Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
บทความรวมวิทยาศาสตร์ของผู้จัดการออนไลน์  มกราคม  56 PDF พิมพ์

หน้า 13

 

วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

สดร.ชี้แจงอย่าตระหนกกรณีดวงอาทิตย์พ่นมวลโคโรนา

ภาพการพ่นมวลโคโรนาเมื่อ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา

สดร.- ผู้อำนวยการสถาบันดาราศาสตร์ แจง อย่าตระหนกกรณีดวงอาทิตย์พ่นมวลโคโรนา ชี้ เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก เพราะมีสนามแม่เหล็กเป็นเกราะป้องกัน อีกทั้งเทคโนโลยีก้าวหน้าขนสามารถตรวจจับอนุภาคไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์ และแจ้งเตือนล่วงหน้าได้แล้ว นอกจากนี้ การพ่นมวลของดวงอาทิตย์ยังทำให้เกิดแสง “ออโรรา” สวยๆ ด้วย

รองศาสตราจารย์ บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกอันตรายจากการพ่นมวลโคโรนา (Coronal Mass Ejection) หรือ ซีเอ็มอี (CME) ของดวงอาทิตย์ เนื่องจากโลกของเรามีสนามแม่เหล็กเป็นเกราะป้องกัน พายุสุริยะไม่สามารถทำอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตและสิ่งปลูกสร้างบนโลกได้ จะมีผลกระทบเพียงระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบการสื่อสาร จีพีเอส เทคโนโลยีดาวเทียมบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

“นับเป็นที่ฮือฮาและสร้างความหวาดวิตกเป็นอย่างยิ่ง สำหรับข่าวการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์” จดหมายชี้แจงจาก สดร.ระบุ โดยองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ที่ได้เปิดเผยข้อมูลการสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์์เป็นภาพและคลิปวิดีโอขณะเกิดการพ่นมวล ซึ่งเป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูงที่เรียกว่า “พลาสมา” ขนาดใหญ่ออกมาจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ เมื่อคืนวันที่ 23 ม.ค.56 โดยทิศทางของประจุไฟฟ้าพลังงานสูงดังกล่าวพุ่งมายังโลก มีความเร็วประมาณ 375 ไมล์ต่อวินาที และคาดว่า กลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงใช้เวลา 3 วันเดินทางมาถึงโลก

ทั้งนี้ การพ่นมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์นั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้วบนดวงอาทิตย์ และนอกจากปรากฏการณ์การปลดปล่อยมวลที่กล่าวไปแล้วนั้น ยังมีปรากฏการณ์อื่น ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นต่างเกี่ยวเนื่องกัน และสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ ดังต่อไปนี้

ดวงอาทิตย์เป็นก้อนแก๊สขนาดใหญ่ มีปฏิกิริยาภายในเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ที่บริเวณผิวของดวงอาทิตย์นอกจากจะมีอุณหภูมิสูงมากแล้วก็ยังมีปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ เช่น ปรากฏการณ์การลุกจ้า (Solar Flare) ปรากฏการณ์การเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ปรากฏการณ์การพ่นมวลโคโรนา เป็นต้น การเกิดปรากฏการณ์ที่กล่าวมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น

ในกรณีของการพ่นมวลโคโรนา กลุ่มมวลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะอยู่ในรูป “พลาสมา” หรือสถานะที่อะตอมของธาตุอยู่ในสภาพเป็นไอออน เป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูง หากมีการระเบิดที่รุนแรงจะทำให้กลุ่มพลาสมาเหล่านี้มีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงมาก เราเรียกกลุ่มพลาสมาเหล่านี้ว่า พายุสุริยะ (Solar Storm)

การพ่นมวลโคโรนาจนทำให้เกิดพายุสุริยะจะมีความสัมพันธ์วัฏจักรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีวงจรประมาณ 11 ปี เมื่อดวงอาทิตย์มีจุดบนดวงอาทิตย์จำนวนมาก (Solar Maximum) สนามแม่เหล็กบริเวณดังกล่าวก็เกิดความปั่นป่วน มีการสะสมพลังงานมากขึ้นจนถึงจุดวิกฤต ทำให้เส้นแรงแม่เหล็กที่บิดพันกันเป็นเกลียวขาดออกจากกัน และเกิดการปลดปล่อยมวลออกสู่อวกาศในทุกทิศทุกทาง ซึ่งความเร็วและรุนแรงของกลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงในการระเบิดหรือการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์เอง

กลุ่มพลาสมาพลังงานสูง หรือ พายุสุริยะ เคยพุ่งตรงมายังโลกของเราเหมือนครั้งนี้ไม่?

จากประวัติกาลตามบันทึกของนักวิทยาศาสตร์ โลกเคยปะทะกับกลุ่มพลาสมา หรือพายุสุริยะที่รุนแรงที่สุดมาแล้วหลายครั้ง แม้ว่าพายุสุริยะจะมีความรุนแรงและเลวร้ายเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบการสื่อสารเท่านั้น หาได้สร้างความอันตรายแก่สิ่งมีชิวิตและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายบนโลกแต่อย่างใด

“เราจึงไม่ควรตระหนกตื่นกลัวภัยดังกล่าวมากนัก เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย อุปกรณ์ต่างๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยใหม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตรวจจับ ประจุไฟฟ้าพลังงานสูงเหล่านี้อยู่แล้ว จะมีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ก่อนที่จะเคลื่อนที่มาถึงโลกของเราเพื่อเตรียมพร้อมต่อการรับมือเสมอ” จดหมายชี้แจงจาก สดร.ระบุ

รศ.บุญรักษา กล่าวทิ้งท้ายว่า พายุสุริยะไม่สามารถทำอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตและสิ่งปลูกสร้างบนโลกได้ เนื่องจากโลกของเรามีสนามแม่เหล็กเป็นเกราะป้องกัน เมื่อประจุไฟฟ้าพลังงานสูงหรือพลาสมานั้นเดินทางมาถึงโลก จะเคลื่อนตัวไปตามแนวเส้นแรงของสนามแม่เหล็กโลก แล้วพุ่งไปยังชั้นบรรยากาศของโลก จากนั้นอนุภาคเหล่านี้จะชนกับอะตอมของก๊าซในชั้นบรรยากาศ อะตอมของก๊าซต่างๆ ก็เกิดการแตกตัวและเปล่งแสงสีสันสวยงามให้เราเห็น นั่นคือ แสงออโรรา (Aurora) หรือแสงเหนือ-แสงใต้นั่นเอง แต่ระยะเวลาในการเกิดอาจจะยาวนานกว่าปกติที่เคยเห็น และประจุเหล่านี้ก็จะมีพลังงานอ่อนลงเรื่อยๆ แสงออโรราก็จะจางลงเรื่อย จนกลับเข้าสู่ภาวะปกติเท่านั้น

ขณะที่ดวงอาทิตย์ปลดลป่อยพายุสุริยะออกมา โลก็มีสนามแม่เหล็กที่คอยปกป้องสิ่งมีชีวิตบนโลก

ส่วนประกอบและชั้นต่างๆ ของดวงอาทิตย์

ภาพเปรียบเทียบเมื่อ (ซ้าย) ดวงอาทิตย์มีกิจกรรมสูงสุด ซึ่งจะมีจุดมืดจำนวนมาก และ (ขวา) เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในช่วงมีกิจกรรมน้อยที่สุดคือไร้จุดมืด



< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 39 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 10043000  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!