Home arrow บทความทั่วไป arrow วิถีแห่งเต๋า ตอน: สัจจะและสัญญลักษณ์
Home    Contacts



วิถีแห่งเต๋า ตอน: สัจจะและสัญญลักษณ์ PDF พิมพ์
สัจจะและสัญญลักษณ์นี้อาจเปรียบเทียบได้กับแก่นและเปลือก สัจจะคือแก่นในขณะที่สัญญลักษณ์คือเปลือกที่ห่อหุ้มมันไว้ แต่บ่อยครั้งที่เราพากันไปยึดติดอยู่กับสัญญลักษณ์นั้น ดังประหนึ่งว่ามันเป็นตัวสัจจะเสียเอง อย่างไรก็ตามสัญญลักษณ์ก็เป็นเพียงสัญญลักษณ์ หาใช่ตัวสัจจะไม่ มันไม่อาจเป็นตัวแทนของสัจจะได้เลย

 

โลกของเรานั้นเป็นโลกแห่งสัญญลักษณ์ นับตั้งแต่ระบบความรู้ ความคิด ศาสตร์แขนงต่าง ๆ เรื่อยมาจนถึงภาษาที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน โลกเรานั้นตั้งอยู่บนระบบความสัมพันธ์ของสัญญลักษณ์อันสลับซับซ้อน เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สัญญลักษณ์เหล่านี้แท้ที่จริงคือสิ่งสมมติอันตั้งอยู่บนพื้นฐานของตรรกวิทยาและระบบเหตุผล หาใช่ความจริงแท้ไม่ จะขอยกตัวอย่างในเรื่องของภาษา ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ภาษาเป็นสิ่งสมมุติหาใช่ความจริงไม่ เราสมมติเรียกสิ่งนี้ว่าสัตว์ เรียกสิ่งนั้นว่าคน เรียกสิ่งนั้นว่าหิน เรียกสิ่งนั้นว่าต้นไม้ เรียกสิ่งนี้ว่าน่าเกลียด เรียกสิ่งนี้ว่าสวยงาม ฯลฯ แท้จริงสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งสมมติที่เกิดจากจิตใจแบบแบ่งแยกของเรา

 

เราถูกฝึกความคิดมาให้คิดดังนี้ ความคิดของเราจึงเป็นความคิดแบบเปรียบเทียบและแบ่งแยก เมื่อเราพูดถึงหิน ทันทีที่เราได้ยินคำว่า “หิน” ทันใดความคิดของเราก็จะสร้างภาพของหินที่เราเคยเห็นมาแล้วในอดีตขึ้นมา เราเห็นรูปร่างบิด ๆ เบี้ยว ๆ ของมัน เห็นผิวขรุขระและหยาบแข็ง ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นเมื่อเราได้ยินคำว่าหิน ก็คือภาพของหินในอดีตที่เราเคยเห็นมาแล้วและผ่านสายตามาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ผู้พูดอาจไม่ได้ต้องการสื่อสารถึงหินแบบที่เรานึกก็ได้ และแท้ที่จริงสัจจะของก้อนหินย่อมอยู่ลึกลงไปกว่ารูปลักษณ์ภายนอกที่เรามองเห็นและสัมผัสได้ และก้อนหินมิได้เป็นเพียงมวลของสสารที่มีเนื้อแข็ง หยาบ ขรุขระ ประกอบขึ้นด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ดังที่เรารู้เท่านั้น สัจจะของความ เป็นก้อนหินยังมีอยู่มากไปกว่านั้น ความเป็นก้อนหินที่แท้ของมันยังมีอยู่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะใช้ภาษาบรรยายออกมา ได้ ภาษาเป็นเครื่องแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาโดยนำสิ่งเหล่านั้นไปเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในอดีต ความคิดของเรายังเต็มไปด้วยการแบ่งแยกและการเปรียบเทียบ เรามิได้มองเห็นถึงความสัมพันธ์ของโลกและจักรวาลทั้งหมด หากมองเห็นเป็นชิ้น ๆ เป็นส่วน ๆ โดยมีตัวเราเป็นศูนย์กลางของการรับรู้ เราจะไม่มีทางเข้าถึงปรีชาญาณที่แท้ได้เลย หากเรายังแยกตัวออกต่างหากจากโลกและจักรวาล ความรู้แบบวิทยาศาสตร์อาจจะให้ความรู้แก่เราในแง่ของผู้สำรวจ ผู้เฝ้ามองดูได้ แต่ไม่อาจให้ความเข้าอกเข้าใจที่เปี่ยมล้น เมื่อเราผ่าเนื้อเยื่อของต้นไม้ นำมาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ สิ่งที่เราเห็นไม่มีอะไรมากไปกว่าผนังเซลที่อยู่เรียงกันเท่านั้น เราจะไม่มีวันเข้าใจถึงสัจจะของต้นไม้ได้เลย ต้นไม้ยังมีอะไรมากกว่าผนังเซล มีชีวิตที่ทำให้มันงอกงามขึ้นมา รากที่ดูดน้ำเลี้ยง และแร่ธาตุในดิน ใบสีเขียวที่ สังเคราะห์แสง ชีวิตอันมหัศจรรย์ของต้นไม้ เติบโตและอ่อนไหว มีพลัง ชีวิตซึ่งไม่อาจส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ต้นไม้ยังมีร่มเงาที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุม ให้ความร่มเย็นแก่ผู้พักอาศัย ต้นไม้ยังมีความงามที่ให้ความปิติและความเบิกบานแก่ชีวิตเราเพียงแต่ไปนอนเล่นใต้ร่มเงาของมัน สัมผัสถึงความร่มเย็นและรับรู้ถึงความสดชื่นจากใบเขียวขจี เฝ้ามองความงามของกิ่งก้านที่โบกไหวเมื่อยามลมพัด เราเพียงแต่รัก รับรู้ และเข้าใจมัน นี่แหละคือวิธีทางที่แท้ในการเรียนรู้ธรรมชาติ นี่คือความมหัศจรรย์ นี่คือปรีชาญาณอันล้ำลึก

 

ภาษาเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลอย่างมาก ในระบบความรู้ความคิดของมนุษย์ เป็นความจริงว่าเท่าที่เป็นอยู๋เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ภาษาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและให้ประโยชน์แก่มนุษย์เป็นอย่างมากในการติดต่อสัมพันธ์กันในชีวิตประจำวัน แต่ภาษาก็เป็นสื่อที่เลวมากในการสะท้อนให้เห็นถึงความจริง ภาษาเป็นเครื่องมือที่สามารถสะท้อนความจริงออกมาได้เพียงเสี้ยวเล็กๆ ไม่เต็มส่วน แม้กระนั้นมนุษย์ก็ยังติดยึดอยู่กับภาษาและเหตุผล ดังประหนึ่งว่ามันได้กลายเป็นตัวสัจจะไปเสียเอง ภาษาและเหตุผลได้กลายเป็นตัวอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่อันปิดกั้น มิให้เราเข้าถึงสัจจะและความเป็นมนุษย์ที่แท้



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 35943172

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!