Home arrow Youtube arrow น้ำมันหอมระเหยกับกลิ่นหอมของดอกไม้
Home    Contacts



น้ำมันหอมระเหยกับกลิ่นหอมของดอกไม้ PDF พิมพ์

 

วิธีการสกัดและแยกน้ำมันหอมระเหย

con_20060719103608_i.jpg

การสกัดหรือแยกน้ำมันหอมระเหยออกจากพืชนั้น ได้เริ่มทำกันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ เริ่มจากมนุษย์นำพรรณไม้หอมและดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ไปแช่น้ำแล้วนำไปดื่ม นำไปอาบ ต่อมาได้วิวัฒนาการก้าวหน้าขึ้นโดยการนำไปต้ม กลั่นด้วยไอน้ำ การใช้ไขมันดูดซับ การสกัดด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ ซึ่งแต่ละวิธีมีจุดประสงค์ก็เพื่อที่จะสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นหอมออกมาให้มากที่สุด และมีคุณภาพดีที่สุด

การที่จะสกัดน้ำมันหอมให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้นจำเป็นต้องศึกษาธรรมชาติและสรีระของพรรณไม้ชนิดนั้นๆ ต้นไม้บางชนิดมีสรีระไม่เหมือนกัน บางชนิดเมื่อเด็ดออกจากต้นแล้วกลิ่นจะลดลง เช่น กุหลาบ ฯลฯ การที่จะใช้วิธีการสกัดและแยกน้ำมันหอมระเหย จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยประกอบด้วยสารประกอบหลายตัวทั้งที่เป็นของแข็งและของเหลว ดังนั้น

การแยกน้ำมันหอมระเหยออกมาจากพืชที่ทำกันมากที่สุดก็คือ

การกลั่น (distillation) 

การสกัดด้วยไขมันเย็น (enflourage)

การสกัดด้วยไขมันร้อน (maceration)

การสกัดด้วยตัวทำระเหยง่าย (solvent extraction)

การบีบอัด (cold press method)

และการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่สภาวะเหนือจุดวิกฤติ (suppercritical carbondioxide extraction)

การกลั่น (distillation)

หลักการของการกลั่น คือ น้ำร้อนหรือไอน้ำเข้าไปแยกน้ำมันหอมระเหยออกมาจากพืช โดยการแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อพืช ความร้อนจะทำให้สารละลายออกมากลายเป็นไอปนมากับน้ำร้อนหรือไอน้ำนั้น อย่างไรก็ดี การกลั่นเพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพดีนั้น ต้องอาศัยเทคนิคขบวนการทางเคมีและกายภาพหลายอย่างประกอบกัน โดยทั่วๆไป เทคนิคการกลั่นน้ำมันหอมระเหยที่ใช้กันมีอยู่ 3 วิธีได้แก่

ก. การกลั่นด้วยน้ำร้อน (Water distillation & hyd-distillation)

เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดของการกลั่นน้ำมันหอมระเหย การกลั่นโดยวิธีนี้พืชที่กลั่นต้องจุ่มอยู่ในน้ำเดือดทั้งหมด พืชบางชนิดเบาอาจจะลอยก็ได้ แล้วแต่ความถ่วงจำเพาะของพืชนั้น การให้ความร้อนกับน้ำอาจให้ไปโดยรอบ หรือให้ท่อไอน้ำผ่านการกลั่นน้ำมันหอมระเหยนี้ ใช้กับของที่ติดกันง่ายๆ เช่นใบไม้บางๆ กลีบดอกไม้อ่อนๆ

ข้อควรระวังในการกลั่นโดยวิธีนี้คือ พืชจะได้รับความร้อนไม่สม่ำเสมอ ตรงกลางมักจะได้รับความร้อนมากกว่าด้านข้าง ซึ่งจะมีปัญหาในการไหม้ของตัวอย่าง กลิ่นไหม้จะปนมากับน้ำมันหอมระเหย และมีสารไม่พึงประสงค์ติดมาในน้ำมันหอมระเหยได้ วิธีแก้ไขคือ ใช้ไอน้ำร้อนหรือcoilจุ่มในหม้อต้ม แต่การใช้ coil นี้ ไม่เหมาะสมกับดอกไม้บางชนิด เช่น กุหลาบ จะกลั่นโดยใช้  steam coil ไม่ได้  เพราะเมื่อกลีบกุหลาบถูก steam coil จะหดตัว กลายเป็น glutinous mass จึงต้องใช้วิธีใส่ลงไปในน้ำ กลีบกุหลาบจะสามารถหมุนเวียนไปอย่างอิสระ ในการกลั่นเปลือกไม้ ก็เช่นกัน  ควรใช้วิธีกลั่นด้วยน้ำ น้ำจะซึมเข้าไปและนำกลิ่นออกมา หรือกลิ่นจะแพร่กระจายออกจากเปลือกไม้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การเลือกใช้วิธีการกลั่นจึงขึ้นกับชนิดของพืชที่นำมากลั่นด้วย          

ข. การกลั่นด้วยน้ำ และไอน้ำ (water and steam distillation)

การกลั่นโดยวิธีนี้ใช้ตะแกรงรองพืชที่จะกลั่น ให้เหนือระดับน้ำในหม้อกลั่น ต้มให้เดือด ไอน้ำจะลอยตัวขึ้นไปผ่านพืชหรือตัวอย่างที่จะกลั่น  ส่วนน้ำจะไม่ถูกกับตัวอย่างเลย ไอน้ำจากน้ำเดือดเป็นไอน้ำที่อิ่มตัว หรือที่เรียกว่า ไอเปียก ไม่ร้อนจัด เป็นการกลั่นที่สะดวกที่สุด คุณภาพของน้ำมันออกมาดีกว่าวิธีแรก การกลั่นแบบนี้ใช้กันอย่าง

กว้างขวางในการผลิตน้ำมันหอมระเหยทางการค้า

ค. การกลั่นด้วยไอน้ำ (direct steam distillation)

วิธีนี้ วางพืชอยู่บนตะแกรงในหม้อกลั่น ซึ่งไม่มีน้ำอยู่เลย ไอน้ำภายนอกที่อาจจะเป็นไอน้ำเปียกหรือไอร้อนจัด ใช้ความดันสูงกว่าบรรยากาศ ส่งไปตามท่อใต้ตะแกรง ให้ไอผ่านขึ้นไปถูกกับพืชบนตะแกรง ไอน้ำต้องมีปริมาณเพียงพอที่จะช่วยให้น้ำมันระเหยออกมาจากพืช พืชบางชนิดอาจใช้ไอร้อนได้ แต่บางชนิดต้องใช้ไอเปียก น้ำมันจึงจะถูกปล่อยออกมา ข้อดีของการกลั่นด้วยวิธีนี้คือ สามารถกลั่นได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเอาพืชใส่หม้อกลั่น ไม่ต้องเสียเวลารอให้ร้อน ปล่อยไอร้อนเข้าไปได้เลย  ปริมาณของสารที่นำเข้ากลั่นบรรจุในหม้อกลั่นได้มาก ทำให้ได้น้ำมันหอมระเหยมาก

การกลั่นทั้ง 3 วิธีนี้ สิ่งที่ผู้ปฏิบัติพึงระลึกพิจารณาด้วยคือ

การแพร่กระจายของน้ำมันหอมระเหยและน้ำร้อนผ่านเยื่อบางๆของพืช

การไฮโดรไลซ์สารองค์ประกอบต่างๆ เนื่องจากสัมผัสกับน้ำตลอดเวลา

ตลอดจนการสลายตัวของสารในน้ำมันหอมระเหยอันเนื่องมาจากความร้อน

 ถึงแม้ว่าก่อนนำพืชมากลั่นจะต้องหั่นหรือทำให้เซลล์แตก เพื่อจุดประสงค์ให้ได้น้ำมันหอมระเหยออกมาจากเซลล์ได้ง่าย แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีน้ำมันหอมระเหยบางส่วนที่อยู่ที่ผิวและถูกทำให้กลายเป็นไออย่างรวดเร็วด้วยไอน้ำ น้ำมันส่วนที่เหลือภายในจะออกมาสู่ผิวได้ก็โดยการซึมผ่านผนังบางๆ ของพืชและจะดำเนินไปได้ดีที่อุณหภูมิสูง แต่ข้อเสียคือที่อุณหภูมิสูงสารประกอบพวกเอสเทอร์จะถูกไฮโดรไลซ์ให้เป็นกรดและแอลกอฮอร์ได้ง่าย ดังนั้นเพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพดีที่สุด ควรกลั่นที่อุณหภูมิต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากได้น้ำมันน้อยควรใช้อุณหภูมิสูงขึ้น ใช้เวลาให้สั้นที่สุด การกลั่นจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ วัดอุณหภูมิและเวลาให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมที่สุด


ลุงเจิมศักดิ์ ปิ่นทองกับหลานๆ ทำไมหนังใหญ่ต้องเป็นรามเกียรติ์

ง ตัวหนังจะใช้แผ่นหนังวัว ฉลุเป็นรูปตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ และมีไม้ผูกทาบตัวหนังไว้ทั้งสองข้าง เพื่อให้ตัวหนังตั้งตรงไม่งอ และทำให้มีคันยื่นลงมาใต้ตัวหนังเป็นสองข้างสำหรับจับถือและยกได้ถนัด สถานที่เล่นจะปลูกโรงผ้าใช้ผ้าขาวคาดเป็นจอ ส่วนด้านหลังจอจะจุดไต้และก่อไฟไว้ เพื่อให้แสงทำให้เห็นเงาตัวหนังซึ่งมีลวดลายวิจิตรมาติดอยู่ที่จอผ้าขาว และการเชิดนั้นคนเชิดต้องเต้นไปตามจังหวะดนตรีและบทพากย์บทเจรจาด้วย การแสดงโขน ก็ประกอบไปด้วยการพากย์ เจรจา ขับร้อง และการเต้นทำท่าตามบทพากย์ จึงกล่าวได้ว่าโขนนำเอาการพากย์ เจรจา และท่าทางการเต้นการแสดงมาจากหนังใหญ่
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 36278669

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!