Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
บทความรวมวิทยาศาสตร์ของผู้จัดการออนไลน์  มกราคม  56 PDF พิมพ์

หน้า 20

 

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

รู้ไหมว่า “ดาวเคราะห์น้อย” มีคุณค่าและอันตรายมากแค่ไหน

ยานดอว์นของนาซาบันทึกภาพเวสตาที่เหมือนอยู่ในระยะแรกของการก่อตัว ดาวเคราะห์น้อยที่มีมวลมากเป็นอันดับสองได้ เมื่อปี 2011 (NASA/JPL-Caltech/ UCLA/MPS/DLR/PSI)

เราอาจตื่นเต้นกับการสำรวจ “ดาวอังคาร” หรือ “ดวงจันทร์” เพื่อหาร่องรอยสิ่งมีชีวิตและความเป็นไปได้ในการตั้งรกรากใหม่สำหรับมนุษย์ แต่กับ “ดาวเคราะห์น้อย” รูปร่างประหลาดต่างๆ อาจเป็นแค่วัตถุอันตรายที่อาจพุ่งชนโลก และล่าสุด ก็มีีความคิดทำเหมืองเพื่อดึงทรัพยากรมาใช้ แท้จริงแล้ว “ดาวเคราะห์น้อย” บรรจุข้อมูลที่พร้อมไขปริศนาสำคัญให้แก่มวลมนุษยชาติ

สเปซดอทคอมได้สรุปเหตุผลที่เราต้องใส่ใจกับดาวเคราะห์น้อย นั่นก็เพราะ....

1.ซ่อนปริศนากำเนิดระบบสุริยะ

ด้วยตำแหน่งจุดกำเนิดในแถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) ที่อยู่ระหว่างดาวเคราะห์ชั้นในซึ่งเป็นดาวหินและดาวเคราะห์ชั้นนอกที่เป็นก๊าซในระบบสุริยะ การอยู่ระหว่างรอยต่อนั้นทำให้ดาวเคราะห์น้อยอาจเป็นวัตถุที่จะนำไปสู่ร่องรอยของการกำเนิดดาวเคราะห์ที่เราพบเห็นอยู่ในปัจจุบันรวมถึงโลก

“วัตถุต่างๆ บนดาวเคราะห์น้อยล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการก่อตัวของดาวเคราะห์” คำอธิบายของคารอล เรย์มอนด์ (Carol Raymond) ทีมงานหลักในการสำรวจดาวเคราะห์น้อยในภารกิจดอว์น (Dawn) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ซึ่งดอว์นมีกำหนดเดินทางสำรวจดาวเคราะห์น้อยเวสตา (Vesta) ในปี 2011 และดาวเคราะห์น้อยเซเรส (Ceres) ในปี 2015

ทั้ง เซเรส และ เวสตา ต่างก่อตัวขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ช่วง 10 ล้านปีแรกของระบบสุริยะ แต่ปัจจุบันกลับมีส่วนประกอบของดาวที่แตกต่างกัน เวสตานั้นมีบางส่วนที่หลอมละลายและกลับกลายเป็นของแข็ง ที่พื้นผิวของดาวจึงเรียบ ขณะที่เซเรสไม่มีสัญญาณหรือร่องรอยที่ชี้ว่าผ่านการหลอมละลายมาก่อน

เรย์มอนด์ บอกว่า อาจเป็นไปได้ที่เวสตามีการระเบิดมากกว่า หรือมีปริมาณกัมมันตภาพรังสีของอะลูมิเนียมที่สูง จึงทำให้เกิดความร้อนถึงขั้นที่พื้นผิวหลอมละลายได้ ซึ่งการศึกษาดาวเคราะห์น้อยทั้ง 2 ดวงนี้จะทำให้เราเข้าใจปริศนาที่เกิดขึ้น และจะนำไปสู่ร่องรอยของการเกิดดาวเคราะห์แบบหินและแบบก๊าซในระบบสุริยะ

ภาพจำลองจากศิลปินกับภารกิจมนุษย์อวกาศเดินทางสู่ดาวเคราะห์น้อยของนาซา โดยยานโอไรออน (Lockheed Martin)

2.ฉายแสงแห่งกำเนิดสิ่งมีชีวิต

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจมากนัก เกี่ยวกับการก่อกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกที่พัฒนาจากสสารไม่มีชีวิต ซึ่งดาวเคราะห์น้อยน่าจะช่วยให้เราเข้าใจปริศนากำเนิดชีวิตได้

อย่างเช่นดาวเคราะห์น้อย ทูว์ พาลลาส (2 Pallas) และ เท็น ไฮเกีย (10 Hygiea) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวทั้งสองเคยมีแหล่งน้ำอันเป็นสัญญาณของสิ่งมีชีวิตที่มีคาร์บอนเป็นฐาน โดยเรย์มอนด์บอกว่า ดาวเคราะห์น้อยทั้งสองมีสารประกอบทางเคมีที่เป็นพื้นฐานของการก่อกำเนิดชีวิตมากกว่าที่โลกมี และก็มีสภาพเหมือนช่วงที่ระบบสุริยะอายุน้อย

“มันมีเงื่อนไขสภาพที่จะนำไปสู่การกำเนิดชีวิตในอดีต” เรย์มอนด์ กล่าว และนักวิทยาศาสตร์ก็คิดว่า ดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนโลกเมื่อในอดีต อาจจะฝากสารเคมีทีก่อกำเนิดสิ่งมีชีิวิตไว้ และนั่นก็ทำให้พวกเรากำเนิดขึ้น

3.แหล่งทรัพยากรทดแทน

แนวคิดในการการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อยเริ่มใกล้ความจริงขึ้นมา เพราะมีเอกชนถึง 2 เจ้าแสดงเจตนาออกมา ซึ่งดาวเคราะห์น้อยเป็นแหล่งทรัพยากรทั้งแร่โลหะและอโลหะ โดยจะต้องสำรวจและหาวิธีการนำแร่ธาตุต่างๆ มาใช้ประโยชน์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ดาวเคราะห์น้อยที่มีมากมายในอวกาศอาจจะเป็นแหล่งขนส่งทรัพยากรทดแทนสู่โลก และกลายเป็นแหล่งเชื้อเพลิงให้แก่ยานอวกาศที่จะเดินทางไกล

4.มหันตภัยของโลก

แน่นอนว่า มีความเป็นไปได้ที่ดาวเคราะห์น้อยอาจพุ่งชนโลก เพราะวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยหลายดวงตัดกับวงโคจรโลกบ่อยครั้ง และบางทีก็โคจรเข้ามาเฉียดอย่าน่าหวาดเสียว เช่น ดาวเคราะห์น้อย 2010 AL30 เคยผ่านโลกด้วยระยะห่างเพียงแค่ 130,000 กิโลเมตร แต่โชคดีที่ดาวเคราะห์น้อยดวงดังกล่าวมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 11 เมตร จึงไม่ได้เกิดอันตรายใดๆ ต่อดาวโลกของเรา

อย่างไรก็ดี มีการทำนายไว่้ว่า ในวันที่ 13 เม.ย.2036 ดาวเคราะห์น้อยอะโพพิส (Apophis) จะเข้าใกล้โลก แต่จะไม่เข้าใกล้มากกว่า 300,000 กิโลเมตร ซึ่งดาวเคราะห์น้อยอะโพพิสมีขนาดประมาณ 2 สนามฟุตบอล และมุ่งหน้าชนโลกจริงก็อาจจะทำให้หายได้เป็นภูมิภาคเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในปี 2010 ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ประกาศเป้าหมายอวกาศของอเมริกัน ว่าจะไปเยือนดาวเคราะห์น้อยให้ได้ภายในปี 2025 จากนั้นจะส่งนักบินอวกาศไปเปลี่ยนทิศทางโคจรของดาวเคราะห์น้อยบางดวงที่มีความเสี่ยง ไม่ให้มุ่งตรงมาทางโลก เช่นเดียวกับในภาพยนตร์เรื่องอะมาเกดดอน ซึ่ง จอห์น กรันสเฟล์ด (John Grunsfeld) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ อดีตนักบินอวกาศของนาซา บอกว่านี่จะแสดงให้เห็นความชาญฉลาดของมนุษย์ที่จะปกป้องตัวเอง ต่างจากไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อนที่ต้องสูญพันธ์เมื่อดาวเคราะห์พุ่งชนโลก


Views: 2800

ความคิดเห็นแรก

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved



< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 36 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 8023727  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!