Home arrow นักวิทยาศาสตร์ arrow นอสตราดามุส
Home    Contacts



นอสตราดามุส PDF พิมพ์

3. ศึกษาแพทยศาสตร์

ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

            การเป็น โหรน้อยของนอสตราดามุส  ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงให้แก่บิดามารดาของเขา  ด้วยว่าในยุคนั้นฝ่ายศาสนจักรคาทอลิก ได้ทำการปราบปรามผู้ที่ประพฤตินอกรีตนอกรอยคำสั่งสอนของศาสนาคริสต์ โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการฝ่ายศาสนจักรเพื่อทำหน้าที่สอบสวน  และทำการลงโทษผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้ขึ้น

            ด้วยเหตุที่ครอบครัวของนอสตราดามุสมีภูมิหลังเป็นยิว  คณะกรรมการฝ่ายศาสนจักรจึงน่าที่จะจับตามอง  เพื่อจับผิดมากเป็นพิเศษกว่าคนเผ่าอื่น  ดังนั้น   เพื่อป้องกันอันตรายให้แก่บุตร ซึ่งอาจถูกกล่าวหาจากฝ่ายศาสนจักรได้  บิดามารดาจึงตัดสินใจส่งนอสตราดามุสไปศึกษาวิชาการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย เมื่อ ค.. 1522 มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านวิชาการแพทย์รองลงมาจากมหาวิทยาลัยปารีส ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.. 1376 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแห่งนี้ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งอังจู ให้นำศพนักโทษประหารมาชำแหละเพื่อวิจัยทางการแพทย์ได้เป็นกรณีพิเศษ                       

            ขณะเริ่มเข้ามาศึกษาวิชาการแพทย์นี้   นอสตราดามุสมีอายุ  19 ปี  เขาใช้เวลาศึกษาอยู่เพียง 3 ปี ก็สามารถสำเร็จปริญญาตรีทางด้านการแพทย์อย่างง่ายดายเป็นประวัติการณ์  ซึ่งแสดงว่าเขาเป็นอัจฉริยะมีความเฉลียวฉลาดมากเป็นพิเศษกว่าบุคคลอื่น

            จากบันทึกต่าง ๆ ที่รวบรวมมาได้จากหลาย ๆ แหล่ง  มีรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการสอบไล่ปีสุดท้ายในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย   ซึ่งสำแดงว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีระบบการสอบที่ยากมาก โดยเริ่มสอบกันตั้งแต่แปดโมงเช้าเรื่อยไปจนถึงเที่ยงวัน

            นักศึกษาผู้เข้าสอบจะถูกบรรดาศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยซักไซ้ไล่เลียงเพื่อตะล่อมให้จนมุม ซึ่งนักศึกษาจะต้องตอบข้อซักถามนั้น ๆ  ตามหลักวิชาการที่ตนได้ร่ำเรียนมา จนเป็นที่พอใจของบรรดาศาสตราจารย์ที่เป็นกรรมการสอบ และจะต้องสามารถพิสูจน์ให้กรรมการเห็นว่า ความรู้ที่ตนร่ำเรียนมานั้นแข็งแกร่งพอ ๆ กับความรู้ของกรรมการสอบเลยทีเดียว          นักศึกษาที่สามารถผ่านการสอบปากเปล่านี้ได้ ทางมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย จะจัดพิธีมอบครุยปริญญาสีแดงให้ใช้สวมใส่แทนครุยนักศึกษาซึ่งเป็นสีดำ

            ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยในสมัยนั้น เพียงแต่ได้ปริญญาตรีทางการแพทย์ไม่ได้มีผลให้นักศึกษาได้ใบประกอบโรคศิลป์โดยอัตโนมัติเหมือนอย่างสมัยนี้ นักศึกษาแพทย์จะต้องผ่านการทดสอบความสามารถในด้านการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ถึง 5 หัวข้อ โดยกำหนดเวลาไว้ 3 เดือน ซึ่งแต่ละหัวข้อที่นักศึกษาจะนำมาบรรยายให้กรรมการสอบฟังนั้น ทางคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยเป็นผู้ทำการคัดเลือกให้ด้วยตนเอง

            หลังจากสอบผ่านในขั้นตอนการบรรยายได้แล้ว ก็จะเป็นการสอบที่เรียกกันในภาษาฝรั่งเศสสมัยนั้นว่า  แปร์ แอ็งตังซิออแน็ม” (Per intentionem)ซึ่งนักศึกษาแพทย์จะถูกกรรมการสอบตั้งปัญหาถามจำนวน 4 ข้อด้วยกัน แต่ละหัวข้อทางกรรมการจะบอกนักศึกษาไปเตรียมค้นคว้าหาคำตอบไว้ก่อนวันสอบหนึ่งวัน

            นักศึกษาจะถูกบรรดาศาสตราจารย์ที่เป็นกรรมการ สอบซักไซ้ปัญหาแต่ละข้อ   เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง และภาษาที่ใช้ในการสอบขั้นนี้คือภาษาละติน การสอบขั้นแปร์ แอ็งตังซิออแน็มนี้กว่าจะครบทุกขั้นตอนใช้เวลา 1-2 วัน

            อีก 8 วันต่อมาหลังจากสอบผ่านขั้นแปร์แอ็งตังซิออแน็มนี้ได้           นักศึกษาแพทย์จะต้องเข้าสอบเพื่อตอบปัญหาข้อที่ 5 ซึ่งเป็นปัญหาที่คณะกรรมการสอบไม่ได้บอกให้นักศึกษาไปเตรียมค้นคว้าหาคำตอบเป็นการล่วงหน้า ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกปัญหาข้อนี้มาถามนักศึกษาแพทย์ ได้แก่ตัวอธิการบดีมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

            หากสอบผ่านขั้นนี้ไปด้วยดี ขั้นต่อไปนักศึกษาแพทย์จะต้องเขียนวิทยานิพนธ์อธิบายวาทะของท่าน   ฮิปโปเครติส  (Hippocrates) นักปรัชญากรีก  ซึ่งถือกันว่าเป็นบิดาแห่งวิชาการแพทย์ของโลก กับจะต้องเขียนวิทยานิพนธ์นี้ให้แล้วเสร็จ เพื่อส่งให้กรรมการสอบทำการตรวจในวันรุ่งขึ้น

            การสอบในขั้นตอบปัญหาข้อที่ 5 และการเขียนวิทยานิพนธ์ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งคืนนี้ ถือว่าเป็นการสอบที่ยากเย็นเข็ญใจที่สุด ทั้งยังสร้างความเครียดและความกระวนกระวายใจให้นักศึกษาแพทย์มากที่สุดอีกด้วย  ในสมัยนั้นจึงเรียกการสอบทั้งสองแบบนี้ว่า การสอบขั้นกระดูกขัดมัน

            หากเราลองเปรียบเทียบการสอบปีสุดท้ายของนักศึกษาแพทย์ของ มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแห่งนี้ กับการสอบปีสุดท้ายของนักศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสมัยปัจจุบัน ก็พอจะเห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ กว่าที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนเป็นบัณฑิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยได้นั้นนักศึกษาจะต้องผ่านการทดสอบหลายขั้นตอนและใช้เวลายาวนานมาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่มหาวิทยาลัยได้ตั้งเอาไว้

            อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสสามารถสอบได้ปริญญาตรีทางการแพทย์ ที่ใครต่อใครในสมัยนั้นเห็นว่าแสนยากนี้อย่างง่ายดาย และในที่สุดเขาก็ได้เข้าพิธีรับใบประกอบโรคศิลป์จากมือของบิช็อบแห่งเมืองมองต์เปลิเย เมื่อ ค.. 1525

 



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 36668494
ขณะนี้มี 2 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!