Home arrow บทความทั่วไป arrow 10หนังสุดยอดที่สุดของยอดผู้กำกับ" สปีลเบิร์ก "
Home    Contacts



10หนังสุดยอดที่สุดของยอดผู้กำกับ" สปีลเบิร์ก " PDF พิมพ์

ไม่ว่าเราจะรู้จักเขาในฐานะพ่อมดแห่งฮอลลีวูดหรือตำนานที่ยังมีลมหายใจแห่งโลกภาพยนตร์ ชายผู้นี้ก็ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นผู้ให้กำเนิด "หนังบล็อกบัสเตอร์" แห่งโลกภาพยนตร์ยุคใหม่ จากหนังสุดสยองที่สร้างความหวาดผวาแก่ผู้ชมทุกเจเนเรชั่นอย่าง Jaws ตำนานของเขา ยังรวมไปถึงการร่วมก่อตั้ง 2 ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง DreamWorks SKG และ Amblin Entertainment, การคว้ารางวัลออสการ์มาแล้ว 3 ครั้ง และมอบ อี.ที. ให้กับชาวโลก

เพื่อเฉลิมฉลองผลงานล่าสุดในรอบ 3 ปีของยอดผู้กำกับวัย 61 ปีผู้นี้ ทางเว็บไซต์ rottentomatoes.com แหล่งข้อมูลทางด้านงานวิจารณ์ชั้นนำของวงการได้จัด 10 อันดับหนังที่โดดเด่นที่สุดของเขา ในสายตาของนักวิจารณ์ชั้นนำของประเทศจาก Tomatometer อันเป็นผลรวมของเสียงวิจารณ์ในแง่บวก และลบของผลงานแต่ละชิ้นที่ผ่านมา (ไม่นับ Indiana Jones series)


10. The Color Purple 1985


หลังจากประสบความสำเร็จจากหนังลุ้นระทึก (Jaws, Raiders of the Lost Ark, กับ Indiana Jones and the Temple of Doom) และหนังไซไฟระดับครอบครัว (Close Encounters of the Third Kind กับ E.T.: The Extra-Terrestrial) สปีลเบิร์กก็หันมาจับงานสร้างผลงาน ที่มีเนื้อหาเข้มข้นเกี่ยวกับชีวิตอันแร้นแค้นในตอนใต้ของสาวแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งการจับงานดรามาครั้งแรกครั้งนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ว่า เป็นหนึ่งในหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของปีนั้น (รวมทั้งจากยอดนักวิจารณ์ โรเจอร์ อีเบิร์ต ด้วย) ได้เข้าชิงออสการ์มากที่สุดถึง 11 สาขา

เป็นผลงานที่แจ้งเกิดแก่นักแสดงหญิงแอฟริกัน-อเมริกันมากมายทั้ง วู๊ปปี โกลด์เบิร์ก ที่ได้ชิงดารานำหญิง และ โอปราห์ วินฟรีย์ ที่ได้ชิงสมทบหญิงร่วมกับ มาร์กาเร็ต เอเวอรี แต่ผลก็คือชวดทุกรางวัล และที่ฉาวที่สุดก็คือ 11 รางวัลที่ถูกเสนอชื่อไม่มีสาขาผู้กำกับ ทั้งๆ ที่เจ้าตัวสามารถคว้า DGA Award จากสมาคมผู้กำกับของอเมริกาเป็นครั้งแรกจากเรื่องนี้ (อีก 2 ครั้งได้จาก Schindler's List และ Saving Private Ryan)


9. Jurassic Park 1993


เป็นผลงานที่ยืนยันความเป็น "พ่อมด" แห่งฮอลลีวูดในตัวเขาได้อย่างชัดเจนที่สุด ในการร่วมมือกับนักเขียนบท ไมเคิล คริชตัน ที่ดัดแปลงจากงานเขียนอันโด่งดังของตัวเขาเอง ร่วมด้วยมือสเปเชียลเอฟเฟคอย่าง ฟิล ทิปเป็ท และ สแตน วินสตัน ที่ช่วยกันสร้างภาพ ที่เป็นเหมือนการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลกยุคใหม่ Jurassic Park ทำสถิติเป็นหนังที่ทำรายได้มากที่สุดในโลก ในยุคสมัยของมัน (914 ล้านเหรียญในปี 1993) จนต้องทำกันออกมาอีก 2 ภาค แต่ไม่มีภาคไหนเทียบความสำเร็จได้เท่าภาคเปิดตัวชิ้นนี้

8. The Sugarland Express 1974


ผลงานฉายโรงใหญ่ครั้งแรกของสปีลเบิร์ก ที่ออกมาในยุคที่หนังหลบๆ ซ่อนๆ จากมือกฏหมายออกมาอย่างดาษดื่นในช่วงยุค 70 แต่กระนั้นมันก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนซึ่งลายเซ็นของเขาที่แฟนๆ คุ้นเคยอย่างดีในผลงานยุคต่อๆ มา ทั้งพล็อตเรื่องที่ชาญฉลาด เสน่ห์ของดาราสาว โกลดี ฮอร์น ที่ฟอร์มสดในยุคนั้นได้ทำให้ผลงานที่สร้างจากเรื่องจริงชิ้นนี้โดดเด่นกว่าหนังโรดมูวี่ทั่วๆ ไป และเป็นงานชิ้นแรกๆ ที่สปีลเบิร์กได้ร่วมงานกับ จอห์น วิลเลียมส์ ยอดนักแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่ต่อมาจะกลายเป็นคู่บุญในการร่วมงานอีกหลายๆ ชิ้น


7. Minority Report 2002


ผลงานการร่วมงานครั้งแรกกับซูเปอร์สตาร์ ทอม ครูส เรื่องนี้ เล่าถึงปี 2054 ในอนาคตที่จะไม่มีการทำผิดกฎหมาย เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดอารมณ์ แบบนิยายวิทยาศาสตร์บนหลักการของจริยธรรมของมนุษย์ได้น่าสนใจ พร้อมกับฉากแอ็คชั่นที่น่าตื่นตาและเทคนิกทางภาพที่สะท้อนโลกอนาคตอย่างโดดเด่น


6. Saving Private Ryan 1998


หลังจากผ่านงานบรรยายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการค้าทาสจาก Schindler's List และ Amistad มาแล้ว สปีลเบิร์กก็กลับมาด้วย หนึ่งในหนังสงครามยุคใหม่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ หนังมาด้วยการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ที่ให้ตัวละครที่ธรรมดา ไปตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากเปิดตัวการยึดหาดนอร์มังดีที่ได้รับการยกย่องให้เป็นฉากสงครามที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่มีการถ่ายทำกันมา จนตัวหนังได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ถึง 11 สาขาในปีนั้น และส่งให้เขาได้รับออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมในครั้งที่ 2 ไปครอง (แต่พลาดสาขาภาพยนตร์อย่างพลิกโผอีกครั้ง) และยังเป็นการรวมยอดฝีมือทางการแสดงฝ่ายชายเอาไว้อย่างคับคั่ง (ทอม แฮงค์ส, แม็ต เดมอน, วิน ดีเซล, เอ็ดเวิร์ด เบิร์น, ทอม ไซซ์มอร์, โจวานนี ไรบีซี, อดัม โกลด์เบิร์ก, แบร์รี เป็ปเปอร์ และเจเรมี เดวีส์)



5. Close Encounters of the Third Kind 1977


เสียงโน้ต 5 ตัวที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับยานแม่ของมนุษย์ต่างดาวกลายเป็นสิ่งที่แฟนหนังจำได้ติดหู เช่นเดียวกับตัวหนังที่กลายเป็นภาพติดตาของแฟนๆ มาจนวันนี้ ในผลงานที่สปีลเบิร์กลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเอง เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจของมนุษย์ต่อสิ่งแปลกปลอมจากต่างดาว ผ่านสเปเชียลเอฟเฟคยุคแรกเริ่ม ที่ตัวเอเลี่ยนยังดูไม่ต่างจากเนื้องอก (แต่ก็มีคนเลียนแบบกันไปทั่ว) แม้ปีนั้นเขาจะถูกคู่หู จอร์จ ลูคัส บดบังซะมิดจาก Star Wars และผลงานเรื่องนี้ก็เป็นพื้นฐานในการปูทางไปสู่การสร้าง E.T. ที่จะแซงรายได้ของ Star Wars ในไม่กี่ปีต่อมา


4. Catch Me If You Can 2002


การลองของทำหนังเน้นการดำเนินเรื่องจากตัวละครที่ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของ แฟรงค์ อบาเนล ผู้ที่ปลอมตัวเป็นนักขับเครื่องบิน, หมอ, ทนาย และลอยนวลด้วยการขโมยแบงค์ปลอมนับล้าน ทั้งๆ ที่ยังไม่พ้นวัยมัธยมด้วยซ้ำ เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า เขายอดเยี่ยมในการทำหนังที่นักวิจารณ์ชื่นชอบและประสบความสำเร็จทางรายได้มากมายแค่ไหน นอกจากจะส่งให้ คริสโตเฟอร์ วอลเคน ในบทคุณพ่อจอมเสี้ยมได้ชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับ จอห์น วิลเลียมส์ ในสาขาดนตรีประกอบ ผลงานชิ้นนี้ยังเป็นหนึ่งในการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของของดาราหนุ่ม ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ อีกด้วย


3. Schindler's List 1993


หลังจากทั้ง ซิดนีย์ พอลแล็ค และ มาร์ติน สกอร์เซซี หันหลังให้กับหนังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของนาซีครั้งนี้ สปีลเบิร์กจึงตัดสินใจสร้างมัน ด้วยตัวเองในปีเดียวกับที่เขาสร้างหนังไดโนเสาร์สุดดัง โดยเปลี่ยนแปลงสไตล์การถ่ายทำจากภาพที่หวือหวามาเป็นภาพยนตร์ขาวดำที่เคร่งขรึม ฝีมือการกำกับภาพของ ยานูซ คามินสกี เพื่อให้ฉีกจากหนังฮอลลีวูดอื่นๆ ที่เคยทำๆ กัน เกิดเป็นผลงานภาพยนตร์ที่สะเทือนใจที่สุดที่เขาเคยสร้างมา Schindler's List กวาดรางวัลมามากมายทั้งออสการ์, ลูกโลกทองคำ และบาฟต้า ฯลฯ และทำรายได้มากถึง 321 ล้านเหรียญ ที่เขามอบผลกำไรทั้งหมดของเขาแก่การกุศล


2. E.T.: The Extra-Terrestrial 1982


ภาพยนตร์ที่บัญญัติคำว่า "เวทมนตร์" แห่งโลกมายา ที่ปลุกความเยาว์วัยในตัวของแฟนหนังทุกคน ในเรื่องราวของเด็กหนุ่มน้อย อีเลียต ที่ค้นพบเอเลียนกำพร้าที่หลังบ้านของเขาเอง E.T. เป็นผลงานที่ถ่ายทอดในมุมมองของเด็ก ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งจากผู้ชมที่เป็นเด็ก และแฟนหนังผู้ใหญ่ที่มีจินตนาการอยู่ในหัวใจ จนทำให้มันประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ และอีทีเองก็ยังคงเป็นหนึ่งในตัวละคร อันเป็นที่รักมากที่สุดของโลกภาพยนตร์ทุกวันนี้


และ1. Jaws 1975


ทำไมหนังปลาฉลามเรื่องนี้ถึงยิ่งใหญ่ ลองจินตนาการดูว่าในยุคที่หนัง blockbuster ยังไม่มีตัวตนในฮอลลีวูด สมัยก่อนผู้สร้างหนัง เลือกที่จะฉายหนังเพียงไม่กี่โรงในเมืองใหญ่ก่อนที่จะขยายโรงฉายตามความนิยมของหนัง จนกระทั้งสปีลเบิร์กที่มาพร้อมกับแนวคิด "wide release" ในการออกฉาย Jaws พร้อมกันทั่วประเทศ จนหนังที่เปิดฉากได้อย่างสุดสยองเรื่องนี้ได้สร้างกระแสจนกลายเป็นหนังอเมริกันเรื่องแรก ที่ทำเงินผ่านหลัก 100 ล้านเหรียญในสหรัฐฯได้สำเร็จ Jaws เป็นการจารึกชื่อของสปีลเบิร์กในวงการภาพยนตร์เป็นครั้งแรก และเป็นฤกษ์ดีสำหรับเส้นทางอาชีพอันยอดเยี่ยมที่จะตามมาในอนาคต

ที่มาโดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤษภาคม 2551

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 36068680
ขณะนี้มี 2 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!