Home arrow บทความทั่วไป arrow บทความทั่วไป มีนาคม 55
Home    Contacts



บทความทั่วไป มีนาคม 55 PDF พิมพ์

หน้า 22

วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

ต้นกำเนิด “ว่าว” ไทยเริ่มสมัยสุโขทัย ปัจจุบันกำลังเลือนหายไป??

เชื่อกันว่ากว่า 4,000 ปีมาแล้วที่มนุษย์สามารถบังคับวัตถุที่หนักกว่าอากาศ ให้ต่อต้านแรงดึงดูดโลก ลอยขึ้นไปบนฟ้าได้ครั้งแรก ซึ่งสิ่งนั้นมีชื่อเรียกว่า “ว่าว” โดยมีความเชื่อว่าจีน เป็นชนชาติแรกที่สามารถสร้างว่าวได้ ซึ่งในสมัยนั้นจีนได้ใช้ประโยชน์ของว่าวทางการทหาร เช่น บินว่าวเพื่อวัดระยะของข้าศึก ผูกนักโทษขึ้นไปกับว่าวในวันที่ฝนฟ้าคะนอง เมื่อนำนักโทษลงมาแล้วไม่ตายก็ออกเรือได้ นับเป็นการพยากรณ์อากาศครั้งแรกของโลก

อินเดียนับเป็นอีกหนึ่งชาติที่เชื่อว่าชนชาติของตนบินว่าวมานานนับพันปี ซึ่งชาวอินเดียนิยมบินว่าวต่อสู้กันกลางอากาศ โดยบินว่าวขึ้นไปหลายๆตัวพร้อมกันแล้วโฉบร่อนว่าวใช้สายป่านตัดสายป่านคู่ต่อสู้ให้ขาด ซึ่งที่สายป่านจะมีการนำเศษแก้วบดละเอียดผสมกาวเคลือบตลอดเส้น และที่อินเดียไม่ได้เล่นว่าวกันเฉพาะบนพื้นเท่านั้น ยังมีการเล่นว่าวกันบนหลังคาบ้าน บนต้นไม้ อีกด้วย การบินว่าวนั้นยังมีการเล่นกันมาอย่างยาวนานในหลายประเทศ เช่น ปากรสถาน อิหร่าน อิรัก กรีก และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลี และอีกหลายประเทศในเอเชีย

ในประเทศไทยทุกคนคงรู้จักและคุ้นเคยกับว่าวมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ซึ่งว่าวไทยนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีความนิยมเล่นว่าวในหมู่เจ้านาย จนมีเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องราวความรักของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งโปรดการเล่นว่าว วันหนึ่งพระองค์ทรงเล่นว่าวในวัง แต่สายป่านขาดลอยไปตกที่หลังคาบ้านพระยาเอื้อ เมื่อถึงเวลากลางคืนพระองค์จึงปลอมตัวเป็นคนสามัญ ปีนออกจากวังไปเก็บว่าวที่บ้านพระยาเอื้อ แล้วพบว่าพระยาเอื้อมีลูกสาวสวย ทำให้พระองค์เกิดความรักกับลูกสาวพระยาเอื้อ

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา การเล่นว่าวได้รับความนิยมมาก ไม่จำกัดแค่พระมหากษัตริย์ และในหมู่เจ้านาย แต่สามัญชนก็นิยมเล่นเช่นกัน ทำให้มีการแข่งขันว่าวจุฬา และปักเป้าเกิดขึ้นในสมัยนี้ โดยมีหลักฐานจากจดหมายเหตุของ มองซิเออร์ เดอลาลูแบร์ อัครราชฑูตจากราชสำนักฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ซึ่งมีเนื้อหาบรรยายไว้ในจดหมายเหตุ การเดินทางไว้ว่า "ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าของทุกเดือน ตลอดระยะเวลา 2 เดือนของฤดูหนาว และทรงแต่งตั้งขุนนางให้คอยผลัดเปลี่ยนเวรกันถือสายป่านไว้"

สมัยรัตนโกสินทร์ การเล่นว่าวยังเป็นที่นิยมกันอยู่มาก โดยในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเล่นว่าวได้ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งก่อนหน้านั้นผู้ที่เล่นว่าวใกล้พระบรมมหาราชวังมีโทษถึงการตัดมือ เนื่องจากว่าวอาจลอยไปทำลายยอดและเครื่องประดับของตัวปราสาท การนิยมเล่นว่าวแพร่หลายมากขึ้นตลอดเวลา ทำให้สมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการจัดการแข่งขัน ว่าวจุฬา-ปักเป้า ชิงถ้วยทองคำพระราชทานขึ้น ที่พระราชวังดุสิต การแข่งขันนี้มีเป็นประจำทุกปี จนสิ้นรัชสมัยของพระองค์

จากนั้นการเล่นว่าวได้ลดความนิยมและเกือบจะสูญหายไป แต่รัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูกีฬาว่าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้จัดการแข่งขันกีฬาว่าวระหว่างจุฬา-ปักเป้าประจำปีขึ้นมาอีกครั้ง แต่ความนิยมในการเล่นว่าวก็ต้องลดน้อยถอยลงไปอีก เนื่องจากรัฐบาลไม่ส่งเสริม เพราะว่าวเป็นสิ่งที่สร้างปัญหากับระบบการจ่ายไฟฟ้า เพราะมีว่าวไปติดสายไฟหลายแห่ง รวมถึงเคยมีคนถูกไฟดูดตายเพราะว่าวบ่อยครั้ง จึงทำให้การเล่นว่าวเสื่อมความนิยมลงไป

ปัจจุบันมีกลุ่มคนที่เล่นว่าวอย่างจริงจังอยู่น้อยมากในประเทศไทย คนมีที่มีภูมิปัญญาด้านนี้เริ่มร่อยหรอลง เด็กรุ่นใหม่ที่เล่นว่าวกันอย่างสนุกสนานเหมือนสมัยก่อนเริ่มไม่มีให้เห็น เป็นที่น่าเสียดายหากการละเล่นที่สืบทอดมานานกว่า 700 ปีในประเทศไทยจะเลือนหายไป อยากให้คนไทยทุกคนเห็นความสำคัญและหันมาอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปะของชาติอีกหนึ่งแขนงให้คงอยู่คู่กับประเทศเราต่อไป

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 36288143

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!