Home arrow บุุคคลที่มีชื่อเสียง arrow โลกและชีวิต ระวี ภาวิไล
Home    Contacts



โลกและชีวิต ระวี ภาวิไล PDF พิมพ์
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ 2549
พรชัย จันทโสก :
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
โดย:
กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย วรรณกรรม


ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับ ศ.ดร.ระวี ภาวิไล ที่ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2549 ในฐานะนักวิชาการผู้บุกเบิกการศึกษาด้านดาราศาสตร์ ขณะเดียวกันยังทุ่มเทศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนามาอย่างยาวนาน และมีผลงานเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

ศ.ดร.ระวี ภาวิไล เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2468 สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโทสาขาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแอเดอเลด และปริญญาเอกทางดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ด้านการทำงาน เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุ 19 ปี สอนหนังสืออยู่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2488 จนกระทั่งเกษียณอายุในปี 2529

ผลงานทางดาราศาสตร์เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ มีผลงานค้นคว้าวิจัยสำคัญๆ มากมาย อย่างกรณีเกิดปรากฏการณ์บนฟากฟ้า เช่น การปรากฏของดาวหาง สุริยุปราคา จันทรุปราคา หรือเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ

เขามีผลงานเขียนและแปลหลายเล่มทั้งด้านดาราศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา ได้แก่ คุณค่าชีวิต, ชีวิตดีงาม, ดาวหาง, ดาราศาสตร์และอวกาศ, ทรายกับฟองคลื่น, ปรัชญาชีวิต (คาลิล ยิบราน), ปรัชญานิพนธ์, สาธนา, ปีกหัก, พระพุทธศาสนาในประเทศไทย, ยิ้มสู้ชีวิต, รู้สึกนึกคิด, ศาสนากับปรัชญา (ความสงัด), สาธนา : ปรัชญานิพนธ์ (รพินทรนาถ ฐากูร), สุริยุปราคา 24 ตุลาคม 2538 และหัวใจของศาสนาพุทธ

โดยเฉพาะผลงานแปลที่ได้รับการกล่าวขานถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ ปรัชญาชีวิต เขียนโดย คาลิล ยิบราน ที่สร้างกระแสให้คนหันมาสนใจเรื่องปรัชญาและมุมมองเรื่องความรัก

ในวัย 81 ปีของ ศ.ดร.ระวี ภาวิไล ยังคงสอนธรรมะและเป็นผู้อำนวยการธรรมสถานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เขาเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 และปัจจุบันยังคงเป็นผู้อำนวยการเรื่อยมา

0ทุกวันนี้นอกจากสอนธรรมะแล้วยังทำอะไรอีกบ้าง?

ผมยังค้นหา อ่าน และศึกษาความรู้ต่างๆ ยังสนใจเรื่องของทั้งศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ มาทุกยุคทุกสมัย เพราะว่ายังมีเรื่องที่น่าจะต้องทำ ต้องศึกษาอีกมาก ผมเห็นว่าทั้งหมดเป็นการหาความรู้เรื่องโลกเรื่องชีวิตของเรา ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลและคิดว่าถ้าได้พอเหมาะถึงขั้นเขียนได้ ก็จะเขียน ทั้งเรื่องเกี่ยวกับโลก เรื่องเกี่ยวกับชีวิต ที่สำคัญคือการนำเอาทั้งศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ มาประสานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้ หรือทำได้สักขั้นหนึ่งที่พอจะเป็นประโยชน์ก็จะเขียน แต่ว่าถ้าจะทำให้สรุปสมบูรณ์เต็มที่นั้น คงไม่ง่ายนัก

0รู้สึกอย่างไรที่ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์?

ต้องมีความยินดีที่ได้รับเกียรติ และทำให้ผมเริ่มทบทวนว่าทำอะไรมาบ้าง ความทรงจำทำให้ผมนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก และประสบการณ์หลากหลาย รวมทั้งที่สำคัญคือความปรารถนาค่อนข้างแรงที่จะเข้าใจ 'โลกและชีวิต' ผมถือว่าโลกเป็นชีวิต ไม่มีการแบ่งแยก แต่เป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นผมจึงแสวงหาความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองในทุกเรื่องที่สนใจ เท่าที่สติปัญญาและเวลาจะเอื้ออำนวย

ในประวัติศาสตร์ของการแสวงหาและการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจของมนุษย์นั้น ได้มีการจำแนกเป็นศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ที่แจกแจงออกมากมาย แต่ผมเห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์ความรู้ความเข้าใจของทุกสาขาทุกแขนง ทุกชีวิต และโลกไม่มีการแบ่งแยก แต่ความเข้าใจอันนี้เมื่อผมเขียนบทความแสดงข้อคิดหรือความเห็นในวงการต่างๆ ผมวางใจเป็นกลาง เพ่งความคิดลงในประเด็นที่ผมต้องการ เช่น ถ้อยคำในภาษาง่ายๆ สื่อความหมาย

ฉะนั้นการแสวงหาของผมเป็นทั้งการอ่าน คิด ปฏิบัติทางจิต ทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ผมพยายามเข้าถึงความเป็นจริงของชีวิต ผมนำสิ่งที่รู้แสดงออกเพื่อประโยชน์ของเพื่อนร่วมโลกเท่าที่สามารถจะทำได้ และจะทำทุกอย่างที่กล่าวถึงต่อไปอีก

0เรื่องโลกและชีวิตยังคงเป็นประเด็นค้นหาไม่สิ้นสุด?

นี่คือความเป็นมนุษย์ที่ได้มีชีวิตอยู่ในโลก ถ้าไม่มีโลก..ชีวิตจะเกิดได้ไหม ถ้าไม่มีชีวิต..จิตใจจะรู้ว่ามีโลกไหม ทั้งสองอย่างนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องมีทั้งสองอย่างทั้งชีวิตซึ่งมีจิตใจด้วย จึงจะรับรู้ว่ามีโลกได้ ในทางกลับกันเพราะมีโลกจึงมีชีวิตเกิดขึ้นและมีจิตใจเกิดขึ้น ทั้งสองอย่างคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อมีชีวิตมีจิตใจก็มีความคิด และความคิดของมนุษย์ก็หลากหลาย เพราะมนุษย์แต่ละคนเกิดในสภาพแวดล้อมต่างกัน เติบโตขึ้นมาแตกต่างกัน มีความคิดที่แตกต่างกัน แต่ความคิดก็หนีไม่พ้นเรื่องว่า..เราเกิดมาทำไม เพื่ออะไร ที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นมารับรู้ และวันหนึ่งก็ตาย ตายแล้วไปไหน มันมีความหมายอะไร นี่คือความรู้สึกส่วนตัวที่ว่าต้องการจะรู้ ต้องการจะหาคำตอบต่อปัญหานี้

0ต้องศึกษาและปฏิบัติด้วยตัวเอง?

สิ่งเหล่านี้ตั้งแต่อดีตก็จะมีคนบอก แต่เราไม่ใช่เพียงแต่จะรู้จากที่ผู้อื่นบอกว่าเป็นอย่างไร เราต้องหาด้วยตัวของเราเอง ต้องหาความเข้าใจด้วยตัวเอง ต้องหาความรู้เรื่องนี้ทั้งหมดด้วยตัวของเราเอง ผมทำอย่างนี้ตลอดมาตั้งแต่เป็นเด็ก คนอื่นผมไม่รู้ อย่างเวลาเข้าเรียนหนังสือ บางคนอาจจะเรียนเพื่อให้รวยและเพื่อไปทำอาชีพอะไรให้มันรวย แต่ผมสนใจที่จะหาความรู้มากกว่า ฉะนั้นเวลาเลือกเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนรุ่นเดียวกับผมเขาก็จะเลือกเป็นหมอหรือเป็นวิศวะ เพราะว่าเป็นอาชีพที่ทำรายได้ แต่ผมไม่สนใจ ผมไปเลือกวิทยาศาสตร์ เพราะยุคนั้นยังไม่มีวิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยสงฆ์ยังไม่มี และผมนึกว่ายังไม่จำเป็นจะต้องบวช ไม่รู้สึกว่าการแสวงหาเรื่องนี้จำเป็นจะต้องไปบวช

0เรียกว่ายุคนั้นวิชาปรัชญาและศาสนายังไม่มีเลย?

ผมเข้ามหาวิทยาลัยปี 2483 ยุคนั้นสาขาวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยยังไม่มีเลย เทียบกับตะวันตกวิชานี้เขามีมานานแล้ว มีผู้บุกเบิกพยายามจะให้มีวิชาปรัชญาเกิดขึ้น แต่กว่าจะมีก็นาน ผมไม่ได้ไปบุกเบิกเพราะผมเรียนวิทยาศาสตร์ ในวิชาวิทยาศาสตร์ผมก็รู้เรื่องโลกและชีวิตได้

0ถึงที่สุด'วิทยาศาสตร์-ปรัชญา-ศาสนา'เข้ามาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?

วิทยาศาสตร์ในอดีตจะเน้นสารวัตถุของโลกที่เรียกว่า 'Mater' หรือ 'Material' เป็นโลกของสารวัตถุ เคยเน้นมาอย่างนั้นตลอดเวลา ข้อควรคิดคือว่าวิทยาศาสตร์เริ่มขึ้นในประเทศตะวันตก เพราะฉะนั้นศัพท์วิทยาศาสตร์ก็เป็นศัพท์ตะวันตกทั้งนั้น เพราะปัญหาของคนตะวันตกตลอดมาเขาต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศซึ่งเป็นเรื่องของวัตถุ เมื่อเขาต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เขาต้องเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจ พูดง่ายๆ ว่าอะไรเป็นศัตรู ก็ต้องเรียนรู้เพื่อให้รู้จักศัตรู

ฉะนั้นการค้นคว้าศึกษาของตะวันตกก็คือการศึกษาค้นคว้าเรื่องวัตถุ อันนี้เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ในอดีต เขาเน้นความรู้ความเข้าใจเรื่องของวัตถุ เพราะฉะนั้นจะถือได้ว่าวิทยาศาสตร์เน้นที่จะรู้และเข้าใจวัตถุ แต่ว่าสติปัญญาของนักวิทยาศาสตร์เมื่อพัฒนามาก็พยายามแสวงหาความรู้ไปถึงขั้นที่ว่าวัตถุทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง อันนี้ก็หมายความว่าเขาศึกษากว้างออกไปไม่ใช่เป็นแค่ระดับโลกของเราแล้ว แต่ขยายตัวออกไปถึงนอกโลก ออกไปสู่จักรวาล ปัญหาเลยเกิดขึ้นว่าจักรวาลเกิดขึ้นมาได้ยังไง

0ด้วยวิธีการของวิทยาศาสตร์?

วิธีการของวิทยาศาสตร์ คือ การวิเคราะห์ สังเกตการณ์ และใช้อุปกรณ์สังเกตการณ์ โดยหาความรู้เอามาวิเคราะห์และคาดคะเนว่าธรรมชาติทางวัตถุมีกฎเกณฑ์อย่างไร ขยายไปเรื่อยๆ ความรู้ความเข้าใจขยายออกไป นี่คือเรื่องที่ว่าทำไมวิทยาศาสตร์เน้นทางวัตถุ หรือ 'สสารนิยม' (Materialism) หรือ Mater นั่นเอง ทั้งเรื่องพลังงานหรือเรื่องอะไรก็มาจากสสารนี่แหละ แต่ที่สำคัญคือผมต้องการจะเน้นการรู้กว้างลึกไปถึงขั้นที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาอย่างไร

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในปัจจุบัน เขาพยายามหาคำตอบจากทฤษฎีที่เรียกว่า 'Big Bang' ว่าทุกอย่างเกิดจากเม็ดเล็กนิดเดียวที่ร้อนจัดอัดแน่นจนระเบิดขึ้นและก่อนหน้านั้นไม่มีอะไรเลย ความรู้ปัจจุบันรู้ไปถึงว่าหลังจากเม็ดนั้นระเบิดแล้วมันขยายตัวออกมาและกลายเป็นทุกอย่างที่เห็นเป็นสิ่งเหล่านี้ มาในปัจจุบันนี้ปัญหาเกิดขึ้นมาว่านอกจากวัตถุมันมีอะไรที่รับรู้วัตถุหรือเปล่า ผมเคยถามมาก่อน ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจิต จะมีอะไรรู้ว่าเป็นวัตถุไหม

0มองว่าจิตกับวัตถุจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก?

คุณบอกว่ามีวัตถุ อะไรรู้ว่ามีวัตถุ ตัวรู้มันเป็นอย่างไร มันอยู่ที่ไหน มันมีมาตั้งแต่เมื่อไร ตรงนี้เป็นเรื่องของปรัชญา และต้นกำเนิดทั้งวัตถุและจิตมาอย่างไร ฉะนั้นจึงมีศาสนาเสนอเข้ามาว่าทุกอย่างเกิดมายังไง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือจิต ฉะนั้นในศาสนากล่าวว่ามันมีการสร้างทุกอย่างขึ้น มีศาสนาที่เชื่อการสร้างของเทพเจ้า ที่เรียกว่า 'พระเจ้าสร้างโลก' ทั้งหมดอาจเป็นเรื่องที่คนคิดขึ้นก็ได้

แต่ว่าตัวความคิดไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นจิต ฉะนั้นเรื่องจิตก็ต้องเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาหาความรู้ นี่คือที่มาของศาสนา และเป็นที่มาของพุทธศาสนาด้วย เป็นที่มาของปรัชญาด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ ที่แท้ก็พูดเรื่องเดียวกันว่าเรามามีชีวิต มีทั้งจิตใจ มีทั้งร่างกายที่ศึกษาได้ด้วยวิทยาศาสตร์ แต่จิตในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้มีการศึกษามากพอ

0แต่ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์มีการศึกษาเรื่องจิตมากขึ้น?

ถ้ามาระยะหลังวิทยาศาสตร์เริ่มสนใจพิจารณาเรื่องจิตมากขึ้น แต่นักวิทยาศาสตร์บางพวกก็ยังไปอาศัยวัตถุ โดยไปคิดว่าสมองเป็นแหล่งของความคิดหรือจิต ปัญหามีอยู่ว่าสมองเป็นที่อยู่ของจิตหรือสมองเป็นจิต ผมสนใจเรื่องพรรค์นี้ ปัญหาที่ยังไม่มีใครขบแตก ผมสนใจว่าผู้คนคิดยังไงด้วย ไม่สนใจเพียงแต่ว่าใครเสนอแนวคิดยังไง นักปรัชญา นักศาสนา นักวิทยาศาสตร์ เคยเสนอไว้มากมาย แต่ที่สำคัญที่ผมรู้สึกคือเราต้องรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ฟังที่เขาว่ามา เราต้องหาหนทางที่จะรู้ของเราเอง

0การศึกษาวิทยาศาสตร์จะมีขั้นตอน..แต่ถ้าเป็นด้านปรัชญาและศาสนา ต้องมีขั้นตอนและวิธีการด้วยหรือเปล่า?

ต้องมีขั้นตอน ถ้าจะศึกษาว่าใครเสนออย่างไรในทางศาสนา ศาสนาคริสต์เสนออย่างไร ศาสนาพุทธเสนออย่างไร และยังมีว่าคริสต์นิกายไหนอีก พุทธนิยายไหน พุทธเถรวาทหรือพุทธมหายาน หรือพุทธวัชรยานของทิเบตคิดยังไง ควรจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ เมื่อเรียนรู้แล้วไม่ควรจะยอมเชื่อ ทดสอบดูว่าแนวคิดอันนี้สำหรับเราเข้าใจไหม เราตามได้ไหม เขาแนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อจะบรรลุความเข้าใจ เราทำแล้วได้แค่ไหน อย่างนี้เราก็ใช้เวลาศึกษาเรื่อยมา สิ่งที่เขียนไว้คิดว่าเรารู้กันสักแค่ไหน และถ่ายทอดออกมา

ผลงานของผมคือการถ่ายทอดความรู้ตามรูปแบบที่ผมเห็นว่าเหมาะ เขียนออกมาเป็นบทความ บทกวี หรืออะไรต่ออะไรบ้าง ในบางกรณีผมก็ไปแปลของเขามา หรือว่าคนนี้เขาคิดยังไง คนนั้นเขาคิดยังไง บางทีเสนอไปแล้วคนเขาก็ชอบ อย่าง 'คาลิล ยิบราน' คนชอบกันเยอะ

0'ระวี ภาวิไล'เหมือนเป็นสัญลักษณ์ปรัชญาของ'คาลิล ยิบราน'?

จะว่าไปคนที่พยายามหาผู้ที่บรรลุปัญญายิ่ง เราเรียกว่า 'พระพุทธเจ้า' ส่วนผู้ที่แสวงหาสำหรับผมก็คือ 'พระโพธิสัตว์' หมายถึงผู้ที่ยังแสวงหาอยู่ ยังไม่เจอ แต่ว่าเจอบางอย่างแล้ว เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์ ผมคิดว่าคนเหล่านี้ตั้งมากมายเป็นโพธิสัตว์ทั้งนั้น ผมแปลปรัชญาของยิบรานสมัยนั้นคนพูดถึงมาก ที่จริงกว่าคนจะเริ่มสนใจ ผมแปลมาตั้งนานแล้ว และพิมพ์แล้วก็ขายไม่ออกช่วงระยะหนึ่ง เล่มแรกที่แปลแล้วพิมพ์ปี 2504 นั้นขายไม่ออก กว่าจะขายได้ประมาณปี 2513 ในช่วงไม่กี่ปีคนก็เริ่มมีรสนิยม มีพัฒนาการ มีความเข้าใจอะไรขึ้นมา

ถ้าไปทบทวนเปิดดู 'ปรัชญาชีวิต' ผมไม่ใช้คำอย่างเดิม คำอย่างเดิมเขาใช้คำว่า 'The Prophet' แปลว่า 'ศาสดาพยากรณ์' คนเขียนเขาเป็นศิลปินเขียนขึ้นมาโดยที่อายุยังไม่มาก โดยเฉพาะปรัชญาเกี่ยวกับความรัก คนชอบกันมาก

0ทุกวันนี้ยังมองความรักเหมือนเดิมอยู่ไหม?

เรื่องความรักที่จริงมันก็เปลี่ยน ความรักมันมีหลายระดับ ความรักระหว่างเพศ ความรักที่เป็นเมตตากรุณามันก็แตกต่างกัน ความรักมีหลายอย่าง เราต้องจำแนก แต่ความรักโดยทั้งหมดแล้วก็คือความไม่เห็นแก่ตัว ควรจะเป็นอย่างนั้น ความรักในแง่ของความรักหมายความถึงว่าเป็นผู้ให้ ไม่ใช่จะเอา ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ถูกครอบครองด้วย ทั้งสองฝ่ายต้องเป็นอิสระ ถ้าเห็นแก่ตัวไม่ใช่ความรักแล้ว มันรักตัวเองมากกว่า

0เวลาเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับดาราศาสตร์ มักมีสื่อโทรมาขอคำอธิบายทุกครั้ง?

นั่นล่ะ..ทำให้ผมต้องศึกษา แม้เดี๋ยวนี้ผมเองไม่ได้ดูหรอก พวกอุปกรณ์อะไรต่ออะไรก็เลิกใช้แล้ว แต่เนื่องจากเวลามีข่าวผมก็ถูกโทรถาม ผมก็ต้องพยายามศึกษาผลงานที่เขาเผยแผ่จากต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ ถ้าถูกถามก็จะได้ตอบได้ แต่ว่าอีกอย่างหนึ่งคือหลักการต่างๆ ทางดาราศาสตร์ เป็นหลักการที่เป็นพื้นฐานใช้วิเคราะห์ได้ทั้งนั้น ปรากฏการณ์ต่างๆ ก็อาศัยความรู้พื้นฐานที่ได้ศึกษามา ไม่ใช่เรื่องที่นอกเหนือจากเรื่องซ้ำๆ ว่าจะมีสุริยุปราคาเมื่อไร จะมีจันทรุปราคาเมื่อไร มันก็มีอยู่เรื่อยๆ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องอะไรที่ไม่คาดฝันจะบอกได้ไง มันอาจเกิดได้

กรณีที่หาคำตอบยากไม่ค่อยจะมี ถึงแม้มีผมก็ยังไม่เลิกที่จะอ่านหนังสือที่เขาเขียนอธิบายไว้ ฉะนั้นเวลาผมก็หมดไปกับการหาความรู้นั่นแหละ ไม่เป็นความรู้ทางดาราศาสตร์ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก็เป็นความรู้ทางปรัชญาหรือความรู้ทางศาสนา ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ

0ตอนนี้สนใจความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เรื่องอะไร?

ผมอ่านวารสารทางวิทยาศาสตร์และรู้ว่าในปัจจุบันนี้ ความรู้ขยายตัวกว้างขวางมากมายเหลือเกิน และที่น่าสนใจก็คือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ หลายอย่างไปสอดคล้องกับความรู้ทางศาสนา-ปรัชญาด้วย อย่างที่กล่าวถึงรากฐานความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ที่วิทยาศาสตร์เรียกว่า 'ควอนตัม ฟิสิกส์' ซึ่งกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่วิทยาศาสตร์ดั้งเดิมอธิบายไม่ได้

ผมจะยกหลักการอันหนึ่งในแง่ของ 'ควอนตัม ฟิสิกส์' อันที่จริงเราเรียนรู้โลกของสิ่งที่เล็กจิ๋วจนตามองเห็นไม่ได้ มันเป็นเรื่องของส่วนที่เล็กมากของธรรมชาติฝ่ายวัตถุ แต่ในธรรมชาติฝ่ายวัตถุนั้น ผู้ที่พยายามศึกษามันแยกตัวไม่ได้จากของที่ศึกษา คุณไม่สามารถจะดูอะไรโดยที่ไม่ทำให้มันเปลี่ยน เพราะการที่จะดูมันก็ต้องมีแสงไปตกกระทบและสะท้อนเข้าตา แสงที่สะท้อนกลับมาไม่ได้เห็นตอนที่มันอยู่ในสภาพเดิม มันเปลี่ยนไปแล้ว ฉะนั้นผู้ดูกับสิ่งที่ถูกดูมันมีความสัมพันธ์กัน นั่นหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้สัมพันธ์กันหมด สภาวะทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด

0ความวิตกเกี่ยวกับ'ภาวะโลกร้อน'(Global Warming)ที่คาดการณ์ว่าสภาพอากาศโลกจะเปลี่ยนไป?

นั่นเป็นการคาดคะเนของวิทยาศาสตร์ที่เอาหลักวิชามาพยากรณ์อนาคต การพยากรณ์อาจจะเกิดก็ได้ อาจจะไม่เกิดก็ได้ หรืออย่างน้อยอนาคตจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน แต่วิทยาศาสตร์อาจจะนำเอาข้อมูลที่จะทำให้มันเปลี่ยนแปลงเข้ามาไม่มากพอ เรายังเรียนอะไรไม่รู้อีกเยอะแยะ คุณจะสังเกตว่าข่าวการกล่าวถึงน้ำแข็งละลายมันเปลี่ยนไปทุกปี บางทีมันมากขึ้น บางทีมันน้อยลง

แสดงว่ามนุษย์ยังมีความรู้ไม่ชัดเจน ความรู้ความเข้าใจยังเปลี่ยนอยู่เรื่อยในเรื่องต่างๆ มากมาย ความรู้ของเราไม่ใช่ความรู้ถึงขั้นที่สุด ต้องหาไปเรื่อยๆ ทำต่อไปเรื่อยๆ เขามีการกล่าวกันว่าศาสดาอย่าง 'พระพุทธเจ้า' เท่านั้นที่รู้สิ่งแท้ไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่ท่านรู้ไม่มีวันเปลี่ยนคือเป็น 'อกาลิโก' หมายถึงไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา

ฉะนั้นแต่ละคนควรจะแสวงหาสิ่งที่เป็นอกาลิโก 0
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 36394671

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!