Home arrow บุุคคลที่มีชื่อเสียง arrow สารคดีชีวิต "โฮจิมินห์" มหาบุรุษแห่งเวียดนาม
Home    Contacts



สารคดีชีวิต "โฮจิมินห์" มหาบุรุษแห่งเวียดนาม PDF พิมพ์

โดย ชมพูนุท นำภา



"เป็นสารคดีที่ดีที่สุดของโฮจิมินห์เท่าที่ผมเคยเห็นมา" เป็นเสียงของเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย เหวียน ยูย ฮึง เอ่ยชื่นชมหลังจากได้ดูสารคดีชีวิตของมหาบุรุษ "ลุงโฮ" ผู้เป็นความเชื่อความศรัทธาของชาวเวียดนาม แม้ว่าท่านผู้นี้จะเสียชีวิตไปนานแล้วก็ตาม

สารคดีเรื่องที่ท่านทูตเวียดนามออกปากนั้นมีชื่อว่า "โฮจิมินห์มหาบุรุษแห่งเวียดนาม" มีทั้งหมด 12 ตอน ฝีมือการสร้างและถ่ายทำของ

คนไทย ชื่อ อิทธิรุจน์ สุรเชษฐพงษ์ หัวหน้าสำนักวิจัยและฝึกอบรม วิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยทักษิณ

จึงนับว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับคนไทย!

เรื่องราวของ "โฮจิมินห์มหาบุรุษแห่งเวียดนาม" เป็นการบอกเล่าเรื่องราวชีวประวัติและการต่อสู้ของโฮจิมินห์ นักปฏิวัติชาวเวียดนาม เพื่อปลดแอกประเทศเวียดนามจากการเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในภายหลังเขาได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

เป็นสารคดีที่เคยออกอากาศไปแล้วหนหนึ่งที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ช่วงเวลา 23.40 น.

ในโอกาสครบรอบ 64 ปี วันชาติเวียดนาม 2 กันยายน 2552 อิทธิรุจน์ เจ้าของสารคดี อาสาบอกเล่าเรื่องราวของโฮจิมินห์อีกครั้ง ในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย

เขาเริ่มต้นบอกเล่าถึงแรงจูงใจที่ทำให้ลงมือทำสารคดีเรื่องนี้ ว่ามาจากความเป็นคนชอบศึกษาประวัติของบุคคลสำคัญต่างๆ เพราะเห็นว่าแง่มุมชีวิตของแต่ละคนนั้นมีประโยชน์มาก

สำหรับบุรุษเครายาวจากเวียดนาม "ลุงโฮ" อิทธิรุจน์บอกว่า ครั้งแรกรู้เพียงว่าโฮจิมินห์หลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ จ.นครพนม

แต่เมื่อเขามีโอกาสได้พูดคุยกับ "ศุขปรีดา พนมยงค์" ทำให้อิทธิรุจน์ทึ่ง และเกิดความสนใจในชีวิตของลุงโฮ

"คุณศุขปรีดาบอกผมว่า โฮจิมินห์เคยอยู่ที่จังหวัดพิจิตรด้วย ผมจึงอยากพิสูจน์สิ่งที่คุณศุขปรีดาบอก กระทั่งปี พ.ศ.2550 จึงเดินทางไปที่ประเทศเวียดนามเพียงคนเดียวเพื่อศึกษาเรื่องราวของโฮจิมินห์"

"จุดแรกที่ผมไปคือพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ที่ฮานอย มีอุปกรณ์คือกล้อง และสมุดบันทึก และผู้ช่วยชาวเวียดนามคนหนึ่งซึ่งพูดภาษาไทยได้ดี ผมให้เขาช่วยหาว่ามีตรงไหนบ้างที่เกี่ยวกับประเทศไทย ให้เขาอ่านให้ผมฟัง แล้วไปหาบันทึกที่คุณศุขปรีดาบอก ว่ามีบันทึกลุงโฮเขียนไว้ที่นั่น ก็พบจริงๆ ลุงโฮเขียนไว้ว่าท่านเคยมาพิจิตรเมื่อปี พ.ศ.2471 ผมเลยเริ่มรู้สึกสนุกที่จะทำสารคดี"


 


(ขวา) อิทธิรุจน์ สุรเชษฐพงษ์




ความสนุกของ อิทธิรุจน์ เริ่มก่อรูปก่อร่างเป็นสารคดีเดินทางตามรอยของโฮจิมินห์ โดยเริ่มจาก ท่าเรือบีไอ ซึ่งในประวัติศาสตร์การเดินทางมาเมืองไทยของลุงโฮ ระบุว่าท่าเรือบีไออยู่แถวเจริญกรุง

"เชาเขียนว่าโฮจิมินห์นั่งเรือมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือบีไอ ซึ่งจากการค้นคว้าศึกษาข้อมูลพบท่าเรือแห่งนี้คือ โรงแรมแม่น้ำ ในปัจจุบัน ผมจึงได้ไปพบกับเจ้าของโรงแรม เป็น ตระกูลตั้งสิน บังเอิญเขามีรูปเก่าอยู่ บอกว่าที่โรงแรมเคยเป็นท่าเรือจริงๆ เป็นท่าเรือที่คนจีนโพ้นทะเลอพยพมา แล้วมาขึ้นที่นี่ก่อนไปอยู่เยาวราช และเป็นท่าเรือเดียวกับที่รัชกาลที่ 6 ส่งพวกคนจีนอันธพาล อั้งยี่ กลับไปประเทศจีน ฮ่องกงด้วย" อิทธิรุจน์เล่า

เมื่อมาถึงเมืองไทย โฮจิมินห์ได้รู้ว่ามีชุมชนชาวเวียดนามอยู่ที่บ้านดง อ.ป่ามะคาบ จ.พิจิตร จึงเดินทางโดยรถไฟอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไปที่พิจิตร ซึ่งแน่นอนว่า อิทธิรุจน์ ก็ได้ตามไปพิสูจน์ที่ จ.พิจิตรเช่นเดียวกัน

ณ ที่แห่งนั้นเขาได้พบกับ สมศักดิ์ สุภาวรรณ คนไทยเชื้อสายเวียดนาม ที่บ้านดง ต.ป่ามะคาบ เป็นเจ้าของร้านไดนาโม อิทธิรุจน์รู้ว่าน่าจะมาถูกทางแล้ว เพราะมีความน่าเชื่อถืออยู่อย่างหนึ่งว่าคนเวียดนามเก่งเรื่องไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้านไดนาโม ซ่อมมอเตอร์ไซค์ หรือขายแบตเตอรี่

เมื่อพบกับสมศักดิ์ อิทธิรุจน์บอกว่า เขาพูดเวียดนามได้ปร๋อทั้งที่ไม่เคยไปเวียดนาม นั่นเพราะครอบครัวของสมศักดิ์มีเชื้อสายเวียดนามแท้ๆ ย่าของสมศักดิ์เคยเล่าให้เขาฟังว่าโฮจิมินห์มาอยู่ที่ จ.พิจิตร อิทธิรุจน์จึงตรวจสอบประวัติย่าของสมศักดิ์ แล้วก็พบว่าช่วงอายุอยู่ร่วมสมัยกันกับโฮจิมินห์จริง

"คุณสมศักดิ์เล่าว่า คนไทยเชื้อสายเวียดนามบริเวณนี้จะอยู่กระจัดกระจาย โดยครอบครัวเขาอพยพมาจากโคราช เพราะถูกกล่าวหาว่าเผาโรงหนัง สมัยนั้นเดินทางด้วยรถไฟสะดวกที่สุด ครอบครัวคุณสมศักดิ์ตัดสินใจลงที่พิจิตร เพราะพิจิตรในสมัยนั้นยังเป็นป่า จึงถือเป็นชุมทางเสือ แล้วคนเชื้อสายเวียดนามก็มาอยู่กันที่ป่ามะคาบ สมัยนั้นคนเวียดนามอยู่กันเยอะ เกือบร้อยครอบครัว แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าโฮจิมินห์มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง รู้แต่ว่ามาอยู่ประมาณ 6 เดือน ไปๆ มาๆ แล้วระหว่างที่มาอยู่โฮจิมินห์ให้คนญวนสร้างบ่อน้ำ ทำระบบชลประทาน มีการเพาะปลูก สร้างโรงเรียนสอนภาษาเวียดนาม วันนี้ไม่มีโรงเรียนนั้นแล้ว ที่สำคัญสิ่งที่หลงเหลืออยู่ที่ทำให้ผมเชื่อว่าที่นี่คือชุมชนเวียดนามก็คือ ป่าช้าเวียดนาม ที่เวลาเสียชีวิตจะใช้การฝังศพ คุณสมศักดิ์ยังพาผมไปดูหลุมศพของคุณย่า คุณตา ก็ยังอยู่ที่ป่ามะคาบ"

 


บรรยากาศในงานวันชาติเวียดนาม




สิ่งที่อิทธิรุจน์ได้ฟังจากสมศักดิ์อีก คือมีเรื่องเล่าสมัยปู่ย่าของสมศักดิ์ว่า ในระหว่างที่โฮจิมินห์พำนักอยู่ที่ จ.พิจิตรนี้ มีการเคลื่อนไหวระดมผู้คนไปกอบกู้เอกราชของเวียดนามคืนจากฝรั่งเศส มีการจัดพิมพ์เอกสารเพื่อส่งกลับเข้าไปที่ประเทศเวียดนาม ระหว่างนี้หากมีคนของทางการเวียดนามที่สวามิภักดิ์ต่อฝรั่งเศสเข้ามาเป็นสายลับ

มีเรื่องเล่าว่า ใครก็ตามที่เข้ามาสืบเรื่องโฮจิมินห์ในหมู่บ้านนี้ไม่นานก็จะกลายเป็นศพลอยน้ำออกไป

นอกจากการระดมคนแล้ว โฮจิมินห์ยังได้ตั้งโรงเรียนสอนลูกหลานชาวเวียดนาม มีการตั้งสมาคมสหายเยาวชนปฏิวัติรุ่นที่ 1 ที่ป่ามะคาบแห่งนี้ด้วย แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันแทบไม่มีอะไรที่บ่งบอกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นี้หลงเหลืออยู่เลย

"ผมเชื่อว่าสมัยนั้นอะไรก็ตามที่เป็นสัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในประเทศไทยจะโดนทำลาย แต่จากข้อมูลคนไทยเชื้อสายเวียดนามที่หลงเหลืออยู่ทำให้เชื่อได้ว่าที่นี่มีชุมชนเวียดนามอยู่จริง"

ปัจจุบันคนที่อยู่ร่วมสมัยกับโฮจิมินห์ตอนอยู่ที่ จ.พิจิตร ที่ยังพอสืบค้นได้และยังมีชีวิตอยู่มีเพียง 2 คนเท่านั้น คนหนึ่งอายุ 80 กว่าปีแล้ว ชื่อ นายธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันมีบ้านอยู่ที่ จ.นครปฐม ส่วนอีกคนคือ สะหมาน วิยะเกด สมาชิกกรมการเมืองอันดับ 2

อิทธิรุจน์บอกว่า ความจริง สะหมาน เป็นลูกคนไทย แต่พ่อแม่เลี้ยงไม่ไหวจึงให้ไปเป็นลูกบุญธรรมคนเวียดนาม ซึ่งครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่ช่วยโฮจิมินห์กอบกู้เอกราชที่เวียดนาม โดยตั้งกองบัญชาการอยู่ที่ประเทศลาว สะหมานจึงเติบโตขึ้นในประเทศลาว แต่งงานกับคนลาว มีลูกชาย คือ ดร.นาม วิยะเกด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม-การค้า ของประเทศลาวในปัจจุบัน

"ผมเคยสัมภาษณ์ท่านนาม วิยะเกด ท่านเล่าให้ฟังว่าคุณพ่อของท่านได้ดูสารคดีที่ผมทำแล้วน้ำตาไหลเลย"

เจ้าของสารคดีบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังเสร็จสิ้น ก่อนวกกลับมากล่าวถึงสารคดีที่ทำขึ้น ว่ามีทั้งหมด 12 ตอน และหากใครได้ดูครบหมดทั้ง 12 ตอน จะพบว่ามีภาพที่หาดูยากมากอยู่เป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งภาพของ ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษของไทยเดินทางไปเคารพศพโฮจิมินห์ซึ่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2512

"ในสารคดีชุดนี้ ผมมีภาพและเสียงขณะที่โฮจิมินห์ยืนประกาศเอกราชที่จัตุรัสบาดิ่งต่อหน้าประชาชนเรือนแสนเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 ด้วย เป็นภาพจากพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีใครเคยเอามาได้เลย แต่ผมใช้วิธีประสานงานเพื่อให้ได้เรื่องราวที่ครบถ้วน หรืออย่างภาพของท่านปรีดีไปเคารพศพโฮจิมินห์ เป็นภาพที่กำลังเดินผ่านกล้องเข้าไปในตึก ช็อตนี้ผมดึงภาพให้ช้าที่สุดเพื่อให้คนเห็นแล้วรู้เลยว่านี่คือปรีดี พนมยงค์ ขณะมีชีวิตอยู่" อิทธิรุจน์เล่า

ฟังอิทธิรุจน์เล่าเรื่องราวของสารคดีพอเป็นน้ำย่อย หากสนใจมากกว่านี้ อิทธิรุจน์บอกว่าสารคดีได้บรรจุลงในดีวีดี และนำออกจำหน่ายแล้ว สามารถหาซื้อได้ที่ร้านบูมเมอแรง ทุกสาขา โดยซีดีมี 2 แบบ ให้เลือกแบบแพคละ 970 บาท จำนวน 4 แผ่น ทั้งหมด 12 ตอน ตอนละ 50 นาที และดีวีดี 190 บาท ความยาว 90 นาที ชุดนี้เป็นการนำทั้ง 12 ตอนมาย่อเป็นตอนเดียว และหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมลองสอบถามไปที่ 08-9479-0007 และ 08-0252-3709

สารคดีชุด "โฮจิมินห์ มหาบุรุษแห่งเวียดนาม" นอกจากเรื่องราวที่อยู่ในประเทศไทยแล้ว ยังมีเนื้อหาที่ครอบคลุมชีวิตของโฮจิมินห์อย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่ ตอนที่ 1 ชื่อ "เส้นทางชีวิต" ตอนที่ 2 "โฮจิมินห์ผู้สมถะ" ตอนที่ 3 "เคลื่อนไหวในสยาม" ตอนที่ 4 "รวมคนที่อีสานเหนือ"

ตอนที่ 5 "กลับสู่มาตุภูมิ" ตอนที่ 6 "ประกาศอิสรภาพที่บาดิ่ง" ตอนที่ 7 "ยุทธการเดียน เบียน ฟู" ตอนที่ 8 "เวียดนาม 2 ส่วน เส้นขนานที่ 17" ตอนที่ 9 "เอกภาพที่ฝันใฝ่" ตอนที่ 10 "เวียดนามหนึ่งเดียว" ตอนที่ 11 "โฮจิมินห์ มหาบุรุษแห่งเวียดนาม" และ ตอนที่ 12 "เวียดนามวันนี้"

ดูจบได้ทั้งความรู้ด้านประวัติศาสตร์และความเพลิดเพลิน ที่สำคัญเนื้อหาในเรื่องมีแง่คิดดีๆ ที่คนไทยอาจนำมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ ณ ห้วงเวลานี้

ดูจบแล้วยังอาจเป็นการเตือนให้ใช้ "สติ" ท่ามกลางการแบ่งพรรคแบ่งพวกในสังคมไทยวันนี้


โดย ชมพูนุท นำภา
วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11498

มติชน


 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 36422785

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!