Home arrow Youtube arrow พลังจิตหรือกลลวง
Home    Contacts



พลังจิตหรือกลลวง PDF พิมพ์

พลังจิตบิดช้อน  1/3

    ใช้กลบิดช้อนเหล็กให้งอได้ โดยไม่ต้องใช้แรงใดๆเลย คลิกค่ะ  

หรือ คลิกดูได้ที่  http://youtu.be/7suvkdHfYBQ

พลังเคลื่อนย้ายสิ่งของโดยไม่ใช้มือแตะ  2/3

   ใช้กลเคลื่อนย้ายสิ่งของโดยไม่ต้องใช้มือแตะ  คลิกค่ะ  

หรือ คลิกดูได้ที่ http://youtu.be/NllOyTgFGn8

พลังการมองทะลุสิ่งของ 3/3

    ใช้กลมองทะลุสิ่งของที่อยู่ในกล่องโดยไม่ต้องเปิดกล่องหรือหีบ คลิกค่ะ  

หรือ คลิกดูได้ที่ http://youtu.be/uZVnKLE1gDo

ประวัติโดยย่อของนักพลังจิต นามว่า ยูริ เกลเลอร์

ประวัติโดยย่อของนักพลังจิต นามว่า ยูริ เกลเลอร์
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

บทความต่อไปนี้เป็นของนายยูริที่เล่าประวัติของตัวเองไว้นะครับ
ผมเริ่มต้นด้วยอาชีพแสดงโชว์ในอิสราเอล โดยผมอยู่บนเวทีและอ่านใจผู้ที่เข้ามาชมงาน งอช้อน แหวน กำไล และบังคับให้นาฬิกาที่เสียแล้วกลับมาเดินได้ใหม่ ผมพอใจกับการแสดงนั่นในระดับหนึ่ง ถึงแม้ผู้คนที่นั่นจะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เทคนิคมายากลก็ตาม


การแสดงบนเวทีพวกนั้นจริงๆไม่มีอะไรต่างจากสิ่งที่ผมทำในชีวิตจริงเลย ผมโตมากับพลังจิตและผมก็อยู่กับมัน ถึงแม้ว่าตอนนั้นผมจะทึ่งกับมัน ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังทึ่งอยู่ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมสร้างขึ้นเพื่อให้ตนเองโด่งดังเลย เท่าที่ผมจำได้ พลังอันน่าพิศวงของผมตื่นขึ้นมาโดยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประหลาดสองครั้งเมื่อตอนที่ผมยังเด็ก ครั้งแรกสมัยที่ผมอายุ 4 ขวบ ผมชอบไปเล่นในสวนร้างใกล้ๆบ้านในเมืองเทล-อะวี ผมชอบสวนนั่นมาก มันคืออาณาจักรส่วนตัวของผม และบ่ายแก่ๆวันหนึ่งขณะที่ผมเล่นอะไรไปตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป  ผมได้ยินเสียงแหลมสูงประหลาดเสียงหนึ่งดังก้องในหู เสียงแบบนี้ผมไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน  ผมรู้สึกราวกับว่าเวลาหยุดนิ่งลง และเมื่อผมมองไปรอบๆ ผมพบว่าท้องฟ้าและดวงอาทิตย์หายไป แต่กลับกลายเป็นแสงสีเงินจ้าเคลื่อนลงมาหาผมจากด้านบน มันเคลื่อนลงมาเรื่อยๆจนในที่สุด ผมก็หมดสติไป นั่นคือจุดเริ่มต้นของพลังพิศวงที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังกุมขมับ เมื่อรู้สึกตัวผมพบตัวเองนอนอยู่บนสนามหญ้าโดยไม่ได้รับอันตราย ผมรีบวิ่งกลับบ้านไปบอกแม่ และท่านก็ทำอย่างที่พ่อแม่ทั่วไปทำเวลาที่พวกท่านกังวล….แน่นอนท่านโกรธผม


เหตุการณ์ประหลาดอีกครั้งหนึ่งที่อาจจะช่วยดึงพลังของผมออกมาหรือมอบให้ มันเกี่ยวกับไฟฟ้า แม่ผมทำงานเป็นช่างเย็บผ้าเพื่อหารายได้เสริมให้กับครอบครัว วันหนึ่งขณะที่แม่ผมทำงานอยู่ ผมสังเกตเห็นแสงสีฟ้าสว่างออกมาจากจักรเย็บผ้า ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน ผมเดินเข้าไปแล้วยื่นมือไปแตะแสงนั่น พอมือผมถูกแสงนั่นก็เกิดแรงกระแทกโยนผมออกไปกลางอากาศ 3-4 ฟุต แล้วหล่นลงมาที่พื้นห้อง คุณคงไม่ต้องอาศัยพลังจิตก็เดาได้ว่าแม่ผมจะเกิดอาการอย่างไร

และต่อมาเมื่อผมอายุประมาณ 5-6 ขวบ ผมเริ่มตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ผิดปกติเกิดขึ้น ผมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งต่างๆพวกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  มีครั้งหนึ่งพ่อแม่ผมซื้อนาฬิกาข้อมือให้ ผมดีใจและเห่อมันมาก ผมจะหงุดหงิดมากเมื่อมันเกิดเสียโดยเดินเร็วกว่าปกติขึ้นมาเฉยๆ แต่ผมต้องเล่าให้ฟังว่าช่วงนั้นผมไม่ชอบการเรียนหนังสือที่โรงเรียนเลย  ทุกวันผมจะรอคอยเวลาที่วิชาสุดท้ายเลิก และคุณคงพอจะจินตนาการได้ว่าผมผิดหวังแค่ไหนเมื่อผมมองดูที่ข้อมือเห็นว่าได้เวลากลับบ้านแล้ว แต่พอเงยหน้าขั้นมองนาฬิกาหน้าชั้นกลายเป็นว่าชั่วโมงเรียนเพิ่งจะผ่านไปแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น


ทุกครั้งผมจะตั้งนาฬิกาของผมใหม่และนั่งกัดฟันรอเวลาให้ผ่านไปช้าๆนาทีแล้วนาทีเล่า ผมบอกแม่ว่านาฬิกามีปัญหาแล้วถอดมันทิ้งไว้ที่บ้าน ให้ท่านดู แต่กลายเป็นว่ามันทำงานปกติสมบูรณ์ทุกอย่าง จนผมสวมมันที่ข้อมือ มันก็เสียอย่างเดิมแบบนี้ทุกครั้ง นาฬิกาเป็นกลไกที่ละเอียดอ่อนมาก และผมคงบังคับมันเข้าโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งน่าจะเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของผมต้องการให้เวลาเรียนผ่านไปเร็วๆ จิตของผมจึงไปหมุนเข็มนาฬิกาทุกครั้ง

ในที่สุด พ่อแม่ผมยอมซื้อนาฬิกาใหม่ให้ ตอนนั้นผมคิดว่า ผมคงจะได้นาฬิกาที่ใช้ได้จริงๆเสียที และในวันแรกที่ผมใส่นาฬิกาใหม่ ผมก้มลงมองดูเวลาและพบว่าเข็มนาฬิกาหงิกงอราวกับพยายามเจาะกระจกหน้าปัดออกมา นับแต่นั้นมาผมไม่ใส่นาฬิกาไปอีกนาน และก็ยังไม่ใส่จนถึงทุกวันนี้


ตอนนั้นผมค้นพบอย่างทุลักทุเลว่าผมสามารถงอช้อนได้ตั้งแต่เมื่ออายุเพียง 4 ขวบ ผมกำลังกินอาหารกลางวัน แม่ผมทำซุปเห็ดและผมนั่งกินซุปบนโต๊ะในครัว ทันใดนั้นช้อนซุปเกิดงอตัวและดันเอาชามซุปหกราดลงบนตักผม ผมกับแม่ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อผมโตขึ้น ผมพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกัน ผมรู้ว่ามีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นกับผมและมันไม่เกิดกับคนอื่นทั่วๆไปแน่ๆ เหตุการณ์แปลกๆพวกนั้นเริ่มทำให้ผมเชื่อว่าเพียงความคิดนั้นเคลื่อนไหววัตถุได้จริงๆ สิ่งประหลาดทั้งหลายเกิดขึ้นโดยผมไม่ได้ต้องการและทำให้ผมอับอายและรู้สึกแปลกแยก

แม้ตอนที่ผมพยายามแสดงพลังของ ผมเช่นบังคับเข็มนาฬิกา เพื่อนที่โรงเรียนก็หัวเราะเยาะผมเพราะคิดว่าผมได้แสดงกลหลอกเด็ก ซึ่งนั่นทำให้ผมไม่สบายใจ พ่อแม่ผมถึงกับแนะนำให้ผมไปพบนักจิตบำบัดเพื่อหาคำตอบ และเมื่อผมโตขึ้น ผมเรียนรู้ที่จะไม่แสดงออกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม เพราะนั่นจะทำให้ผมแปลกแยกจากคนอื่นๆทั้งหมด

ต่อมา หลังจากที่ผมผ่านช่วงเกณฑ์ทหารให้กับกองทัพอิสราเอลไปแล้ว ผมเริ่มทำงานเป็นนักแสดงบนเวที ผมชอบที่จะอยู่บนเวทีแล้วใช้พลังของผม เวลาผ่านไปผมก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อท่านรัฐมนตรีโกลดา เมอิร ถูกสื่อมวลชนขอให้ทำนายความเป็นไปของอิสราเอลในปีที่จะมาถึง ท่านรัฐมนตรีตอบอย่างติดตลกว่า “อันนี้น่าจะไปถามยูริ เกลเลอร์ นะครับ”
ในฤดูร้อนของปี ค.ศ.1971 นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งชื่อ อันดริจา พูฮาริค
มาพบผมที่เทล-อะวี เขาได้ยินเรื่องราวของผมและต้องการพิสูจน์ด้วยตัวของเขาเองว่าสิ่งที่ผมทำได้เป็นความจริงหรือไม่และไม่นานหลังจากนั้นอันดริจาได้ตัดสินใจว่าควรจะให้ผมเข้าโครงการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัดให้ชัดเจนโดยสมบูรณ์

ในฤดูใบไม้ผลิ ผมไปที่เยอรมนีเพื่อเปิดตัวต่อสาธารณะชน ในตอนแรกสื่อมวลชนประโคมข่าวว่าผมเป็นผู้ใช้เวทมนต์ ไม่ใช่นักพลังจิต แต่หัวข้อข่าวนั้นก็กลายเป็นเรื่องโคมลอยไปทันทีเมื่อผมได้ทำการหยุดรถเคเบิ้ลกลางอากาศและทำให้บันไดเลื่อนหยุดทำงานด้วยพลังจิตควบคุมวัตถุ

และที่เยอรมนีนี่เองที่ผมตัดสินใจตกลงทำตามคำและนำของพูฮาริค ที่จะเข้ารับการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ผมได้ทำการทดสอบต่อหน้า ดอกเตอร์เฟรดเบริท คารเกอร์แห่งสถาบันพลาสมาฟิสิกส์แมกซ์แพลงค์ ในการทดลองคราวหนึ่งดอกเตอร์คารเกอร์ถือแหวนโลหะไว้ในมือ เมื่อผมแตะแหวนนั้นเล็กน้อยแหวนก็บิดอย่างแรงจนขาดออกจากกันเป็นสองชิ้น นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันนำแหวนไปตรวจสอบอย่างละเอียดและให้ข้อสังเกตว่ารอยบิดของเศษแหวนดูคล้ายกับถูกบิดไปคนละทางด้วยคีมสองอัน ซึ่งผมไม่ได้ใช้อุปกรณ์พวกนั้น ทางสถาบันจึงประกาศว่า “พลังของชายผู้นี้เป็นปรากฏการณ์ที่ทฤษฎีทางฟิสิกส์อธิบายไม่ได้”และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ารับการทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกมากมายของผม
จากเยอรมนี ผมเดินทางไปที่แคลิฟอร์เนียเพื่อเข้ารับการทดลองที่ยาวนานและยืดเยื้อที่สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด (ปัจจุบันคือสถาบันนานาชาติ SRI.)
การทดลองได้รับการร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศ โดยการนำของนักฟิสิกส์เลเซอร์สองท่าน ดอกเตอร์ฮาล พูธอฟ และ ดอกเตอร์รัซเซล ทาร์ก คุณอันดริจาเองก็เข้าร่วมการทดลองนี้ด้วย รวมถึงกัปตันเอ็ดการ์ มิตเชลที่ได้ลงเหยียบดวงจันทร์เป็นคนที่ 6 ในภารกิจอพอลโล 14 ซึ่งกลายเป็นเพื่อนที่ดีของผมในเวลาต่อมา

พวกเขาแทบจะผ่าตัวผมออกมาดูในการทดลองครั้งนั้นเพื่อจะหาว่าผมทำอะไรและทำได้อย่างไร พวกเขาเริ่มศึกษาสิ่งที่ผมแสดงในสมัยก่อน การอ่านใจ การงอช้อน และเริ่มให้ผมทดลองทำสิ่งที่พวกเขาคิดขึ้นใหม่ เช่นการลบข้อมูลในม้วนวีดีโอเทป และเบี่ยงเบนตาชั่งดิจิตอลที่มีก้อนน้ำหนักวางไว้ ซึ่งผลก็คือค่าที่ตาชั่งอ่านได้บางครั้งจะน้อยกว่าและบางครั้งจะมากกว่าที่ก้อนน้ำหนักควรจะเป็น ในการทดลองเหล่านี้ผมจะนั่งเงียบๆรวบรวมความสนใจไปที่วัตถุนั้นๆและท่องคำที่เหมาะสมในใจ เช่นคำว่า “ลบ..ลบ”สำหรับม้วนวีดีโอเทปและ”ขยาย”ในกรณีก้อนน้ำหนักเพื่อให้มันหนักกว่าเดิม

ในขณะที่ผมประหลาดใจกับการทดลองใหม่ๆที่สถาบันนี้ ผมรู้สึกรำคาญที่ต้องนั่งตั้งจิตอยู่เฉยๆนานมากขนาดนั้นทุกวัน และมันยิ่งไม่ง่ายเลยเมื่อพลังของผมเริ่มดึงดูดปรากฏการณ์แปลกๆออกมาอีก : วัตถุบางชิ้นลอยขึ้น,บางชิ้นหายวับไปเฉยๆต่อหน้าต่อตาผมเองและคนที่อยู่ด้วยในขณะนั้น เทปบันทึกเสียงเริ่มบันทึกเสียงโดยที่ไม่ได้เปิดเครื่อง หรือเทปบางม้วยหายไปจากในเครื่องอัด หรือบางทีปุ่มอัดเสียงก็กดตัวมันเองให้ทำงานได้

และแล้ว ประสบการณ์ที่แปลกที่สุดเกิดขึ้นในคืนหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนที่นิวยอร์ก
ผมพักอยู่ในห้องเช่าในฝั่งตะวันออกของเมืองและไปเยี่ยมเพื่อนผม ไบรอนและมาเรีย เจนนิส ซึ่งอาศัยอยู่ในฝั่งตะวันออกเหมือนกัน ผมออกจากบ้านของเพื่อนทั้งสองเวลา 17:30 น. เพื่อซื้อของขวัญที่ห้างสรรพสินค้าแล้วกลับบ้านอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเอาไปให้เพื่อนเวลา 18:00 น. วันนั้น ที่ห้างสรรพสินค้า ผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าค่อนข้างมาก ผมจึงเปลี่ยนไปซื้อที่ร้านอื่นบริเวณนั้นและกลับบ้าน ผมเริ่มวิ่งเหยาะๆเพราะไม่ต้องการจะไปสายกว่าที่นัดไว้ ทันใดนั้น ผมรู้สึกแปลกอย่างที่สุด คล้ายๆกับว่าผมกำลังวิ่งถอยหลังและรู้สึกว่าตัวผมพุ่งขึ้นข้างบน สิ่งต่อมาที่ผมเห็นก็คือเขตระนาบรังสีแปลกๆอยู่เหนือหัวผมขึ้นไปในอากาศ และผมจึงพบว่าตอนนี้ผมอยู่กลางอากาศถูกดูดเข้าหาแผ่นรังสีนั่น โชคดีที่ผมรู้สึกตัวก่อนและมีเวลาเตรียมรับแรงปะทะที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ผมพุ่งทะลุแผ่นอะไรสักอย่างนั่น และหล่นลงบนโต๊ะกระจกตัวหนึ่ง ซึ่งผมตกใจมาก เพราะมันคือที่ที่ผมรู้จักดี มันคือบ้านของคุณอันดริจา พูฮาริคในเมืองออสซินิงก์ ซึ่งหากออกไปประมาณ 30 ไมล์จากนิวยอร์ก
เวลา 18:15 หลังจากที่ผมตกลงมาบนโต๊ะกระจก อันดริจากำลังดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้านและก็ได้ยินเสียงกระจกบานใหญ่แตกจึงรีบมาดู เขาแทบไม่เชื่อตาตัวเองที่เห็นผมนอนอยู่บนพื้นกับเศษกระจก ผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูก และขณะที่ผมกำลังพยายามลุกขึ้น มาเรียก็โทรมาจากนิวยอร์ก และพอคุณอันดริจาเอาหูโทรศัพท์ให้ผมคุยกับมาเรียเธอถึงกับพูดอะไรไม่ออกด้วยความประหลาดใจ ผมเพิ่งออกจากห้องเช่าของเธอเมื่อห้าสิบนาทีก่อนและไม่มีทางเดินทางมาที่นี่ด้วยวิธีทีเดินทางปกติเลย

ผมดีใจมากที่ สถาบัน SRI ประกาศ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้ว) ว่าสิ่งที่ผมทำเป็นผลจากจิตของผมโดยไม่เกี่ยวกับเทคนิคมายากลหรือการตบตาผู้ชมแบบอื่นๆแต่อย่างใด  ผมเคยถูกกล่าวหาว่าใช้เทคนิคแผลงๆในการทำสิ่งที่เกิดขึ้น เช่นว่าแอบเอาเครื่องยิงแสงเลเซอร์ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ (คุณคิดว่าผมจะมีแขนเหลือหรือไม่ถ้าผมทำแบบนั้น) หรือซุกสารเคมีที่มีอำนาจบิดงอโลหะไว้ในฝ่ามือ (นิ้วผมจะเป็นยังไงนะแบบนั้น)ไปจนถึงสะกดจิตผู้สังเกตการณ์และซ่อนเครื่องส่งวิทยุไว้ในฟัน ข้อครหาที่กล่าวมาล้วนน่าตลกสิ้นดี

ขณะที่เรากำลังจะจบโครงการทดลอง เราได้ยินว่านิตยสารTIMES กำลังจะตีพิมพ์เรื่องมั่วๆ (ขอใช้คำนี้นะคับ) อย่างหนึ่งเกี่ยวกับการทดลองนี้โดยไม่มีมูลความจริง พวกเขาร้องขอสำเนารายงานของทางสถาบัน ซึ่งไม่สามารถจะให้ได้ เพราะฮาล พูธอฟ กับ รัซเซล ทาร์ก กำลังจะนำเรื่องนี้ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร NATURE (ซึ่งพวกเขาลงจริงๆในเวลาต่อมา) เหตุการณ์ นี้เหมือนน้ำทะลักออกจากเขื่อน เราถูกโจมตีจากสื่อต่างๆรอบด้าน นิตยสาร NEW SCIENTIST นำเรื่องของเราในนิตสาร NATURE ไปขึ้นปกวิจารณ์และเชิญเหล่าผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแสดงความเห็นกันอย่างเป็นตุเป็นตะ นิตยสารต่างๆวิจารณ์เราอย่างไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์จนผลการทดลองของเราดูเหมือนขยะที่ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์เลย

ผมเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นของเขาเอง แต่สิ่งที่ไม่เคยทำให้ผมหยุดทึ่ง ก็คือการที่คนบางคนยินดีเสียเหลือเกินที่จะไม่ยอมรับเรื่องบางอย่างเพียงเพราะพวกเขาไม่เข้าใจมัน แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงบางคนซึ่งคุณเองก็คิดว่าเขาน่าจะฉลาดมาก ก็ยังปฏิเสธที่จะชื่นชมแนวคิดใหม่ๆเพราะมันขัดแย้งกับทฤษฎีของเขา เขาโจมตีแนวคิดใหม่นั้นว่าเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้และไม่คู่ควรต่อการใส่ใจ


ในยุคที่กำลังจะถึงปี 1970 ผมได้อำลาจากวงการสื่อมวลชน มีบางอย่างที่ผมต้องไปจัดการให้เสร็จสิ้น รวมถึงสุขภาพและภารกิจส่วนตัว ผมต้องใช้พลังของผมในการแก้ภาวะผิดปกติในการกินอาหารของผม (Bulimia eating disorder)

ผมแต่งงาน มีบุตรที่วิเศษสองคนคือแดเนียลและนาตาลี ผมรับงานลับๆที่บริษัท เอกชนและรัฐบาลจ้างผม และผมยังทำงานเป็นนักค้นหาตำแหน่งให้กับบริษัทน้ำมันและเหมืองแร่ขนาดยักษ์ ในกลางทศวรรษ 1980 ผมและครอบครัวย้ายจากอเมริกาไปอยู่ที่เกรท บริเทน ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ใกล้กรุงลอนดอน ซึ่งเราใช้ชีวิตที่นั่นอย่างสงบสุขเรื่อยมา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Uri Geller  เชิญที่เว็ปไซต์อย่างเป็นทางการของยูริเลยคับhttp://www.uri-geller.com

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 36316939
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!