Home arrow บทความทั่วไป arrow แรกมีรถถีบในสยาม
Home    Contacts



แรกมีรถถีบในสยาม PDF พิมพ์


   เชื่อกันว่ารถจักรยานใน สยาม ที่รู้จักกันในนาม "รถถีบ" มีเข้ามาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ตอนปลายแล้ว (สมัยรัชกาลที่ 4 ระหว่างพ.ศ.2394-พ.ศ.2411)  ในช่วงนั้นตรงกับ ค.ศ.1851-1868 เป็นปีที่ ฝรั่งเยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษระดมความคิดสร้างสรรค์จักรยาน ประดิษฐกรรมเฟื่องฟูที่สุด
ก่อนเปิดยุคอุตสาหกรรมพัฒนาถึงขั้นผลิตส่งออกขายได้ทั่วโลกในปี 1885

 


        ช่วงนั้นชาวต่างชาติเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในประเทศสยาม เริ่มมีบาทบาทจากด้านการฑูต การเมือง ศาสนา มีการสร้างถนนหนทางสายหลัก สำคัญในเมืองหลวงรอบๆพระบรมมหาราชวัง บรรดานายช่างฝรั่งที่เข้ามาช่วยสร้างถนนก็เอารถถีบมาใช้งาน และถีบออกกำลังกายกัน

 

รถถีบสมัย ร.5
ระหว่าง พ.ศ. 2411-2453
    

     มีการสั่งจักรยานมาขายเป็นครั้งแรก  กรมหลวงราชบุรีฯสั่งจักรยานมา 100 คัน
กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ สั่งจักรยานมา 100 คัน
มีการฝึกหัดขี่จักรยานในรั้ววังฯ มีการประกวดแฟนซีขี่จักรยาน 
มีการตั้งสโมสรผู้ขี่จักยาน มีการซื้อขายเป็นต้นแบบการค้าจักรยานครั้งแรกในสยาม

ข่าวจักรยานหาย
เมื่อวันที่ 19 กรกฏาคม เวลาเยนกำลังลูกจ้างของ มิศเตอรเฮนตริกซ์ แห่งสถานกงสุลอังกริษ 
คุมรถีบปายซิเกิลของนายจะกลับบ้าน มีไทยคนหนึ่งได้ทักทายลูกจ้างผู้นั้นและบอกแก่ลูกจ้างว่า 
จะชี้ให้ขี่รถนั้นอย่างไรจึ่งจะดี  ลูกจ้างผู้นั้นก็ยอมให้ไทยผู้นั้นขี่พอไทยผู้นั้นขึ้นแล้ว
ก็ถีบรถนั้นไปด้วยเตมกำลัง  ฝ่ายลูกจ้างเหนว่าเสียทีก็ร้องขโมยๆ  หมอเฮสซึ่งมีความสงไสย
ก็กระโดดขึ้นบนรถรางแล้วให้ผู้เปิดเครื่องรถรางเปิดเครื่องไล่ตามคนไทยที่ขี่รถถีบนั้น
คนไทยนั้นเหนว่าจะหนีไม่พ้นก็กระโดดลงจากรถถีบวิ่งหนีเข้าตรอกไป  
พลตะเวนได้เก็บรถถีบแล้วมิศเตอรเฮนตริซ์ ผู้เปนเจ้นของได้ไปขอคืนมา

(จากคอลัมน์ "ข่าวเบ็ดเตล็ด" หนังสือพิมพ์รายวัน บองกอกไตมส์
ประจำวันที่ 2 สิงหาคม ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) เรียบเรียงตามต้นฉบับเดิม)

คนไทยเคยขี่จักรยานรอบโลก ตั้งแต่ 40

เด็กๆเชื่อไหมว่าจักรยานซึ่งมีวงล้อไม่ใหญ่โตนัก หากเราปั่นไปทีละรอบ
โดยไม่หยุด เราสามารถขี่รอบโลกใบใหญ่ๆของเราได้ บางคนอาจคิดว่าเป็นไปไม่ได้
แต่คนไทยคนหนึ่งเคยทำมาแล้วตั้งแต่เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว  

คนไทยคนเก่งผู้นั้นคือ อ.ปรีชา พิมพ์พันธ์ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า
เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ก็คิดจะลองขี่จักรยานไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา
แทนการนั่งเครื่องบินหรือเรืออย่างที่ใครๆในสมัยนั้นทำกัน

precha.jpg (13430 bytes)

"ที่แรกไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือเปล่า จึงต้องทดลองก่อน เพราะยังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง
เลยต้องทดลองเอาแค่ใกล้ๆก่อน จากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ เออ 750 กิโลเมตร
ไปได้ ไปช้าๆ แต่ก็ยังไม่แน่ใจอีก คราวนี้ไปใหม่ กรุงเทพฯ - สุไหโก-ลก นราธิวาส
แล้วขี่ไปเชียงรายต่อก่อนกลับมากรุงเทพฯ ประมาณ 3 - 4 พันกิโลเมตร
ก็รู้สึกว่าทำได้แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ เลยทดลองขี่ไปต่างประเทศดู"

ทีนี้ก็ลองขี่จากกรุงเทพฯ ไปอรัญประเทศ  เสียมราฐ   พระตระบอง  พนมเปญ  ไซ่ง่อน
ดาลัด  เว้  แล้ววกเข้าลาว   อ้อมกลับสุวรรณเขต  ท่าแขก แล้วก็มาภาคอีสานกลับกรุงเทพฯ
เออไปต่างประเทศได้บทเรียนนะ เขาพูดภาษาฝรั่งเศส   เราพูดภาษาไทย ก็ไม่รู้เรื่องกัน
เงินตราเราก็ไม่รู้เรื่อง ภาษาเวียดนามเราก็ไม่เข้าใจ
แต่สามารถไปได้  อยู่ได้  กินได้ ขี่จักรยานไปได้
ตำรวจจับแล้วก็สามารถปล่อยเราได้  (เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง)
นั่นแหละจึงตัดสินใจไปอเมริกา"

biketoon1.JPG (16141 bytes)

"ก่อนไปอเมริกาก็ต้องศึกษาเส้นทางก่อนว่าผ่านประเทศไหน
มีถนนหรือเปล่า พูดภาษาอะไรกันบ้าง มีผู้ร้ายระหว่างทางไหม
ผ่านทะเลทรายหรือเปล่า   ถ้าไม่มีโรงแรม ไม่มีบ้านพักจะหลับนอนอย่างไร  
เพราะฉะนั้นในจักรยานจึงต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม
จะได้ไม่ต้องไปโหยหาอาหาร ไม่ต้องโทรทางไกล
เราต้องช่วยตัวเองตลอด ต้องศึกษาเตรียมตัวให้พร้อม"

"เสร็จแล้วก็เดินทางไป   ตอนนั้นอายุ 25 ปี จบปริญญาตรีแล้ว
สำหรับคนไทยเขาว่าวัยเบญจเพส   คนวัยเบญจเพสส่วนมากเขาไปหาพระ
รดน้ำมนต์แก้ซวย   ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องทำอะไรทั้งปี  
แต่เราไม่ถือ   ต้องเชื่อมั่นในตนเอง
แต่เราก็ต้องมีเหตุผลพอสมควรในการที่จะเชื่อมั่น จะทำอะไร" 
นี่คือเคล็ดลับของ อ.ปรีชา   รวมทั้งการเตรียมความพร้อมทางร่างกายก็เป็นปัจจัยสำคัญ

"เราต้องฝึกร่างกายก่อน   ไม่ใช่อยู่ๆลุกขึ้นมาขี่รอบโลกเลย
ต้องวิ่งต้องออกกำลังกาย   ก่อนเดินทางก็ซ้อมวิ่งรอบสนาม 400 เมตร 25 รอบ
แต่ไม่ใช่อยู่ๆวิ่ง 25 รอบเลยนะ  วันแรกได้รอบเดียว  
วันที่ 2 ได้รอบครึ่ง   ถ้ารู้สึกว่าเหนื่อยก็หยุดทันที"

"อาหารก็อย่ากินมากเกินไป ของหวานอย่าหวานจัดเกินไป
ควรใช้ความหวานจากผลไม้ดีกว่าน้ำตาล โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม ส้ม"

"เงินก็อย่าเตรียมไปมากเพราะจะโดนจี้เอาไปเสียก่อน
รถใหม่มาก แพงมากก็ไม่ควรเอาไป แค่ถึงเขตพม่าก็โดนตีหัวเอาจักรยานไปแล้ว"

"เดินทางไกลคนเดียว   เวลาจะใช้เงินก็ไม่ใช่ควักออกมาเป็นปึก เหรียญเต็มมือ  
อย่าทำอย่างนั้น   ควรหยิบออกมาทีละเหรียญ  
ซื้อของ 5 รูปีก็ค่อยๆควักทีละหนึ่งรูปี
บางทีควักได้ 4 อันแขกใจร้องอาจจะบอกเออๆเอา 4 รูปีพอ 
ก็ทุ่นไป 1 รูปี พยายามควักแล้วควักอีก
เขาจะได้นึกเอาไปคนนี้มันยากจนเพราะฉะนั้นอย่าไปปล้นมันให้เสียเวลาเลย
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องเอาตัวรอด"

precha2.jpg (9444 bytes)

เมื่อทุกอย่างพร้อม เวลา 4.00 น.วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504
ปรีชา พิมพ์พันธุ์   ซึ่งขณะนั้นสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตรุ่นที่ 5
ของโรงเรียนการฝึกหัดครูชั้นสูง ประสานมิตรแล้ว
ก็ได้เริ่มขี่จักรยานออกจากมหาวิทยาลัยประสานมิตร
เขาพาจักรยานผ่านกรุงเพทฯ ไปลพบุรี  ปากน้ำโพ (นครสวรรค์)
กำแพงเพชร  ตาก  แม่สอด   พม่า  อินเดีย  ปากีสถาน   อิหร่าน 
ตุรกี  กรีก   อิตาลี  สวิตเซอร์แลนด์   ฝรั่งเศส   ลงเรือไปข้างฝั่งที่ นิวออลีนส์
แล้วขี่จักรยานมุ่งหน้าไปทำปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอลาบาม่า  
รวมระยะการเดินทาง 6 เดือน

แค่ฟังหลายคนก็อาจจะเหนื่อยเสียแล้ว  
"แต่คนขี่ไม่เหนื่อยหรอก สนุก"  อ.ปรีชาว่าอย่างนั้น  
และด้วยความสนุกนี่เอง เมื่อ 6 ปีก่อนแม้กำลังจะย่างเข้า อายุ 60  
อ.ปรีชาก็ขนสัมภาระพร้อมด้วยจักรยานคู่ใจบินไปขี่รถ
เลาะเรียบขั้วโลกเหนือลงมาขั้วโลกใต้อีกครั้ง !
......โห..คนไทยก็ทำได้ !?!.....

ขอบคุณวารสารชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 35965932
ขณะนี้มี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!