Home arrow บทความทั่วไป arrow หนาวสุดขั้ว-สูงเสียดฟ้ากับ “มาร์ค อิงกัลส” ชายขาพิการผู้พิชิต “เอเวอเรสต์”
Home    Contacts



หนาวสุดขั้ว-สูงเสียดฟ้ากับ “มาร์ค อิงกัลส” ชายขาพิการผู้พิชิต “เอเวอเรสต์” PDF พิมพ์


มาร์ค อิงกัลส นักปีนเขาขาพิการคนแรกของโลกที่พิชิตเอเวอเรสต์


คุณคิดว่าความรู้สึกเมื่อได้สัมผัสความหนาวสุดขั้วบนยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าอย่าง “เอเวอเรสต์” จะสุดยอดแค่ไหน และน่าทึ่งเพียงใดหากผู้พิการขาขาดทั้ง 2 ข้างสามารถไต่ขึ้นไปพิชิตหลังคาโลกได้

ในปี 2549 เป็นปีที่อุณหภูมิบนยอดเขาเอเวอเรสต์หนาวเย็นที่สุดนับแต่มนุษย์ได้บันทึกมา และเป็นปีที่มีผู้พยายามพิชิตหลังคาโลกเสียชีวิตมากที่สุด แต่ประวัติศาสตร์ก็ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า “มาร์ค อิงกัลส” (Mark Inglis) นักปีนเขาชาวนิวซีแลนด์วัย 47 คือผู้พิการขาขาดทั้ง 2 ข้างคนแรกที่เสี่ยงชีวิตขึ้นไปแตะยอดเขาที่นักปีนเขาทั่วโลกฝันใฝ่จะพิชิต โดยใช้เวลาทั้งหมด 52 วันขึ้นสู่จุดที่สูงที่สุดในโลก

ทีมงาน “ผู้จัดการวิทยาศาสตร์” ได้เจอตัวจริงของอิงกัลสในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งกลางกรุงที่ “ไอซ์บาร์” (Ice Bar) ซ.สุขุมวิท 55 ระหว่างการเปิดตัวสารคดีชุด Everest: Beyond the limit ของดิสคัฟเวอรี่แชนแนล (Discovery Channel) ซึ่งถ่ายทำการผจญภัยในที่สูงและหนาวเย็นของเขา สิ่งที่เราได้เห็นคือชายขาเหล็กที่กระตือรือร้นในการถ่ายทอดประสบการณ์บนภูเขาน้ำแข็ง และแม้ทีมงานได้จัดเตรียมเก้าอี้น้ำแข็งเพื่อรองรับการสนทนาแต่เขากลับสนุกกับการยืนออกท่าทางเล่าการผจญภัยเสียมากกว่า

อิงกัลสเริ่มปีนเขาครั้งแรกเมื่ออายุ 12 ปีจากปมด้อยที่ไม่สามารถเล่นรักบี้ซึ่งเป็นกีฬาสุดเท่ของชาวนิวซีแลนด์ โดยคำแนะนำของครูที่เป็นนักปีนเขาจึงทำให้เขาพิชิตยอดเขาพีล (Mount Peel) ในบ้านเกิดที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,800 เมตร แต่มีระยะทางเดินเท้ากว่า 5 กิโลเมตร ความรู้สึกครั้งนั้นเขาบอกว่าเหมือนกับความรู้สึกที่ได้พิชิตเอเวอเรสต์ในครั้งนี้

กระทั่งอายุ 23 ปีอิงกัลสต้องสูญเสียขาทั้ง 2 ข้างจากหิมะกัดในการปีนเขาคุก (Mount Cook) ที่นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นความสูญเสียภายหลังจากแต่งงานได้ 1 ปี แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะขัดขวางความตั้งใจในการผจญภัยบนยอดเขาสูงทั่วโลก เขากลับมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้เขามีประสบการณ์อีกด้านที่ต่างไป หากมีขาครบทั้ง 2 ข้างเขาก็จะมีประสบการณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

“สำหรับใครที่พยายามจะไปให้ไกลกว่าที่คิดว่าจะไปได้และไปถึง เขาก็จะเห็นขีดจำกัดของตัวเองว่าไปได้ไกลแค่ไหน ค้นหาขีดจำกัดของตัวเองดูสิ” อิงกัลสเผยถึงแรงบันดาลใจที่ให้เขากลับไปเสี่ยงชีวิตบนความไม่แน่นอนของยอดเขาหนาวเย็นเพื่อค้นหาขีดจำกัดของตัวเองที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 8,848 เมตรของยอดเขาเอเวอเรสต์

การพิชิตยอดเขาซึ่งเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าของนักผจญภัยนี้ประกอบด้วยนักปีนเขา 11 คน ชาวเชอร์ปาชนพื้นเมืองของเนปาลที่เชี่ยวชาญการปีนเขาและทีมงานตั้งแคมป์ 24 คน คนนำทางปีนเขามืออาชีพ 3 คน และทีมผลิตรายการโทรทัศน์ของดิสคัฟเวอรี่แชนแนล ที่ติดตามถ่ายทำสารคดีการปีนครั้งนี้อีก 17 คน

เหล่าผู้ท้าทายเกือบ 50 ชีวิตรวมตัวกันเพื่อพิชิต “มารดาแห่งจักรวาล” หรือ "โชโมลุงมา" ตามความเชื่อของชาวทิเบตที่เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล และต้องมุ่งหน้าสู่เบสแคมป์ (Basecamp) จุดพักในเชิงเขาเอเวอเรสต์ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเกือบ 5 กิโลเมตร แต่ที่จุดนี้เองพวกเขาต้องสูญเสียเพื่อนร่วมทางชาวเชอร์ปา 1 คน ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับรัสเซล ไบร์ส (Russell Brise) ผู้นำทางที่ไม่เคยสูญเสียลูกทีมมา 13 ฤดูกาล

กว่าจะขึ้นไปสู่หลังคาโลกได้ทีมนักปีนเขาต้องใช้เวลาถึง 1 เดือนเพื่อปรับสภาพร่างกายก่อนปีนสู่ที่สูงขึ้นไป อิงกัลสเล่าว่าการขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ไม่สามารถมุ่งขึ้นไปได้ในครั้งเดียว แต่พวกเขาต้องปีนขึ้นและปีนลงเพื่อค่อยๆ ปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับที่สูงซึ่งมีอากาศเบาบางและมีสภาพอากาศที่ทารุณ ซึ่งทุกคนไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากหน้ากากออกซิเจนเมื่อไต่ระดับขึ้นไปใกล้ยอดเขา

ใช่ว่าการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้แล้วจะเป็นความสำเร็จของการปีนเขา แต่การมีชีวิตรอดกลับมาหาคนรักต่างหากคือความสำเร็จ อิงกัลสบอกว่าคนส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในช่วงขาลงเพราะไม่มีพลังงานเหลือพอที่จะมีชีวิตรอด ซึ่งเมื่อขึ้นไปแตะยอดเขาเอเวอเรสต์แล้วต้องมีเหลือพลังงานสำหรับขาลง 25% โดยวันที่อยู่บนยอดเขาร่างกายของนักปีนเขาอาจเผาพลาญพลังงานถึง 12,000-15,000 แคลอรี่ ซึ่งมากกว่าในวันปกติถึง 10 เท่า

อิงกัลสต้องสูญเสียนิ้วมือไปอีก 2 ข้อจากการปีนเขาครั้งล่าสุด และต้องถูกเฉือนกระดูกขาไปอีก 3 เซนติเมตร และขาเหล็กของเขายังหักด้วย แต่เขาก็ไม่คิดว่าการพิชิตเอเวอเรสต์คือการเอาชีวิตครึ่งหนึ่งไปทิ้ง เพราะเขามองว่าชีวิตคือกำไรและความท้าทาย ทั้งนี้เขาคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นทำให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาที่เขาปีน ทุกครั้งที่เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์หรือยอดเขาอื่นๆ เขาก็จะคิดถึงความสำเร็จที่ไปได้เยือนและเขาก็ยังอยากปีนเขาอีก

ในฐานะที่เป็นนักปีนเขามายาวนานกว่า 30 ปี อิงกัลสเห็นการเปลี่ยนแปลงที่บ่งถึงภาวะโลกร้อนบนยอดเขาต่างๆ หรือไม่? เขาตอบว่าจากที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ภูเขาเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง (Glacier) ที่เกิดขึ้นและหายไปเป็นเรื่องปกติ แต่เขาได้สังเกตว่าสภาพอากาศอากาศบนภูเขาได้เปลี่ยนแปลงอย่างสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นความหนาวที่มาอย่างสุดโต่ง พายุที่รุนแรงสุดโต่ง แต่เขาก็ไม่อาจฟันธงได้ว่าเป็นผลจากโลกร้อน แต่การยกประเด็นเรื่องโลกร้อนขึ้นมาก็เป็นเรื่องดีเพราะทำให้คนตื่นตัวต่อสภาวะแวดล้อมมากขึ้น

ยังมีอีกหลายเอเวอเรสต์ซึ่งไม่ได้ถึงยอดเขาที่รอให้อิงกัลสไปพิชิต การได้ทำให้อาหารเพิ่มขีดความสามารถของนักกีฬา “พีคฟิวล์” (Peak Fuel) ซึ่งเขาพัฒนาขึ้นให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก และการทำโครงการกุศลเพื่อคนพิการแขนและขา "ลิมปส์ฟอร์ออล" (Limbs4all) คือเอเวอเรสต์ลูกต่อไปของเขา

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 40319676

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!