Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow บทความรวมวิทยาศาสตร์ ตุลาคม 55
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
บทความรวมวิทยาศาสตร์ ตุลาคม 55 PDF พิมพ์

หน้า 12

 

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คิดแบบวิทยาศาสตร์ อรรถกฤต ฉัตรภูติ ผู้เขียน "ฮิกส์ โบซอน" อนุภาคพระเจ้า

มติชนออนไลน์

ถือเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ สำหรับการที่ "องค์กรวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (European Organization for Nuclear Research)" หรือที่เรียกกันด้วยชื่อย่อว่า "เซิร์น (CERN)" ประกาศค้นพบอนุภาคใหม่ที่คาดว่าจะเป็นอนุภาค "ฮิกส์ (Hihhs Boson)"

บางคนถึงกับบอกว่า การค้นพบครั้งนี้ยิ่งใหญ่เทียบได้กับการส่งมนุษย์ขึ้นยานอพอลโล 11 ลงไปเหยียบดวงจันทร์เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว

ในต่างประเทศ ข่าวการค้นพบนี้ถูกพาดหัวขึ้นเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เพราะถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของมนุษยชาติ และที่สำคัญ นี่คือการค้นพบสิ่งที่ทำให้เกิดจักรวาล สิ่งที่จะช่วยไขปริศนาว่ามนุษย์เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้

แต่สำหรับประเทศไทย...

ในบ้านเมืองที่วิทยาศาสตร์ยังอ่อนแออยู่ แน่นอนว่าข่าวการทดลองขององค์กรเซิร์น ตลอดจนการค้นพบอนุภาคฮิกส์ ถ้าเทียบกับข่าว ดาวยิ้ม, พระจันทร์ดวงโต, พระจันทร์สีแดงเลือด ฯลฯ อย่างหลังๆ นี้เป็นสิ่งที่สามารถขายได้มากกว่าข่าวการค้นพบของเซิร์น

แต่กระนั้้นก็ยังมีผู้ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

"ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูมิ" อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือหนึ่งในนั้น

โดยล่าสุดหลังจากที่ทางเซิร์นประกาศว่าค้นพบอนุภาคที่คาดว่าจะเป็นอนุภาคฮิกส์ ดร.อรรถกฤต ร่วมกับ "ดร.บุรินทร์ อัศวพิภพ" นักวิจัยไทยที่ทำงานร่วมกับเซิร์น ได้เขียนหนังสือ ""ฮิกส์ โบซอน อนุภาคพระเจ้า จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติครั้งใหม่"" เพื่อเกาะติดการไล่ล่าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ในการติดตามหาจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของฟิสิกส์อนุภาค

เป็นเหตุผลที่ทำให้อยากคุยกับคนที่ทำงานเกาะติดเรื่องนี้มากที่สุดคนหนึ่ง

ดร.อรรถกฤต เกิด 17 กรกฎาคม พ.ศ.2517 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นลูกชายคนเดียวของ "จงใจ-สุนทรี ฉัตรภูติ"

เรียนจบชั้นประถมศึกษา จากโรงเรียนดาราคาม จากนั้นต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนปทุมคงคา ช่วงที่เรียนทำกิจกรรมมากมายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ อาทิ เป็นตัวแทนแข่งขันตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน ได้รางวัลชนะเลิศในกลุ่มการศึกษาและรองชนะเลิศของกรุงเทพฯ, เป็นตัวแทนเยาวชนไทยไปแข่งขันฟิสิกส์ โอลิมปิกที่ประเทศฟินแลนด์

"หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกาษาตอนปลาย สอบได้รับทุน "โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" หรือ "พสวท." จึงเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่คณะวิทยาศาสตร์ เลือกภาควิชาฟิสิกส์"

และด้วยทุน พสวท.นี่เอง จึงได้บินลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ประเทศอังกฤษ ในสาขาฟิสิกส์ทฤษฎี ต่อด้วยปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเดอแรม (University of Durham) ประเทศอังกฤษ ในสาขาฟิสิกส์ทฤษฎี เช่นกัน และช่วงที่เรียนอยู่นี่เองที่มีโอกาสได้ช่วยงาน "ศ.ฟรองซัวส์ อองแกลร์ต์" หนึ่งในผู้ค้นพบกลไกฮิกส์

เรียนจบ กลับมาเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย

ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับ "มณฑิรา ฉัตรภูติ (กฤษณกรี)" มีลูกสาวและลูกชายคือ ในวัยเด็กหญิง-เด็กชาย คือ "แพรมณ ฉัตรภูติ" และ "มิลินท์ ฉัตรภูติ"

นี่คือเรื่องราวชีวิตของ อดีตผู้ช่วยผู้ค้นพบกลไกฮิกส์

"เรื่องราวของนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งต่อการค้นพบของเซิร์น"

- อะไรที่ทำให้สนใจวิทยาศาสตร์?

สนใจมาตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงเรียนอยู่ใกล้กับท้องฟ้าจำลอง และพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์ ต้องผ่านทุกวัน เข้าไปวิ่งเล่นในนั้นตั้งแต่เด็ก ก็ได้เห็นการจัดนิทรรศการต่างๆ เช่น เรื่องอวกาศ เรื่องดวงดาว เห็นยานอวกาศแล้วรู้สึกชอบ รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ลึกลับ ท้าทาย น่าค้นหา จากนั้นพอเข้ามัธยมก็จะเริ่มชอบวิชาคณิตศาสตร์ เริ่มรู้กว้างขึ้นว่าวิทยาศาสตร์มีอะไรที่มากกว่าดวงดาว ยิ่งเรียนมากขึ้น รู้มากขึ้น ก็ยิ่งเจอเรื่องที่น่าสนใจ

คนบางคนมองว่านักวิทยาศาสตร์น่าเบื่อ มีแต่เรื่องสมการ ไม่เป็นศิลปะ ไม่เหมือนศิลปินที่เวลามองดอกไม้แล้วรู้สึกว่าโอ้โหสวยจัง หอมจังเลย คือจริงๆ แล้วเราก็จะมองเห็นเหมือนที่ศิลปินมองนั่นแหละ รู้ว่าดอกไม้สวย หอม เหมือนคนอื่น แต่สิ่งที่คนอื่นไม่เห็นและนักวิทยาศาสตร์เห็นคืออีกด้านหนึ่ง กลไกของมัน อย่างนักเคมีเขาก็จะเห็นถึงกลไกความหอม หรือนักฟิสิกส์ก็จะเห็นกลไกการเกิดแสงที่ทำให้เกิดความงาม เราเห็นโลกอีกแบบหนึ่งด้วย ผมว่าเป็นอะไรที่มหัศจรรย์

- นิทรรศการทำให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์ได้?

แน่นอน คล้ายกับเป็นแรงบันดาลใจ ก็เหมือนกันว่าทำไมเด็กเห็นนักร้องที่ชอบแล้วอยากเป็น นักร้อง คือมันเท่ แต่ต้องไม่ลืมว่าสามรถเท่แบบอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแต่นักร้อง เพียงแต่ว่าในด้านวิทยาศาสตร์บ้านเราหาคนที่เป็นไอดอลให้เด็กได้ยาก มีน้อยที่จะมีคนเขียนหนังสือวิทยาศาสตร์ออกมาให้คนทั่วไปอ่านแบบเข้าใจง่าย หรือมีนักวิทยาศาสตร์ที่ออกมาสื่อสารวิทยาศาสตร์กับสังคม อย่างเมืองนอกเขาจะมี มิชิโอะ คากุ (Michio Kaku) นักฟิสิกส์มหาวิทยาลัยซิตีคอลเลจออฟนิวยอร์ก อเมริกา ที่เขียนหนังสือวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปอ่าน หรือเวลามีเหตุการณ์อะไรก็จะเป็นคนออกมาอธิบาย หรือออกทีวีนำเสนอเรื่องวิทยาศาสตร์ ซึ่งแบบนี้ถ้าเด็กได้ดูก็จะเกิดแรงบันดาลใจได้

- ทำไมถึงเลือกที่จะเรียนฟิสิกส์?

ผมสอบได้ทุน พสวท. ต้องเรียนวิทยาศาสตร์ ก็เลยเลือกเรียนฟิสิกส์ เพราะรู้จักอาจารย์หลายคนที่นี่ เพราะเป็นคนติวให้ตอนที่ผมได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันฟิสิกส์กโอลิมปิกที่ประเทศฟินแลนด์

แต่ที่สำคัญคือเป็นคนชอบทฤษฎี ชอบการคำนวณ มากกว่าการทำแล็บ ซึ่งฟิสิกส์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาธรรมชาติโดยใช้ภาษาคณิตศาสตร์ มีกระบวนการที่รัดกุม อธิบายได้คำตอบเป็นเหตุเป็นผล แล้วนอกจากอธิบายแล้วยังทำนายได้ด้วย เรามีสมการ ที่บอกได้ว่าสมมุติขว้างของสิ่งหนึ่งด้วยแรงขนาดนี้ ไปทิศทางนี้ รู้ว่ามันจะตกตรงไหน อย่างนี้เป็นต้น เรื่องถูก-ผิดวิทยาศาสตร์ก็ตัดสินได้ด้วยผลการทดลอง ไม่ใช่อิงสำนักว่าอยู่สำนักไหน ฝ่ายไหน พวกใคร หรือใครเป็นคนพูด

- ต่อให้ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ พูดก็ต้องพิสูจน์ด้วยการทดลอง?

ใช่ สิ่งที่บอกได้คือการทดลอง ไม่ใช่เชื่อเพราะเป็นพวกเดียวกัน สำนักเดียวกัน เราต้องคิดหาเหตุผล ต้องมีการพิสูจน์ ไม่ใช่เชื่อหรือเห็นด้วยเพราะว่าคนที่พูดเป็นพวกเรา หรือเราชอบ ไม่จำเป็นที่เขาจะถูกเสมอไป ชอบก็ชอบไป แต่มีอะไรที่ผิดผมว่าก็ควรแย้ง

ผมอยากให้คนเอาความคิดแบบวิทยาศาสตร์ไปใช้ คือคิดเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่เชื่อไปทุกเรื่อง พวกเดียวกันทำผิดแล้วก็ยอมรับได้ อย่างนี้ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เพราะบางทีสิ่งที่ถูกต้องอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกใจเรา สังคมควรเอาตรงนี้มาคิดหน่อย คนที่ชอบ ทฤษฎีที่ชอบ อุดมการณ์ที่ชอบ ไม่ได้ถูกทั้งหมด ควรจะมองความเป็นเหตุเป็นผล ตัดอคติส่วนตัวทิ้ง

แต่สมัยนี้สิ่งที่ถูกหรือผิด ถูกมองเป็นรีเลทีฟ คือไปสัมพันธ์กับใคร เช่นว่า การทำอย่างนี้เลวนะ แต่กลายเป็นว่าที่เราทำเป็นเรื่องเล็กน้อย ไอ้นั่นเลวกว่า เราใช้ตรรกะแบบนี้ไม่ได้ คือที่ถูกก็คือว่ามันเลว มันผิด ผิดก็คือผิด อย่าไปทำสิ

- บรรยากาศการเรียนวิทยาศาสตร์ที่อังกฤษได้เจอมาเป็นอย่างไร?

ผมไปเรียนปริญญาโท 1 ปี ที่เคมบริดจ์ พอปริญญาเอกผมย้ายไปที่เมืองเดอแรม อีก 3 ปีครึ่ง เลือกเรียนสาขาฟิสิกส์ทฤษฎี เกี่ยวกับฟิสิกส์พลังงานสูง ซึ่งใช้ความรู้คณิตศาสตร์เยอะในการคำนวณ

การเรียนที่ต่างประเทศจะจริงจัง เด็กเมืองนอกจะมีวินัยมากกว่า ไม่เหมือนเมืองไทยส่วนใหญ่จะไปเรื่อยๆ คนที่มีโอกาสได้ไปเรียนต่างประเทศจะมีสิ่งที่กระตุ้นให้อยากเรียนรู้มากกว่า และอีกอย่างก็จะได้เห็น ได้มีประสบการณ์มากกว่า สำหรับเมืองไทย เราก็เพิ่งเริ่มพัฒนาการศึกษา ปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่นานเมื่อเทียบกับต่างประเทศ การเข้าถึงต่างๆ ย่อมด้อยกว่าอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ คือถ้านักศึกษาจริงจังมากกว่านี้ก็จะช่วยพัฒนาได้

- มองการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้อย่างไร?

การศึกษาโดยรวมห่างลง คุณภาพเด็กต่ำลง คือเด็กเก่งที่เข้าค่ายวิทยาศาสตร์หรือแข่งโอลิมปิกก็ยังมี แต่จะกระจุกตัวอยู่แค่กระจุกเดียว ไม่กี่สิบคน แต่เด็กทั่วประเทศการศึกษาขั้นพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์อ่อนมาก บางคนเข้ามหาวิทยาลัยมาแบบงงๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการรับนักศึกษาใหม่ โรงเรียนมีการปล่อยเกรด แต่ขณะที่การศึกษาขั้นพื้นฐานปล่อยแต่มหาวิทยาลัยตรึงคุณภาพไว้เท่าเดิม พอเด็กเข้ามาเรียนก็เลยไม่รู้เรื่อง เรื่องบางเรื่องที่ควรรู้ตั้งแต่สมัยมัธยม เด็กกลับไม่รู้

อย่างตอนเปลี่ยนระบบคัดเด็กเข้ามาวิทยาลัยแรกๆ เด็กคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ตกวิชาฟิสิกส์ถึง 2 ใน 3 คือหมายรวมถึงคนที่ตกจริงๆ และคนที่ดร็อป คือเดินมาสามคนผ่านแค่คนเดียว ตอนนี้ดีขึ้น เนื่องด้วยระบบการคัดเข้ามหาวิทยาลัยเริ่มปรับปรุง

เด็กไทยเรียนเยอะไปหมดแต่ประสิทธิภาพต่ำเหลือเกิน แม้แต่ในมหาวิทยาลัย ก็ยังเรียนเพื่อที่จะทำข้อสอบ ไม่ได้เรียนเพื่อต้องการความรู้ คือเรียนในมหาวิทยาลัยคุณเข้ามาแล้วควรหัดคิด หัดทำด้วยตัวเอง เรียนเพื่อนความรู้ไม่ใช่เพื่อทำข้อสอบให้ผ่านๆ

- ครูที่สอนวิทยาศาสตร์จริงๆ ในช่วงการศึกษาพื้นฐานมีน้อย?

น้อยมาก และบางทีครูบางคนก็ต้องไปสอนในวิชาที่ตัวเองไม่ถนัด หรือไม่เข้าใจลึกซึ้งเรื่องนั้น บางทีไม่มีครูที่เรียนจบจากฟิสิกส์เลยที่ต้องมาสอนวิชาฟิสิกส์ อีกอย่างโรงเรียนมัธยมให้เรียนวิทยาศาสตร์โดยไม่เคยทำการทดลอง เลยไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าสนุกอย่างไร การเรียนวิทยาศาสตร์ต้องได้ทำการทดลอง ได้เห็น ได้ทำจริงๆ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ คุณภาพน่าจะดีกว่านี้

- ทุกวันนี้มีวิธีเข้าถึงความรู้ทางอื่นเยอะขึ้น?

ใช่ อินเตอร์เน็ตช่วยได้เยอะ ความรู้ใหม่ๆ การค้นพบใหม่ๆ เด็กสามารถเปิดอินเตอร์เน็ตเข้าไปดูได้ อยากรู้ว่า มิชิโอะ คากุ พูดอะไรก็เข้าไปดูทางอินเตอร์เน็ตได้ แต่เด็กบ้านเราก็อาจจะติดกำแพงภาษาอังกฤษนิดหน่อย หรือในเว็บที่เป็นภาษาไทย ก็มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อยู่เยอะ มีพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เช่น ในห้องหว้ากอ เว็บไซต์พันทิป หรือเว็บไซต์วิชาการดอทคอม ที่ผมกับเพื่อนๆ ร่วมกันทำก็มีบทความมากมาย

วันนี้เราอาจจะรู้สึกว่า สื่อกระแสหลักเอารายการที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มานำเสนอมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วลองไปดู เราจะเห็นแต่รายการสำหรับเด็ก พอโตขึ้นมาแล้วไม่มีรายการวิทยาศาสตร์ดูแล้ว เหมือนกับว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของเด็ก สารคดีที่คนทั่วไปดูไม่มี หรือลองไปดูในร้านหนังสือ ถามว่าหนังสือวิทยาศาสตร์อยู่ตรงไหน เขาก็จะชี้ไปที่หนังสือเรียน ในส่วนที่ไม่ใช่หนังสือเรียนแต่บอกว่าเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ก็ออกแนวงมงาย เช่น จานบิน ดาวปีศาจ หรือเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ มีน้อยมาก

- เกี่ยวกับงานเขียน "ฮิกส์ โบซอน อนุภาคพระเจ้า จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติครั้งใหม่" มีที่มาอย่างไร?

เรื่องการทดลองของเซิร์นเพื่อค้นหาอนุภาคฮิกส์ เกี่ยวข้องกับที่ผมเรียนมา เรามีทฤษฎีที่เชื่อว่าน่ามีอนุภาคชนิดหนึ่งที่มีบทบาทพิเศษในแบบจำลองมาตรฐาน เป็นอนุภาคที่ทำให้อนุภาคมูลฐานอื่นๆ อย่าง ควาร์ก อิเล็กตรอน มีมวล มันเหมือนกับจิ๊กซอว์หายไปตัวหนึ่ง ก็เลยทดลองว่ามีอนุภาคตัวนี้อยู่จริง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็หามานานมาก แต่ก็ไม่เจอสักที จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี่เอง ที่เซิร์นแถลงข่าวประกาศว่าค้นพบอนุภาคที่คาดว่าจะเป็นอนุภาคฮิกส์

ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ส่วนหนึ่งเพราะผมเรียนเรื่องฟิสิกส์ทฤษฎี และตอนเรียนปริญญาเอกก็มีโอกาสเป็นผู้ช่วย ศ.ฟรองซัวส์ อองแกลร์ต์ หนึ่งในผู้ค้นพบกลไกฮิกส์ ซึ่งตอนนั้นท่านอายุ 70 แล้ว แต่คิดเลขเร็วมาก เป็นอาจารย์ของอาจารย์ผมอีกที ท่านเห็นผมอยู่ว่างๆ ก็เรียกไปช่วยคำนวณรายละเอียดต่างๆ

หนังสือเล่มนี้ผมจะเขียนในส่วนที่เป็นทฤษฎีฟิสิกส์ ส่วนอาจารย์บุรินทร์ อัศวพิภพ ที่เขียนร่วมกันนั้นเป็นนักวิจัยที่ทำงานอยู่ที่เซิร์น ก็จะเขียนในส่วนที่เป็นการทดลอง

- เป็นหนังสือที่คนทั่วไปอ่านได้

เป็นหนังสือที่พยายามเล่าถึงความสำคัญของฮิกส์ว่าทำไมคนถึงตื่นเต้น อย่างที่บอกว่าอนุภาคนี้ทำให้เกิดมวล ถ้าไม่อนุภาคไม่มีมวลมันก็วิ่งด้วยความเร็วแสง ไม่เกิดเป็นอะตอม ไม่เกิดเป็นตัวเรา ไม่เกิดเป็นโลกของเรา

สิ่งที่น่าสนใจก็คือเครื่องมือที่ใช้ และผลพลอยได้ของมันในโครงการที่ตามล่าหาอนุภาคตัวนี้มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างในวงการเทคโนโลยี สำนวนที่ใช้ในการเขียนก็พยายามหลีกเลี่ยงสมการ ใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบ คิดว่าคนอ่านน่าจะพอตามได้ ไม่ถึงขั้นต้องเรียนวิทยาศาสตร์อ่านรู้เรื่อง



"ความรู้วิทยาศาสตร์ระดับมัธยมปลายก็สามารถทำความเข้าใจได้"

 



< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 64 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 8202797  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!