและเลอะเทอะไปสักหน่อย

 

กระดูกไหปลาร้า
ขณะที่หญิงคนรักแต่งตัวเต็มยศ ลองเปิดคอเสื้อของเธอเพียงเล็กๆ ประทับริมฝีปากของคุณลงบริเวณไหปลาร้า ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กล่าวว่า สาวๆ จะรู้สึกเคลิบเคลิ้ม คิดฝันจินตานาการไปสู่กิจกรรมที่เร่าร้อนมากกว่านี้

สะโพก
บริเวณสะโพกเป็นอวัยวะที่อ่อนไหวต่อการสัมผัสมากบริเวณหนึ่งของร่างกาย และใกล้กับจุดสำคัญที่สุดของหญิงสาวซะด้วย เราจึงขอแนะนำให้คุณผู้ชายใช้ปากและลิ้นให้เป็นประโยชน์ โดยการจุ๊บ เลีย ขบเล็กๆ แค่นี้ก็อยากเป็นโอกาสที่ดีที่สาวๆ หันมาบรรเลงเพลงรักกับคุณต่อ


 

เต้านม
จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดก่อนที่กิจกรรมเร้าร้อนจะเริ่มต้น หลายคนรู้ดีว่าแค่ชายหนุ่มสัมผัส สาวข้างตัวก็แทบจะละลายไปกับเตียง แล้วนับประสาอะไรกับการดูด เลีย หรือกัดบริเวณยอดปทุมถันเบาๆ ก็ทำให้อารมณ์เตลิดจนหยุดไว้ไม่อยู่ แต่ข้อแนะนำเพียงอย่างเดียวสำหรับแสดงความรักบริเวณเต้านม อย่าใช้กำลังจนเกินไป แม้ว่าอารมณ์ของทั้งคู่จะไปไกลเกินควบคุม เพราะมันคงดูไม่ดีเลย หากหญิงสาวจะเรียกคุณว่าเป็น 'คนซาดิสม์'.


ข้อมูล : askmen

Twitter : quet_thairath

 

 

หน้า 13

วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

The Imaginary Museum จินตภาพสู่งานจิตรกรรม

Pic_228515

 

จากจินตนาการสู่ภาพงานศิลปะ ที่ศิลปินได้หวนระลึกถึงบุคคลสำคัญในอดีต อาจมีตัวตนหรือไม่ ก็คงไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะความงามที่ปรากฏ สามารถสร้างความรู้สึกให้ผู้เสพคล้อยตามได้ไม่ยาก

นิทรรศการศิลปะ The Imaginary Museum ผลงานแสดงเดี่ยวของศิลปินชาวบราซิล  Vil Muniz  ซึ่งเขาได้นำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นภาพในหัวของเขา เพื่อสร้างสรรค์ออกมาเป็นงานศิลปะ

 

 

หลากหลายเรื่องราวของบุคคลสำคัญในอดีต ที่เป็นตำนาน หรือสร้างความประทับใจ ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง สาวสวยอย่างโมนาลิซา, ศิลปินสติเฟื่องอย่างแวนโก๊ะ, หรือภาพอันสุดสลดของพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขน ล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี

 

 

สำหรับนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ จัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ณ พิพิธภัณฑ์ของสะสม Lambert  แห่ง Modern Art เมือง Avignon ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

Twitter : Sriploi_social

 


หน้า 14

วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

'เอฟบีไอ'ปรับนิยามคำว่า'ข่มขืน'ใหม่ รวม'ผู้ชาย'เป็นเหยื่อด้วย

Pic_228812

 

เอฟีไอปรับคำจำกัดความของคำว่า ข่มขืน ใหม่ เป็นครั้งแรกในรอบ 83 ปี โดยระบุให้นับรวมผู้ชาย และคนที่ไม่มีทางสู่ เป็นผู้เสียหายจากการถูกข่มขืนด้วย...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ว่า สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟีไอ ออกมาปรับคำจำกัดความของคำว่า'ข่มขืน'ใหม่ โดยรวมผู้ชายและผู้ที่ไม่สามารถใช้กำลังขัดขืนได้ อยู่ในกลุ่มผู้เสียหาย หรือเหยื่อการข่มขืนด้วย ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งแรกในรอบ 83 ปี

ก่อนหน้านี้ เอฟบีไอ จำกัดความหมายของคำว่าข่มขืนไว้เพียงว่า การชำเราสตรี ด้วยการใช้กำลัง โดยที่เหยื่อไม่ยินยอม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จะทำให้มีการจัดเก็บข้อมูลของผู้ที่ถูกข่มขืนได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศ สามารถใช้สถิติอันนี้ ในการออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือและป้องกันไม่ให้มีผู้เคราะห์ร้าย ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


โจ ไบเดน


ด้าน นายโจ ไบเดน รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เสนอเรื่องการปรับเปลี่ยนคำจำกัดความของการข่มขืน ในที่ประชุมสภาเมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้ว กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการกระทำชำเรา แต่ไม่ถูกรวมเป็นผู้เสียหายมาตลอดกว่า 80 ปี

ทั้งนี้ จากสถิติของกรมความคุมโรคสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อปี 2010 ผู้หญิง 1 ต่อ 5 คนและผู้ชาย 1 ต่อ 71 คน จะตกเป็นเหยื่อถูกข่มขืนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

 

หน้า 15

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

Fashion moments of 2011 : ที่สุดแห่งวงการแฟชั่นปี2011

The Royal Wedding

Carine Roitfeld & Emmanuelle Alt

John Galliano & Christian Dior

John Galliano

Kate Moss wedding

ต้อนรับศักราชใหม่ปี 2012 ฉันอยากจะเริ่มต้น..ด้วยการมองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์วงการแฟชั่นที่น่าจดจำในปี 2011 ที่เพิ่งผ่านไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดฟันหนี่งในคลินิกทำฟันที่ใหญ่ที่สุด ได้ ISO รับแพกเกจส่วนลดวันนี้www.bangkokdentalhospital.com
กำจัดไขมันเป็นเรื่องง่ายๆนวัตกรรมใหม่ หมดกังวลเรื่องความเจ็บ เริ่มต้นเพียงจุดละ 12,500บาทwww.absolutebeauty-clinic.com
สลายไขมันด้วย VASER LIPOมหัศจรรย์ การลดไขมันส่วนเกิน เห็นผล ทันที แบบไม่ต้องนอน รพ. พิเศษลด 80%www.aplus-clinic.com/T.087-700-4529

...อาจพูดได้ว่าเป็นปีที่เกิดเรื่องสั่นสะเทือนวงการแฟชั่นโลกมากที่สุดอีก 1 ปีก็ว่าได้ค่ะ

  • คราวช็อกของ John Galliano

เริ่มต้นด้วยเรื่องสุดร้อนแห่งปี ที่เกิดขึ้นประเดิมต้นปีในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ทำเอาเหล่าแฟชั่นนิสต้าทั่วโลกช็อไปตามๆกัน จากข่าวดีไซน์เนอร์คนดังแถวหน้า John Galliano ถูกปลดออกจากตำแหน่งดีไซเนอร์ประจำห้องเสื้อ Christian Dior ทั้งที่เขาคือตัวพ่อที่ทำให้ Dior พลิกฟื้นกลับมาฮ็อตยิ่งกว่าฮ็อต ในช่วงที่เขาเข้ามา จนทำหน้าที่ผูกขาดต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

แต่ที่น่าช็อกยิ่งกว่า ก็คือสาเหตุแห่งการถูกปลด! ก็เพราะหลายคนไม่เคยรู้มาก่อนว่า Galliano จะอยู่ในกลุ่มคนรักฮิตเลอร์ และเมาขาดสติจนถึงขนาดพลั้งหลุดปากด่า และวิพากษ์วิจารณ์เหยียดเชื้อชาติในบาร์กลางกรุงปารีส แถมยังมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอมัดตัว จนไม่สามารถแก้ตัวว่า "เปล่าทำ" ได้ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ออกมายืนยันว่าที่ทำไป ไม่รู้ตัวและขาดสติด้วยฤทธิ์ยาและเหล้า

ขณะที่แบรนด์ใหญ่ Dior จนถึงตอนนี้.. ก็ยังไม่รู้ว่าหวยจะออกที่ใคร ที่จะเป็นผู้ได้รับเกียรติและมีฝีมือสมน้ำสมเนื้อ พอที่จะมารับหน้าที่สำคัญในฐานะดีไซน์เนอร์คนใหม่ใน Christian Dior แทนเขาได้

งานนี้เรียกว่าเหล้า & ปาก พาให้อนาคตดับวูบจริงๆ

  • อำลา บก. สุดเปรี้ยว

ข่าวใหญ่ต่อมา ที่ช็อกวงการไปตามๆ กัน ก็คือการประกาศวางมือของ Carine Roitfeld บรรณาธิการสุดเปรี้ยวแห่ง Vogue Paris ใครเลยจะคิดว่า Carine จะลาออกจากตำแหน่งใหญ่ และเบื่อเร็วขนาดนี้ ข่าวนี้จึงกลายเป็นข่าวใหญ่ประจำวงการแฟชั่นในปี 2011เลยทีเดียว

เมื่อ Carine ลาออก การเข้ามารับตำแหน่งของ Emanuelle Alt อดีตผู้ช่วยของเธอ ก็กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ทั่วโลกจับตามองไม่แพ้กัน ทั้งในแง่การเข้ามาแทนที่ Carine ที่ทำไว้ก่อนหน้าได้ดีมาก ว่าจะ “เอาอยู่” ไหม? รวมไปถึงเธอเก๋และเก่งพอที่จะกำหนดความเป็นไปของนิตยสารแฟชั่น ที่เปรี้ยว ล้ำ และเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์ของโลกแฟชั่นได้ขนาดไหน เพราะหลายคนมองว่าสไตล์เท่ห์ๆ ที่มักเห็นคุ้นชินตาในการแต่งตัวของเธอ อาจไม่หลากหลายมากพอที่จะเป็นตัวแทนของความสดใหม่ และความคาดหวังมากมาย ที่โลกแฟชั่นต้องการ

ยังไงก็เอาใจช่วยเต็มที่นะ... Emanuelle Alt สู้ๆ!

  • "งานแต่ง" แห่งทศวรรษ

จากข่าวช็อกวงการ.. มาถึงข่าวดี ที่ทำเอาเราครื้นเครงในปี 2011กันบ้างค่ะ นั่นก็คือ Royal Wedding ครั้งใหญ่ของราชวงศ์อังกฤษ

พิธีเสกสมรสแห่งทศวรรษของ เคทมิดเดิลตัน และ เจ้าชายวิลเลียม ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแฟชั่นก็คือ ใครจะเป็นดีไซเนอร์ที่ได้รับเกียรติออกแบบชุดพิธีเสกสมรส ซึ่งสุดท้ายในเช้าวันที่ 29 เมษายนทุกคนก็ได้เห็นพร้อมกัน ว่า หวยมาออกที่ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ Sarah Burton จาก Alexander McQueen ที่ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่ออกแบบ และชุดนี้ก็ทำให้ Sarah Burton กลายเป็นดีไซเนอร์ประวัติศาสตร์ที่ได้รับการจารึกชื่อไปเป็นที่เรียบร้อย

  • เวดดิ้ง สุดเก๋

ปิดท้ายข่าวดีแห่งปี 2011 ด้วยงานแต่งงานที่สวยที่สุดในสายตาฉัน! แม้ว่าในด้านความยิ่งใหญ่จะยังคงเป็นรองงานพิธีเสกสมรสแห่งราชวงศ์วินด์เซอร์

แต่สำหรับงานแต่งงานสุดน่ารักของนางแบบสาว Kate Moss และแฟนหนุ่ม Jamie Hince นั้น ขอบอกว่าดีกรีความเก๋ชนะเริ่ด ไม่มีเสียชื่อซูเปอร์โมเดลตลอดกาลจริงๆ

การันตีความเก๋และฮ็อตได้จากรายชื่อแขกในงาน ทั้งช่างภาพคนดัง Mario Testino, Marc Jacobs, อดีต บก.โว้คปารีส Carine Roitfeld แม้กระทั่งเซเลบริตี้คนดัง Daphne Guinness ก็ยังมาร่วมงานชนิดจัดเต็ม จะยอมแพ้ให้เพียงแค่เจ้าสาวคนสวย Kate Moss เท่านั้น!!

 

 

หน้า 16

วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

5 อันดับนายแบบสุดฮอต ช็อตหัวใจสาวทั่วโลก

 

เปิดโผนายแบบสุดเท่ ที่ได้รับการจัดอันดับจากเว็บไซต์ model.com 5 หนุ่มฮอตจากรันเวย์ระดับโลกมีใครบ้างมาดูกันเลย

เสื้อผ้า เครื่องประดับ จะให้ออกแบบมาสวยขนาดไหน แต่ถ้าขาดคนนำเสนออย่างบรรดานายแบบ และนางแบบ ก็คงไม่เห็นภาพที่ชัดเจนนัก โดยเฉพาะเสื้อผ้าผู้ชาย แทบไม่มีอะไรที่แปลกใหม่มาก เพราะเน้นความเรียบง่าย ทั้งเรื่องของสีสัน และการดีไซน์  นายแบบที่ทำหน้าที่โชว์คอลเลกชั่นเสื้อผ้าในแต่ละแบรนด์ จึงต้องมีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น ชวนให้คนดูมองเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่ให้ได้ ซึ่งเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Model.com ได้มีการจัดอันดับนายแบบที่ฮอตที่สุดในตอนนี้ จะมีใครบ้างมาดูกันเลย

อันดับ 5  : Adrien Sahores

นายแบบหนุ่มชาวฝรั่งเศส วัย 25 ปีคนนี้ สังกัดอยู่เอเจนซี่ชื่อดังมาหลายแห่ง เริ่มเข้าสู่วงการนายแบบเมื่อายุ 21 ปี แม้ว่าระยะเวลาที่เขาได้ก้าวเข้าสู่วงการนี้อย่างเต็มตัวอาจจะยังไม่นานนัก แต่ก็มีโอกาสได้ถ่ายแฟชั่น และเดินแบบให้กับเสื้อผ้าแบรนด์ดังมากมาย  อาทิ  Pierre Balmain , Moschino Men และ RAF Simons

อันดับ 4 :  Ben Hill

หนวดมหาเสน่ห์สุดเย้ายวน ชวนให้สาวๆ หลงรักทุกครั้ง  ยิ่งเวลาที่ปรากฏตัวอยู่บนรันเวย์ด้วยแล้ว หนุ่มคนนี้ก็โดดเด่น กระชากความหล่อได้ไม่แพ้ใคร  ซึ่งผลงานที่ผ่านมา เขาได้เดินแบบ และถ่ายแบบให้กับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของโลกหลายแบรนด์เช่น Jimmy Choo, Coach, Calvin Klein, Hugo Hugo Boss และ Kenneth Cole

อันดับ 3  : Clement Chabernaud

นายแบบจากฝรั่งเศสอีก 1 คนที่ติดอันดับ Top 5 ของนายแบบสุดฮอต  ด้วยหน้าตาที่มีเอกลักษณ์ และสามารถนำเสนอเสื้อผ้าได้อย่างโดดเด่นยามที่ออกโชว์บนรันเวย์ ทำให้เขาได้ไปถ่ายแบบให้กับเสื้อผ้าชื่อดังนับไม่ถ้วน ซึ่งผลงานที่ผ่านมาเช่น คอลเลกชั่น S/S  2012  ของแบรนด์ Jil Sander, S/S  2012 ของ Valentino, H&M Fall 2011 และ Theory Online F/W2011

อันดับ2  : Simon Nessman

หนุ่มน้อยจากแคนาดาคนนี้ มีความสูงถึง 188 ซม. เขาเข้าสู่วงการนายแบบได้ก็เพราะเพื่อนของพี่สาวดันไปเห็นแววความหล่อ จับถ่ายรูปส่งไปให้เอเจนซี่ จนทุกวันนี้เขากลายเป็นนายแบบชื่อดังที่มีงานชุกมากที่สุดอีกคนหนึ่ง โดยผลงานมีตั้งแต่ถ่ายแบบภาพนิ่ง และเดินแบบให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น Giorgio Armani,  Calvin Klein, ถ่ายแบบลงนิตยสาร Vogue ของญี่ปุ่นในคอลเลกชั่น Keeping the Faith i รวมทั้งยังมีงานโฆษณาอีกด้วย

อันดับ 1 :  Sean O'Pry

หนุ่มอเมริกันสุดฮอตที่มาจากการคัดเลือกในรายการ American's  Next Top  Model ซึ่งคนที่เลือกเขาให้เข้ามาสู่วงการนี้ก็คือ Nole Marin  หนุ่มคนนี้ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลอย่างมาก  และเป็นนายแบบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปีค.ศ. 2009 แต่ความฮอตของเขาก็ยังไม่จางหายไปไหน เพราะงานของเขาก็มีมาเรื่อยๆ ทั้งถ่ายแบบ เดินแบบ ถ่ายโฆษณา ให้กับแบรนด์ Calvin Klein, Hugo Hugo Boss, Versace,  Zara, Gap Denim และ OVS


 

 


หน้า 17

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

 

รอบรู้ลีลารุกพร้อมรับ ท่าเด็ด 69

 

 

ตัวเลข 69 ที่ใครได้ยิน เป็นต้องนึกถึงท่วงท่าลีลาเด็ดของคู่รัก ที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ซึ่งเป็นท่าที่ได้รับเสียงตอบรับว่าเด็ดเหนือคำบรรยาย แต่ของแบบนี้ก็ต้องมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ท่วงท่าสมบูรณ์แบบ ก่อนที่จะเริ่มต้นเพลงรักอันร้อนแรงในบทต่อไป

ท่า 69 เป็นท่าเด็ดที่หลายคนการันตีว่ามัน "เจ๋ง" จริง เนื่องจากทั้งคู่จะมอบสัมผัสรักพร้อมๆ กันแบบไม่ให้น้อยหน้าใคร ไม่มีเกี่ยงว่าฝ่ายชายต้องทำให้เท่านั้น แต่ฝ่ายหญิงก็สามารถจัดการให้ชายหนุ่มร้องครางได้ไปพร้อมๆ กัน โดยผู้เชี่ยวชาญบอกว่าท่า 69 คือท่ารุกและรับความสำราญจากการออรัลเซ็กซ์อย่างเหมาะสมที่สุด และเป็นท่าบิวต์อารมณ์ของคู่รักให้เตลิด และพร้อมลุยทำกิจกรรมรักให้ดำเนินต่อไปจนสิ้นสุด

ด้านผู้เชี่ยวชาญเรื่องบนเตียงได้เผยว่า แม้ว่าท่า 69 ที่เห็นในภาพยนตร์ AV จะเลียนแบบกันได้ง่ายๆ แต่ใช่ว่าทุกคนทำแล้วจะเด็ดไปเสียหมด หากยังไม่รู้เคล็ดลับบางอย่าง...

กลิ่นไม่พึงประสงค์
คำว่า "ออรัลเซ็กซ์" หมายถึง การใช้ปากและลิ้นกระตุ้นอารมณ์ของคู่รักบริเวณใต้สะดือ ดังนั้นเรื่องของกลิ่นตัวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจให้มาก เพราะคงไม่มีใครหวังว่าจะได้พบกับกลิ่นไม่พึงปรารถนา หรือขนในที่ลับที่รกดั่งป่าดิบชื้น ทางที่ดีที่สุดควรอาบน้ำก่อนจะเริ่มกิจกรรมใดๆ ซึ่งการอาบน้ำพร้อมกันทั้งคู่อาจจะเป็นข้อเสนอที่ไม่เลวทีเดียว

ค่อยเป็นค่อยไป
เรื่องของเซ็กซ์ ย่อมเป็นเรื่องที่พูดคุยกันลำบาก แม้จะเป็นคู่รักกันมานานก็ตามที ดังนั้นฝ่ายชายควรค่อยเป็นค่อยไป หากต้องการทำท่าเด็ด 69 เลียนแบบหนังโป๊ทั่วไป ควรจุดไฟราคะของหญิงสาวให้ติดสักพักก่อน ค่อยขยับตัวและจัดท่าแฟนสาวให้อยู่ในท่วงท่าแบบช้าๆ อย่าเร่งร้อน เพราะผู้เชี่ยวชาญยืนยันมาแล้วว่า มีผู้หญิงมากกว่าครึ่งที่อายกับการทำท่านี้ จนวิ่งหนีไปเสียดื้อๆ ก็มีมาแล้ว

ปล่อยให้ผู้หญิงเหนือกว่า
ฝ่ายชายควรยอมให้ฝ่ายหญิงอยู่ด้านบน เพราะผู้ชายมีน้ำหนักตัวมากกว่าและลำตัวยาวกว่า อีกทั้งธรรมชาติของน้องชายจะตั้งขึ้นเป็นทุนอยู่แล้ว การนอนราบแล้วถูกคร่อมตัวฝ่ายหญิงน่าจะเป็นภาพที่งดงามที่สุดแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญอีกนั่นแหละที่บอกเราว่า การที่ให้ฝ่ายชายนอนอยู่ข้างล่าง นอกจากจะไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเมื่อยจนเกินไปแล้ว ยังช่วยป้องกันผมของหญิงสาวที่มักจะถูกเข่าของชายคนรักทับดึงจนเจ็บหนังศีรษะ 

69 เป็นท่าของคนสองคน
อย่างที่บอกไปตั้งแต่ข้างต้นว่าท่า 69 คือท่ารุกและรับของคู่ชายหญิง ดังนั้นอย่าริอ่านอู้นอนสบายรับความเสียวช่านอยู่ฝ่ายเดียว ควรตั้งใจมอบความสนุกให้สมกับความพยายามของอีกฝ่ายอย่างเท่าเทียม เพื่อให้เพลงรักที่กำลังจะเริ่มนั้นร้อนแรง เร่าร้อนมากที่สุด

เขตหวงห้าม
แม้สาวๆ จะปลาบปลื้มกับการถูกเล้าโลมบริเวณช่องคลอดก็ตาม แต่บริเวณต้องห้ามที่หนุ่มๆ อย่าริอ่านแตะต้อง หากไม่ได้รับอนุญาต คือ บริเวณบั้นท้าย เนื่องจากเป็นจุดเขินอายของฝ่ายหญิงอย่างที่สุด ทางที่ดีหากชายหนุ่มเผลอไผลเลียเลยจุดที่กำหนดเกินไป ควรสังเกตอาการของหญิงคนรักว่าร้องครางแบบสุขสม หรือร้องบ่นแบบงองแงหรือเปล่า ผลเป็นอย่างไรก็ตัดสินใจเอาเองว่าจะทำมันอีกหรือไม่.

ข้อมูล : askmen.com

 

หน้า 18

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

สิ่งมหัศจรรย์ 10 ประการ เปลี่ยนใหม่เพื่อชีวิตใหม่

 

โดย ชลวิทย์ เจียรจิตต์  มติชน 12 ธันวาคม 2555


ยามเวลาครบบรรจบสมมติเป็นการเริ่มนับวันใหม่ ปีใหม่วนเวียนมาอีกครั้ง หนุ่มขึ้น แก่ลง คือสัจธรรม เป็นสิ่งแท้จริงของชีวิต เก่าไปใหม่มา ธรรมดาของโลกธรรม ภาพจริงของมนุษย์คือการรักษาไว้ซึ่งการดำรงอยู่อย่างมีสุข หรือมีทุกข์ ฝาก 10 สิ่ง เพื่อการดำรงอยู่อย่างมีความสุขและทรงคุณค่าแท้ เพื่อรับปีใหม่เพื่อชีวิตที่ดีงามของชาวไทยตลอดไป

1 การพูดดี การสื่อสารที่ดีทรงคุณค่า เป็นสิ่งแรกที่เห็นภูมิปัญญา โง่ ฉลาด มีมารยาท หรือต้องไปอบรมมารยาท ชัดที่สุดคือการสื่อสาร คนที่สำเร็จในชีวิตมักจะมีความเด่นด้านคำพูดมีตรรกะ เหตุผล คิดก่อนพูด ไตร่ตรอง อยากให้ฝึกการใช้เหตุผลในการสื่อสารไม่ใช้อารมณ์ วิธีง่ายๆ เวลาโกรธ เกลียด อารมณ์เสียลองฝึกอดทนต่อการสื่อสาร และให้นึกทุกครั้ง ด่าคนหนึ่งคำเขาจำทั้งชีวิต ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด พูดจบปุ๊บคำพูดเป็นนายเรา ปีใหม่ฝึกพูดด้วยมารยาท ไม่ด่า ไม่ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ

2 การคิดดี สมาธิคู่ความสุขุม ไตร่ตรอง ไม่มองคนด้านร้ายเกินไปรู้จักการปล่อยวางอยู่กับปัจจุบันในทุกขณะ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นมีสติ ทำ พูด คิด รอบคอบ ไม่บ่มเพาะความเครียด ควรฝึกฝนสมาธิวันละอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

3 การรักษาสุขภาพดี คนที่ไม่ใส่ใจสุขภาพตนเองคือคนไม่รักตนเอง การออกกำลังกายวันละแค่ครึ่งชั่วโมง ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง เป็นกำลังสำคัญต่อสังคมประเทศชาติ เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพต่อครอบครัว สังคม องค์กร การงาน การออกกำลังกายทำให้เราไม่เหนื่อยง่าย ขอให้ปีใหม่ทุกคนใส่ใจต่อสุขภาพตนเองอย่างมีคุณค่า การออกกำลังกาย การกิน การนอน ความเครียด สร้างวินัยตนเองให้เต็มที่

4 มีมิตรภาพดี เหมือนกับการได้อยู่ในสังคมที่ดี ปีใหม่นี้ใครที่เคยโกรธเกลียด ข่มใจใส่ความเมตตา หากพอสร้างมิตรภาพร่วมกันปรับความบาดหมาง ปรับมุมมองเข้าหากันทำความเข้าใจ การสร้างสังคมเพื่อมิตรภาพที่ดีเป็นมงคลของชีวิต โดยเฉพาะที่ทำงาน ที่บ้านสำคัญต้องให้เวลาคนในบ้าน ญาติพี่น้อง เพื่อนทุกระดับต้องสร้างสรรค์ร่วมกัน การมีมิตรภาพยั่งยืนย่อมทำให้เราก้าวหน้าในชีวิต

5 ทำจิตใจดี คนมีเสน่ห์มักเป็นคนจิตใจดีมีความเมตตา จะคิด พูด กระทำ หากกลั่นมาด้วยความเมตตา ย่อมทำให้เกิดความสงบสุข ทำงาน ธุรกิจใดๆ ย่อมสัมฤทธิผล การมีความเมตตาย่อมส่งผลออกมาซึ่งความจริงใจ ไม่เสแสร้ง มีทัศนคติที่ดีต่อทุกคนทุกเรื่อง สร้างจิตใจที่ดี งดงาม ไม่หลงตนเอง ไม่ดูถูกผู้อื่น มีใจให้เกียรติผู้อื่น พร้อมดำรงอยู่อย่างมีคุณค่า

6 สร้างความคิดเชิงบวกที่ดี การสร้างความคิดบวกไม่ง่าย แต่ไม่ยาก ต้องข่มอารมณ์ความรู้สึกอย่างยิ่ง แต่ผลสัมฤทธิ์ของการคิดบวกคือความสบายใจ ความไม่เครียด รู้จักปล่อยวาง เหตุร้ายเกิดรับสถานการณ์ได้อย่างดี การสร้างความคิดบวก ต้องเริ่มจากถ้า.... เช่นถ้า ถ้าคนนินทา ทำให้ ถือว่าเราเป็นคนมีความสำคัญ ถ้า มีเจออุบัติเหตุ ให้คิดบวก ทำให้เรามีสติ และไม่ประมาทอีกเป็นอันขาด

7 สร้างความน่าเชื่อถือดี คนที่จะน่าเชื่อถือดี คือคนรักษาเวลา มีวินัย ใส่ใจคนรอบข้าง มีปัญญา ดำรงตนเพื่อส่วนรวม ให้เกียรติ ไม่มองคนด้านร้าย การที่ดำรงตนเป็นคนคบได้คือ ความเข้าใจปรับตนให้กับสังคม องค์กร ผู้อื่นเสมอ มีมาตรฐานในการทำงานรักษาอุดมการณ์ และมีวิธีคิดเพื่อส่วนร่วม หนักแน่น ให้คุณมากกว่าให้โทษ

8 จัดเวลาดี การจัดเวลาเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เวลามีเท่ากัน แต่คนเราใช้ไม่เหมือนกัน หากเรารู้สึกการเสียเวลาเหมือนกับการเสียเงินจะรู้สึกเห็นคุณค่าเวลาได้ดีแน่ การใช้เวลาต้องไตร่ตรอง ควรแบ่งเวลาให้สมดุล ด้านครอบครัว สุขภาพ สังคม การงาน ควรจัดระบบการแบ่งเวลาให้ดีมีคุณค่า เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตสืบต่อไป

9 ขยันดี การวางแผนดีในทุกมิติ การมีวินัยคือการวางแผนในทุกวัน ทุกอาทิตย์ เดือน ปี และหลายปีข้างหน้า การมียุทธศาสตร์ตนเองทำง่าย บันทึกช่วยจำ ก่อนไปทำงาน ก่อนกลับบ้าน ใช้เวลาดูคิดไตร่ตรองแผนงาน หรือประเมินตนเองให้เหมาะสม

10 จริยธรรมดี การดำรงตนให้มีทัศนคติที่ดีเชิงจริยธรรม เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ การดำรงไว้ซึ่งการมีคุณธรรม และทัศนคติเชิงบวกอย่างมีคุณค่า การวางกรอบความคิดเพื่อสร้างจริยธรรมคุณธรรมถือเป็นส่วนสำคัญในการวางกรอบชีวิตที่ดีมีคุณค่าอยู่อย่างสมสง่าน่าเชื่อถืออย่างดีมีคุณค่าตลอดไปนะ

การสร้างพลังเชิงบวกให้กับชีวิตเพื่อรับปีใหม่สำคัญยิ่งสำหรับการปรับชีวิตให้อยู่อย่างสมดุลและทรงคุณค่า ปัญหาใหญ่จำเป็นต้องสร้างมาตรฐานวินัยให้เกิดกับตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้การวางแผน การจัดการทั้ง 10 ประการ อาจจะดูไม่ง่ายในการฝืนใจกิเลส แต่สิ่งที่ทรงคุณค่า คือ ทำสิ่งดีรับปีใหม่ ของขวัญที่มอบให้นอกจากกระเช้าอาจถูกเวียนไปเวียนมาลองหาหนังสือดีๆ ประเทืองปัญญาบ้าง หนังสือธรรมะ ของท่าน ว. วชิรเมธี และท่านอื่นๆ ดีมีสาระ หากอ่านปฏิบัติได้เฉกเช่นท่านสอน ด้านหลักธรรม จะนำชีวิตสู่คุณค่า คว้าความสุขใจมาเป็นสิ่งดีงามชีวิตนี้ตลอดไป สุขสันต์วันปีใหม่ อย่าโกรธใครจนเป็นความเคียดแค้น ปล่อยวางจากสิ่งสมมุติบ้างจะมีความสุข ปล่อยใจกับเสียงเรียกร้องภายในตนเองอย่างมีสติ สุขกาย สุขใจ จริงใจต่อกันตลอดปีใหม่ 2555

ยามเวลาครบบรรจบสมมติเป็นการเริ่มนับวันใหม่ ปีใหม่วนเวียนมาอีกครั้ง หนุ่มขึ้น แก่ลง คือสัจธรรม เป็นสิ่งแท้จริงของชีวิต เก่าไปใหม่มา ธรรมดาของโลกธรรม ภาพจริงของมนุษย์คือการรักษาไว้ซึ่งการดำรงอยู่อย่างมีสุข หรือมีทุกข์ ฝาก 10 สิ่ง เพื่อการดำรงอยู่อย่างมีความสุขและทรงคุณค่าแท้ เพื่อรับปีใหม่เพื่อชีวิตที่ดีงามของชาวไทยตลอดไป

1 การพูดดี การสื่อสารที่ดีทรงคุณค่า เป็นสิ่งแรกที่เห็นภูมิปัญญา โง่ ฉลาด มีมารยาท หรือต้องไปอบรมมารยาท ชัดที่สุดคือการสื่อสาร คนที่สำเร็จในชีวิตมักจะมีความเด่นด้านคำพูดมีตรรกะ เหตุผล คิดก่อนพูด ไตร่ตรอง อยากให้ฝึกการใช้เหตุผลในการสื่อสารไม่ใช้อารมณ์ วิธีง่ายๆ เวลาโกรธ เกลียด อารมณ์เสียลองฝึกอดทนต่อการสื่อสาร และให้นึกทุกครั้ง ด่าคนหนึ่งคำเขาจำทั้งชีวิต ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด พูดจบปุ๊บคำพูดเป็นนายเรา ปีใหม่ฝึกพูดด้วยมารยาท ไม่ด่า ไม่ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ

2 การคิดดี สมาธิคู่ความสุขุม ไตร่ตรอง ไม่มองคนด้านร้ายเกินไปรู้จักการปล่อยวางอยู่กับปัจจุบันในทุกขณะ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นมีสติ ทำ พูด คิด รอบคอบ ไม่บ่มเพาะความเครียด ควรฝึกฝนสมาธิวันละอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

3 การรักษาสุขภาพดี คนที่ไม่ใส่ใจสุขภาพตนเองคือคนไม่รักตนเอง การออกกำลังกายวันละแค่ครึ่งชั่วโมง ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง เป็นกำลังสำคัญต่อสังคมประเทศชาติ เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพต่อครอบครัว สังคม องค์กร การงาน การออกกำลังกายทำให้เราไม่เหนื่อยง่าย ขอให้ปีใหม่ทุกคนใส่ใจต่อสุขภาพตนเองอย่างมีคุณค่า การออกกำลังกาย การกิน การนอน ความเครียด สร้างวินัยตนเองให้เต็มที่

4 มีมิตรภาพดี เหมือนกับการได้อยู่ในสังคมที่ดี ปีใหม่นี้ใครที่เคยโกรธเกลียด ข่มใจใส่ความเมตตา หากพอสร้างมิตรภาพร่วมกันปรับความบาดหมาง ปรับมุมมองเข้าหากันทำความเข้าใจ การสร้างสังคมเพื่อมิตรภาพที่ดีเป็นมงคลของชีวิต โดยเฉพาะที่ทำงาน ที่บ้านสำคัญต้องให้เวลาคนในบ้าน ญาติพี่น้อง เพื่อนทุกระดับต้องสร้างสรรค์ร่วมกัน การมีมิตรภาพยั่งยืนย่อมทำให้เราก้าวหน้าในชีวิต

5 ทำจิตใจดี คนมีเสน่ห์มักเป็นคนจิตใจดีมีความเมตตา จะคิด พูด กระทำ หากกลั่นมาด้วยความเมตตา ย่อมทำให้เกิดความสงบสุข ทำงาน ธุรกิจใดๆ ย่อมสัมฤทธิผล การมีความเมตตาย่อมส่งผลออกมาซึ่งความจริงใจ ไม่เสแสร้ง มีทัศนคติที่ดีต่อทุกคนทุกเรื่อง สร้างจิตใจที่ดี งดงาม ไม่หลงตนเอง ไม่ดูถูกผู้อื่น มีใจให้เกียรติผู้อื่น พร้อมดำรงอยู่อย่างมีคุณค่า

6 สร้างความคิดเชิงบวกที่ดี การสร้างความคิดบวกไม่ง่าย แต่ไม่ยาก ต้องข่มอารมณ์ความรู้สึกอย่างยิ่ง แต่ผลสัมฤทธิ์ของการคิดบวกคือความสบายใจ ความไม่เครียด รู้จักปล่อยวาง เหตุร้ายเกิดรับสถานการณ์ได้อย่างดี การสร้างความคิดบวก ต้องเริ่มจากถ้า.... เช่นถ้า ถ้าคนนินทา ทำให้ ถือว่าเราเป็นคนมีความสำคัญ ถ้า มีเจออุบัติเหตุ ให้คิดบวก ทำให้เรามีสติ และไม่ประมาทอีกเป็นอันขาด

7 สร้างความน่าเชื่อถือดี คนที่จะน่าเชื่อถือดี คือคนรักษาเวลา มีวินัย ใส่ใจคนรอบข้าง มีปัญญา ดำรงตนเพื่อส่วนรวม ให้เกียรติ ไม่มองคนด้านร้าย การที่ดำรงตนเป็นคนคบได้คือ ความเข้าใจปรับตนให้กับสังคม องค์กร ผู้อื่นเสมอ มีมาตรฐานในการทำงานรักษาอุดมการณ์ และมีวิธีคิดเพื่อส่วนร่วม หนักแน่น ให้คุณมากกว่าให้โทษ

8 จัดเวลาดี การจัดเวลาเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เวลามีเท่ากัน แต่คนเราใช้ไม่เหมือนกัน หากเรารู้สึกการเสียเวลาเหมือนกับการเสียเงินจะรู้สึกเห็นคุณค่าเวลาได้ดีแน่ การใช้เวลาต้องไตร่ตรอง ควรแบ่งเวลาให้สมดุล ด้านครอบครัว สุขภาพ สังคม การงาน ควรจัดระบบการแบ่งเวลาให้ดีมีคุณค่า เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตสืบต่อไป

9 ขยันดี การวางแผนดีในทุกมิติ การมีวินัยคือการวางแผนในทุกวัน ทุกอาทิตย์ เดือน ปี และหลายปีข้างหน้า การมียุทธศาสตร์ตนเองทำง่าย บันทึกช่วยจำ ก่อนไปทำงาน ก่อนกลับบ้าน ใช้เวลาดูคิดไตร่ตรองแผนงาน หรือประเมินตนเองให้เหมาะสม

10 จริยธรรมดี การดำรงตนให้มีทัศนคติที่ดีเชิงจริยธรรม เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ การดำรงไว้ซึ่งการมีคุณธรรม และทัศนคติเชิงบวกอย่างมีคุณค่า การวางกรอบความคิดเพื่อสร้างจริยธรรมคุณธรรมถือเป็นส่วนสำคัญในการวางกรอบชีวิตที่ดีมีคุณค่าอยู่อย่างสมสง่าน่าเชื่อถืออย่างดีมีคุณค่าตลอดไปนะ

การสร้างพลังเชิงบวกให้กับชีวิตเพื่อรับปีใหม่สำคัญยิ่งสำหรับการปรับชีวิตให้อยู่อย่างสมดุลและทรงคุณค่า ปัญหาใหญ่จำเป็นต้องสร้างมาตรฐานวินัยให้เกิดกับตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้การวางแผน การจัดการทั้ง 10 ประการ อาจจะดูไม่ง่ายในการฝืนใจกิเลส แต่สิ่งที่ทรงคุณค่า คือ ทำสิ่งดีรับปีใหม่ ของขวัญที่มอบให้นอกจากกระเช้าอาจถูกเวียนไปเวียนมาลองหาหนังสือดีๆ ประเทืองปัญญาบ้าง หนังสือธรรมะ ของท่าน ว. วชิรเมธี และท่านอื่นๆ ดีมีสาระ หากอ่านปฏิบัติได้เฉกเช่นท่านสอน ด้านหลักธรรม จะนำชีวิตสู่คุณค่า คว้าความสุขใจมาเป็นสิ่งดีงามชีวิตนี้ตลอดไป สุขสันต์วันปีใหม่ อย่าโกรธใครจนเป็นความเคียดแค้น ปล่อยวางจากสิ่งสมมุติบ้างจะมีความสุข ปล่อยใจกับเสียงเรียกร้องภายในตนเองอย่างมีสติ สุขกาย สุขใจ จริงใจต่อกันตลอดปีใหม่ 2555

 

หน้า 19

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

แต่งอีกครั้งหลังเจ้าบ่าวเปลี่ยนเป็น“เจ้าสาว”


 







คู่รักชาวอังกฤษตัดสินใจแต่งงานกันอีกครั้งเพื่อประกาศความรัก แม้เจ้าบ่าวจะแปลงร่างเป็นเจ้าสาว


นักธุรกิจชาวซาอุฯประกาศขายลูกชาย 600 ล้านบาทบนเฟซบุ๊ค

สภาพการอยู่อาศัยของชาวฮ่องกงในอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในย่านมงก๊ก ผู้อยู่อาศัยต้องซื้อสำเร็จรูปมาทานเนื่องจากไม่มีห้องครัว ไท่ หลัน โป วัย 79 ปี อาศัยในกรงมา 30 ปี


หนุ่มชาวประมงที่ช่วยชีวิต "บาร์นีย์" สุนัขที่ว่ายมากลางทะเล
 

สภาพรถที่ชนนางดอนนี เฉิงจนเสียชีวิต-ภาพนางเฉิงที่ถ่ายกับเจ้าบาร์นีย์


รักไม่มีพรหมแดน ศาสนา เชื้อชาติหรือแม้แต่“เพศ” เช่นกรณีของคู่สามีภรรยาชาวอังกฤษ “แบรี่และแอน วัตสัน” หลังจากแต่งงานกันมานาน 9 ปี คู่รักคู่นี้ก็จัดงานแต่งงานขึ้นอีกครั้ง แต่แตกต่างกับครั้งแรกตรงที่งานครั้งนี้มีแต่เจ้าสาวและเจ้าสาว เพราะเจ้าบ่าวแปลงร่างเป็นสาวนามเจน!


เจนหรือแบรี่อดีตคนขับรถประจำทางวัย 43 ปี บอกว่า รู้ตัวมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าตัวเองไม่เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ เพราะชอบเล่นกับเพื่อนผู้หญิงมากกว่าจะไปเตะบอลกับเพื่อนผู้ชาย เวลาแม่ไม่อยู่ก็มักจะเอากระโปรงหรือเดรสของแม่มาใส่ และเมื่อต้องกลับไปใส่เสื้อผ้าของตัวเองก็รู้สึกเหมือนนักโทษที่ได้รับอิสรภาพต้องกลับเข้าไปอยู่ในคุกอีกครั้ง


เมื่อโตขึ้นแบรี่ก็มักจะขับรถไปในที่ไกลๆ ที่ไม่มีคนรู้จัก เพื่อที่จะปรากฏตัวในเสื้อผ้าผู้หญิงและรองเท้าส้นสูง แต่ถึงจะเป็นอย่างนี้เขาก็ตกหลุมรักแอน ทั้งคู่คบหากัน 6 เดือนก็ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันและแต่งงานในที่สุดเมื่อปี 2002


แม้จะแต่งงานแล้วเขาก็ยังเลิกนิสัยชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิงไม่ได้ โดยเมื่อแอนไม่อยู่บ้าน แบรี่มักจะสวมเสื้อผ้าผู้หญิงเป็นประจำ


แต่ในปี 2008 แอนก็พบสิ่งผิดปกติในที่สุด แต่เธอก็ยอมรับได้แม้ว่าตอนแรกจะทำใจลำบากก็ตาม


แอน วัย 53 ปีภรรยาของแบรี่เปิดเผยว่า ครั้งแรกที่เจอสามีในคราบหญิงสาว เธอโกรธมาก ถึงขนาดตัดเสื้อผ้าผู้หญิงที่เขาใส่เป็นชิ้นๆ แต่ในที่สุดเธอก็คิดได้ว่า ไม่ว่าเขาจะเป็นเช่นไร ความรู้สึกของเธอก็ไม่เปลี่ยนแปลง


“ฉันเสียใจที่ต้องสูญเสียแบรี่ไป แต่เจนก็มีด้านที่ฉันชอบ ตอนนี้เรามักจะนั่งคุยกันด้วยด้วยจุ๊กจิ๊ก อย่างทรงผม เสื้อผ้า หรือเครื่องสำอาง แม้จะหงุดหงิดบ้างเมื่อเจนหยิบเสื้อผ้าของฉันไปใส่โดยไม่บอกกล่าว”แอนเล่า


เมื่อภรรยารับได้ แบรี่ ซึ่งตอนนี้คือเจนจึงตัดสินใจจัดงานแต่งงานขึ้นอีกครั้งเพื่อบอกให้โลกรู้ว่าพวกเขามีความสุขกับชีวิตใหม่แค่ไหน


“สำหรับฉันแล้วการแต่งงานครั้งที่ 2 ของเราพิเศษกว่าครั้งแรกด้วยซ้ำไป เพราะฉันรู้ว่าเจนมีความสุขที่สุดที่ได้เป็นตัวของตัวเองซะที”แอนกล่าว

ประกาศขายลูกชาย 600 ล้านบาทบนเฟซบุ๊ค


กลายเป็นเรื่องที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อ“นายซาอุด บิน นัสเซอร์ อัล ชาห์รี”นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียพยายามขายลูกชายวัย 6 ขวบบนเฟซบุ๊ค ในราคา 20 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 600 ล้านบาท หลังจากศาลตัดสินปิดธุรกิจผิดกฎหมายของเขา ด้วยเงื่อนไขเพียง ขอให้บอกว่าผู้ซื้ออยู่ที่เมืองไหน

นายชาห์รีบอกว่าทำแบบนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการมีชีวิตอยู่อย่างยากไร้


แม้กระทรวงแรงงานซาอุฯจะให้เงินช่วยเหลือสำหรับคนว่างงาน แต่เขาไม่ได้รับสิทธินั้น เนื่องจากอายุเกิน 35 ปี เขาอ้างว่าการขายลูกชายเป็นเหตุผลเดียวที่จะทำให้เขาสามารถดูแลภรรยาและลูกสาวได้ ทั้งยังพร้อมจะขึ้นศาลเพื่อทำให้กระบวนการการขายเสร็จสมบูรณ์


แต่ล่าสุดหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นายชาห์รีก็เพิ่งออกมาบอกเมื่อวานนี้ว่าไม่ได้ตั้งใจขายลูกชายจริงๆ เพียงแค่ต้องการเรียกร้องความสนใจเท่านั้น เพราะไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือเลยสักคน ทำให้เขาต้องกลายเป็นคนว่างงาน แทบจะต้องออกไปขออาหารกินและเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่แล้ว


นอกจากนี้เขายังกล่าวโทษฝ่ายราชการที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ เพราะไปปิดสำนักงานของเขา นำไปสู่การล้มละลาย และเขาเพียงต้องการให้เรื่องนี้ไปถึงกษัตริย์อับดุลเลาะห์ บิน อับดุล อาซิซ


การกระทำของนายชาห์รีถูกนักวิชาการอิสลามต่อต้านอย่างหนักเนื่องจากละเมิดหลักทางศาสนา แม้จะทำไปเพราะมีปัญหาทางด้านการเงินก็ตาม


คนฮ่องกงอยู่ใน“ห้องกรง”


แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก มีความเจริญทางด้านวัตถุและอสังหาริมทรัพย์หรูหรามากมาย แต่ประชากรส่วนหนึ่งของประเทศฮ่องกงก็ต้องประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย


เนื่องจากที่ดินแพงยิ่งกว่าทองคำ แถมจำนวนประชากรก็มากขณะที่สถานที่มีจำกัด ประชากรหลายพันคนที่ไม่มีเงินมากพอในการเช่าที่อยู่อาศัยที่ดีจึงต้องเช่าห้องอยู่รวมกันและอาศัยหลับนอนในกรงขนาด 180X75 ซ.ม. บางคนอาศัยอยู่ในกรงแบบนี้นานถึง 30 ปี!


หนึ่งห้องมีถึง 20 กรง ซ้อนกันมากสุดถึง 3 ชั้น และต้องเสียเงินค่าเช่ากรงถึงเดือนละ 200 เหรียญสหรัฐหรือราว 6,000 บาท กรงชั้นล่างต้องเสียค่าเช่าแพงที่สุด เพราะมีพื้นที่ให้ยืนนอกกรงได้ แต่สภาพกรงก็ไม่ได้ดีกว่ากรงอื่นๆ

ผู้เช่าต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน และส่วนใหญ่ไม่มีห้องครัว ทำให้ต้องใช้เงินที่หามาได้กับการซื้ออาหารสำเร็จรูป


ภาพการดำรงชีวิตของชาวฮ่องกงที่ต้องอาศัยอยู่ในกรงที่อพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในย่านมงก๊ก ถูกถ่ายทอดโดยช่างภาพออสซี่ “ไบรอัน แคสซี” ที่แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตและการต้องเผชิญกับสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น กลิ่นเหม็น แมลงสาบและสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ


อย่างไรก็ตาม การอาศัยในกรงเป็นเหตุการณ์อื้อฉาวในฮ่องกงมานานนับสิบปี แต่แทนที่ปัญหานี้จะหมดไป กลับมีผู้เปิดให้บริการเช่าห้องกรงมากยิ่งขึ้น


จากคลิปฮิตยูทูปสู่การเปิดเผยโศกนาฎกรรมเมาแล้วขับ


ไม่กี่วันมานี้ คลิปหนุ่มชาวประมงที่ออกไปตกปลาในทะเลที่ซาราโซต้า รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกาแล้วบังเอิญช่วยสุนัขบาดเจ็บที่ว่ายหลงมากลางทะเลไว้ได้กลายเป็นคลิปฮิตบนยูทูป นอกจากผู้ชมจะแสดงความชื่นชมถึงถึงความมีน้ำใจของหนุ่มชาวประมงที่ชื่อ รอรี่ โอ’คอนเนอร์แล้ว ยังเกิดความสงสัยว่า สุนัขตัวนั้นว่ายมากลางทะเลได้อย่างไร?


ใครล่ะจะคิดว่าคลิปฮิตบนยูทูปจะไปเกี่ยวข้องกับคดีเมาแล้วขับได้

เรื่องเพิ่งเปิดเผยว่าสุนัขตัวนั้นชื่อ “บาร์นีย์” ซึ่งวิ่งหนีเตลิดจนลงเอยด้วยการว่ายหลงในทะเลหลังจากเจ้าของคือ “ดอนนา เฉิง”คุณแม่ลูกสามวัย 53 ปี ถูกชนเสียชีวิตขณะวิ่งจ็อกกิ้งกับบาร์นีย์โดยคนเมาแล้วขับ


รอรี่ ซึ่งมักจะนำกล้องไปพร้อมการตกปลาด้วยเผื่อตกได้ปลาตัวใหญ่ๆ แล้วจะได้นำคลิปไปให้เพื่อนดู เล่าว่า หลังจากช่วยสุนัขที่บาดเจ็บและหวาดกลัวขึ้นมาได้แล้วเขาก็พาไปหาสัตวแพทย์ และเขาก็เพิ่งทราบว่าสุนัขช็อคเพราะอยู่ในเหตุการณ์รถชนด้วย


เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ก่อนจะขับรถ คนขับเพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตักเตือนให้ออกจากชายหาด หลังจากมีคนร้องเรียนว่ามึนเมาสุราและมีพฤติกรรมรบกวนความสงบ หลังจากนั้นเขาจึงขับรถไปชนรถบรรทุกแล้วขับหนีด้วยความเร็ว 90 ไมล์ต่อชั่วโมง ในเขตจำกัดความเร็วไม่เกิน 40 ไมล์ต่อชั่วโมง จนมาชนนางเฉิงที่กำลังวิ่งจ็อกกิ้งกับบาร์นีย์เสียชีวิตในที่สุด


สำหรับคนที่เป็นห่วงชะตากรรมของเจ้าบาร์นีย์ รอรี่เปิดเผยว่า ตอนนี้เจ้าบาร์นีย์กลับไปอยู่กับครอบครัวเฉิงแล้ว



ทีมเดลินิวส์ออนไลน์


 

หน้า 20

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

ช็อก! โกดักล้มละลาย

 

 

ตอนผมเรียนทำหนังสือพิมพ์เรียนทำข่าวถ่ายภาพข่าว  มีฟิล์มถ่ายรูป 2 ยี่ห้อดังอันดับหนึ่งได้แก่ฟิล์มโกดักของอเมริกาอีกหนึ่งก็ฟิล์มฟูจิของญี่ปุ่น วันก่อนเห็นข่าวบริษัทโกดักกำลังล้มละลายก็ตกใจไม่น่าเชื่อยักษ์ใหญ่จะมีอันเป็นไปได้อย่างนั้น

แล้วก็นึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เวลานั้นยากจะคาดได้มากมาย เป็นต้นว่า  ร้านอาหารนายก๊วกริมถนนบางนาตราดแถวบางปะกง ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดนิ่มนวลที่บางพระ ทั้ง 2 แห่งเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวบางแสน,พัทยาและชายทะเลตะวันออก ทุกคนต้องแวะไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่ง  พอถนนหนทางตัดใหม่มากขึ้นมีทางยกระดับมีมอเตอร์เวย์ร้านดังทั้งคู่ก็ยุบสลายหายไป

โกดักเป็นหนึ่งในเหยื่อของการขยับตัวล่าช้า  ไม่ใช่ตามไม่ทันเทคโนโลยีใหม่ๆปัญหาคือตัดสินใจไม่ทัน

พวกเราส่วนหนึ่งคงย้อนภาพอดีตจำได้ว่าป้ายโฆษณาฟิล์มและกล้องโกดักปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง เป็นเจ้าตลาดที่คู่แข่งอย่างฟูจิตามห่างๆ

ที่ผมบอกว่าโกดักมีพัฒนาการที่ดีก็จากคำอ้างของบริษัทเองว่าได้คิดค้นกล้องดิจิตอลได้ก่อนใครๆตั้งแต่ปี 1975 แล้วถูกหมกอยู่ในห้องทดลองไม่ลงไปสู่ตลาด เพราะขณะนั้นขายฟิล์มระเบิดเถิดเทิงจู่ๆจะขายกล้องที่ไม่ต้องใช้ฟิล์มให้โง่หรือ?

ผลคือคู่แข่งกล้องและฟิล์มค่ายญี่ปุ่นคิดต่างจึงผลิตกล้องดิจิตอลนำหน้าไปก่อน แม้ตอนหลังโกดักกลับตัวสู้สามารถครองตลาดในอเมริกาได้แต่อีกหลายแห่งลืมพี่เบิ้มแล้ว

เป็นไปตามคาดคือสถานการณ์บริษัทย่ำแย่ถึงขั้นใช้แผนปลดพนักงานทั่วโลกกว่า 145,000 คนเหลือเพียง 18,800 คน  แต่ดูเหมือนหล่มลึกเกินกว่าจะตะกายขึ้นไหว

ล่าสุดโกดักพยายามขายสิทธิบัตรเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ 1,000 ล้านดอลลาร์ ประคับประคองสถานการณ์ระหว่างเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย  คนรุ่นผมอ่านข่าวนี้แบบใจหายเพราะครั้งหนึ่งพวกเรามีฟิล์มโกดักเป็นส่วนหนึ่งการทำงานแยกจากกันมิได้เลย

พอดูเบอร์สองเวลานั้นฟูจิฟิล์มก็คนละเรื่อง...

จากบริษัทและโรงงานเล็กๆใช้คนราว 340 คนทำฟิล์มขายเป็นหลักต่อมาก็พัฒนากล้องถ่ายรูปแบบง่ายๆใช้แล้วทิ้งก็เคยมี ใครจะเชื่อว่าฟูจินี่แหละกล้าคิดกล้าทำโดยผลิตกล้องดิจิตอลก่อนพี่บิ๊กอย่างแคนนอน,นิคอนเสียอีก จึงไม่แปลกที่ฟูจิมีตัวแทนและสาขาอยู่ใน 200 ประเทศทั่วโลก

ยอดขายกล้องดิจิตอลคอมแพ็คของฟูจิฟิล์มในไทยเป็นอันดับ 4 ตามหลังโซนี่,ซัมซุงและแคนนอน

ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันชิงไหวชิงพริบ ความสำเร็จในห้องแล็บจึงไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงหากไม่นำมาปฏิบัติอย่างชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา ผมเชื่อว่าในภาคของการเมืองก็เช่นกันโดยเฉพาะบทบาทการต่อรองในระดับนานา ชาติต้องมีการเตรียมการที่ดีและการตัดสินใจเด็ดขาดฉับพลัน

อีก 3 ปีไทยเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนก็เหมือนเศรษฐกิจเปลี่ยนถ่ายสู่ยุคดิจิตอล ผมว่าต้องถามตัวเองให้มากๆเราพร้อมขนาดไหน ตั้งตัวไม่ดีก็มีสิทธิล้มละลายกลายเป็นยักษ์เดี้ยง.

แมงเม่า

 

หน้า 21

วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

ธารน้ำแข็งและหิมะ ณ ฮอกไกโด

 

 

 

 

ณ อาบาชิริ ทางตะวันออกของเกาะฮอกไกโด เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 40,000 คน แห่งนี้เป็นที่ตั้งของคุกโบราณสมัยยุคบุกเบิกที่ใครไปใครมาต้องแวะมาเดินเที่ยวชม แต่อีกอย่างที่ที่นี่มีไม่เหมือนใครก็คือ แผ่นน้ำแข็งที่จับตัวเป็นแพเมื่อฤดูหนาวเริ่มมาเยือนที่เรียกกันว่า โอโฮทสึกุ

ธารน้ำแข็งที่จะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคมเรื่อยไปจนถึงราวปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายนนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูไม่ได้ง่าย ๆ หากไม่มาให้ถูกช่วงถูกเวลา น้ำทะเลที่มีความเค็มซึ่งไม่น่าจะกลายเป็นน้ำแข็งได้จะกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งคลุมอยู่บนผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง

เหตุที่ทำให้น้ำทะเลทางชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะฮอกไกโดกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งหนา เพราะน้ำจืดที่ไหลมาจากแม่น้ำเอมอร์ฝั่งรัสเซียที่อยู่เหนือขึ้นไป เมื่อน้ำจืดที่ไหลลงมากระทบกับอากาศเย็นและน้ำทะเล ส่วนที่เป็นน้ำจืดซึ่งยังสามารถจับตัวกลายเป็นน้ำแข็งที่จุดเยือกแข็งได้ก็จะรวมตัวกันกลายเป็นแผ่นน้ำแข็ง

การล่องเรือตัดน้ำแข็งตะลุยไปตามธารน้ำแข็งที่จับตัวเป็นแผ่น จึงกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาฮอกไกโดช่วงฤดูหนาวไม่ยอมพลาด แต่การล่องเรือที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าจะไปได้ทุกวัน เพราะหากมีพายุหิมะจนทำให้ทัศนวิสัยไม่ดีพอ หรือลมแรงจนเกินไป กิจกรรมที่ว่านี้จะถูกยกเลิกในทันทีเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะการบังคับเรือให้ล่องไปตามธารน้ำแข็งที่มีน้ำแข็งขนาดเล็กและใหญ่ หนาและบางไม่เท่ากันนั้นจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

ขณะที่การลงไปเดินสัมผัสกับธารน้ำแข็งของจริงนั้นอาจเป็นไปได้น้อยลงหลังจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้จับต้องธารน้ำแข็งหนึ่งในมหัศจรรย์ธรรมชาติที่ว่า เพราะที่เมืองอาบาชิริแห่งนี้ได้มีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ธารน้ำแข็งโอโฮทสึกุขึ้น โดยนำเอาก้อนน้ำแข็งที่ตัดมาได้จากธารน้ำแข็งมาเก็บรักษาไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิที่ -15 องศาเซลเซียส

ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ถูกเก็บรักษาไว้นั้น เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเรียนรู้ เพราะไม่มีใครรับรองได้ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้จะยังคงเกิดขึ้นต่อไปอีกนานเท่าไหร่ เพราะนอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นแล้ว น้ำจืดที่ไหลมาจากแม่น้ำเอมอร์ของรัสเซียเองก็มีส่วนสำคัญ เช่นเดียวกับอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปสัมผัสกับธารน้ำแข็งหลากหลายขนาดที่ถูกเก็บรักษาไว้และเข้าชมได้แม้กระทั่งในช่วงฤดูร้อนนี้ นอกจากจะต้องสวมใส่เสื้อคลุมกันหนาวที่จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ทุกคนยังได้รับผ้าขนหนูขนาดเล็กที่ชุ่มไปด้วยน้ำให้ถือติดมือเข้าไปด้วย

เมื่อเข้าไปในห้องปรับอุณหภูมิแล้วผ้าขนหนูผืนที่ว่าจะค่อย ๆ กลายสภาพจากนิ่มเป็นแข็ง และเมื่อแข็งได้ที่จนกลายเป็นแท่งเมื่อไหร่ก็หมายความว่า เราได้เวลาที่จะต้องออกจากห้องนั้นด้วยเช่นกัน เพราะอุณหภูมิติดลบที่เข้าไปสัมผัสนั้นมีข้อจำกัดไม่ควรอยู่นานจนเกินไป แต่หากอยู่ในช่วงฤดูหนาวที่ร่างกายปรับอุณหภูมิสู้กับอากาศได้ที่แล้ว อาจจะอยู่ได้นานกว่านั้น

นอกจากจะได้สนุกกับห้องเก็บก้อนน้ำแข็งแล้ว สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างคลิโอเน (Clione) หรือซีแองเจิล (Sea Angle) สัตว์ทะเลแปลกตาที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในเขตโอโฮทสึกุ ซึ่งถูกจัดแสดงไว้ในห้องที่อยู่ติดกันนั้นเป็นอีกไฮไลต์ที่หาชมได้ยาก สัตว์หน้าตาน่ารักสมชื่อเรียกชนิดนี้ไม่ได้น่ารักแสนดีเหมือนอย่างรูปลักษณ์ที่เห็น ซีแองเจิลเป็นสัตว์กินเนื้อ ปีกเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ด้านหลังช่วยให้มันเคลื่อนที่ไปหาเหยื่อได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ก่อนจะงาบเหยื่อแล้วเก็บเข้าไปในท้องใสแจ๋วให้เห็นกันชัด ๆ ส่วนสีแดงบนลำตัวนั้นคือส่วนของหัวใจ

ขณะที่ซีแองเจิลจะลอยมาพร้อมกับธารน้ำแข็ง ปลาบอลลูนสีส้มแสบตาที่อยู่ในแทงก์ใกล้ ๆกันก็เป็นอีกหนึ่งสัตว์ที่อยู่ในท้องทะเลอันเย็นยะเยือกบริเวณนี้ ปลาสีส้มสดนี้จะกินตะไคร่น้ำที่ติดอยู่ตามเปลือกหอย โดยจะเกาะอยู่นิ่งสนิทอย่างนั้นราวกับเป็นตุ๊กตาที่ถูกแปะไว้ นอกจากสีส้มแสบตาแล้วยังพร้อมจะเปลี่ยนสีคล้ายกับหินปะการังหากเกาะอยู่กับเปลือกหอยที่สีซีดกว่า

หากยังไม่สะใจกับความหนาวเย็นของฮอกไกโด ขอแนะนำให้ไปสัมผัสความหนาวแบบสุดขั้วต่อที่คามิคาว่าไอซ์พาวิลเลียน ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ที่จัดสร้างขึ้นนั้นจะรักษาอุณหภูมิตลอดทั้งปีไว้ที่ -20 องศาเซลเซียส โดยต้องผ่านประตูกลที่บอกระดับอุณหภูมิภายในเข้าไว้อย่างชัดเจน ก่อนจะเข้าไปพบกับอุโมงค์ทางเดินที่เป็นน้ำแข็งทั้งหมด เพื่อเข้าไปสู่โถงขนาดใหญ่ด้านในที่คล้ายกับถ้ำ

หินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นจากการจับตัวของน้ำแข็งกว่า 10 ปีนั้น หากไม่บอกว่ากำลังอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นหินงอกหินย้อยในถ้ำแบบเดียวกับบ้านเรา แต่เพราะมีอิกลู บ้านแบบชาวเอสกิโมที่ก่อไว้ด้านในอีกมุมหนึ่ง จึงยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่ถ้ำแน่นอน และยิ่งได้เข้าไปสัมผัสกับห้องพิเศษที่จะมีลมเป่าให้อุณหภูมิในนั้นกลายเป็น -41 องศาเซลเซียส ในชั่วเวลาไม่กี่วินาที ยิ่งยืนยันได้ว่ากำลังอยู่ที่ฮอกไกโดจริง ๆ

ที่ไอซ์พาวิลเลียนแห่งนี้นอกจากจะมีผ้าขนหนูฉ่ำน้ำให้ถือเข้าไปทดสอบอากาศข้างในแบบเดียวกันแล้ว หากใครอยากลองปั่นไอศกรีมกับมือตัวเอง จะจ่ายเงินซื้อนมขวดเล็ก ๆ เพิ่มแล้วพกเข้าไปเขย่าให้กลายเป็นไอศกรีมด้านในด้วยก็ได้ ส่วนกล้วยหอมแช่แข็งที่วางไว้ให้ทดสอบว่าใช้
แทนค้อนตอกตะปูได้จริงนั้น ทดสอบฝีมือได้ฟรีไม่เสียตังค์

ใครอยากไปสัมผัสความหนาวเย็นของฮอกไกโดขอแนะนำให้ไปช่วง 6-12 ก.พ.นี้ เพราะจะมีงานซับโปโร สโนว์ เฟสติวัล ครั้งที่ 63 เทศกาลฤดูหนาวที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของญี่ปุ่น ชมการประกวดสร้างประติมากรรมหิมะและประกวดสลักน้ำแข็งที่สวนโอโดริและย่านซูกิโนะ สอบถามที่เวิลด์เซอร์ไพร้ส์ ทราเวิล โทร. 0-2676-9449 หรือ www.worldsurprise.com

อธิชา ชื่นใจ

 

 

 

หน้า 22

วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

นิสสัน อัลเมร่า "อีโคคาร์" คันนี้ มีดี ไม่ธรรมดา...

 

คอลัมน์ เทสต์คาร์
โดย วุฒิณี ทับทอง

นี่หรือ...อีโคคาร์ ?

ทำไม...ดูกว้างจัง ?

แล้วมัน...วิ่งออกรึเปล่า ?

หลาย ๆ คำถามที่เกิดขึ้น หลังจากที่ค่ายนิสสันตัดสินใจเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์ ซีดาน แบบ 4 ประตู ออกสู่ตลาดบ้านเราอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมปีก่อน ภายใต้ชื่อ "นิสสัน อัลเมร่า" รถยนต์ภายใต้โครงการอีโคคาร์ของประเทศไทย ซึ่ง นิสสันถือเป็น "ผู้นำ" ฉบับนี้เราจะพาท่านไปค้นหาโดยย้อนกลับไปเมื่อ 12 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา นิสสันส่งอีโคคาร์ มาร์ช คันแรกของโลกและคันแรกของเมืองไทยทำตลาด สร้างความประทับใจให้ลูกค้าคนไทยแบบไม่เคยมีมาก่อน ชนิดที่ว่าผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว รถรุ่นนี้ยังต้องใช้เวลารอรับรถอย่างน้อย ๆ 2-3 เดือนเลยทีเดียว

สำหรับนิสสัน อัลเมร่า สร้างความ ฮือฮาด้วยจุดขาย กว้างขวาง โอ่อ่า ราคาย่อมเยา กับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร เมื่อเทียบกับขนาดตัวแล้ว หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า รถคันนี้วิ่งออกจริงหรือ ?...เดิมทีเดียว นิสสันเตรียมจัดทริปทดสอบให้กับบรรดาสื่อมวลชนได้มีโอกาสสัมผัสกับอัลเมร่าคันนี้หลังเปิดตัวไม่นาน แต่เนื่องจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้แผนงานต่าง ๆ ต้องชะลอและหยุดลงไป และเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย นิสสันไม่รอช้า โหมกระแส ความแรงของอัลเมร่าคันนี้ทันที ด้วยการจัดทดสอบในเส้นทางกรุงเทพฯ-เพชรบุรี-ปราณบุรี


เปิดประตูเข้ามานั่งภายใน ห้องโดยสาร คำถามเรื่องความกว้างขวางของรถคันนี้ได้หมดไป เพราะนิสสันเขาออกแบบมาให้ความรู้สึกภายในห้องโดยสารกลายเป็นเสมือนห้องส่วนตัวที่มีพร้อมทั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน มองผาด ๆ ที่บริเวณคอนโซลด้านหน้านั้นทั้งแผงควบคุม วิทยุ ซีดีและเอยูเอ็กซ์ ที่อยู่ระหว่างช่องแอร์ที่คอนโซลกลางกับปุ่มควบคุมแอร์ ซึ่งออกแบบ เป็นแผงลักษณะวงกลม แนว เรโทรไม่แตกต่างจากอีโคคาร์คันก่อน เรียกว่าเป็นแบบเดียวกับแฝดน้องนิสสัน มาร์ช



บริเวณพวงมาลัย เพิ่มปุ่มควบคุมเครื่องเสียงเอาไว้ เพื่อให้ผู้ขับสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเอื้อมมือ หรือละสายตาจากการขับขี่ไปที่แผงควบคุมบริเวณคอนโซลกลาง มาถึงตรงนี้ต้องบอกว่าเกินความคาดหมาย ที่เบาะโดยสารด้านหลังมีพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือ ทั้งเฮดรูมและเลตรูม นั่งได้สบาย ๆ แต่ที่ติดใจเล็กน้อยก็คือพนักพิงเบาะหลัง อาจจะด้วยการออกแบบที่ต้องการให้พื้นที่เก็บของในกระโปรงหลังมีมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าพนักพิงหลังมีความชัน

โดดข้ามมานั่งหลังพวงมาลัย ยังอดหวั่นใจไม่ได้ว่าเครื่อง 1.2 ลิตรจะแบกรับน้ำหนักได้ดีขนาดไหนกันเชียว เอื้อมมือไปกดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ เลื่อนตำแหน่งคันเกียร์ให้มาอยู่ที่ตัว "D" ค่อย ๆ แตะเท้าขวาไปที่คันเร่ง เพื่อไต่ระดับ ปลุกม้าทั้ง 79 ตัวให้ทำงาน ความรู้สึกในช่วงออกตัวนั้น สัมผัสได้ถึงอัตราเร่งที่ตอบสนองค่อนข้างดี แต่จังหวะเร่งแซง อาจจะต้องใช้เวลารอให้เครื่องยนต์ทำงานเล็กน้อย

 


รถคันนี้เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่นิสสันภูมิใจนำเสนอคือ Idling Stop ช่วยประหยัดน้ำมันและลดไอเสีย ซึ่งระบบจะตัดการทำงานของเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติ เมื่อรถจอดนิ่ง ๆ ภายใน 5 วินาที เช่น ติดสัญญาณไฟแดง และระบบจะสตาร์ตเครื่องยนต์ใหม่ เมื่อกดคันเร่ง ซึ่งในช่วงแรกที่ไม่คุ้นกับระบบนี้ อาจจะรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย แต่เมื่อทำความเข้าใจสักพัก ก็ไร้ปัญหา หรือหากเราไม่ต้องการใช้ระบบดังกล่าว ก็สามารถกดปุ่มปิดการใช้งานระบบนี้ได้



ช่วงจังหวะถนนโล่ง ลองทำความเร็วดูสักหน่อย ว่าจัดจ้านสักแค่ไหน ? ปรากกฏว่าเข็มไมล์สูงสุดทำได้ไล่ไปแตะระดับกว่า 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะจากการฟังเสียงของเครื่องยนต์ ขณะนี้ถือว่าทำงานค่อนข้างหนัก จึงค่อย ๆ ลดระดับความเร็วมาให้วิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 100-120 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วที่เหมาะสม

อัลเมร่าคันนี้ถือว่าทำได้ดี โดยเฉพาะระดับความเร็ว ส่วนช่วงล่างเซอร์ไพรส์เลยล่ะ ทั้งแน่น ทั้งหนึบ ไม่มีอาการเบาร่อนให้เห็น แม้ช่วงเส้นทางเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ทั้งช่วงล่างและพวงมาลัยทำได้ค่อนข้างประทับใจ แม้ว่าความรู้สึกส่วนตัวแล้ว พวงมาลัยจะ "เบา" ไปหน่อย แต่เมื่อปรับและทำความเข้าใจกับบุคลิกของรถจนคุ้นชิน ก็ไร้ปัญหา

 

 

 


ถึงตรงนี้ต้องบอกว่า นิสสัน อัลเมร่า ถือว่าเป็นอีโคคาร์ที่ให้ความคุ้มค่าและราคาสมตัว อัลเมร่า ราคาเริ่มต้นที่ 4.29 ไล่เรียงไปจนถึง 5.99 แสนบาท แต่ถ้าใครได้สิทธิ์รถยนต์คันแรก ซึ่งรัฐบาลใจป้ำสนับสนุนคืนภาษีให้สูงสุดถึง 1 แสนบาท ก็ยิ่งถูกลงไปอีก อย่าลืมลองแวะเวียนไปทดลองขับและสัมผัสประสบการณ์จริงกับ "อัลเมร่า" อีโคคาร์ 4 ประตู ที่โชว์รูมนิสสันทุกสาขาทั่วประเทศ

 

หน้า 23

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

แฉเบื้องหลังกำเนิด“ชีสเบอร์เกอร์”

 

 

 

 

 

“ชีสเบอร์เกอร์”อาหารยอดฮิตของชาวอเมริกันอาจมีต้นกำเนิดมาจากความผิดพลาดของเชฟ
สภาพอากาศหนาวจัดในรัสเซียทำให้วัวต้องสวมบราขนสัตว์เพื่อรักษาความอบอุ่น
"แผ่นปิดตา"หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ล้มเหลวซึ่งจัดแสดงใน"พิพิธภัณฑ์สิ่งประดิษฐ์ล้มเหลว"
"รูบนพื้น"สำหรับพกพา
"แปรงไร้ขน"สำหรับคนไร้ฟัน

 

@ภัตตาคารในเมืองพาซาเดนา รัฐแคลิฟอร์เนีย อ้างว่าเป็นผู้คิดค้นชีสเบอร์เกอร์เมื่อกว่า 90 ปีที่แล้ว ในช่วงปลายปี 1920 โดยบอกว่าเชฟหนุ่มที่ชื่อ “ลีโอเนล สเติร์นเบอร์เกอร์” เผลอย่างเนื้อวัวสำหรับใส่ในแฮมเบอร์เกอร์ไหม้ไปหนึ่งด้าน แต่แทนที่จะทิ้ง เขากลับวางชีสลงบนเนื้อวัวด้านที่ไหม้เพื่อปิดบังร่องรอย จากนั้นจึงเสิร์ฟให้ลูกค้า ซึ่งเมื่อได้ทานก็ชอบมาก โดยเมืองพาซาเดนาจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองต้นกำเนิดของชีสเบอร์เกอร์นานกว่าสัปดาห์เพราะอาหารที่เกิดจากความผิดพลาดได้กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก


@ “วิมปี้”ร้านขายอาหารฟาสต์ฟู้ดในอัฟริกาใต้ทำเมนูอาหารเป็นอักษรเบลล์สำหรับคนตาบอดเพื่อให้พวกเขาสามารถอ่านเมนูได้เอง และทำโครงการประชาสัมพันธ์แหวกแนวด้วยการทำ“แฮมเบอร์เกอร์สำหรับคนตาบอด”โดยวางเมล็ดงาเป็นอักษรเบลล์ข้อความต่างๆ บนหน้าขนมปัง เช่น“เบอร์เกอร์เนื้อวัว 100 เปอร์เซ็นต์เพื่อคุณ!”และให้คนตาบอด 15 คน จาก 3 สถาบันคนตาบอดได้ทาน เพื่อที่จะให้เห็นว่า ครั้งแรกที่คนตาบอด “เห็น” ว่ากำลังทานอะไร พวกเขารู้สึกอย่างไร ซึ่งวิมปี้อ้างว่าการประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีนี้ทำให้ได้รับผลตอบรับที่ดีจากคนตาบอดถึง 8 แสนคน


@ตำรวจในเมืองวิลท์เชียร์ ประเทศอังกฤษ จับแก๊งค์ชายชาวโรมาเนีย ที่ตระเวนขโมย “หมากฝรั่ง” ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต 12 แห่งทั่วประเทศ เพราะสามารถใช้แทน “เงิน”สำหรับทอนเมื่อซื้อสินค้าในประเทศโรมาเนียได้ หลังจากได้รับการร้องเรียนว่าหมากฝรั่งถูกขโมยเป็นจำนวนมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยในประเทศโรมาเนียเจ้าของร้านค้ามักจะบอกว่าไม่มีเศษเหรียญแล้วให้หมากฝรั่งแทนเงินทอน



@ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นในรัสเซียทำให้วัวในสาธารณรัฐยาคูตียา ซึ่งเป็นที่ที่อากาศหนาวเย็นที่สุดในซีกโลกเหนือ และในบางครั้งอาจอุณหภูมิต่ำสุดถึง –55 องศาเซลเซียส ต้องสวมยกทรงขนสัตว์เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย โดยยกทรงทำจากขนกระต่าย มีสายรัดไปรอบลำตัวเพื่อให้อยู่กับที่


@หลังจากเชื่อมานานว่าลิ้นสามารถรับรู้ได้เพียง 4 รส คือ หวาน เปรี้ยว ขม และเค็ม เมื่อเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งพบว่าลิ้นมนุษย์สามารถรับรสที่ 5 คือรสอร่อย และล่าสุดความแปรผันทางพันธุกรรมทำให้บางคนสามารถรับรสชาติของโมเลกุลไขมัน หรือ“รสอ้วน”ได้ด้วย โดยนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าการค้นพบนี้สามารถนำไปพัฒนาเพื่อต่อสู้กับโรคอ้วนและโรคเบาหวานได้ในอนาคต


@สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประกาศบทลงโทษสำหรับนักอุตุนิยมวิทยาที่พยากรณ์สภาพอากาศผิดพลาด ผิดครั้งแรกอาจจะถูกจำคุก 4-5 ปี ปรับ 4 แสนปอนด์ หรือราว 20 ล้านบาท และหากกระทำผิดครั้งต่อไปอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ปรับ 8 แสนปอนด์ หรือ 40 ล้านบาท หากจะประกาศเตือนสภาพอากาศที่รุนแรงต้องได้รับอนุญาตจากทางการเสียก่อน โดยหวังว่ากฎนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้นักอุตุนิยมวิทยาสร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการรายงานสภาพอากาศผิดพลาดอย่างร้ายแรง อาทิ บอกว่าจะมีภัยแล้งหรือน้ำท่วมฉับพลัน


@ออสเตรเลียตั้ง“พิพิธภัณฑ์สิ่งประดิษฐ์ที่ล้มเหลว”ขึ้นในเมืองแฮร์นบามการ์เทน ซึ่งจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์แปลกๆ เช่น อุปกรณ์ที่ประกอบด้วยแผ่นสีดำสำหรับยกขึ้นคาดตาเมื่อผู้ใช้ไม่ต้องการให้ใบหน้าของตัวเองถูกบันทึกลงในกล้องถ่ายภาพ ที่วางหมวกเคลื่อนที่ได้ รูบนพื้นสำหรับพกพาที่เห็นได้บ่อยๆ ในการ์ตูนซึ่งเมื่อวางลงบนพื้นศัตรูจะตกลงไปในรูนั้น หรือแปรงสีฟันที่ไม่มีขนแปรงสำหรับคนที่ไม่มีฟัน


ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

สุดช็อค จระเข้ลากเด็กหญิง 10 ขวบอินโดฯลงน้ำต่อหน้าบิดา

 

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเปิดเผยวานนี้ (20 ม.ค.)ว่า เกิดเหตุจระเข้ยักษ์กลืนร่างเด็กหญิงวัย 10 ขวบคนหนึ่งที่กำลังเล่นน้ำอยู่ในแม่น้ำ ทางภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สยองที่เกิดขึ้น ณ สถานที่เดิมเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือน


นายวิคเตอร์ มาโด วาตัน เจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่นเปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะที่เด็กหญิงวัย 10 ขวบกำลังเล่นน้ำ โดยที่บิดาและพี่ชายของเธอกำลังหาเต่าในแม่น้ำไวโลลอง ในจังหวัดนูซาเตงการาตะวันออก จากนั้นจระเข้น้ำเค็มตัวใหญ่ได้โผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำและลากหนูน้อยลงไปในทันที


โดยหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ชาวบ้านพบเพียงเศษเสื้อผ้าของหนูน้อย อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร แต่ไม่พบร่างของเธอแต่อย่างใด ส่วนบิดาของหนูน้อยยืนถัดไปจากจุดเกิดเหตุเพียง 5 เมตร รู้สึกตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถช่วยเหลือลูกสาวได้


ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เคยเกิดเหตุจระเข้ทำร้ายเด็กชายวัย 12 ขวบจนเสียชีวิตในแม่น้ำสายเดียวกันขณะที่เขากำลังเล่นน้ำกับเพื่อนๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เตือนบรรดาชาวบ้านที่อาศัยใกล้แม่น้ำถึงอันตรายดังกล่าว และกำลังประสานงานร่วมกับตำรวจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องซ้ำรอยอีก

 

หน้า 24

วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

 

เฮ้ย!! 'ไอโฟน 4s PSP บัตรเครดิต ทาวน์โฮม โรเล็กซ์' ย้อนประวัติ ‘กงเต๊ก’ โลกาภิวัตน์

 

 

 



แม้จะเป็นเทศกาลตรุษจีน แต่การเผากระดาษเงิน-กระดาษทอง หรือที่เรียกกันว่าการเผา “กงเต๊ก” ก็ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทำกันในช่วงเทศกาลตรุษจีน และเทศกาลเช็งเม้ง แต่ในช่วงที่ผ่านมา ด้วยกระแสความนิยมของสินค้าไอทีต่าง ๆ ที่ออกมามากมาย ทำให้มีอุปกรณ์ไอที รวมถึงของที่ไม่น่าจะมีในกิจกรรมการเผา “กงเต๊ก” มาให้เผากันในปัจจุบันนี้...



ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้ลงพื้นที่สำรวจร้านค้าที่ขายเครื่องเผากงเต๊ก พบว่าในปัจจุบันมีสินค้าไอทีต่าง ๆ รวมถึงของแปลก ๆ เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า โทรศัพท์ไอโฟน ไอแพด บัตรเครดิต นาฟิกาข้อมือหรู ๆ สร้อยคอ หรือแม้กระทั่งหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่า รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำจากกระดาษไว้สำหรับใช้ในพิธีเผากงเต๊ก ซึ่งสินค้าเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสินค้าที่ทันสมัย ได้รับความนิยม รวมไปถึงคนส่วนใหญ่ใช้งานกันเป็นประจำอยู่แล้ว นอกจากดูน่าสนใจสำหรับคนทั่วไป ยังเป็นการดึงดูดให้วัยรุ่น รวมถึงเด็ก ๆ และคนที่คิดต่าง หรือชอบของแปลก ได้ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากการเผาเงิน-ทอง เป็นการเผาสินค้าไอทีส่งไปให้บรรพบุรุษได้ใช้งานสินค้าเหล่านี้

นายธนะรัช จิวรวิวัฒน์ เจ้าของร้านจิวฮั้วฮะ ร้านขายเครื่องไหว้ต่าง ๆ กล่าวถึงวิวัฒนาการกงเต๊กผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า มีของทันสมัยมากขึ้นทุกปี ทั้งโน้ตบุ๊กแอปเปิล ไอแพด 2 ไอโฟน 4s ทาวน์โฮมทันสมัย บ้านเดี่ยวหรูหรา บัตรวีซ่า ปรากฏให้เห็นมาเมื่อ 2-3 ปีมาแล้ว โดยในแต่ละปี ของที่จำลองขึ้นมาจะทันสมัยขึ้น ซึ่งยังมีรองเท้า กระเป๋าแบรนด์เนมให้เผากันด้วย โดยมีความเชื่อว่าเมื่อได้เผาของเหล่านี้ บรรพบุรุษจะได้ใช้เหมือนกับเรา



“สำหรับโทรศัพท์มือถือ หรือของไอทีที่ใช้เผา มีราคาเริ่มที่ 10–100 บาท แต่บ้านจำลองจะเริ่มต้นที่ 400–200,000 บาท แล้วแต่ขนาด มีแต่งบ้าน แต่งไฟด้วย ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าของจริง โดยของที่ใช้เผากงเต๊ก ก็จะปรับเปลี่ยนไปตามยุค ตามสมัย มีอะไรใหม่ ๆ ก็จะเพิ่มเข้ามา”

นายธีรพล สรรค์ธีรภาพ เจ้าของร้านจิบฮั้วเฮง ร้านขายของไหว้เจ้าย่านเยาวราช พูดถึงสีสันการเผากระดาษเงิน-กระดาษทอง หรือกงเต๊กในปัจจุบันว่า ของที่ใช้ในการไหว้ มีความทันสมัยมากขึ้น เพราะสมัยโบราณก็มีแต่แบงก์ ใบเบิกทาง แต่ปัจจุบันก็เปลี่ยนเป็นโทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า ทอง ซึ่งถ้าตามความเชื่อเดิม คนโบราณก็จะไม่ซื้อ แต่ถ้าเป็นวัยรุ่นสมัยใหม่ ก็มีความเชื่อที่สนุกสนานอยากจะซื้อของที่ทันสมัย เลยขายได้



“คนแก่จะพาเด็กมาช่วยซื้อ ช่วยเลือก พอเจออะไรที่แปลก ที่ชอบ ก็เลยจะซื้อ บางครั้งอยู่ที่คนแก่จะพาเด็กมาด้วยหรือเปล่า ก็เหมือนกับเราพาลูกไปซื้อ ก็เห็นอะไรที่แปลกก็ซื้อ จ่ายเงิน ไม่คิดอะไรมาก ก็เหมือนกับเป็นการให้เด็กมีส่วนร่วมมากกว่า แต่โดยทั่วไปแล้ว ต้องเอาที่เป็นหลัก ๆ ก่อน แต่พวกที่เป็นสีสันต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่น หรือคนสมัยใหม่ ก็จะซื้อกันเกือบทุกคน ส่วนมากก็จะเป็นคนอายุ 20 – 30 ปี หรือเป็นคนคิดต่าง แต่อยู่ที่ความประหยัดของคนซื้อด้วย”

สำหรับจุดประสงค์ของการเผากงเต๊ก คุณธีรพลเล่าให้ฟังว่า คนอีกภพอีกชาติ ต้องการใช้เหมือนคนทั่วไป แต่ที่นั่นอาจหาซื้อแบบที่เรามีไม่ได้ ทำให้ฝั่งเราต้องซื้อส่งไป ใครชอบอะไรก็ซื้อแล้วเผาส่งไป ซึ่งของร่วมสมัยต่าง ๆ เกิดจากความคิดว่าถ้าฝั่งโน้นมีแต่เงิน ก็ไม่รู้ว่าจะไปซื้อที่ไหน ก็เลยต้องซื้อส่งไป ซึ่งบางคนที่เคยมาเล่าให้ฟังว่า ลูกเขาตาย มาเข้าฝันบอกว่าได้เกม อยากได้โน่นนี่นั่น ก็ต้องมาหาให้เราทำเกมให้

“แต่ในอนาคต การเผากงเต๊ก ก็จะเป็นร่วมสมัยมากขึ้น ซึ่งอยู่ที่สังคม อยู่ที่การใช้ชีวิตยังไง ความคิดของเราจะผูกไปกับบรรพบุรุษ ซึ่งจะดึงไว้ว่า ฝั่งเรามี ฝั่งเขาก็น่าจะต้องใช้ด้วย และก็จะไม่หยุดอยู่กับที่ ซึ่งเหมือนกับสินค้าแฟชั่น ที่ยังต้องพัฒนาตามสมัยไป ซึ่งปัจจุบัน นอกจากการเผาบ้านจำลองแล้ว ยังมีการเผาโฉนดที่ดินด้วย แต่จะเป็นลักษณะของการเขียนส่งไปมากกว่า”




เจาะประวัติ 'กงเต๊ก'...!!!

ขณะที่ อ.จิตรา ก่อนันทเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีน กล่าวผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า การเผาเครื่องกระดาษ หรือเรียกอีกแบบว่าเผากงเต๊ก เมื่อสมัยก่อนไม่มีวัฒนธรรมการเผาเครื่องกระดาษให้กับผู้ตาย เพิ่งมาเริ่มเมื่อสมัยประมาณพันกว่าปี เป็นความเชื่อที่ว่า ไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหน ดังนั้นจึงต้องเผาเครื่องกระดาษให้กับผู้ตายแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะคิดว่าผู้ตายไป ก็เอาอะไรไปไม่ได้ แล้วไม่น่าจะมีวัสดุอุปกรณ์ใช้ในภพภูมิที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ ก็ต้องเผาไปให้ใช้

“แต่ตามประวัติแล้วมีการขุดพบศพกษัตริย์ของประเทศจีน พบโครงกระดูกและก็เครื่องถ้วยชาม สมบัติฝังเอาไว้มากมาย หรือตามโบราณสถานเมื่อประมาณ 4,000 ปีที่ผ่านมา หรือบางครั้งก็โหดหน่อย ก็ฝังคนเป็นๆ ลงไปด้วย เพื่อไปอยู่รับใช้กษัตริย์ด้วย อย่างสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ เวลาตายแล้วก็ฝังนางสนมไปทั้งเป็น หรือฝังอาหาร ฝังเหล้า เป็นชุดความเชื่อที่ว่า ไม่รู้ว่าตายไปจะเจออะไร ก็ใส่ไปเผื่อขาดเผื่อเหลือจะได้มีกินมีใช้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรวยเหมือนกษัตริย์ ซื้อของมาฝังได้ จึงเกิดการย่อส่วนฝังร่วมลงไปด้วย จนตอนสมัย 1,100 ปี ซึ่งมนุษย์ทำกระดาษเป็น พอกษัตริย์จีนเสียชีวิต ข้าราชบริพาร ก็นำกระดาษมาทำเป็นของทำเทียม ของกงเต๊กจึงเกิดมาใช้ช่วงนี้ ส่วนการทำพิธีกงเต๊ก มาทำในภายหลัง และจากที่ไม่เคยเป็นกระดาษ แต่พอนักการตลาดจับเรื่องราวเอามาใส่ ก็ทำเป็นกระดาษจนถึงทุกวันนี้”



ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ส่วนเรื่องซื้อมาเผานั้น จริงๆ ไม่มีความเชื่อนี้อยู่ เพราะเผาไปแล้วก็เสียหาย คิดว่าคนตายจะได้อย่างไรที่สำคัญ มันสร้างมลพิษให้กับโลกและสร้างสารพิษตกค้างเมื่อผู้เผาสูดลมหายใจเข้าไป ซึ่งเป็นอันตรายมากๆ

“อย่างที่บอกสมัยนี้ มีทั้งพวก iPhone iPad tablet มีโทรศัพท์ มีบ้าน ทาวน์โฮม บัตรวีซ่า ซึ่งของพวกนี้คือนักการตลาดรุ่นใหม่ที่มีการศึกษามากทำขึ้นมา ซึ่งมันจะออกแนวล้ำๆ มาเรื่อยๆ ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ก็เห็นด้วย เพราะว่าไม่เสียหาย ที่สำคัญยังกระตุ้นให้คนให้ความสำคัญกับวันนี้ บางบ้านเห็นบ้านข้างๆ เผา ก็ต้องซื้อไปเผา ไม่อย่างนั้นน้อยหน้า ก็ซื้อของบลัฟกัน แต่แนะนำว่าอย่าเผา เพราะว่าสร้างมลพิษให้กับคนรอบข้างและโลก ที่เหลือมันจะแปลงเป็นรูปร่างอะไรก็ไม่เสียหาย ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้คนนึกถึงวันสำคัญนี้ด้วย” ผู้เชี่ยวชาญกล่าวในที่สุด



ที่สุดแล้ว การเผากงเต๊ก ถูกปรับให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ และเด็ก ๆ ได้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างความสนุกสนานในการเผากงเต๊กของเด็ก ๆ วัยรุ่นได้ ซึ่งอย่างไรก็ตาม ก็ต้องไม่ลืมนึกถึงคุณค่า และแก่นแท้ของพิธีเผากระดาษเงิน-กระดาษทองด้วย อย่าให้ความทันสมัย มาบดบังคุณค่าของกิจกรรมอันศักสิทธิ์ แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอ...!









 

หน้า 25

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

ตำนานปีศาจตรุษจีนและปีมังกร ๒๕๕๕

 

 

ตรุษจีนปี 2555 นี้ นับว่ายิ่งใหญ่กว่าธรรมดา เพราะว่าเป็นปีแห่งงูใหญ่ (มะโรง) ตามตำรานักษัตร ซึ่งงูใหญ่นั้นก็คือ “มังกร” ที่มีอิทธิฤทธิ์ และเป็นที่นับถือของพี่น้องชาวจีนนั่นเอง แต่ก่อนอื่นเรามาอ่านเรื่องกำเนิดของเทศกาลตรุษจีน และตำนานของอสุรสัตว์ที่เกี่ยวข้องกันก่อนนะครับ

อสุรสัตว์ที่ว่านี้มีนามกรว่า “เหนียน” บางตำนานว่ามันอาศัยอยู่ในป่าทึบ แต่บางตำนานก็บอกว่ามันเป็นสัตว์ในทะเล แหม ก็ตำนานเหล่านี้มีมาแต่โบราณกาลแล้วนี่ครับ ก็อาจแตกต่างผิดเพี้ยนกันไปบ้าง แต่ที่ตรงกันคือมันเป็นสัตว์ดุร้ายมาก ชอบออกมาจับกินวัวควาย สัตว์เลี้ยงตลอดจนถึงผู้คน ทำให้ชาวบ้านหวาดผวายิ่งนัก ทว่ายังดีที่ปีหนึ่งมันจะโผล่มาอาละวาดแค่วันเดียว อันเป็นวันสิ้นปี นับว่าเทพประทานอนุญาตให้แค่นั้น

ด้วยเหตุฉะนี้ พอถึงวันสิ้นปี ชาวบ้านก็จะปิดประตูหน้าต่างมิดชิดโดยสะสมเสบียงอาหาร  และจะไม่ออกจากบ้านจนกว่าปีใหม่จะผ่านพ้นไป หลายรายอุ้มลูกจูงหลานไปซ่อนตัวอยู่ในป่าหรือบนภูเขาให้พ้นภัยจากปีศาจเห นียน  ซึ่งว่ากันว่ารูปร่างมันน่ากลัว ที่หัวมีขนรุงรัง

อสุรสัตว์ "เหนียน"



กระทั่งในปีหนึ่ง ได้มีขอทานเฒ่าผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้าน ไว้หนวดเคราขาว ใบหน้าสดใสมีเลือดฝาด  ตาเป็นประกาย  เรียกว่าท่าทางภูมิฐานมีวิชาอาคม  แต่ชาวบ้านมิได้สนใจขอทานเฒ่า เพราะต่างคนก็มัวแต่เก็บข้าวของหนีภัยเจ้าอสุรสัตว์ร้าย  มีแต่เพียงยายแก่คนเดียวที่ให้ขอทานเฒ่ากินอาหารและพำนักอาศัยในบ้าน แต่ตัวยายแก่เองก็กลับหนีไปอาศัยอยู่บนเขา

ตกกลางคืน ปีศาจหรืออสุร–สัตว์เหนียนก็มาเยือนตามปกติของวันสิ้นปี มันพบว่าบ้านส่วนใหญ่เงียบเชียบราวกับบ้านร้าง แต่มีอยู่หลังหนึ่งซึ่งมีกระดาษแดงแปะอยู่เหนือประตู  แถมในบ้านยังมีแสงเทียนสว่างไสว พอเห็นดังนั้นมันก็ตกใจจนตัวสั่น  แต่ฉับพลันมันก็กลับวิ่งรี่เข้าใส่บ้านนั้นอย่างโกรธแค้น ทว่าเจ้าปีศาจก็ต้องเผชิญกับเสียงประทัดดังปึงปังสว่างไสว ทำให้มันต้องร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวและเผ่นหนีออกจากหมู่บ้านไปโดยไม่หวน คืนกลับมาอีกเลย โดยมีขอทานเฒ่ายืนมองหัวเราะชอบใจอยู่เบื้องหลัง



และตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านก็รู้ว่าอันที่จริงเจ้าปีศาจนั้นกลัวสีแดงแสงไฟ และเสียงดัง พอถึงวันสิ้นปี แต่ละบ้านก็จะประดับบานประตูด้วยกระดาษแดง แขวนโคมไฟสีแดง และมีการจุดประทัดกันสนั่นหวั่นไหวเกรียวกราว  เพื่อขับไล่เจ้าปีศาจเหนียนนั่นเอง  เมื่อคืนสิ้นปีผ่านไปโดยปลอดภัยอันตราย ชาวบ้านก็ออกมาฉลองวันปีใหม่กันอย่างคึกคัก แสดงความยินดีต่อกัน และไปเยี่ยมเยือนญาติสนิทมิตรสหาย จนกลายเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้

และเพื่อให้ในวันตรุษจีนนี้มีสิริมงคลยิ่งขึ้น จึงได้มีธรรมเนียมอื่นๆ ประกอบตามขึ้นมาอีกสำหรับปฏิบัติในเทศกาลตรุษจีน

มังกรของฝรั่งนั้นมีภาพลักษณ์ที่ดุร้าย


อาทิ จะต้องทำตัวดีๆ ไม่พูดคำหยาบคาย หรือคำที่เกี่ยวข้องกับความตาย ภูตผีปีศาจ หาแต่ถ้อยคำอันเป็นมงคลมาพูดกัน เด็กๆทั้งหลายย่อมไม่ร้องไห้งอแงและไม่ซุกซน (ไม่งั้นจะโดนหวดก้น) แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะที่เป็นสีแดง แต่ก็แปลกที่ห้ามสระผมในวันนี้ รวมทั้งยังมีข้อห้ามอื่นๆอีกบางประการด้วย  เช่นว่า ห้ามเข้าไปในห้องนอนคนอื่น ดังนั้น คนป่วยก็จะต้องออกมารับแขกนอกห้องนอนไม่ควรใช้ของมีคมอย่างมีดหรือกรรไกร (ถ้าพลาดพลั้งเป็นแผลก็จะไม่เป็นมงคลสำหรับวันสำคัญเยี่ยงนี้)

ว่าไปแล้ว การทำตัวดีๆ นี้ก็เป็นธรรมเนียมของเทศกาลปีใหม่ทุกหนแห่ง ดูอย่างวันคริสต์มาสของฝรั่งก็ยังมีคำสอนอยู่ในเนื้อเพลง “ซานตาคลอสมาเยี่ยมเมือง (Santa Claus is coming to Town)” ที่ว่า “You better watch out. You better not cry. You better not pout. I’m telling you why. Santa Claus is coming to Town.” แปลคร่าวๆ ได้ว่า “หนูๆ จะต้องระมัดระวังตัวให้ดี อย่าร้องไห้  อย่าทำหน้าเง้าหน้างอ ทำไมรู้มั้ย  เพราะซานตาคลอสกำลังจะเข้ามาในเมืองของเราน่ะซี เดี๋ยวอดได้ของขวัญปีใหม่จากซานตานะ จะบอกให้

ประเพณีแห่มังกรในเทศกาลตรุษจีน


ส่วนของขวัญที่จะมอบให้กันในวันตรุษจีนนั้น ก็ได้แก่ ซองสีแดงๆ บรรจุเงินไว้ข้างในที่เรียกว่า “อั่งเปา” สำหรับผู้ใหญ่มอบให้ผู้น้อย หรือถ้าหากผู้ใหญ่ลืมให้ ลูกหลานก็อาจร้องเตือนว่า “แตะเอียหน่อยคร้าบ/ค่ะ” ที่จริง “แตะเอีย” นั้นแปลว่า “ผูกเอว” กล่าวคือ สมัยโบราณนั้นเงินเหรียญจะมีรูตรงกลาง เมื่อให้หลายๆอันก็จะเอาเชือกแดงร้อยไว้ ซึ่งเด็กก็จะเอามาผูกเอว จึงเรียกกันมาตามนั้น

สำหรับเทศกาลตรุษจีนของไทยเรานั้น มีธรรมเนียมถือปฏิบัติอยู่ 3 วัน ได้แก่

วันจ่าย  คือก่อนจะถึงวันสิ้นปี  จะออกไปหาซื้ออาหารและเครื่องดื่มเซ่นไหว้ต่างๆ มาเตรียมไว้ เพราะถ้าช้าเกินไปจะหาซื้อไม่ได้ เนื่องจากบรรดาร้านค้าทั้งหลายจะปิดยาวตลอดเทศกาล

วันไหว้ แบ่งเป็น เช้ามืด-จะไหว้เทพเจ้าต่างๆตอนสาย-ไหว้บรรพบุรุษ และ ตอนบ่าย-ไหว้พี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว

ประเพณีการจุดประทัดนั้นมีที่มาจากการขับไล่ปีศาจ


วันเที่ยว  คือวันขึ้นปีใหม่ ที่จะต้องฉลองรื่นเริง ซึ่งนอกจากไปเที่ยวตามที่ต่างๆแล้วก็ยังถือโอกาสไปกราบไหว้ขอพรญาติผู้ใหญ่ ที่เคารพนับถืออีกด้วย

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องของ “มังกร” สัตว์ประจำปีที่ 12 ปีถึงจะเวียนมาหนึ่งครั้ง

ปีมะโรงนั้น เมืองไทยถือว่า “งูใหญ่” ก็คือ พญานาค สัตว์ตระกูลสูงที่เราเคยเห็นภาพกันจนชินตาแล้ว โดยเฉพาะตามบันไดวัดวาอารามต่างๆ แต่ทางจีนจะจัดมะโรงว่าเป็น “มังกร” สัตว์ที่มีลักษณะของสัตว์อื่นๆผสมกัน เช่น ลำตัวยาวเหมือนงู มีเขี้ยวใหญ่ หนวดยาว มีขนเป็นแผงคอดุจสิงโต ลำตัวมีเกล็ดเขียวรวม 117 เกล็ด สันหลังเป็นหนามทอดยาวจากหัวถึงหาง ขาทั้ง 4 มีกรงเล็บแข็งแรง

แม้ลักษณะของมังกรจีนจะดูทรงพลังศักดิ์สิทธิ์และน่ากลัว  แต่แท้จริงแล้วมีความใจดีใจบุญและเป็นมิตรมากกว่าเป็นศัตรู ต่างจากมังกรของฝรั่งตะวันตกที่ถึงจะทรงพลังเช่นกัน แถมบินได้และพ่นไฟได้ หากทว่านิสัยดุร้าย  ขี้หงุดหงิด อาละวาด จนต้องมีอัศวินฝีมือมาปราบ อย่างที่เห็นในหนังหรือตามตำนานทั่วไป

รูปสลัก "เหนียน" สมัยราชวงศ์หมิง



ดังนั้น คนจีนจึงรักเคารพและสักการะมังกรอย่างสูงสุด  ถือว่าเป็นตัวแทนแห่งความดีงาม ความกล้าหาญ มีคุณธรรม จึงให้ความนับถือดุจเทพเจ้าเลยทีเดียว  ถือกันว่าฮ่องเต้ของจีนนั้นสืบทอดเชื้อสายมาจากมังกรบนสรวงสวรรค์ จึงใช้สัญลักษณ์มังกรแทนองค์จักรพรรดิ

และในเทศกาลตรุษจีนของทุกปี นอกจากจะมีการเชิดสิงโต ตีกลอง จุดประทัด สนั่นหวั่นไหว เพื่อขับไล่ปีศาจเหนียนแล้ว ยังมีประเพณีแห่มังกรเป็นการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ตระการตา ที่สืบทอดกันมานานกว่าสองพันปีแล้วโน่นเทียว

เมื่อมังกรมีความสำคัญถึงปานนั้น คนจีนจึงนิยมที่จะให้ลูกหลานถือกำเนิดในปีมังกร โดยเชื่อมั่นว่าเด็กที่เกิดในปีนี้จะโชคดีมีวาสนา สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ด้วยเหตุนี้ ปีมะโรง 2555 จึงคาดว่าจะมีทารกถือกำเนิดจำนวนมากกว่าปีอื่นๆ ให้ปู่ยาตายาย  อากงอาม้า  สมหวังปลาบปลื้มใจไปตามกัน



สำหรับเทศกาลตรุษจีนปีนี้ คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ขอเปลี่ยนคำอวยพรจากภาษาจีนแต้จิ๋วที่เราคุ้นเคยคือ “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” มาเป็นภาษาจีนกลางที่ว่า

ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาฉาย



มังกรจีนเป็นตัวแทนแห่งความดีงาม กล้าหาญ มีคุณธรรม.



แปลว่า “ขอให้โชคดี มั่งมีปีใหม่” ครับผม.


ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน


Tweet

 

หน้า 26

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

 

ทารกจิ๋วหนักเท่าไอโฟน 2 เครื่อง รอดตายรายที่ 3 ของโลก

 

Pic_232628

 

ทารกน้ำหนักตัวแรกคลอดเพียง 270 กรัม รอดตายรายที่ 3 ของโลก หลังได้รับการดูแลในห้องฉุกเฉินนานเกือบครึ่งปี...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ทารกน้อย มาลินดา สตาร์ กุยโด ซึ่งคลอดที่โรงพยาบาลในนครลอสแอนเจลิส ตั้งแต่เดือน ส.ค.ปี ที่แล้ว ด้วยน้ำหนักแรกเกิดเพียง 270 กรัม หรือเท่าไอโฟน 2 เครื่อง ได้รับการดูแลในห้องฉุกเฉินนานเกือบ 5 เดือน กระทั่งออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ม.ค.) ถือเป็นทารกขนาดร่างกายแรกคลอดเล็กที่สุด รายที่ 3 ของโลก ที่รอดชีวิต

โดยสถิติก่อนหน้านี้ คือ ทารกหญิงแรกคลอด น้ำหนัก 260 กรัม ขณะนี้อายุ 7 ปี กับทารกหญิงแรกคลอดอีกคนน้ำหนัก 280 กรัม กำลังศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งสุขภาพแข็งแรงดีทั้ง 2 คน.

 

หน้า 27

วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

เจาะลึกตำนานมังกร "เล้ง-เล่ง-หลง-หลุง"

 

 

เทศกาลตรุษจีนในปีมังกรนี้ มีความหมายอย่างมากสำหรับคนเชื้อสายจีน เนื่องจากคนจีนยกย่องให้ "มังกรเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง" เป็นสัตว์อมตะ มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถเหาะเหิรเดินอากาศ หรือแม้กระทั่งเดินดิน ดำน้ำ ล่องหนหายตัว แปลงกายให้เล็กใหญ่ สั้นยาว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ "มังกรมีลูกแก้วอยู่ในปาก"

นอกจากนี้ "มังกรเป็นพาหนะของเจ้าแม่กวนอิม" และถึงจะเป็นสัตว์ดุร้าย แต่ก็สามารถบันดาลประโยชน์สุขให้เกิดแก่มนุษย์ได้ เพราะสามารถทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ บันดาลให้เกิดฝน ลม และไฟ รวมทั้งช่วยกำจัดสิ่งชั่วร้าย


สำหรับตำนานเล่าขานถึงเรื่องมังกรมีอยู่ว่า เมืองจีนในช่วงฤดูหนาวมีแต่ความแห้งแล้ง สาเหตุมาจากเป็นช่วงเวลาที่มังกรหลับ แต่เมื่อมังกรตื่นขึ้นจะนำพาเอาน้ำมาด้วยอย่างมหาศาลจนเกิดอุทกภัย สร้างความเดือดร้อนไปทั่วแผ่นดิน

จากความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชนหมู่มากนี้ ทำให้เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ลงโทษให้มังกรต้องเข้าไปจำศีลภาวนาชดใช้กรรมอยู่ภายในถ้ำนาน 3,000 ปี จนมังกรบังเกิดบารมี กลายเป็นสัตว์ชั้นเทพ สามารถเหาะขึ้นไปยังสรวงสวรรค์ได้ ทั้งยังต้องทำหน้าที่เฝ้าดูแลลูกแก้ววิเศษของเจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ เราจึงมักเห็นรูปวาดของมังกรจีนมีลูกแก้วอยู่ด้วย


ชาวจีนเรียกมังกรว่า "เล้ง-เล่ง-หลง-หลุง" โดยหลังจากฟังตำนานที่เล่าต่อกันมา ก็ยกให้ "มังกรเป็นสัญลักษณ์ของพลัง อำนาจ ความยิ่งใหญ่ และเพศชาย" เนื่องจากมังกรจีนเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัตว์แห่งเทพเจ้าในสรวงสวรรค์และเป็นตัวแทนของจักรพรรดิ ผู้เป็นโอรสจุติมาจากสวรรค์ ชาวจีนจึงมีความเชื่อว่าหากผู้ที่ได้พบเห็นมังกร จะถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองมาก ผู้ที่มีโอกาสจะได้ขี่หลังมังกรจะต้องเป็นคนมีศีล มีสัตย์ มีจิตใจบริสุทธิ์ดีงาม ถึงจะมีมังกรมารับไปเป็นเซียนอยู่บนสวรรค์


ในตำนานโบราณยังมีการแบ่งชนิดของมังกรจีนเป็น 3 ชนิด ประกอบด้วย "มังกรแท้ ชิวเล้ง" เป็นมังกรขนาดใหญ่ มีเขาและปีก เป็นพวกที่มีอำนาจมากที่สุด เป็นใหญ่เหนือมังกรทั้งปวง อาศัยอยู่บนฟ้าหรือบนสวรรค์


ชนิดต่อมา "มังกรหลี่ หรือ ลี่" เป็นมังกรไม่มีเขา อาศัยอยู่ในมหาสมุทร และอีกชนิด คือ "มังกร เจี่ยว หรือ เฉียว" เป็นพวกมังกรมีเกล็ด อาศัยตามลุ่มหนองหรือถ้ำตามภูเขา มีขนาดตัวเล็กกว่ามังกรที่อยู่บนท้องฟ้า มีหัวและลำคอเล็ก ไม่มีเขา หน้าอกเป็นสีเลือดหมูหรือสีน้ำตาลเข้ม ด้านข้างลำตัวและสันหลังมีลายแถบเป็นสีเขียวและสีเหลือง มี 4 ขา ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายกับงู มีลำตัวยาวประมาณ 13 ฟุต


ขณะที่บางตำราแบ่งชนิดตามถิ่นที่อยู่ มีทั้ง "หลง" เป็นมังกรแห่งสวรรค์ "หลี่" เป็นมังกรแห่งทะเล และ "เจี่ยว" เป็นมังกรแห่งภูเขาและที่ลุ่ม


ไม่เพียงแค่นั้น ตำนานมังกรจีน ยังมีการแบ่งชั้นวรรณะไว้อย่างชัดเจน ลำดับจากสูงไปต่ำ เริ่มจาก "มังกรสวนนิ" เป็นมังกรที่ใช้สลักบนบัลลังก์ขององค์พระประติมากรรม และใช้แทนฐานรูปสิงโต ตามด้วย "มังกรเฉาฟง" ใช้สลักบนสถาปัตยกรรมชายคา โบสถ์


"มังกรฟูเหลา" ใช้ประดับบนยอดระฆังและกลอง ซึ่งเป็นเครื่องเสียงที่ใช้สำหรับต่อสู้หรือใช้ในการประกอบพิธีการที่สำคัญ ขณะที่ "มังกรไยสู" ใช้สลักบนฝักดาบ บนกระบังดาบ และบริเวณใบดาบ รวมทั้งใบง้าว


"มังกรฉีเหวิน" ใช้ประดับบนชื่อสะพาน เพราะเป็นมังกรน้ำและยังใช้สลักบนบริเวณหลังคาอาคารสถาปัตยกรรม เพื่อป้องกันไฟ ส่วน "มังกรปาเซียน" ใช้สลักที่บริเวณส่วนล่างของสถาปัตยกรรม เชื่อกันว่ามังกรปาเซียนสามารถช่วยพยุงน้ำหนักได้ ซึ่งเหมือนกันคนไทยที่มักจะใช้ยักษ์ในการช่วยพยุงน้ำหนัก


"มังกรฉิวนิว" ใช้สลักบนลูกปิดของ “ซอ” เพราะมังกรฉิวนิวนั้นชอบฟังเพลง หากเป็น "มังกรปิกัน" ใช้สำหรับสลักบนประตูคุก เพื่อป้องกันการวิวาทของนักโทษ


สุดท้าย "พญามังกร" เป็นมังกร 4 ตัว เป็นพี่น้องกัน ซึ่งปกครองอยู่เหนือทะเลทั้งสี่ คือ ทะเลตะวันออก, ใต้, ตะวันตก, และเหนือ โดยอาศัยอยู่ในปราสาทมหาสมุทรหรูหรา หรือวังใต้ทะเล และกินไข่มุกเจียงตู หรือไข่มุก และโอปอล เป็นอาหาร บางแหล่งข้อมูลระบุว่า มังกร 4 ตัวนี้ มีผู้ควบคุมชื่อ ฉิน แท็ง เป็นมังกรที่มีสีแดงเลือด มีแผงคอเป็นไฟ และยาว 900 ฟุต


อย่างไรก็ตาม ชาวจีนโบราณยังมีความเชื่อว่า มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ 4 ชนิด คือ กิเลน หงส์ เต่า และมังกร โดยถือกันว่ามังกรนั้น เป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์ดังที่กล่าว ส่วนการนำสัญลักษณ์มังกรมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นรูปวาด รูปปั้น หรือประดับตามข้าวของเครื่องใช้ ยังต้องยึดถือเรื่องรายละเอียด อย่างของจักรพรรดิ มังกรจะมี 5 เล็บ ของขุนนางจะมี 4 เล็บ ส่วนของสามัญชนจะมี 3 เล็บเท่านั้น


การได้รู้ตำนานมังกรจีนที่ยิ่งใหญ่ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตรุษจีนในปีมังกรทองนี้ สร้างความรู้สึกมิ่งมงคลเสียจริง.


ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

 

หน้า 28

วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

เซ็กซ์เร่าร้อนตลอดกาล 5 เคล็ดลับชูรสเรื่องบนเตียง

 

ทำอย่างไรให้เซ็กซ์สุขสมไม่จืดชืด เหมือนไฟสวาทที่ไม่มีวันมอด ดั่งตอนที่เพิ่งเมคเลิฟกันใหม่ๆ

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คู่รักหลายๆ คู่ เคยเกิดความรู้สึกที่ว่า ยิ่งนานวัน ชีวิตเซ็กซ์ของฉันและเธอเริ่มจะจืดชืด ขาดรสชาติ น่าเบื่อ หรือถึงขั้นไม่ใคร่อยากปฏิบัติกิจกามบ่อยเหมือนแต่ก่อน

ปัญหาที่ว่านี้ หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ของบางคู่ เพราะเมื่อเรื่องบนเตียงไม่ดึงดูดใจแล้ว บางคนเลือกที่จะแอบนอกใจไปลองเริงรักกับกิ๊กแทน!!!

ทว่า ไม่อยากให้เซ็กซ์หมดความเร่าร้อน ลองนำ 5 เคล็ดลับง่ายๆ ช่วยชูรสเรื่องเซ็กซ์ให้แซบซีด ราวกับตอนเพิ่งแต่งกันใหม่ เริ่มจาก 'เลือกวิธีกระตุ้นอารมณ์ทางเพศและทำให้สำเร็จ' อาจเป็นไอเดียเติมไฟรักที่คุณและคนรักตกลงกันไว้


แต่ถ้าให้แนะนำคงต้องลองยืดเวลาการเล้าโลมให้นานขึ้น, เปลี่ยนสถานที่มีเซ็กซ์กันอย่างน้อย 2 ที่ต่อเดือน, และอาจสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองบ่อยขึ้น เหล่านี้เป็นหนทางช่วยให้ความต้องการทางเพศถูกกระตุ้นได้ในไม่ช้า

เคล็ดลับข้อต่อมา 'ใส่ชุดที่ดูน่ารัก-น่าเมคเลิฟขึ้นเตียง' โดยเปลี่ยนจากชุดนอนธรรมดาที่ใส่นอนทุกวัน เป็นชุดเซ็กซี่วาบหวิว และเนื้อผ้านุ่มลื่นดูบ้าง ช่วยจุดไฟรักได้ดีไม่น้อย แต่ที่สำคัญคือ ใส่แล้วต้องมีความมั่นใจด้วยว่า คืนนี้เซ็กซี่ที่สุดแล้ว


'มีเซ็กซ์ในช่วงเช้า' จากเดิมที่ชวนกันขึ้นเตียงเฉพาะตอนกลางคืน ลองเปลี่ยนมามีเซ็กซ์กันในช่วงเวลากลางวัน อาจเป็นหลังตื่นนอน หรือตอนบ่ายดูบ้าง เพื่อความไม่ซ้ำซากจำเจ


'ไม่ปล่อยรังรักรกรุงรัง' หลายคู่มักมีสัมพันธ์สวาทกันบนเตียงในห้องนอน ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้ห้องนอนมีสภาพรกและสกปรก แนะให้จัดที่ทางสำหรับเล่นรักให้ดูดีและสะอาด โดยเฉพาะบนเตียงนอนควรปูผ้าเนื้อดีสีถูกใจ และไร้ซึ่งกองผ้าที่ไม่จำเป็น เพื่อความรู้สึกผ่อนคลายและสบาย

สุดท้าย 'ไม่จำเป็นต้องมีเซ็กซ์บนเตียง' สำหรับการสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ช่วยให้การมีเซ็กซ์เป็นที่น่าตื่นเต้นเร้าใจทุกครั้ง ให้เปลี่ยนไปเล่นรักกันบนเก้าอี้บ้าง โต๊ะบ้าง หรือโซฟาบ้าง ทั้งอาจทำให้ต้องเปลี่ยนท่าทางการมีเซ็กซ์ไปในตัวด้วย.


ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้

 

หน้า 29

วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

อาหารที่เป็นมากกว่าอาหาร: ความเชื่อ ตำนาน และกุศโลบายในอาหารจีน

 

"เกี๊ยวกุ้ง" เป็นอาหารที่เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองและความร่ำรวยของชาวจีน เนื่องจากเกี๊ยวกุ้งมีรูปร่างคล้ายเงินตำลึงที่ใช้กันในสมัยโบราณ...


อาหารไม่ได้มีไว้เพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงมรดกทางวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้คนอีกด้วย 


นายชิง ฮี หวง พ่อครัวชาวจีนรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับแอนนา หลุยส์ เทเลอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า ธรรมเนียมการทำอาหาร "นำโชค" ของชาวจีนเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวพันกับความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย ตำนาน และประวัติศาสตร์




"ข้าวหลามเป็นอาหารที่กินเพื่อรำลึกถึงกวีจีนผู้หนึ่ง โดยในสมัยก่อนข้าวเหล่านี้ได้ถูกโยนลงไปในแม่น้ำเป็นอาหารแก่ปลา เพื่อที่พวกมันจะได้กินข้าวแทนศพของเขา กวีผู้นี้เป็นที่รักและเชิดชูของชาวจีน และเขาจบชีวิตตัวเองลงด้วยการโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย"


ขณะที่ บะหมี่เป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตยืนยาว ขนมไหว้พระจันทร์ถูกทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันพระจันทร์เต็มดวง ส้มเป็นผลไม้ที่แสดงถึงความมั่งมี ขณะที่ส้มจีนเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ


"ตรุษจีนเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชาวจีน" ดันล็อป ฟูเชีย ผู้เขียนหนังสือตำราอาหารจีนที่ชื่อ "Revolutionary Chinese Cookbook" กล่าว "ความสำคัญที่สุดของเทศกาลนี้คือการที่ทุกคนในครอบครัวจะกลับมาเจอกันและใช้เวลาวันหยุดร่วมกัน"


"มันเป็นการเฉลิมฉลองแด่อดีตที่ผ่านมา ปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคต คนในครอบครัวได้มารวมตัวกันและรับประทานอาหารร่วมกัน ในประเทศจีน การกินเป็นกิจกรรมทางสังคม บนโต๊ะอาหารจีนจะมีจานชามมากมายตั้งอยู่ตรงกลางโต๊ะ นั่นก็เพราะอาหารจีนนั้นถูกทำมาเพื่อให้กินร่วมกัน"


มื้อหน้าที่่ร้านอาหารจีน อย่ามัวแต่กินเพลินจนลืมค้นหาดูละว่า ในแต่ละจานนั้นมีความหมายอะไรซ่อนอยู่

 

 

 

หน้า 30

วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

ชมภาพสีหายาก "อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" ใช้ชีวิตหรูหราในคฤหาสน์หลังงาม

 

ภาพถ่ายสีส่วนตัวของ"อดอล์ฟ ฮิตเลอร์"ได้รับการเผยแพร่โดยอดีตช่างภาพส่วนตัวของเขา แสดงให้เห็นภาพของอพาร์ทเมนท์ของเขาที่กรุงเบอร์ลิน และคฤหาสน์หรูหราในแคว้นบาวาเรีย



เว็บไซต์เดอะ มิเรอร์รายงานว่า นายฮิวโก แจเกอร์ หนึ่งในช่างภาพที่ถ่ายภาพสีไม่กี่คน ที่ได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับผู้นำนาซี และสามารถเข้าออกที่พักและฐานบัญชาการของเขาได้ ในช่วง 2 ปีก่อนหน้าการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยภาพที่ได้เป็นภาพของที่พักของเขาที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหรา งานศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านเหรียญ แม้จะยังไม่มีการปรับค่าเงินให้เท่ากับยุคปัจจุบันก็ตาม


 


เป็นที่เชื่อกันว่า นายแจเกอร์ได้ถ่ายภาพนายฮิตเลอร์ และทุกซอกมุมของบ้านมากกว่า 2,000 รูป อย่างไรก็ดี ในปี 1945 เชื่อกันว่าเขาได้ซ่อนภาพทั้งหมดไว้ในกระเป๋าเดินทางหนังใบหนึ่ง หลังจากที่เขาถูกตรวจค้นโดยทหารอเมริกัน ที่พบภาพสไลด์สีจำนวนมาก เนื่องจากเกรงว่าตนเองอาจเดือดร้อนหากมีผู้มาพบ นอกจากนั้น เขายังได้เก็บภาพบางส่วนไว้ในขวดโหลแก้ว 12 ใบ นอกเมืองมิวนิก ก่อนที่จะมีผู้กู้คืนได้ทั้งหมดในปี 1955





 

 

หน้า 31

วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555


กินตับไก่...ปลอดภัยจากเชื้อโรค

 

Pic_233599

 

 

ในบรรดาอาหารปิ้งๆ ย่างๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเชิญชวนให้คนหันมาซื้อไปลิ้มลองไม่ว่าจะเป็นหมูย่าง ไก่ย่าง รวมถึงเครื่องในสัตว์ชนิดต่างๆนั้น ที่นิยมที่สุดคงหนีไม่พ้นตับไก่

วันนี้ตับไก่ ไม่อันตราย เพราะจากผลวิเคราะห์ของสถาบันอาหาร ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอย่าง ซาลโมเนลลา ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ

ส่วนใหญ่เชื้อ ซาลโมเนลลา มักจะพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์นม และอาหารทะเล นอกจากนี้ ยังมีโอกาส

พบได้ในของเสียจากการขับถ่ายของคน

ตับไก่ เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน

เพราะหากวัตถุดิบมีแหล่งที่มาที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือแม้แต่พ่อค้า แม่ค้าไม่มีความสะอาดเพียงพอในการปรุง การปนเปื้อนของเชื้อข้างต้นในตับไก่ก็เป็นไปได้สูงเช่นกัน

เชื้อ ซาลโมเนลลา เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ หลังจากที่ได้กินอาหารไปแล้วประมาณ 6–24 ชม.จะมีอาการอยู่ประมาณ 1–5 วัน

อาการของโรคที่พบได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง มีไข้ และอ่อนเพลีย หากเกิดในผู้สูงอายุ หรือเด็กทารก จะพบว่ามีอาการหนักกว่าคนในวัยอื่นที่บริโภคเชื้อชนิดเดียวกันเข้าไปในร่างกาย
ซึ่งตามเกณฑ์คุณภาพทางด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคของอาหารปรุงสุกทั่วไป กำหนดให้ในอาหารพร้อมรับประทานต่างๆ ต้องไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลาในอาหาร 25 กรัม
วันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มตัวอย่างตับไก่ปิ้งที่มีจำหน่ายอยู่

ตามท้องตลาดในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลา

ผลการวิเคราะห์พบว่าทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลา เลย

แต่อย่าวางใจกันนัก เลือกซื้ออาหารปิ้งย่างที่ย่างจนสุกและจากร้านค้าที่สะอาดเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย.



ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย


เบื่อ..ข้าวที่กินอยู่ทุกวันหรือเปล่า? ลองหาข้าวอร่อยๆ ดีต่อสุขภาพ กินกันดีกว่า!


ข้าว อาหารประจำชาติไทย  ที่ต้องมีเป็นหลักสำคัญลำดับแรกในครัวไทย ส่วนกับข้าว...เดี๋ยวค่อยว่ากัน
  

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกข้าวมากเป็นอันดับ 5 ของโลก และส่งออกข้าวอยู่ใน อันดับหนึ่ง ถึง อันดับสามของโลกตลอดมา   ถ้าจะซื้อข้าวสารในซูเปอร์มาเก็ตในต่างประเทศ หากมีข้อความเขียนกำกับข้างถุงว่า Product  of Thailand  ก็มั่นใจได้เลยว่าจะได้กินข้าวอร่อย
  


แต่คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศไทยเอง ที่กินข้าวในร้านข้าวแกง หรือร้านอาหารระดับกลางๆ ทั่วไป กลับต้องกินข้าวขัดสี   สีขาวๆ แป้งล้วนๆ ยิ่งกิน ยิ่งอ้วน   อีกทั้งไม่ใช่ข้าวคุณภาพ อย่างที่ควรจะได้กิน ในฐานะผู้ปลูกข้าวเลี้ยงชาวโลก
  


ข้าวคุณภาพ ในที่นี้หมายถึงข้าวที่มีรสชาติดี  หอมนุ่ม และประกอบไปด้วยสารอาหารนานาชนิด




  

  

ใครที่สนใจเรื่องข้าว  ไม่ว่าจะซื้อหามากินเอง หรือจะทำธุรกิจซื้อข้าวขายข้าว คุณภาพดีๆ ไม่ควรพลาดงานนี้ เพราะจะมีข้อมูลให้มากมาย  นั่นคืองาน “เกษตรมหัศจรรย์  วันเส้นทางเศรษฐี – เทคโนโลยีชาวบ้าน 2012”  โดยมีแนวคิดหลักของงานคือ “ข้าวของพ่อ วิถีพอเพียง”   ระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2555  ณ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางแค กรุงเทพมหานคร  ที่จะมีข้าวสายพันธุ์ต่างๆ   นำมาแสดงในงานเกือบ 100 สายพันธุ์

  


สำหรับวันนี้ “มติชนออนไลน์”  มีเรื่องข้าวดีๆ ข้าวอร่อยๆ มาฝากกันก่อนที่จะถึงวันงาน




เริ่มจาก  ข้าวไรซ์เบอรี่ 



 

ข้อมูลจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม ข้าวชนิดนี้ ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ลักษณะเป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ต้านทานต่อโรคไหม้ได้เป็นอย่างดี เมื่อหุงแล้ว มีความนุ่มมาก
            


คุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการของข้าวไรซ์เบอรี่ คือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน,แกมมาโอไรซานอล, วิตามินอี, แทนนิน, สังกะสี, โฟเลตสูง, มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง นอกจากนี้รำข้าวและน้ำมันรำข้าว ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดีเหมาะสำหรับใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารเชิงบำบัดอีกด้วย



ถัดมาเป็น ข้าวสินเหล็ก


ข้าวสินเหล็กได้จากผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวสีขาวที่มีกลิ่นหอม  รูปร่างเมล็ดเรียวยาว ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ตลอดทั้งปี มีความต้านทานต่อโรคไหม้ข้าวสินเหล็กในฐานะเป็นข้าวหอมนุ่มที่มี ดัชนีน้ำตาล ต่ำ-ปานกลาง



ข้าวสินเหล็ก เมื่อนำมาทดลองบริโภคในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าการบริโภคข้าวกล้องสินเหล็ก ช่วยแก้ปัญหาเบาหวานได้ ทำให้สภาวะดื้อต่อ insulin ลดลงและการทำงานของตับอ่อนดีขึ้น รวมทั้งทำให้ค่าเฉลี่ยของ triglyceride ลดลง  นอกจากนี้ข้าวสินเหล็กยังมีธาตุเหล็กในเมล็ดสูง ข้าวพันธุ์นี้ได้ผ่านการประเมินคุณสมบัติความเป็นประโยชน์ของธาตุเหล็ก ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและในมนุษย์ โดยพบว่าการส่งเสริมการบริโภคข้าวสินเหล็กในเด็กนักเรียนที่มีภาวะพร่องธาตุเหล็ก ทำให้ระดับ hemoglobin มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

  



ข้าวปิ่นเกษตร

ข้าวปิ่นเกษตรเป็นลูกผสมระหว่างข้าวขาวดอกมะลิ 105 กับข้าวทนแล้ง เป็นข้าวขาว มีกลิ่นหอม นุ่มเหนียว   ข้าวกล้องมีความนุ่มนวล มีเมล็ดยาวกว่า 8 มม.



ข้าวชนิดนี้ เมื่อทำเป็นข้าวกล้องจะได้ความเป็นประโยชน์ของธาตุเหล็กดี กล่าวคือเมื่อนำมาหุงสุกรวมกับข้าวพันธุ์อื่น จะช่วยให้ความเป็นประโยชน์ของธาตุเหล็กสูงขึ้นซึ่ง ให้ผลสอดคล้องกันทั้งการทดสอบในระดับเซลล์และในมนุษย์ด้วยคุณสมบัตินี้ข้าวปิ่นเกษตรจึงได้รับรางวัล  ชนะเลิศอันดับ 3 จากการประกวดข้าวโลก (2nd World Rice Competition) เมื่อปี 2547


สนใจข้าวทั้งสามชนิดนี้ และข้าวอื่นๆ อีกเกือบร้อยสายพันธุ์ ไปชมได้ที่งานเกษตรมหัศจรรย์ฯ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น หรือติดต่อซื้อได้ที่ คุณมัลลิการ์ แซ่หลิม กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน)  โทร.025800021 ต่อ  2341  หรือ 081-2973004