Home arrow บทความฟิสิกส์ arrow มลพิษของเสียง (Noise Pollution)
Home    Contacts



มลพิษของเสียง (Noise Pollution) PDF พิมพ์

ถ้าจะพูดถึงเสียงในทางลบ มักจะใช้คำว่า noise 
ถ้าจะพูดถึงเสียงในทางที่ดีมักใช้คำว่า    sound

 นิยามและความหมาย

มลพิษของเสียง หมายถึง ภาวะแวดล้อมที่มีเสียงที่ไม่พึงปรารถนา  รบกวนโสตประสาท จนอาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงดังๆเสมอไป เสียงค่อยๆที่เราไม่ต้องการก็เป็นมลพิษทางเสียงได้ เช่น เสียงบ่น..(เกิดเป็นหญิงอย่าขี้บ่นให้มากเพราะจะเป็นการทำลายเสน่ห์ของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว อิอิ) หรือเสียงคนมาทวงหนี้  เป็นต้น

ปกติแล้วเสียงที่ไม่พึงปรารถนานั้น  เรามักมองในแง่ของการเกินขนาดขีดจำกัด  และเวลา ที่นานพอที่จะให้ก่อเกิดปัญหาต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์  บางครั้งเสียงนั้นอาจไม่นานพอที่จะสร้างมลพิษได้ ส่วนขนาดของเสียงอาจสามารถสร้างให้เกิดปัญหากับคนๆหนึ่ง  แต่กับอีกคนๆหนึ่งอาจไม่ก่อให้เกิดปัญหาก็ได้  ขึ้นอยู่กับ  เพศ  อายุ รูปร่าง สภาพจิตใจในตอนนั้น  ฯลฯ

เช่นบางคนก็ชอบที่จะมีคนคอยด่าว่า ^_^

 ศัพท์น่ารู้

 Noise  หมายถึงเสียงที่ไม่ปรารถนา  และเกินขีดความสามารถในการที่จะรับได้ ซึ่งมีที่มาหลายๆแหล่ง เช่น จากธรรมชาติ  สิ่งก่อสร้าง เครื่องจักร ฯลฯ..หรือเสียงน้ำหยดติ๋งๆในยามค่ำคืนก็รบกวนโสตประสาทได้  เสียงหมาโก่งคอขันเยือกเย็นในยามค่ำคืนที่เราบังเอิญอยู่คนเดียวที่มีงานศพใกล้บ้าน เป็นต้น...เสียงซ่าๆที่ปนมากับเสียงเพลงจากเนื้อเทป เป็นต้น

 Sound  หมายถึงเสียงที่มีความไพเราะ ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต  เช่น กระซิบคำว่ารักอย่างแผ่วเบาภายใต้บรรยากาศที่โรแมนติกในยามคำคืน (แต่ถ้ากระซิบผิดคนก็เป็นเรื่อง เช่น ไปกระซิบกับน้องเมียงี้...อาจถึงตายหรือพิการได้)  เสียงดนตรี(ที่ชอบ..บอกเน้นว่าที่ชอบด้วยเพราะบางคนชอบฟังดนตรีต่างกัน)   เป็นต้น

 พิทซ์ (Pitch) หมายถึงความถี่ของเสียง(Frequency of sound) วัดเป็น cycle per second  หรือคิดเป็นหน่วยที่เรียกว่า  Hertz(Hz) ซึ่งหมายถึงจำนวนรอบ/วินาทีของคลื่นเสียง ปกติหูคนเราจะรับเสียงได้ในช่วงความถี่ประมาณ 20 - 20,000 Hz   ค่าที่น้อยหมายถึงเสียงที่มีความถี่ต่ำ ค่าที่มากๆจะมีความถี่ของเสียงสูงหรือที่เรียกว่าเสียงแหลม

 Intensity (ความหนักเบาของเสียง)   หมายถึงความดังของเสียง (pressure of sound)  ที่มีหน่วยวัดเป็น bel ซึ่งเป็นหน่วยใหญ่เกินไป จึงนิยมใช้หน่วยเดซิเบล (Decibel , dB)หูคนเราสามารถรับเสียงดังตั้งแต่ 0 - 120 dB
(0 dB หมายถึงเสียงเบาที่สุดที่จะได้ยิน ไม่ใช่แปลว่าไม่มีเสียง) 

  แหล่งกำเนิดเสียงเป็นพิษ

     ในธรรมชาติปกติก็มีเสียงอยู่แล้วเช่น สายลม แมกไม้ นกร้อง ฯลฯ  ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาบ้างแต่คงไม่มากมายนัก   ส่วนเสียงเป็นพิษที่เกิดจากฝีมือมนุษย์พอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้

   เสียงจราจรทางบก เช่น รถไฟ รถบรรทุก  รถยนต์ วัดได้ค่าระหว่าง 65 - 95 dB (ในกรุงเทพฯ)

   เสียงจากการจราจรทางอากาศ เช่นเสียงเครื่องบินขึ้นลงที่ดอนเมืองวัดได้ระหว่าง 70 - 95 dB

   เสียงการจราจรทางน้ำ  เช่น  เรือหางยาว เรือยนต์ วัดได้ระดับ 80 -110 dB (มากกว่าเครื่องบินเสียอีก)

   เสียงยายเม้าปากปลาร้า  ไม่มีใครกล้าวัดเพราะถูกแกด่ากระเจิงไปเสียก่อน ^_^

   เสียงจากแหล่งชุมชน  เมือง ตลาด ย่านการค้า วัดได้ค่าระหว่าง 60 - 70  dB

   เสียงภายในโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย วัดได้ระหว่าง 60 -120 dB

   เสียงจากเครื่องจักรทางเกษตรกรรม การก่อสร้าง   60 - 120 dB

   เสียงจากอู่ซ่อมรถและเครื่องกล 98 - 110  dB

   เสียงจากแหล่งบันเทิง  10 - 120 dB   ขึ้นอยู่กับว่าบันเทิงแบบไหน ถ้าในเท็คก็มากหน่อย ถ้าในนวดแผนโบราณก็น้อยหน่อย...(ไม่เค้ยไม่เคยเข้าไปจริงๆ อิอิ) ส่วนนวดแผนอนาคตยังไม่เคยเห็น ที่จริงน่าจะมีนะ ^_^ เพราะนวดแผนโบราณมีมากแล้ว

   ระดับเสียงปกติ

     ปกติแล้วคนจะรับฟังเสียงดังได้ไม่เกิน 120 - 135  dB สำหรับเมืองไทยกำหนดมาตรฐานเสียงไว้ไม่เกิน  90 dB  แต่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 85 dB  ในเวลา 1 ชั่วโมง  อย่างไรก็ดีปัจจัยที่ทำให้เสียงเป็นพิษนั้นมีปัจจัยที่ควบคุมดังนี้

      1.    ระยะเวลาที่ได้ยิน
      2.    ความถี่ของเสียง
      3.    ความดังของเสียง
      4.    ความทนทานของแต่ละบุคคล
      5.    ความไวของหูที่มีต่อความถี่ของเสียง (เด็กจะไวมาก ผู้ใหญ่จะไวน้อยลงจนกลายเป็นหูตึงสำหรับคนแก่)

   อันตรายต่อระบบการได้ยิน

   เสียงที่ดังนานและดังมากพอจะไปทำลายเยื่อปลายประสาทและเซลล์ประสาทได้ ซึ่งมีผลทำให้หูตึงแบบชั่วคราวหรือแบบถาวรได้

   อันตรายต่อด้านจิตใจ

    ทำให้เกิดความรำคาญ หงุดหงิด ไม่สบายใจ นอนไม่หลับ เครียด เป็นโรคประสาท โดยเฉพาะเสียงบ่น  ท่านที่เป็นสุภาพสตรีอย่าบ่นให้มากเพราะเป็นการผลักภาระให้แก่ผู้อื่น คือคนบ่นสบายใจที่ได้บ่น แต่คนฟังจะบ้าตาย เพราะส่วนใหญ่พวกผู้ชายจะ  "ใช้ความสงบ  สยบการเคลื่อนไหว"   รับมือการขบวนท่า "บ่นสลายวิญญาณ " ของผู้หญิง   (แต่ก็มีผู้ชายบางท่านใช้แม่ไม้มวยไทยเข้าต่อกรก็มี)

   รบกวนต่อการสื่อสาร

    เป็นบ่อเกิดของปัญหาและขัดขวางการได้ยินสัญญาณอันตรายต่างๆ เช่น   สามีมัวแต่สนใจกับเสียงด่าของภรรยา จึงไม่ทันได้ยินเสียงลูกที่ร้องบอกให้หลบ  "สากบินไร้เงา" ที่กำลังพุ่งมาที่ศีรษะ    หรือการที่คนคุยกันไม่รู้เรื่องในห้องอาหารที่มีเสียงดนตรีดังๆ(แต่บางคนก็ชอบเพราะเป็นข้ออ้างอย่างหนึ่งในการกระแซะ กระดึ๊บ..กระดึบ  เข้าหาฝ่ายเอ๊ย....เพศตรงข้าม แบบคุยกันอย่างใกล้ชิดได้โดยไม่น่าเกลียด)

   รบกวนการทำงาน

   ทำให้ขาดสมาธิในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เช่น คนขับสิบล้อที่มีภรรยาและแม่ยายบ่นอยู่ข้าง ๆ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เพราะคนขับฟังไปฟังมาเห็นหน้ารถคันอื่นเป็นหน้าภรรยาและแม่ยายเลยลืมตัวหักรถเข้าชน

   อันตรายต่อสุขภาพทั่วไป

    เสียงดังจะทำให้เครียดมาก อาจทำให้เกิดโรคทางกาย เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ  โรคแผลในกระเพาะอาหาร  เพราะทำให้เครียด กรดเกลือ(ไฮโดรคลอริก)จึงมีการหลั่งในกระเพาะอาหารมาก   หัวใจเต้นแรง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนได้

   แนวทางในการป้องกันมลพิษทางเสียง

  1.    ควบคุมทางวิศวกรรม  เช่น บำรุงรักษาเครื่องยนต์ สร้างวัสดุกันเสียง
  2.     ควบคุมตรวจสอบปรับปรุงถนนหรือยานพาหนะที่เสียงดัง
  3.     ออกกฎหมายควบคุมแหล่งกำเนิดเสียง  ทุกๆ แห่ง  ให้มีเสียงอยู่ในขีดจำกัด
  4.     ปลูกบ้าน หรือย้ายบ้านหนีไปให้ไกลจากแหล่งกำเนิดเสียง  หรือพาตัวออกให้ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียง ในทางปฏิบัติเช่น เดิน หรือวิ่งหนี ^_^  สั่งลาบ้ายบายกับอดีตภรรยาขี้บ่นเสีย..ไปหาสาวเสียงหวานๆมาแทน ^_^ ถ้าบ่นอีกก็หนีอีกที..จะหาคนที่ไม่สร้างมลพิษทางเสียงไม่ได้ก็ให้รู้ไปจะต้องใช้วัสดุกันเสียงในการก่อสร้าง ปลูกต้นไม้ภายในบ้านบุผนังด้วยวัสดุดูดกลืนเสียงเพื่อลดความดังของเสียงภรรยา ^_^

   ตัวอย่างแหล่งกำเนิดเสียงในเมืองไทย

                   จักรยานยนต์                     86 - 96       dB
                   โบอิ้ง 737                        98 -114      dB
                   โบอิ้ง 747                         99-108      dB
                   เครื่องบินทหาร                  90-120      dB
                   ไนท์คลับ                               94
                   โรงกรองน้ำ                         10-70
                   โรงงานสุราบางยี่ขัน             84-97
                   โรงงานองค์การแก้ว             102
                   กรมช่างอากาศ                          90-118
                ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2524


 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 31915900
ขณะนี้มี 10 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!