Home arrow บทความทั่วไป arrow ทางแห่งการพ้นทุกข์
Home    Contacts



ทางแห่งการพ้นทุกข์ PDF พิมพ์

ศึกษาพุทธธรรมไม่จำเป็นต้องไปวัด เพราะนักบวชมักเอาธรรมะสอนพระมาสอนเรา ศึกษาด้วยตนเองโดยตรง ธรรมใดที่เป็นไปเพื่อภิกขุเว อย่าไปยุ่งเพราะมันหนทางแห่งเว้นจากกาม เรามันผู้ครองเรือนผู้บริโภคกาม จึงต้องรู้วิธีหามาบริโภคโดยธรรม


นี่คือทางพ้นทุกข์ที่ผมได้จากหนังสือทางเลือกใหม่
มีเพียงแค่นี้เอง เป็นทฤษฎีพ้นทุกข์ที่แท้จริงสำหรับผู้ครองเรือน หน้าที่ของคนหนุ่มสาวหาความรู้ทางปฏิบัติที่ตนถนัด

เมื่อพระพุทธองค์ทรงค้นพบ
จึงให้ทางแก้ไว้ 2 แนว

แนวหนึ่งให้แก่ผู้ครองเรือน “ฆารวาส”
ผู้ทำงานการผลิต เพื่อบริโภคกามคุณทั้งห้า
ที่หามาโดยชอบธรรม

อีกแนวหนึ่งให้แก่ผู้ละเรือน “บรรพชิต”
ภิกษุ (ผู้ขอทานเลี้ยงชีพ) ผู้เว้นจากบริโภคกาม
เพื่อแสวงหาโลกุตรธรรม

อริยสัจ 4 มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ความหมายตามทรรศนะของผมมีดังนี้

ทุกข์ คือ ความยากจนไม่มีสมบัติ อดอยากยากแค้น ถูกกดขี่ขูดรีด ทำงานหนักแต่ผลของงานถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ ถูกชนชั้นปกครองเอารัดเอาเปรียบด้วยอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ที่ถูกสร้างไว้เป็นจารีตประเพณีและเป็นวัฒนธรรมประจำชาติเป็นกรอบครอบไว้

สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) เหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงคือ การไม่มีความเสมอภาคในกรรมสิทธิ์ของทรัพย์แผ่นดินทั้งปวงของประเทศ เนื่องมาจากการสูญเสียประชาธิปไตยที่แท้จริงไปเมื่อประมาณหมื่นปีมานี้เอง คือเกิดเมื่อสมัยที่ชายนักรบยึดอำนาจจากชาติกุลทำลายประชาธิปไตยของชุมชนบุพกาลอันเป็นประชาธิปไตยที่แท้แล้วตั้งตนเป็นราชะ สมบัติที่เคยเป็นของทุกคนในชุมชนจึงกลายเป็นสมบัติของราชะและชนชั้นปกครองไป เกิดทาสขึ้น และบัดนี้องค์การของชนชั้นปกครองก็ยังดำรงอยู่ ในทุกประเทศ, ประชาชนจึงมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ชนชั้นปกครอง กับชนชั้นถูกปกครอง ระบบปกครองจึงเป็นอภิชนาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยดังที่ชนฃั้นปกครองบอกล่าว

ความทุกข์จึงมิได้มีคู่มากับโลก หากเพิ่งเกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และสงครามแย่งชิงทาสแย่งชิงแผ่นดินก็ยิ่งสร้างทุกข์ให้แก่ประชาชนหนักยิ่งขึ้น

ทุกวันนี้แม้จะมีการเลิกทาสแล้ว แต่ทาสที่ถูกปลดปล่อยก็ไม่มีสมบัติอะไรจึงกลายเป็นไพร่(ทาสติดที่ดิน) ประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่แผ่นดินอันเป็นปัจจัยการผลิต จึงเป็นทาสในรูปแบบใหม่

ที่ดินส่วนใหญ่ก็ยังเป็นของชนชั้นปกครองอยู่ ทาสในรูป แบบใหม่ๆจึงเกิดขึ้นอีกมากมาย ความทุกข์จึงไม่เคยหมดไปจากโลก (แล้วก็ให้นักบวชซึ่งเป็นชนชั้นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เกื้อกูลกันเที่ยวสอนว่า เงินซื้อความสุขไม่ได้ เพื่อจะได้กอบโกยเงินจากการโกงชาติโกงคนที่ตนทำให้โง่

นิโรธ ดำหริที่จะหาทางดับทุกข์ ดำริที่จะปฏิวัติสังคมจากอภิชนาธิปไตยกลับคือสู่ประชาธิปไตยแบบชุมชนบุพกาล

มรรค ทางดับทุกข์ ของผู้ละเรือนหรือภิกษุ คือวิปัสสนากรรมฐาน เริ่มด้วยสมถะกรรมฐานทำสมาธิภาวนาด้วยประการต่างๆตามถนัด ให้จิตสงบเพื่อพิจารณาธรรม

ทางดับทุกข์ของผู้ครองเรือน คือ มรรค 8

(มรรคแปดจากหนังสือทางเลือกใหม่สมัยโลกาภิวัฒน์ของอาจารย์วินิจฉัย ฯ มีนัยยะดังนี้)

1. สัมมาทิฐิ หมายถึงการสร้างโลกทัศน์และชีวทัศน์ที่ถูกต้องให้มีแก่ตน ด้วยการศึกษาศิลปศาสตร์ จริยศาสตร์ และปรัชญาทั้งปวง ที่มีอยู่ทุกระบบในเวลานั้นโดยใช้หลักกาลามสูตร เป็นพื้นฐานในการพิจารณาค้นหาความจริง ความเท็จ

2. สัมมาสังกัปปะ หมายถึงการฝึกฝนตนให้เป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต หาความเกี่ยวข้องของสรรพสิ่ง อันเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกัน ทั้งในแบบอันดับและแบบขนาน มีความ คิดริเริ่มในการทำสิ่งแปลก และสิ่งใหม่ ฯลฯ

3. สัมมาวาจา เป็นคนสุภาพอ่อนโยนไม่ก้าวร้าว พูดจามีสาระ มีอารมณ์ขัน รู้กาละเทศะ ไม่พูดความจริงกับศัตรูแต่ไม่โกหกกับมิตร พูดจริงแล้วให้ทุกข์ให้โทษไม่สบายใจแก่มิตรก็ไม่พูด มีสัจจะวาจาเมื่อให้คำมั่นสัญญาสิ่งใดกับมิตรไว้ฯลฯ

4. สัมมากัมมันตะ หมายถึงการรู้จักค้นหาวิธีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ศึกษาหาความรู้เพิ่ม เติมเกี่ยวกับงานที่ทำเพื่อบรรลุผลงาน และเพื่อการดำรง ชีวิตที่ดีขึ้น รู้จักการทำงานเป็นทีม หมั่นประชุมปรึกษาหารือ ทำความเข้าใจกัน ฯลฯ

5. สัมมาอาชีวะ หมายถึง การทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริต ไม่เบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบสังคม ไม่ทำนาบนหลังคน หรือประกอบอาชีพประเภทพืชกาฝากหรือสัตว์พาราไซ้ท์ แบ่งงานกันทำในอาชีพที่ตนถนัด และเหมาะแก่สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

6. สัมมาวายามะ หมายถึงมีความขยันหมั่นเพียรอย่างไม่ย่อท้อต่องานหนัก แม้จะมีอุปสรรคปานใด อดทนรอคอยผลได้อย่างมีศิลปะในการรอคอย กล่าวคือ ทำคอย ไม่ใช่นั่งนอนคอย นี่ก็คือ การมีสันโดษนั่นเอง (สันโดษ: มีศิลปะในการรอคอย)

7. สัมมาสติ หมายถึงการควบคุมอิริยาบถทั้งสิ้นของร่าง กายในการยืนเดินนั่งนอนการพูด เจตจำนง จะกระทำการ ให้อยู่ในกรอบของจริยธรรมและสามัคคีธรรมแห่งมนุษยธรรม ด้วยความสำนึกรู้ตลอดเวลา ทั้งยามตื่น และ ยามหลับ

8. สัมมาสมาธิ หมายถึงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งใจแน่วแน่ (กัดไม่ปล่อย) ที่จะทำสิ่งนั้นๆให้สำเร็จลุล่วงไปเป็นผลดีที่สุด โดยทุ่มเทความรู้ทั้ง หมดที่มีจดจ่ออยู่กับปัญหา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งการคาดคิดล่วงหน้าก่อนลงมือกระทำการ มีการประเมินผล รวมทั้งมีการวิจัยเพื่อหาวิธีการที่ดียิ่งขึ้นต่อไปด้วย ฯลฯ

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 35944903
ขณะนี้มี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!