Home arrow บทความทั่วไป arrow บทความทั่วไป มิถุนายน 55
Home    Contacts



บทความทั่วไป มิถุนายน 55 PDF พิมพ์

หน้า 29

วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ดาบศักดิ์สิทธิ์ และอาวุธอันทรงฤทธิ์จากทั่วโลก

Pic_268753

อีกตำนานหนึ่งคือกษัตริย์อาเธอร์ดึงดาบออกมาจากก้อนหิน.

จำเดิมเมื่อครั้งพระผู้สร้างโลกได้บันดาลชีวิตขึ้นมา ตำนานแรกๆของมนุษย์ได้กล่าวถึงมหาศาสตราวุธที่องค์มหาเทพและเทพไททั้งปวงทรงมีประจำองค์ ในคัมภีร์พระเวทที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนั้นได้กล่าวถึง “วัชระ” อันเป็นศาสตราประจำองค์พระอินทร์ผู้เป็นประมุขแห่งทวยเทพ

“อสนีบาต” ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของวัชราวุธอันทรงฤทธิ์ขององค์ประธานาธิบดีสวรรค์

ในมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์ก็ได้กล่าวถึง “สายฟ้า” ของเทพซุสไว้ มีลักษณะคล้ายวัชระของพระอินทร์อยู่มากจนเชื่อว่าน่าจะมีต้นเค้าเดียวกัน

ต่อมาเมื่อคริสต์ศาสนาได้ประดิษฐานแน่น แฟ้นขึ้น พระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่าได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายขึ้นเรื่องราวจำเดิมแต่ครั้งอับราฮัมและบุตรชื่อไอแสคก็ได้ถูกกล่าวขึ้นมา

อับราฮัมเป็นผู้ที่มีศรัทธามั่นในพระผู้เป็น เจ้าเสมอจนแม้จะจับบุตรชายคนเดียวของตนมาสังเวยต่อพระองค์ก็ทำได้ แต่พระเป็นเจ้าก็ทรงเมตตาทดลองใจเท่านั้น แล้วทรงส่งทูตสวรรค์ลงมายับยั้งไว้

ลองกินุสใช้หอกแทงพระเยซู.

ลองกินุสใช้หอกแทงพระเยซู.

ในมือของอับราฮัมถือ “กริช” จ่อคอหอยไอแสคอยู่

กริชเล่มนั้นมีอีกชื่อในภาษาฮีบรูว์ว่า “อาเกดะห์ (Akedah)”

จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครหาพบหรือได้เคยเห็น มีแต่อยู่ในภาพวาดตามจินตนาการของศิลปินอย่างเรมบรานด์บ้าง หรืออย่างในภาพหล่อของกิเบอติและบรูเนลเลสชีบ้าง ว่ากันว่าน่าจะทำมาจากหินอุกกาบาตที่ตัดขอบจนคม กริชอาเกดะห์เป็นเพียงแค่ไม่กี่สิ่งที่เป็นศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับ “ตำนาน” ที่โด่งดังในประวัติศาสตร์โลก เชื่อว่านำมาซึ่งโชคลาภและอำนาจอันมิอาจต้านทานได้ให้แก่ตัวผู้ครอบครอง แต่เจ้าตัวก็ต้องมีบุญวาสนาพอด้วย

ไม่เช่นนั้นเทวดาก็ไม่ช่วยให้พบแม้เพียงเงา

อับราฮัมจะใช้กริชอาเกดะห์สังหารลูกชาย

อับราฮัมจะใช้กริชอาเกดะห์สังหารลูกชาย

ในบ้านเราอาวุธในระดับตำนาน ถ้าพูดถึงเรื่องดาบที่มีฤทธีมากที่สุดก็เห็นจะเป็น “ดาบฟ้าฟื้น” ของขุนแผนที่กว่าจะได้มาก็แสนยาก ต้องไปหาตะปูตอกฝาโลงผีตายโหงแล้วก็มวลสารศักดิ์สิทธิ์อะไรต่อมิอะไรอีกแยะกว่าจะตีขึ้นรูปได้เป็นเล่ม

อันนี้เป็นดาบในวรรณคดีครับ

แต่หากจะถามกันถึงดาบศักดิ์สิทธิ์จริงๆที่มีตัวตนอยู่แบบไม่ต้องสงสัยก็ต้องนี่เลยครับ “พระ แสงดาบคาบค่าย” ที่องค์สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าได้ทรงกระทำกฤษฎาภินิหารให้มวลหมู่ปัจจามิตรได้ประจักษ์จนครั่นคร้ามในพระบุญญานุภาพ จนมาถึงสมัยผลัดแผ่นดินจึงได้เกิดปาฏิหาริย์แห่ง “พระแสงขรรค์ชัยศรี” ที่ชาวประมงแห่งกัมโพชทอดแหได้จากต็องเลซัปในเสียมราฐใน พ.ศ.2327

จนมาเป็นหนึ่งในเครื่อง ราชูปโภคอันเป็นมิ่งมหามงคลยิ่งแห่งรัตนโกสินทร์

ดาบเอ็กซคาลิเบอร์ที่พิทักษ์ไว้โดยเทพธิดาแห่งทะเลสาบ

ดาบเอ็กซคาลิเบอร์ที่พิทักษ์ไว้โดยเทพธิดาแห่งทะเลสาบ

พระขรรค์เปรียบได้กับพระสติปัญญาและพระปรีชาที่เฉียบคมขององค์พระเจ้าแผ่นดิน นอกจากนั้น ยังมีพระแสงดาบเล่มงามที่พบในกรุพระ ปรางค์วัดราชบูรณะที่มีหัวขโมยไปขุดออกมาจนทำให้คนขุดนั้นเป็นบ้าเป็นบอไปด้วย เป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของชาติย่อมมีเทวดาอารักษ์ไม่ให้ตกถึงมือทุรชนได้

เรื่องมีอยู่ว่ามีคณะมิจฉาชีพผู้ไม่กลัวบาปกรรมพร้อมผู้ทรงอาคมได้กระทำการเจาะพระปรางค์วัดราชบูรณะจนเป็นโพรง แล้วเข้าไปนำเอาสมบัติเก่าแก่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยาออกมาเป็นจำนวนหลายถาดโบราณ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องทองที่เป็นเครื่องราชูปโภคกับราชกกุธภัณฑ์สำหรับกษัตริย์และพระบรมวงศ์ชั้นสูง นอกจากนั้น ยังมีเพชรนิลจินดาที่เจียระไนแบบเหลี่ยมโบราณอีกมาก

ทั้งหมดมีน้ำหนักนับ 100 กิโลกรัม!

พระอินทร์มีวัชระเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง

พระอินทร์มีวัชระเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง

เมื่อได้มาแล้วก็นำมาแบ่งกันแล้วแยกย้ายไป ส่วนเครื่องทองและถนิมพิมพาภรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างพระธำมรงค์หรือพระพุทธรูปทองคำก็ถูกค่อยๆทยอยนำออกขาย ว่ากันว่าในช่วงปี 2500-2501 ร้านทองบางแห่งเปิดเตาเบ้าหลอมทองกันทั้งวันคืนเพื่อแปรรูปทองโบราณให้เป็นทองคำแท่งจะได้ไม่ถูกจับ ส่วนฝ่ายที่ได้เครื่องทองชิ้นใหญ่อย่างศิราภรณ์ (เครื่องสวมพระเศียร) พระสุพรรณภาชน์และพระแสงทองคำไป เมื่อนำไปจำนำก็ไม่มีใครกล้ารับซื้อ จนวันหนึ่งเรื่องถึงแดงขึ้นมาเมื่อหัวขโมยรายหนึ่งเกิดสติฟั่นเฟือน เอาดาบทองคำมาร่ายรำไปมากลางตลาด

จะด้วยเวรกรรมที่ทำหยาบช้าไว้หรือความบังเอิญใดก็ไม่อาจทราบได้ ผู้มีบุญไม่ถึงต่างพากันเกิดมีอันเป็นไปต่างๆนานา ราวกับปู่โสมที่พิทักษ์ทรัพย์ไว้ท่านตามมาจัดการด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของการค้นพบเครื่องทองในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะนั้นมีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ท่านอาจไปหาชมทั้งเครื่องทองของจริงและเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นได้ครับ

ฝั่งญี่ปุ่นแดนอาทิตย์อุทัยก็มีดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เป็น 1 ใน 3 ของวิเศษที่ชาวญี่ปุ่นนับถือ ดาบนี้มีชื่อว่า “คุซานางิ (Kusanagi)” มีตำนานที่ยาวนานนับพันปี มีเรื่องเล่าว่าเก่าแก่ถึงสมัยอะมาเทราสุผู้เป็นสุริยเทวีและเมื่อใดที่กล่าวถึงดาบนี้จะต้องมีของศักดิ์สิทธิ์อีก 2 สิ่งพ่วงมานั่นคือ “พระฉาย (Mirror)” กับ “อัญมณี (Jewel)” สามสิ่งนี้ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งราชวงศ์ดอกเบญจมาสของญี่ปุ่น

วัชระ ศิลปะอินเดีย

วัชระ ศิลปะอินเดีย

ดาบหมายถึงความกล้าหาญ (Valor)

อัญมณีเปรียบได้กับปัญญาสว่างไสว

ส่วนพระฉายก็คือความกรุณาอันไพศาลที่สะท้อนออกไป

ของศักดิ์สิทธิ์แต่ละสิ่งอยู่แยกที่กัน โดยดาบหรือพระขรรค์อยู่ที่วิหารอัตสุตะที่เมืองนาโงย่า ส่วนพระฉายอยู่ที่มหาวิหารอิเสะและอัญมณี อย่างสุดท้ายอยู่ในพระราชวังอิมพีเรียล (โคคิว) ขององค์จักรพรรดิ จะถูกนำออกมาเมื่อมีวาระสำคัญยิ่งยวดเท่านั้น เช่น พระราชพิธีราชาภิเษก โดยในสมัยที่ญี่ปุ่นปราชัยในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นองค์จักรพรรดิฮิโรฮิโตได้ทรงกำชับเจ้ากรมวังให้รักษาของศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 สิ่งไว้ให้ดีที่สุดไม่ให้ไปตกอยู่ในมือศัตรู

ครั้งสุดท้ายที่มีผู้ได้เห็นราชกกุธภัณฑ์เหล่านี้ก็คือสมัยที่พระจักรพรรดิอากิฮิโตขึ้นครองราชย์ในปี 1989 ซึ่งผู้มาร่วมในพระราชพิธีนี้ก็มีอยู่ไม่มากนักเพราะเป็นส่วนหนึ่งของพิธีที่จัดเป็นการภายใน

ส่วนในตำนานของชาติตะวันตกในเรื่องดาบและอาวุธก็มีกล่าวถึงไว้มาก เรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักกันมากคือ “ดาบเอ็กซคาลิเบอร์” ที่เป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าอาเธอร์ที่แฟนานุแฟนน่าจะรู้จักกันดี ด้วยคิงอาเธอร์ที่ว่านี้ยังเป็นที่ถกกันอยู่มากว่าทรงมีพระองค์จริง หรือเป็นเพียงพระราชาในตำนาน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 ประการของราชวงศ์ญี่ปุ่น

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 ประการของราชวงศ์ญี่ปุ่น

เรื่องดาบของพระองค์ก็มีสตอรี่ปาฏิหาริย์ไม่แพ้กันตรงที่เดิมทีเป็นของที่เสียบอยู่ในศิลาแล้วก็ยังมีเวอร์ชั่นที่ดาบถูกพิทักษ์ไว้โดยเทพธิดาแห่งทะเลสาบ โดยนางบอกว่านามของดาบนี้แปลว่า “ดาบที่สามารถตัดเหล็กกล้าได้”

เริ่มจากตำนานดั้งเดิมแห่งกษัตริย์อาเธอร์ที่ว่าเมื่อครั้งทรงพระเยาว์นั้นทรงแสดงพระบุญญาธิการโดยการดึงดาบเล่มใหญ่ออกจากศิลาได้อันเป็นการแสดงว่าทรงสืบเชื้อสายมาจากบุรพกษัตริย์ อูเธอร์ เพนดรากอน ส่วนตำนานอีกกระแสหนึ่งให้พระเจ้าอาเธอร์ได้ดาบนี้จากเทพธิดาแห่งทะเลสาบหลังจากทรงขึ้นครองราชย์แล้ว

และนอกจากดาบศักดิ์สิทธิ์เอ็กซคาลิเบอร์แล้วน้อยคนจะรู้ว่าคิงอาเธอร์ท่านยังมีอาวุธคู่พระกาย อีกถึง 2 อย่างครับ นั่นคือกริช “คานเวนแนน (Carnwennan)” กับหอกชื่อ “รองโกมัยเนียด (Rhongomyniad)” เริ่มจากกริชนี้ก่อนว่ามีสตอรี่ว่ากษัตริย์พระองค์นี้เคยใช้สังหารแม่มดมืดโดยการฟันนางจนขาดครึ่ง ส่วนหอกนั้นมีกล่าวถึงไว้ผ่านๆในตำนานเท่านั้น

ในส่วนของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำเผด็จการนาซีก็เคยมีความเชื่อในเรื่องศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์จะนำฤทธิ์มาสู่เจ้าของได้ ในสมัยที่เขายังเป็นหนุ่มน้อยนักวาดภาพเร่ร่อนอยู่ เขามักหาโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในปราสาทเก่าที่เก็บสมบัติชิ้นหนึ่งของตระกูลฮัปสบวร์กไว้นั่นคือ “หอกศักดิ์สิทธิ์” ครับ เรื่องนี้มีปรากฏอยู่ในพระวรสาร นักบุญยอห์น (The gospel of John) ฉบับเดียวไม่ปรากฏในพระวรสารฉบับอื่น โดยหอกเล่มนี้เชื่อว่าเป็นหอกที่ “ลองกินุส (Longinus)” ทหารโรมันใช้แทงสีข้างขององค์พระคริสต์ขณะที่ทรงรับพระทรมานอยู่บนไม้กางเขน

ครั้นจำเนียรกาลผ่านไป หอกก็ได้ตกอยู่ในมือของมหาบุคคลระดับโลกเยอะครับ อาทิ ธีโอโดสิอุส, อาละริก (บา-บาเรียน ผู้ปล้นโรม), เฟรเดริก บาบา-รอสซา (พระเจ้าเคราแดง) และพระเจ้าชาร์ลมาญ กษัตริย์ผู้ยิ่งยงผู้เริ่มวงศ์โรมันศักดิ์สิทธิ์ในยุโรป

ซุสมีสายฟ้าเป็นอาวุธ

ซุสมีสายฟ้าเป็นอาวุธ

โดยเฉพาะพระองค์สุดท้ายนี้มีเรื่องราวอภินิหารเกี่ยวกับหอกนี้เยอะครับ เล่ากันว่าพระองค์ทรงมีหอกนี้อยู่ข้างพระวรกายเสมอยามออกศึก ทำให้ทรงได้ชัยชนะต่อหมู่มวล
อมิตรถึง 47 ครั้ง

ความเชื่อที่สืบกันมาของผู้ที่ครอบครองอาวุธนี้ก็คือมันจะสร้างพลังอำนาจอันประมาณมิได้ให้กับผู้เป็นเจ้าของ รวมถึงอำนาจที่จะครองทั้งโลกได้ด้วย ซึ่งนั่นคือสุดยอดที่ฮิตเลอร์ปรารถนา

แต่กว่าหอกนี้จะตกมาถึงอาณาจักรไรช์ที่ 3 ก็ได้ผ่านมือจอมคนระดับโลกมาแล้วหลายท่าน ดังที่เล่าไปมีพระเจ้าชาร์ลมาญ, จักรพรรดินโปเลียนเป็นอาทิ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่ฮิตเลอร์ปลาบปลื้มกับประวัติบุคคลสำคัญเหล่านี้มากครับ

ที่กล่าวมาคือตัวอย่างของศาสตราวุธพิเศษที่เกิดขึ้นมาในพิภพแห่งนี้และเป็นที่ยอดปรารถนาของผู้มีอำนาจมาทุกยุคสมัย

ทั้งที่ในที่สุดก็ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าแม้สักคน.


โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช และ
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 36152528
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!