Home arrow บทความทั้งหมด arrow วีดีโอ arrow มอเตอร์ไซต์ไต่ถัง
Home    Contacts



มอเตอร์ไซต์ไต่ถัง PDF พิมพ์

มอเตอร์ไซต์ไต่ถัง 1/2

คลิกครับ

มอเตอร์ไซต์ไต่ถัง 2/2

คลิกครับ

โชว์มอเตอร์ไซต์ไต่ถัง การฝึกฝนให้สามารถขี่ไต่ถังได้ ไม่ใช่เรื่องหมูๆ

หลักการของมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง ดาวเทียม และทดลองเหวี่ยงลูกปิงปองในถ้วยแก้วให้น้องๆดู ว่าทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร คลิกค่ะ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

โลดโผนแบบมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง


Axen AirCard Hi-End Siemens Chipset ราคาใกล้เคียงแอร์การ์ดจีน

คลิกค่ะ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

เสียงเครื่องยนต์จากยานพาหนะสองล้อประเภทรถมอเตอร์ไซด์ดังกระหึ่ม พร้อมกับการเคลื่อนไหวขนานกับพื้นโลกไปตามผนังของถังไม้ รวดเร็วราวกับสายลมที่กรรโชกพัดผ่านมาวูบเดียวแล้วหายวับไป ก่อนที่จะหวนกับมาอีกครั้ง ด้วยท่วงท่าผาดโผนพร้อมกับวงล้อหมุนขับเคลื่อนความเร็วโจนทะยานไต่ไปตามถัง นั่นคือการแสดงที่รู้จักกันในชื่อของ "รถมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง"

ซึ่งกว่าจะไต่ขึ้นไปถึงขอบถัง สร้างความตะลึงพรึงเพริดเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาหลายร้อยคู่ได้ วรวุฒิ กัลยาณพันธ์ หนุ่มนักบิดประจำถังผู้นี้ต้องผ่านบททดสอบ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

โลดโผนแบบมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

เสียงโฆษกประกาศเชิญชวนผู้คนให้เข้ามาชมการแสดงแข่งกับเสียงเพลงที่ดังลั่นแดนซ์เซอร์สาวกำลังเต้นอวตามจังหวะเพลงเรียกร้องความสนใจแก่สายตาผู้ผ่านไปมา เสียงเร่งเครื่องยนต์ดังกระหึ่มออกมานอกถังไม้ วิ่งวนรอบถังไปมาหลายๆรอบ ทันใดนั้นเสียงที่ดังอยู่ระดับพื้นก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นไปในระดับสูงขึ้นกระทั่งถึงขอบถัง ก่อนที่จะสลับลงมาสู่พื้นล่างและขึ้นไปอีกครั้ง

ภายในถังทรงสูงขนาด 6 เมตร ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางควบมอเตอร์ไซด์ขับวนไปมาบนพื้นล่าง ทันทีที่เครื่องร้อนได้ที่ถึงระดับหนึ่ง จึงไต่ขึ้นไปวิ่งบนไม้กระดานที่พาดเชื่อมระหว่างพื้นและฝาผนัง ทะยานผ่านเส้นเขียวขึ้นไปโคจรรอบถังทำมุม 90 องศาขนานกับพื้น

เวลาผ่านไปรถคันเดิมวิ่งผ่านแตะเส้นเหลือง ชายหนุ่มเริ่มขยับลำตัวเปลี่ยนท่าทางการขับขี่จากบิดธรรมดาเป็นปล่อยมือทั้งสองข้าง พร้อมกับชูขึ้นเหนือศรีษะ คล้ายแฟนบอลแสดงท่าทางดีใจ เวลาฟุตบอลทีมโปรดทำประตูฝ่ายตรงข้าม นั่งขัดสมาธิโบกไม้โบกมือทักทาย เท้าสะเอวยืนบนมอเตอร์ไซด์ ยืนไหว้ ไต่ระดับอย่างรวดเร็ว ผ่านเครื่องหมายเส้นสีแดงโฉบขึ้นมาทักทายผู้ชมอย่างใกล้ชิดถึงขอบถัง ทำเอาผู้ชมบางคนเผลอปล่อยมือที่จับขอบเชือก พร้อมกับถอยหลังโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผู้ชมบางคนหยิบแบงค์สีต่างๆออกมา พร้อมกับโบกไปมาอย่างท้าทาย ชั่วเวลาเพียงไม่กี่วินาทีแบงค์ดังกล่าวก็อันตรธานหายไปอยู่ในมือของชายหนุ่มนักบิดมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

พลันที่การแสดงเสร็จสิ้นในแต่ละรอบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นด้วยความทึ่งในความสามารถ ชายหนุ่มยกมือไหว้รอบทิศขอบคุณผู้ชมที่ปรบมือให้

"เวลาพักอยู่ในช่วงที่ขี่เสร็จแล้วรอคนดูเต็มพร้อมขึ้นไปขี่รอบต่อไป นั่นคือช่วงพัก เหนื่อยครับ มันทำให้เพลีย ปวดเมื่อยตัว เกร็งใช้สายตาเวลาขี่" เสียงชายหนุ่มพูดปนหอบก่อนที่จะเริ่มต้นชีวิตนักไต่ถัง

พื้นถังไม่ต่างจากพื้นถนน

หลายคนอดทึ่งไม่ได้ในความเก่งกล้าของหนุ่มนักบิดประจำถังผู้นี้ หากย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ความกลัวเป็นเหตุให้เขาเลือกที่จะทำหน้าที่คนขายตั๋วหน้างานแทนการแสดงโลดโผนดังกล่าว ภายหลังเมื่อพี่ชายต่างแยกย้ายไปสร้างครอบครัว ทำให้ตำแหน่งนักบิดประจำถังว่างลง ด้วยความตั้งใจที่จะสืบต่อกิจการที่ผู้เป็นพ่อสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง วรวุฒิ กัลยาณพันธ์ ขณะนั้นอยู่ในวัยเพียง 17 ปีจึงสละความกลัวก้าวสู่ตำแหน่งนักขี่มอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

"ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่หากินอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ตอนแรกพี่ชายขี่ก่อนแล้วผมจึงมาขี่ แต่ก่อนกลัวไม่กล้า พ่อแม่ก็ตามใจไม่บังคับ ให้ผมไปทำหน้าที่ขายบัตรหน้างาน ต่อมาพวกพี่ๆต่างมีครอบครัวกันหมด ไม่มีคนมาช่วยผมจึงต้องช่วย ตอนเริ่มฝึกอายุ 17 ปี เรียนอยู่ม.4"

ใช้เวลาหลังเลิกเรียนและวันหยุดในการฝึกซ่อม "หัดไปเรื่อยๆเป็นไปตามขั้นตอน วนขึ้นลงจนคล่อง หายเวียนหัว แล้วก็ฝึกวนขึ้นแผ่นอีกครั้ง เวลาที่ใช้ฝึกแล้วแต่คน ถ้าขยันหน่อยไม่เกินเดือนก็ขึ้นไปไต่ผนังได้ บางคนใจกล้าก็เป็นเร็วหน่อย บางคนใจกล้าแต่ไม่รู้ทักษะก็ไม่เป็น ต้องควบคู่กันไป แต่ของผมใช้เวลาฝึกนานเหมือนกัน เพราะติดเรียน อาศัยวันหยุดและหลังเลิกเรียนมาแสดง พอขี่ขึ้นได้ก็แสดงควบคู่ฝึกซ้อม จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่หยุดฝึกซ้อมพัฒนาฝีมือและคิดค้นท่าทางการแสดงอย่างต่อเนื่อง"

เขาเล่าถึงความทรงจำในวันแรกของการแสดงให้ฟังว่า "งงแปลกใจตัวเอง ไม่นึกว่าจะกล้าทำได้ แต่ก่อนแค่ซ้อมก็ร้องไห้แล้ว กลัว ขึ้นไปแล้วมันดูดมองอะไรไม่เห็น ใหม่ๆที่จับรถขึ้นมาแล้ววนรอบ มองอะไรไม่เห็นเลย มันเป็นแรงเหวี่ยงดูดติดเลย"
วิ่งบนแผ่นไม้ราวกับวิ่งบนพื้นถนน "เวลาขึ้นไปอยู่ข้างบนก็เหมือนกับการขับขี่บนท้องถนนธรรมดา เพียงแต่มันตะแคงแค่นั้นเอง พอขึ้นแผ่นไม้ได้ก็เหมือนวิ่งไปตามถนน จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเหมือนกันหมด แต่ต้องประคองความเร็วระวังไม่ให้พ้นขอบถัง เร็วไปก็ไม่ดี อันตราย ช้าไปก็ตกได้"

ณ วินาทีเสี่ยงตาย

นอกเหนือจากความสามารถในการประคองรถไปมาบนถังแล้ว ยังมีการแสดงท่าทางทรงตัวระหว่างที่รถวิ่งไปมาสร้างความตื่นตาตื่นใจและอดหวาดเสียวแทนผู้แสดงไม่ได้

"คิดดัดแปลงท่าไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ท่านั่งธรรมดา นั่งธรรมดาปล่อยมือ ใช้ขายันแฮนด์รถแล้วนั่งขัดสมาธิ นั่งขาไขว่ห้าง ยืนบนรถ ออกมายืนนอกรถ ยืนขาเดียวถอดเสื้อใส่เสื้อ ถอดเสื้อปิดตา นอนขี่" วรวุฒิบอกว่า ท่าที่ยากที่สุดคือการออกมายืนนอกรถพร้อมกับใช้ขาซ้ายวางไว้บังโคลนหน้าแล้วปล่อยมือ แม้จะเป็นท่าที่ยาก แต่ก็เป็นท่าที่เขาชื่นชอบมากที่สุด "ท่าออกไปยืนนอกรถ แปลกใจดีว่าออกมาได้อย่างไร ท้าทายดี"

กว่าจะเป็นท่วงท่าที่สวยงามบนเบาะรถแลกมาด้วยแผลเต็มตัว "ยากทุกท่าและมีโอกาสพลาดได้ทุกท่า ตกบ่อยมีตลอดเวลา ก่อนแสดงเชคระวังอยู่แล้ว แต่ว่ายางมันจะแตกเมื่อไร เป็นอะไรเราไม่รู้ล่วงหน้า ขับวนๆไปยางเกิดแตกขึ้นมา โอกาสพลาดมันมีตลอด ส่วนมากยางจะแตก ถ้าค่อยๆรั่วสามารถขับลงพื้นได้ แต่ถ้ากะทันหันก็คือวูบเลย พอหมดแรงเหวี่ยงก็ร่วงตกลงมา พอรู้ว่าจะหล่นผมจะกระโดดมาจากรถ เอาช่วงหลังลงก่อน ครั้งหนึ่งเคยไปแสดงที่ขอนแก่น รถตกลงมาประมาณ 5 เมตรจากพื้น หลังกระแทกจนกระดูกหลังเคลื่อนแล้วก็ปวดหลังมาก ตกบ่อยขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นมากหรือน้อย ตกลงมาแน่นิ่ง จากนั้นถูกนำส่งโรงพยาบาล"

แม้จะร่วงหล่นลงมาสู่พื้น การแสดงก็ยังคงดำเนินต่อไป "คนยืนรอดูเยอะแยะ ตกลงมาแล้วเรายังพอลุกไหวอยู่ จับรถคันอื่นขี่ขึ้นแสดงต่อ นอกจากไม่ไหวต้องส่งโรงพยาบาล ปีก่อนยางล้อหน้าแตกตกลงมาก็ไม่เป็นไร เลือดไหล แตกหน่อย ไปพันแผลที่โรงพยาบาลแล้วก็กลับมาขี่ต่อ เคยสวมใส่ชุดป้องกัน เหมือนพวกแข่งรถสนาม แต่เวลาใส่แล้วอึดอัดไม่ถนัด ยิ่งหมวกกันนอคใส่ไปก็ไม่ถนัด หนักหัวชอบหลุดระหว่างแสดง"

การตั้งสติอยู่ในความไม่ประมาทเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการแสดงแต่ละครั้ง "ตอนแสดงไม่คิดอะไร เวลาขี่นึกกลัวเดี๋ยวเราก็กลัวเปล่าๆ ขี่สบายๆ จะตกเมื่อไรก็ตกไป ปล่อยสมองให้ว่างเปล่า เพราะถ้าคิดเราก็ไม่มีสมาธิ ขี่เล่นไปเรื่อยๆ เล่นกับคนดู มันแค่เสี้ยววินาทีเดียวเอง ต้องมีสติดีๆ เพื่อเซพตัวเอง"

แม้จะเป็นสิงห์นักบิดประจำถัง แต่ก็ไม่เคยออกไปโลดโผนโจนทะยานบนท้องถนนของจริง "สนุกผ่อนคลายความเครียดจากรถมอเตอร์ไซด์ไต่ถังไม่เคยออกไปซิ่งบนถนน อันนี้เราทำมาหากิน ไม่ได้ไปรบกวนใคร"

4 ล้อไต่ถัง

ไม่เพียงแค่นำรถมอเตอร์ไซด์ขึ้นไปไต่บนถัง เขายังนำรถยนต์ 4 ล้อขึ้นไปโลดโผนบนถังมาแล้ว "ตอนนี้มีรถปิ๊กอัพ รถเอ็นวี ไต่ถัง เอาไว้ออกหน้างานเพราะค่าขนย้ายสูง ช่วงหน้าฝนเอาไปตั้งทิ้งไว้ เพื่อให้ถังยังคงสภาพกลม เวลาแสดงทีก็ใช้รถเครนยก"

มอเตอร์ไซด์ขี่ง่ายกว่า "การบังคับขึ้นลงไม่เหมือนกัน ฝึกรถยนต์ต้องเริ่มต้นใหม่ เลี้ยงรถยนต์ต้องเลี้ยงให้ได้รอบ ยังไม่ชำนาญ ใช้ความเร็วให้คงที่ เกียร์ 2 วิ่งไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถยนต์แค่ปล่อยมือ 2 ข้าง รถมอเตอร์ไซด์แสดงได้ทุกท่า"นอกจากประเภทของรถที่ต่างกันแล้ว รถมอเตอร์ไซด์ไต่ถังและรถยนต์ไต่ถังยังมีเรื่องของขนาดถังที่แตกต่างไปตามขนาดของยานพาหนะที่ใช้ กล่าวคือ ตัวถังจะมีขนาดใหญ่กว่า "ถังมันใหญ่กว่านี้เยอะ แต่เวลาขับและลักษณะการแสดงคือขับรถไต่วนขึ้นไปตามตัวถังเหมือนกัน ต่างกันที่ขนาด"

อุบัติเหตุน้อยกว่ารถมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง "เคยตกเพราะรถมันตะแคงพลิก มันยังไม่ได้รอบของมัน ตกลงมาก็เละ เพราะมันตีลังกา รถยนต์อุบัติเหตุน้อยกว่ามอเตอร์ไซด์ เวลาแสดงขึ้นไม่กี่รอบก็ลง เพราะเป็นการแสดงที่อันตราย"

วรวุฒิในวัย 23 ปีทำงานแทบทุกวันไม่มีวันหยุด "ปีหนึ่งวิ่งตลอดไม่มีวันหยุด ถ้าไม่เจ็บป่วยหรือไม่สบายจริงๆก็จะแสดงตลอด งานส่วนมากแสดงจะจัดอยู่ 7 หรือ 9 วัน ช่วงหน้างานจะมีงานเยอะ ตั้งแต่เดือนตุลาเป็นต้นไปไป เคยเหนื่อย ท้อ ลูกน้องไม่มี เหลืออยู่แค่ 2-3 คนช่วยกันปลูกถัง ทั้งวันทั้งคืนไม่ได้นอน อย่างถังขนาด 6 เมตรใช้เวลาเป็นวัน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน อย่างวันที่เล่นวันสุดท้าย แสดงเสร็จ 4-5 ทุ่มเราก็รื้อเลย"

ในแต่ละวันแสดงหลายรอบ "แสดงประมาณ 5 นาที ถ้าช่วงไหน คนเยอะหน่อยเราก็ทำรอบทำเวลาแสดงประมาณ 3 นาที กะเอาไม่เคยจับเวลา ถ้าคนเยอะก็จะแสดงท่าน้อยลง ทั้งวันทั้งคืนอยู่ไม่เกิน 30 รอบ บางครั้งเลิกเที่ยงคืน กว่าจะถึงบ้านก็ตี 2 กว่าจะได้นอน ถ้าวันไหนไม่ได้ไปไหนก็ตื่น 4-5 โมงเช้า เที่ยงมาถึงก็เปิด เลิกก็นอน ตื่นก็มาแสดง ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แต่ก็ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลไม่มีแข็งแรง มีแต่เพลีย ไม่เหมือนการขี่รถธรรมดา ขี่แบบนี้เราต้องทรงตัว ใช้ร่างกายเกร็งเหมือนกัน เกร็งแขน ขี่ไปแล้วก็จะมึนมองอะไรไม่เห็น เราก็ต้องขี่วนเพื่อปรับสายตาให้ชิน"

หลายคนทึ่งในความสามารถ มีแฟนคลับที่ตามไปให้กำลังใจเกือบจะทุกที่ที่ไปแสดง แต่หากมองย้อนกลับไปดูการแสดงของตัวเอง เขาบอกว่า "เฉยๆไม่คิดว่าเท่ เหมือนการทำงานอย่างหนึ่ง ไม่ได้คิดอะไร เอาชีวิตมาหากิน ได้ช่วยเลี้ยงครอบครัว อีกอย่างเป็นสิ่งที่พ่อสร้างมา อยากอนุรักษ์ไว้ แต่ก็ดีใจที่คนดูชอบปรบมือให้ ผมไม่ได้ใฝ่ฝันเลยว่าจะมาขี่รถไต่ถัง เราออกจากโรงเรียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว จะไปไหน แต่ถามว่าอยากทำอย่างอื่นไหม อยากเปิดร้านธรรมดา แต่ถ้าเราไปปุ๊บ กิจการที่พ่อสร้างมาทิ้งไม่ได้ คิดว่าจะทำจนแก่ตาย ทำเลี้ยงแม่"เขาฝากไปถึงคนที่อยากเข้ามาเป็นหนุ่มนักบิดไต่ถังทิ้งท้ายว่า "ต้องใจรัก ไม่ใช่ว่าขี่ไปแล้ว ขึ้นได้แล้วก็เลิก ขี่แค่ช่วงสั้นๆ"

***
ไขปริศนา "รถไต่ถัง"

ภายนอกกระโจมการแสดง "มอเตอร์ไซด์ไต่ถัง" เต็มไปด้วยไทยมุงยืนลุ้นไปกับเสียงเครื่องยนต์ และตื่นตาไปกับภาพของถังไม้สั่นไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของ 2 ล้อมอเตอร์ไซด์ หลักการของมอเตอร์ไซด์ (Motorcross in the cage) สามารถไต่ถังเกิดจากแรงสู่ศูนย์กลาง โดย สุเมธ อาวสกุลสุทธิ นักวิชาการ 6 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยกตัวอย่างการทดลองเพื่อให้เข้าใจทฤษฎีว่า

"นำเชือกร้อยมุมทั้ง 3 ( หรืออาจจะมากกว่าก็ได้ ) ของถาดพลาสติกแล้ววางแก้วน้ำเปล่าๆ หนึ่งใบ จากนั้นลองเหวี่ยงถาดพลาสติกให้หมุนในแนวดิ่ง จะพบว่าแก้วตกลงมาบนพื้น แต่ถ้าเติมน้ำลงในแก้วน้ำแล้วเหวี่ยงถาดพลาสติกด้วยความเร็วพบว่า แก้วน้ำที่ใส่น้ำจะไม่กระฉอกออกมาเลย ขณะที่หมุนด้วยความเร็วขณะหนึ่งจะเกิดแรงสู่ศูนย์กลาง ทำให้น้ำในแก้วน้ำไม่กระฉอกออกมา เป็นอุปกรณ์ที่สาธิตกันได้ง่ายๆ หรืออาจลองหมุนในแนวขนานเหนือศีรษะก็ได้ น้ำก็จะไม่ไหลหกออกมา"

ถังสำหรับการแสดงเนื้อไม้ที่ใช้ต้องมีความเสียดทานสถิตรถจึงจะสามารถไต่ถังได้
"กรณีรถมอเตอร์ไซด์ไต่ถังด้วยความเร็วสูง ในลักษณะวงกลมขนานกับพื้น ในครั้งแรกมอเตอร์ไซด์จะขึ้นสู่ถังโดยวนในลักษณะเกลียวขึ้นไป ซึ่งนอกจากปัจจัยความเร็วของเครื่องยนต์ที่จะต้องเร่งเครื่องให้เร็วแล้ว พื้นของถังก็ต้องมีแรงเสียดทานด้วย เพราะถ้าเป็นวัสดุที่ลื่นเกินไปก็ไม่สามารถขี่ขึ้นไปได้ นอกจากมอเตอร์ไซด์ไต่ถังแล้วก็มีรถไต่ถังที่ใช้หลักการเดียวกัน แต่ถ้ารถหยุดกะทันหันก็จะทำให้ทั้งคนทั้งรถยังพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อยของการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง"

- - - - - - -- - - - - - -- - - - - - -- - -
ข่าวและภาพบางส่วน จาก : ผู้จัดการรายวัน 5 กันยายน 2548

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 41690901
ขณะนี้มี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!