Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow กางแผนที่จาก “ผังดาว” ในถ้ำสู่สมาร์ทโฟน
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
กางแผนที่จาก “ผังดาว” ในถ้ำสู่สมาร์ทโฟน PDF พิมพ์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 พฤษภาคม 2556



แผนที่สมัยราชวงศ์ถังที่ใช้ระบบกริดทำให้สร้างแผนที่ได้ละเอียดมาก


แผนที่ถือเป็นเรื่องใหญ่จึงถูกพัฒนาด้วยนักวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แต่แผนที่มักถูกมองข้าม เพราะใครหลายคนมักคิดว่าแผนที่เป็นเรื่องเด็กๆ แต่มักหลงทางต้องพึ่งเจ้า GPSพาไปส่งทุกที่ แล้ววันนี้คุณรู้จัก “แผนที่” ดีพอหรือยัง?

แผนที่ในปัจจุบันถูกพัฒนามาจากการวาดภาพจำมาออกมาเป็นภาพจำลอง เพื่อแสดงตำแหน่ง สถานที่ และทิศทางลงบนวัสดุสารพัด เช่น ผนังห้อง หนังสัตว์ ผ้าไหม กระดาษ จนถึงการแปลงเป็นไฟล์ภาพดิจิตอล แต่การวาดเพื่อสื่อสารในยุคก่อนประวัติศาสตร์ยังไม่มีการระบุสัดส่วนและทิศที่ชัดเจน นักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีจึงจัดว่าภาพเหล่านั้นเป็น “แผนผัง (landscape plan)” ยังไม่ใช่ “แผนที่ (map)”

นั่นคือความแตกต่างที่แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงเทคนิคและผลลัพธ์ของการสร้างแผนที่มากมายขนาดไหน ดังนั้นการเดินทางของแผนที่จึงผ่านพัฒนาการจากอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ สู่ยุคบาบิโลน กรีก โรมัน และยุคล่าอาณานิคมจนมาถึงปัจจุบันที่ทุกคนสามารถถือแผนที่ดิจิทัลไว้ในมือ ค้นหาแหล่งชอปปิงหรือเช็คอินร้านอาหารหรูกันสนุกมือ

หลักฐานการวาดแผนผังแบบโบราณถูกค้นพบบนผนังถ้ำลาสโคซ์ (Lascaux Cave) ในลุ่มแม่น้ำคอร์โดซ ตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 18,000 ปี เป็นภาพแผนผังดาว 3 ดวงที่เรียงตัวเป็นสามเหลี่ยม ซึ่งประกอบไปด้วยดาวอัลแทร์หรือดวงตานกอินทรี ดาวเดเน็บ และดาวเวกา ร่วมกับภาพฝูงวัวป่าและวิถีการล่าสัตว์ เช่นเดียวกับภาพแผนผังดาวที่พบในถ้ำเอล คาสติลโย (El Castillo) ในสเปน ซึ่งปรากฏภาพวาดกลุ่มดาวมงกุฎเหนือ (Corona borealis) ที่มีอายุกว่า 14,000 ปี ส่วนแผนที่ในรูปแบบประติมากรรมนูนต่ำถูกค้นพบในแหล่งโบราณคดี Pavlov สาธารณรัฐเชค เป็นการปั้นดินเหนียวเพื่อแสดงแนวเทือกเขาและแม่น้ำซึ่งอาจมีอายุเก่าแก่กว่า 25,000 ปี

ในยุคต่อมาเมื่อคนเริ่มตั้งรกรากสร้างบ้านสร้างเมือง ภาพวาดผังเมืองซึ่งยังเหลือหลักฐานอยู่จนถึงปัจจุบัน คือ แผนผังหมู่บ้าน ชื่อ Çatalhöyük แห่งเมืองอนาโตเลียหรือประเทศตุรกีในปัจจุบัน ซึ่งแสดงตำแหน่งของบ้านแต่ละหลังในชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมบนผนังดินเหนียว โดยเป็นการวาดจากมุมสูงแทนที่การวาดจากมุมมองเดิม ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการถอดผังเมืองจากความทรงจำสู่การจับต้องได้ด้วยตา

ส่วนแผนที่ที่ถูกสร้างขึ้นจากการสำรวจและจำลองสัดส่วนจริง เชื่อว่าถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในยุคบาบิโลเนียน ซึ่งถือเป็นยุคเริ่มต้นของการบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงบนสื่อที่จัดเก็บได้สะดวก นั่นก็คือการบันทึกด้วยแผ่นดินเหนียวที่ถูกเขียนและกดลวดลายด้วยแท่งไม้ปลายแหลม หรือระบบ clay tablet & reed stylus แผนที่ในสมัยนั้นคาดว่าเป็นการแสดงกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินเพื่อเชื่อมโยงกับกับระบบภาษี โดยมีการพัฒนาเทคนิคอย่างต่อเนื่องจนทำให้ยุคต่อมาแผนที่ถูกลดทอนรายละเอียดกลายเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น เมืองแทนด้วยวงกลม และแม่น้ำแทนด้วยการลากเส้น อีกทั้งยังเริ่มระบุทิศเพื่ออ้างอิงด้วย นอกจากนั้นชาวบาบิโลเนียนยังเคยสร้างแผนที่โลกโดยคาดว่าเกิดจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับชาวอิยิปต์และเปอร์เซีย แต่ก็เป็นเพียงการบันทึกสัญลักษณ์คร่าวๆ ประกอบคำอธิบายสั้นๆ ลงบนแผ่นดินเหนียวเท่านั้น

ชาวอียิปต์ถือเป็นชนชาติแรกที่เริ่มต้นวาดแผนที่ลงบนกระดาษปาปิรัส แต่ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แผนที่ในยุคนี้หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันไม่มากเพราะกระดาษเปื่อยยุ่ยไปตามเวลา แผนที่ชื่อดังของอียิปต์ คือ แผนที่ของตูริน (Turin Papyrus Map) ซึ่งสร้างถวายฟาร์โร ราโมเสตที่ 4 เผื่อจำลองตำแหน่งของหมู่บ้าน เขตเกษตรกรรม และเหมืองทองตามลำน้ำไนล์ยาวประมาณ 15 กิโลเมตร

สาเหตุที่ทำให้แผนที่ของตูรินมีชื่อเสียงเพราะสามารถแสดงลักษณะทางภูมิศาสตร์ (topographic map) และธรณีสัณฐาน (geological map) ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากสามารถจำลองสัดส่วนของภูเขา และแม่น้ำ รวมไปถึงการระบุชนิดของหินมีค่า เช่น หินทราย หินสีชมพู แหล่งกรวดอัญมณี และเหมืองแร่ทองคำ จึงถูกยกย่องว่าเป็นหลักฐานการสร้าง “ระบบภูมิสารสนเทศ หรือ Geographic Information System: GIS” ที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก

ต่อมาในยุคกรีกแผนที่โลกถูกสร้างขึ้นจากมหากาพย์เรื่องอีเลียดและโอดิสซีย์ ที่ถูกเล่าขานโดยปราชญ์ชื่อโฮเมอร์ แต่ก็ไม่ได้ถูกต้องเพราะเป็นเพียงเรื่องที่ผูกขึ้นด้วยความรู้อันจำกัด ต่อมานักดาราศาสตร์ชื่ออานักซีมันเดร์ (Anaximander) ผู้ซึ่งเชื่อว่าโลกเป็นทรงกระบอกก็สร้างแผนที่โลกขึ้นมาด้วยข้อมูลการสำรวจและการคำนวนทางคณิตศาสตร์ แต่แผนที่ก็ยังไม่สมบูรณ์นัก จนเฮราคลิตุส (Hecataeus ) นักปราชญ์ผู้มีชื่อเทียบชั้นกับพลาโตได้ปรับปรุงแผนที่จนเป็นที่ยอมรับ แต่ก็แสดงพื้นที่เพียงบางส่วนของเอชีย ยุโรป และแผ่นดิน Libya หรือแอฟริกาเท่านั้น

อย่างไรก็ดีแม้จะมีนักปราญช์อีกหลายคนพยายามสร้างแผนที่ขึ้นมาใหม่ แต่แผนที่ของเฮราคลิตุสก็ยังถือว่าเป็นแผนที่ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในยุคนั้น เพราะเขาสามารถแสดงต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์ เทือกเขา แม่น้ำ ทะเลสาป และกระแสน้ำในมหาสมุทรได้ชัดเจนอีกด้วย



แผนที่ของตูริน ในสมัยอียิปต์ ถือเป็นหลักฐานการสร้าง “ระบบภูมิสารสนเทศ หรือ Geographic Information System: GIS” ที่เก่าแก่ที่สุด


แผนที่ถูกพัฒนาแบบก้าวกระโดดอีกครั้งในยุคของอริสโตเติล ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่เชื่อว่า “โลกกลม” และ ช่วยดึงนักวิทยาศาสตร์ในยุคต่อๆ มาให้สนใจเรื่องโลก รูปทรง และการสร้างแผนที่โดยอาศัยหลักการทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ จนอีราโทธีเนส (Eratosthenes) พิสูจน์ได้ว่าโลกกลม และพยายามคำนวนเส้นรอบโลกโดยสร้างเส้นสมมุติที่เรียกว่า เส้นขนานและเส้นเมอริเดียนขึ้น บุคคลที่มีความสำคัญกับระบบแผนที่อีกคนหนึ่ง คือ ปโตเลมี (ptolamy) ซึ่งได้รวบรวมความรู้ทางภูมิศาสตร์และสร้างแผนที่ไว้ในหนังสือชุด geographia มีจำนวน 8 เล่ม หนึ่งในนั้นแสดงที่ตั้งของประเทศไทยโดยถูกเรียกว่า Aurea Khersonesus ชึ่งแปลว่า แหลมทอง (Golden Peninsular) นอกจากนั้นปโตเลมียังเป็นผู้คิดค้นระบบพิกัดฉาก หรือ coordinate system เพื่อระบุพิกัดของสิ่งต่างๆ บนโลกโดยอ้างอิงระบบเส้นรุ้งเส้นแวง จนถือเป็นแม่แบบระบบการอ้างอิงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์สารสนเทศหรือ GIS ในปัจจุบัน

สงคราม การสำรวจโลก และการจัดการทรัพยากรเพื่อเลี้ยงปากท้องของประชาชนเป็นแรงผลักดันให้แผนที่ในยุคต่อมาพัฒนาขึ้นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ในยุโรปแต่ครอบคลุมไปทั่วทุกกลุ่มอารยธรรม เนื่องด้วยแผนที่เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างมากในการครองครอบอาณานิคม วางแผนยุทธศาสตร์ การปักปันเขตแดน และบอกทิศทางการเดินทาง ดังนั้นชาติมหาอำนาจต่างๆ จึงถือว่าการมีแผนที่ในมือเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เทคนิคการสำรวจ การทำรางวัด และการวาดแผนที่พร้อมแสดงสัดส่วนและทิศทางมี่ถูกต้องชัดเจนจึงถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

มหาอำนาจแห่งเอเชียอย่างชนชาติจีน เริ่มพัฒนาแผนที่อย่างจริงจังในสมัยราชวงศ์ฉิน โดยค้นพบแท่นพิมพ์ไม้สลักแผนที่ พร้อมหมึกดำและผ้าไหมสำหรับพิมพ์ในสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ โดนแท่นพิมพ์ปรากฏสัญลักษณ์ของถนน แม่น้ำ และหมู่บ้านรวมทั้งระยะห่างจากปางไม้เศรษฐกิจ ถือว่าเป็นแผนที่ทางเศษฐกิจ (economic map) แบบโบราณ หลังจากนั้นแผนที่ของจีนก็ถูกขับเคลื่อนด้วยสงคราม และพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงราชวงศ์ฮั่น โดยมีความแตกต่างที่น่าสังเกตคือ แผนที่ในสมัยราชวงศ์ฉิน จะอ้างอิงทิศด้วยการเขียนทิศเหนือลงบนหัวของแผนที่ แต่แผนที่สมัยฮั่นมักใช้ทิศใต้อ้างอิงแทน

นั่นแปลว่าความทันสมัpจากการที่จีนประดิษฐ์เข็มทิศได้เอง ก็มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาแผนที่ของจีน ทำให้แผนที่ในสมัยฮั่นมีพัฒนาการไปไกล คือ สามารถระบุระยะทางระหว่างจุดอ้างอิง มีความซับซ้อนของข้อมูล ครอบคลุมขนาดพื้นที่ใหญ่ขึ้น และสามารถระบุขนาดประชากรของแต่ละเมืองไว้ด้วย จนถึงปลายสมัยราชวงศ์ฮั่น ก็เริ่มมีการใช้ระบบกริดหรือระบบพิกัดฉากคล้ายกับแนวคิดของปโตเลมี จนต่อมาในสมัยราชวงศ์จิ้นก็เริ่มใช้อัตราส่วนเพื่อย่อขนาดแผนที่จากของจริงลดอย่างถูกต้องและพัฒนาการระบุพิกัดของสถานที่ด้วยระบบกริดโดยหุยสิว (Pei Xiu) ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ปโตเลมีแห่งเมืองจีน”

ระบบกริดแบบจีนถูกต่อยอดอีกครั้งในสมัยราชวงศ์ถังจนสามารถจำลองขนาดของสถานที่และภูมิประเทศขนาด 30x30 ฟุตลงบนแผนที่ขนาด 1 นิ้ว หรือ ในปัจจุบัน คือ สามารถสร้างแผนที่ซึ่งละเอียดมากในอัตราส่วน 1: 360 ได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องมหรรศจรรย์หากเทียบกับวิทยาการในสมัยนั้น จนเป็นเรื่องน่าคิดว่าหากอาณาจักรจีนไม่ล่มสลายจากการบุกรุกของชาติตะวันตกไปเสียก่อน ระบบอ้างอิงทางภูมิศาสตร์ในปัจจุบันนั้นเราจะใช้ระบบเส้นรุ้งแวงแบบปโตเลมี หรือระบบแผนที่แบบกริดของจีนกันแน่?

ส่วนแผนที่ของชาวมองโกล อาหรับ อินเดีย และยุโรปก็มีพัฒนาการขึ้นมาในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน แต่แผนที่ซึ่งทรงอิทธิพลที่สุดน่าจะเป็นแผนที่ในมือของนักสำรวจจากชาติตะวันตกที่ใช้ในการล่าอาณานิคม เพราะสามารถชี้เป็นชี้ตายในการบุกยึดทรัพยากรและลากเส้นแบ่งปันเขตแดนได้แบบเบ็ดเสร็จ โดยชาติมหาอำนาจในขณะนั้น ทั้งอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และโปรตุเกสล้วนแต่มีนักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจ และนักสร้างแผนที่ฝีมือดีประจำราชสำนักเพื่อสร้างและอัพเดทแผนที่ใหม่ๆ ที่ตนของตนเองออกไปค้นพบอย่างต่อเนื่อง

แผนที่โลกที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแผนที่ยุคใหม่พึ่งเริ่มต้นในช่วงคริตศวรรษที่ 17 นี้เอง โดยนักสร้างแผนที่ชาวเยอรมันชื่อ Georg Matthäus Seutter เป็นคนแรกที่สร้างแผนที่โลกโดยการจำลองออกมาในลักษณะภาพวงกลม 2 วงเชื่อมต่อกันคล้ายมุมมองแผนที่โลกที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน และเขายังสามารถแสดงแผนที่โลกครอบคลุมความยาว 12,750 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับเส้นรอบวงของโลกได้อย่างชัดเจน แผนที่โลกที่คนมักกล่าวถึงอีกฉบับหนึ่งคือ แผนที่ของ Samuel Dunn นักคณิตศาสตร์และดาราศาสตรต์ชาวอังกฤษที่แสดงแผนที่แบบ “จัดเต็ม” ทั้งการแสดงทิศอย่างละเอียด กระแสน้ำ แผนที่ดวงดาว การโคจรของดวงอาทิคย์ และดวงจันทร์ทั้งหมดในแผนที่แผ่นเดียว



แผนที่โลกบนแผ่นดินเหนียวของชาวบาบิโลเนียน


ส่วนประวัติการทำแผนที่โดยคนไทยในสมัยโบราณไม่มีปรากฏชัดเจน มีเพียงหลักฐานเกี่ยวกับแผนที่ยุทธศาสตร์สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ที่น่าจะเก่าแก่ที่สุด จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลไทยจึงเริ่มจริงจังกับการทำแผนที่ โดยร.5 ทรงตั้งกองทำแผนที่ขึ้นตามคำแนะนำของ นายเฮนรี่ อาสาบาสเตอร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์เมื่อ พ.ศ.2418 ต่อมาในปี พ.ศ.2424 จึงจ้างชาวอังกฤษ ชื่อ เจมส์ แมคคาร์ธี เจมส์ (พระวิภาคภูวดล) เป็นเจ้ากรมแผนที่โดยใช้ระบบ “Triangular coordination” วางโครงข่ายสามเหลี่ยมเพื่อหาจุดตัดบนสิ่งอ้างอิงทางราบจากสถาบันแผนที่ของอินเดีย ผ่านพม่าเข้าสู่ไทยทางจังหวัดกาญจนบุรี จนถึงกรุงเทพฯ โดยมีจุดกึ่งกลางเพื่ออ้างอิงแผนที่ของไทยอยู่ที่ภูเขาทอง และพระปฐมเจดีย์

จากนั้นมีการลากเส้นอ้างอิงไปบรรจบกับฐานข้อมูลจากอินเดียที่ปากอ่าวไทย และลากเส้นโยงต่อไปยังประเทศลาว และเขมร โดยใช้ระบบนี้ในการปักปันเขตแดนและสร้างแผนที่ใช้เองในประเทศขนาด 1:50,000 เพื่อประโยชน์ในการทำถนน ขุดคลอง วางรางรถไฟ ทำโฉนดที่ดิน แบ่งเขตปกครอง และส่งเสริมการค้าขายระหว่างประเทศ โดยใช้เวลาถึง 40 ปี (พ.ศ. 2453-2493) แต่ก็ทำสำเร็จไปเพียง 50% ระหว่างนั้นฝรั่งเศสก็เริ่มเข้ามาทำแผนที่เขตแดนของลาวและเขมรในปี พ.ศ. 2447 มาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2491 รัฐบาลอเมริกาได้ ส่งหน่วยงานทำแผนที่ มาช่วยสำรวจและถ่ายภาพทางอากาศเพื่อทำแผนที่ภูมิประเทศขนาดมาตราส่วน 1 : 50,000 ซึ่งต่อมากรมแผนที่ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงใหม่ทุกๆ 10-12 ปี มาจนถึงปัจจุบัน

ในด้านของเทคนิคการสร้างแผนที่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อความถูกต้องของข้อมูลในยุคเริ่มแรก การวาดแผนที่มักอาศัยการจำมากกว่าพึ่งพาอุปกรณ์อื่นๆ ต่อมา “เข็มทิศ” จึงถูกนำมาใช้เพื่อคำนวนทิศทางและระยะทาง ต่อมานักวิทยาศาสตร์จึงสร้างอุปกรณ์ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อคำนวนระยะและทิศทางบนแผนที่ เช่น เครื่องมือวัดมุมแนวตั้ง (Quadrant และ sextant) เครื่องมือวัดระยะอย่างละเอียด หรือเวอร์เนียร์ (Vernier) ร่วมกับการตั้งหอสูงเพื่อสังเกตภูมิประเทศด้วยกล้องส่องทางไกลร่วมกับการลากพิกัดแบบโครงร่างสามเหลี่ยม และเริ่มใช้ระบบเส้นรุ้งเส้นแวงเป็นระบบสากลโดยอ้างอิง 0 องศาที่จุดกรีนิชเมื่อปี พ.ศ.2427

เมื่อถึงคริสตศตวรรษที่ 19 การสร้างแผนที่จึงก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลพร้อมกับพัฒนาการของคอมพิวเตอร์ พร้อมๆ กับเทคโนโลยีภาพถ่ายก็ถูกใช้เพื่อพัฒนาแผนที่ให้มีมุมมองกว้างและถูกต้องมากกว่าเดิม จนถึงคริสตศวรรษที่ 20 เทคโนโลยีดาวเทียมก็ถูกนำใช้ในการสร้างแผนที่ร่วมกับคอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลาย และเข้าถึงโดยคนทั่วไปได้ง่าย จนปัจจุบันคนธรรมดาเดินดินก็สามารถครอบครองเครื่องรับสัญญาณพิกัดดาวเทียม (GPS) สำหรับดึงข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเพื่อนำทางและปักหมุดสถานที่สำคัญ ไม่ต้องเป็นกัปตันเรือล่าอาณานิคมก็มีแผนที่โลกแบบละเอียดอยู่ในมือ

พัฒนาการของแผนที่ล้วนแต่ต้องอาศัยรากฐานการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ หน่วยงานต่างๆ ล้วนต้องมีนักพัฒนาและวิเคราะห์แผนที่นั่งทำงานอยู่ เช่น กรมแผนที่ทหารซึ่งทำหน้าที่พัฒนาแผนที่มาตั้งแต่สมัย ร.5 ก็ยังมีหน้าที่เดิมแต่ก้าวไกลด้วยระบบภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง เพื่อให้บริการข้อมูลให้กับหน่วยงานราชการและการป้องกันประเทศ ส่วนสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้บริการข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจากดาวเทียมของไทยและการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคใหม่ๆ ให้กับภาครัฐและเอกชน ถือเป็นความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ที่มีความจำเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาและจัดการฐานข้อมูลที่สำคัญของประเทศ โดยเมื่อถึงเวลาวิกฤติ ทั้ง 2 หน่วยงานก็สามารถให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อสังคมได้ เช่น การให้บริการประชาชนเมื่อเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งทั้งกรมแผนที่ทหารและ GISTDA ก็ได้เปิดให้ดาวน์โหลดฐานข้อมูลแผนที่ปริมาณน้ำของแต่ละจังหวัดและเขตการปกครองกันชนิดวันต่อวันเลยทีเดียว



แผนที่ของ Samuel Dunn ประกอบด้วยแผนที่โลก ทิศอย่างละเอียด กระแสน้ำ แผนที่ดวงดาว การโคจรของดวงอาทิคย์ และดวงจันทร์ในแผนที่แผ่นเดียว


ส่วนผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างกรมอุทยานแห่งชาติ ก็ใช้แผนที่ในการสำรวจและลาดตระเวน โดยพัฒนาระบบ GIS เข้ากับการพบร่องรอยสัตว์และการรบกวนของคน เรียกว่าระบบ “SMART PATROL” นอกจากนั้นยังมีการใช้การสะท้อนแสงของผิวโลกของคลื่นแสงที่ต่างกัน นำมาวิเคราะห์พื้นที่ป่าเพื่อการจัดการทรัพยากร ซึ่งล่าสุดสามารถนำฐานข้อมูลไปวิเคราะห์ร่วมกับปริมาณการดูดซับคาร์บอนของป่าแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย ส่วนแผนที่แสดงธรณีสัณฐาน แหล่งชลประทาน และปริมาณน้ำฝนที่เชื่อมโยงพื้นที่เกษตรกรรมของกรรมพัฒนาที่ดิน ก็สามารถให้คำปรึกษากับเกษตรกรและทำนายการขยายตัวของกำลังการผลิตภายในประเทศได้เช่นกัน

กรมอุตุนิยมวิทยาก็ใช้แผนที่ทำประโยชน์อย่างมากมายให้กับประเทศ ทั้งการพยากรณ์อากาศเพื่อให้ประชาชนเตรียมรับมือซึ่งเวลานี้สามารถทำได้แม่นยำ เพราะมีการติดตามแผนที่การเคลื่อนตัวของพายุและมวลเมฆแบบเรียลไทม์ด้วยระบบดาวเทียม รวบไปถึงการใช้ฐานข้อมูลธรณีสัญฐานและปริมาณน้ำฝน มาคำนวนคู่กับเครื่องส่งสัญญาณอัตโนมัติและการแจ้งข่าวภาคพื้นดินเพื่อทำนายและแจ้งเตือนภัยพิบัติอื่นๆ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม และซึนามิได้แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

แผนที่ใกล้มืออย่าง Google Map อาจทำให้เห็นภาพพัฒนาการของแผนที่กับชีวิตประจำวันในได้ชัดเจน โดยกูเกิลได้ซื้อระบบแผนที่ดาวเทียมออนไลน์มาจากบริษัท where2 และ keyhole เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ แล้วเริ่มให้บริการแผนที่ในช่วงต้นปี 2548 บนอินเทออร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือในช่วงปลายปี ในปีถัดมากูเกิลเริ่มให้บริการภาพถ่ายดาวเทียมแบบเดียวกับโปรแกรม Google earth ที่เปิดตัวไปก่อน และเริ่มใส่ประติมากรรม 3 มิติบนแผนที่ ในปี 2550 ก็เริ่มใช้ “สตรีทวิว” (street view) จากการใช้รถตระเวนถ่ายภาพแบบ 360 องศา จำลองภาพเหมือนเราอยู่ในสถานที่จริง

ปัจจุบันกูเกิลให้บริการอีกหลากหลายที่แทรกเข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น การออกแบบการเดินทางบนระบบขนส่งสาธารณะ และเครื่องมือที่ให้ผู้ใช้สร้างแผนที่ของตนเองได้สะดวก และดูเหมือนว่าแอปพลิเคชันเหล่านี้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องบนระบบแอนดรอยด์ เพื่อยึดหัวหาดด้านการบริการข้อมูล จนเราแทบไม่ต้องพึ่งพาการค้นหาด้วยโปรแกรมอื่นๆ เลย แถมในปีนี้ยังมีคนนึกสนุกเปิดฐานข้อมูล “แผนที่เก่า” ให้ลองนำมาซ้อนทับกับแผนที่ของกูเกิ้ลอีกต่างหาก เป็นที่ถูกอกถูกใจของนักสำรวจยุคดิจิตอลที่ชอบค้นหาอดีตกาลผ่านแผนที่

เทคโนโลยีและฐานข้อมูลขนาดมหึมาในปัจจุบันทำให้เรื่องแผนที่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่เด็กๆ นั่งเรียนในคาบสังคมและลูกเสือเนตรนารีอีกต่อไป เพราะในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักบริหาร วิศวกร เกษตรกร หรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เท่าทันการพัฒนาของระบบแผนที่ก็เหมือนมี “ลายแทงสมบัติ” ในกำมือ...แล้วตกลงคุณรู้จักแผนที่ดีแล้วหรือยัง?



แผนที่แบบสตรีทวิวของกูเกิ้ลแมพ ที่สามารถแสดงภาพ 360 องศาเหมือนอยู่ในสถานที่จริง


เกี่ยวกับผู้เขียน
“นายปรี๊ด” นักศึกษาทุนปริญญาเอกด้านชีววิทยา ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงวิทยาศาสตร์อย่างหลากหลาย
ทั้งงานสอน บทความเชิงสารคดี ผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ทำสื่อการสอน ของเล่นเชิงวิทยาศาสตร์
กรรมการตัดสินโครงงาน วิทยากรบรรยายและนักจัดกิจกรรมเพื่อการจุดประกายวิทยาศาสตร์จากสิ่งใกล้ตัว

ติดตามอ่านบทความของนายปรี๊ดที่จะมาแคะคุ้ยเรื่องวิทย์ๆ...สะกิดต่อมคิด ให้เรื่องเล็กแสนธรรมดากลายเป็นความรู้ก้อนใหม่ ได้ทุกวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์


Views: 1258

ความคิดเห็นแรก

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 28 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 10370082  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!