Home arrow บทความทั่วไป arrow ติช นัท ฮันห์ พลังแห่งสติ...ความสุขหนึ่งเดียว
Home    Contacts



ติช นัท ฮันห์ พลังแห่งสติ...ความสุขหนึ่งเดียว PDF พิมพ์
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย
 


"เดินวิถีแห่งสติ" รอบสวนลุมพินี

 

"หายใจเข้า...ให้ตระหนักรู้ว่าหายใจเข้า"

"หายใจออก...ให้ตระหนักรู้ว่าหายใจออก"

ดวงอาทิตย์ยังคงแผดแสงจ้าในยามบ่าย หากภายในอาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี สถานที่จัดกิจกรรม "วันแห่งสติ" กลับร่มเย็น เงียบ สงบ

ด้วยผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกเพศวัย-หลายศาสนาหลายพันคนล้วนเจริญสติ ตระหนักรู้ถึงลมหายใจของตน สร้างบรรยากาศแห่งธรรมให้เกิดขึ้น

หลังภิกษุและภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันขับขานบทเพลงแห่งสติแล้ว เป็นเวลาที่ ท่านติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนิกายเซน ชาวเวียดนาม แสดงปาฐกถาธรรม "สู่ศานติสมานฉันท์ : ความสุขอันเป็นหนึ่งเดียวในครอบครัวและสังคม"

ท่านติช นัท ฮันห์ แสดงปาฐกถาธรรมด้วยใบหน้าอิ่มเอิบผ่องใสตอนหนึ่งว่า เมื่อร่างกายตึงเครียดใจก็หงุดหงิดง่าย เกิดการแสดงออกต่อคนในครอบครัวและคนรอบข้าง

พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องการตระหนักรู้ให้มนุษย์จัดการอารมณ์ตัวเอง เมื่อพลังแห่งความโกรธผุดขึ้นมาก็ต้องหาพลังแง่บวกมาจัดการ คือ พลังแห่งสติ จึงควรทำทุกอย่างอย่างมีสติ

"เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งสติเจริญเติบโตก็จะดูแลความเจ็บปวดและความรู้สึกต่างๆ เมื่อปฏิบัติเช่นนั้นได้ก็ช่วยคนในครอบครัวปลดปล่อยความตึงเครียดได้

"เมื่อเรากลับมาดูแลสันติในตัวเราก็เป็นการง่ายที่จะเชิญผู้อื่นให้มีสันติ ความโกรธและความหงุดหงิดก็จะเกิดขึ้นได้ยาก" ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าว

พอแดดร่มลมตกก็ถึงช่วงของ การเดินวิถีแห่งสติ

ท่านติช นัท ฮันห์ พร้อมด้วยพระครูใบฎีกาพิทยา ฐานิสสโร ภิกษุณีนิรามิสา และภิกษุ-ภิกษุณีแห่งหมู่บ้านพลัมรูปอื่น เป็นผู้นำชาวไทยและชาวต่างชาติ "เดินสมาธิ" รอบสวนลุมพินี

เป็นการเดินอย่างช้าๆ สัมผัสผืนดินผืนหญ้า แต่ละก้าวให้ตระหนักรู้ว่ากำลังสัมผัสแผ่นดินผู้ให้กำเนิด...เป็นแผ่นดินอันงดงาม

เมื่อการเดินวิถีแห่งสติสิ้นสุดลง ความปีติก็งอกงามขึ้นในใจของใครหลายคน

เพราะอย่างน้อยท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมโลกทุนนิยม-บริโภคนิยมในปัจจุบัน ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "สติ" ช่วยเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ให้หลงทาง

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านติช นัท ฮันห์ ฝึกการเจริญสติ และแสดงปาฐกถาธรรมเกี่ยวกับ "สันติ" แก่ผู้คนโดยไม่เลือกชาติศาสนา แต่ท่านได้กระทำเช่นนี้มานานต่อเนื่องหลายสิบปี

ท่านติช นัท ฮันห์ มีนามเดิมว่า เหงียน ซวน เบ๋า เกิดเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2469 ในตอนกลางของประเทศเวียดนาม เมื่ออายุ 16 ปี บรรพชาเป็นสามเณร และอายุ 23 ปี ก็อุปสมบทเป็นภิกษุในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนิกายเซน

ฉายาของท่านเมื่อบวชแล้วคือ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh)

"ติช" เป็นคำเรียกพระ แปลว่า "แห่งศากยะ" คือ ผู้สืบทอดพุทธศาสนา "นัท ฮันห์" แปลว่า "สติอยู่กับปัจจุบันขณะ"


ติช นัท ฮันห์ แสดงปาฐกถาธรรมที่อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี
 



ท่านติช นัท ฮันห์ มีความคิดว่าพุทธศาสนาต้องรับใช้สังคม จะมัวเจริญสติเจริญภาวนาอยู่ในวัดอย่างเดียวไม่ได้ ท่านจึงช่วยเหลือผู้คนและสังคมด้วยวิถีแห่งสติและสันติตามแนวทางพุทธศาสนา ช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาให้เข้ากับยุคสมัย รวมทั้งเขียนบทความทางพุทธศาสนา แต่กลับถูกรัฐบาลเวียดนามต่อต้าน

ต้นทศวรรษ 2500 ท่านเดินทางไปศึกษาต่อด้านศาสนาเปรียบเทียบที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้รับทุน จากนั้นท่านได้เป็นผู้บรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ราวปี 2506 ท่านติช นัท ฮันห์ ตัดสินใจกลับเวียดนาม เพื่อช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับมหายานในเวียดนามใต้ ดำเนินการตั้งโรงเรียนยุวชนรับใช้สังคม ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากสงครามเวียดนาม และพยายามสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น

เมื่อถึงปี 2509 ท่านได้จัดตั้ง "คณะเทียบหิน" เป็นกลุ่มสังฆะประกอบด้วยภิกษุ-ภิกษุณีและฆราวาส ปฏิบัติตนตามหลัก 14 ข้อ ซึ่งครอบคลุมการดำเนินชีวิตในสังคมสมัยใหม่

ในปีเดียวกันท่านติช นัท ฮันห์ กลับไปสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง เพื่อร่วมการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับพุทธศาสนาในเวียดนามที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ รวมถึงพยายามทำให้สังคมมีสันติภาพ ด้วยการกระตุ้นให้คนไม่ว่าชาติใดก็ตามเห็นถึงความสำคัญของสันติภาพ

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกา ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อ พ.ศ.2507 จึงเสนอนามท่านติช นัท ฮันห์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2510

ผลของการเคลื่อนไหวต่างๆ ของท่านติช นัท ฮันห์ ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามใต้ไม่อนุญาตให้ท่านกลับเข้าประเทศ ท่านจึงต้องลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส และทำงานเพื่อสันติภาพควบคู่ไปกับการนำธรรมสู่ผู้คนทุกเชื้อชาติ

กระทั่งปี 2548-หลังไฟของสงครามเวียดนามดับมอดไปแล้วถึง 30 ปี ท่านติช นัท ฮันห์ จึงได้เดินทางกลับสู่แผ่นดินเกิด

ถึงตอนนี้ ท่านติช นัท ฮันห์ พำนักที่หมู่บ้านพลัม และยังคงเดินทางไปประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก พร้อมด้วยภิกษุและภิกษุณีแห่งหมู่บ้านพลัม เพื่อเผยแผ่ธรรมและนำเจริญสติเจริญภาวนาแก่ผู้สนใจซึ่งมีเป็นจำนวนมาก

ท่านติช นัท ฮันห์ เคยกล่าวไว้ว่า พุทธศาสนาเป็นวิถีชีวิต เนื่องด้วยคติข้อหนึ่งที่แพร่อยู่ในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน คือ วิถีทางแห่งพุทธธรรม คือ วิถีทางแห่งชีวิต

ท่านจึงนำธรรมเข้าสู่ชีวิตประจำวัน เช่น ฝึกลมหายใจเพื่อนำสู่ "สติ" และ "สันติ" ไม่ว่าจะในขณะเดิน นั่ง รับประทานอาหาร หรือขณะทำกิจกรรมอื่นๆ


 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 36305641
ขณะนี้มี 6 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!