|
หน้า 10 จาก 31
หน้า 10
วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ลงลึกถึงอนุภาคเล็กสุดสู่กำเนิดจักรวาลกับนักฟิสิกส์ “เซิร์น”
ศ.ดร.อัลเบิร์ต เดอ โรคก์ นักฟิสิกส์จากเซิร์น
ณ
วันนี้นักวิทยาศาสตร์พบอนุภาคที่เล็กยิ่งกว่า โปรตอนและนิวตรอนอีกเป็นจำนวนมาก
แต่ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าจะไม่มีสิ่งที่เล็กกว่านี้แล้ว
และการค้นหาอนุภาคเล็กที่สุดก็ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างสถิติอันเป็นที่สุด
หากแต่เป็นตัวต่อจิ๊กซอว์ที่จะเผยให้เห็นภาพในอดีตนับแต่เริ่มกำเนิดเอกภพ
และนักฟิสิกส์ยังเดินหน้าค้นหาอนุภาค “ฮิกกส์”
ที่จะยืนยันความเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานของเอกภพ
ศ.ดร.อัลเบิร์ต เดอ โรคก์ และ ดร.บุรินทร์ อัศวพิภพ
ศ.ดร.อัลเบิร์ต เดอ โรคก์
(Prof.Dr.Albert De Roeck)
นักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำสถานีตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอส
(CMS) ของเซิร์น (CERN)
เพิ่งเดินทางมาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับความลับของเอกภพและฟิสิกส์อนุภาค เมื่อต้นเดือน
พ.ค.นี้ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เขาบอกว่า
เมื่อปลายปี พ.ศ. 2554 สถานีทดลอง 2
แห่งของเซิร์นได้ตรวจพบสัญญาณที่เชื่อว่าน่าจะเป็นร่องรอยของ “ฮิกกส์”
(Higgs)
อนุภาคดังกลาวเป็นสิ่งท้าทายนักฟิสิกส์อนุภาคมานานกว่า
40 ปี และจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะอธิบายถึงการมีอยู่ของมวลในเอกภพ
หากแต่ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่สามารถฟันธงได้
ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมจากการเดินเครื่องเร่งอนุภาคในปี 2555 ซึ่งจะได้ข้อมูลมากขึ้น
4 เท่า และจะตอบคำถามได้ว่าที่สุดแล้วมีฮิกกส์หรือไม่
และเมื่อพบฮิกกส์แล้วงานต่อไปคือการศึกษาคุณสมบัติของฮิกกส์อย่างลงลึกในละเอียดมากขึ้น
ท่อนำอนุภาคในอุโมงค์เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี
เร่งเครื่องจำลองกำเนิดเอกภพ
ศ.ดร.เดอ โรคก์กล่าวว่า เป็นเวลากว่า 100
ปีที่มีการรวมทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเข้าด้วยกัน
ควบคู่ไปกับการค้นพบอนุภาคใหม่ๆ จนนำไปสู่ทฤษฎีแบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model)
สำหรับฟิสิกส์อนุภาค ซึ่งมีการค้นพบอนุภาคต่างๆ ที่น่าจะมีตามทฤษฎีของแบบจำลองนี้
เหลือเพียงอนุภาคฮิกกส์ที่ยังขาดหายไป แม้ว่าจะมีการทดลองอย่างนับไม่ถ้วน ทั้งนี้
เพื่อจะตอบคำถามพื้นฐานสำคัญคำถามหนึ่งนั่นคือทำไมอนุภาคต่างๆ
จึงมวลและทำไมแต่ละอนุภาคจึงมีมวลไม่เท่ากัน
เครื่องเร่งอนุภาคจะจำลองสภาวะหลังระเบิดบิกแบง
ตอนนี้เซิร์นมีเครื่องจักรอันทรงพลังมากที่สุดในโลกที่จะร่วมไขคำตอบดังกล่าว
นั่นคือ เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (LHC) ซึ่ง ศ.ดร.เดอ
โรคก์เปรียบเทียบว่าทำหน้าที่เหมือนกล้องจุลทรรศน์ให้เรามองเห็นอนุภาคขนาดเล็กๆ ได้
และยิ่งเดินเครื่องเร่งอนุภาคให้มีพลังงานสูงแล้วจะยิ่งช่วยให้เรามองเห็นอนุภาคขนาดเล็กๆ
ได้ชัดเจนขึ้น และจากสมการ E=mc2 อันโด่งดังของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
(Albert Einstein) ศ.ดร.เดอ
โรคก์บอกว่าเราสามารถสร้างอนุภาคจากเครื่องเร่งอนุภาคพลังงานสูงๆ
ได้
นักฟิสิกส์อาวุโสจากเซิร์นเปรียบเทียบการทดลองเดินเครื่องเร่งอนุภาคที่พลังงานสูงว่า
เหมือนการจับยุง 2 ตัวมาพุ่งชนกันที่พลังงานสูงๆ
แล้วเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ที่อาจจะเป็นได้ทั้งไดโนเสาร์ตัวใหญ่
อาจารย์เจไดจากสตาร์วอร์ ยุงเหมือนเดิม
ซึ่งเป็นได้ทั้งสิ่งที่คาดไว้และสิ่งที่คาดไม่ถึง
โดยการเร่งอนุภาคชนกันดังกล่าวจะสร้างสภาวะและอนุภาคในช่วงเกิดบิกแบง (Big Bang)
ระเบิดกำเนิดเอกภพกลับมาอีกครั้ง
อนุภาคมากมายในเอกภพนี้
จากการบรรยายของ
ดร.บุรินทร์ อัศวพิภพ นักฟิสิกส์อนุภาคจากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ศ.ดร.เดอ โรคก์นั้น
นักฟิสิกส์ได้ค้นพบอนุภาคที่เล็กยิ่งกว่าอิเล็กตรอน โปรตอนและนิวตรอนอีกจำนวนมาก
แบ่งเป็น 1.อนุภาคเฟอร์มิออน (fermion)
หรืออนุภาคที่องค์ประกอบพื้นฐานของสสาร ซึ่งแบ่งได้เป็น ควาร์ก (Quark) 6 ตัว คือ
อัพควาร์ก ดาวน์ควาร์ก สเตรนจ์ควาร์ก ชาร์มควาร์ก บัตทอมควาร์ก ท็อปควาร์ก
และเลปตอน (lepton) อีก 6 ตัว คือ อิเล็กตรอน มิวออน เทา อิเล็กตรอนนิวทริโน
มิวออนนิวทริโน และเทานิวทริโน กับ 2.อนุภาคเกจโบซอน (gauge
boson) หรืออนุภาคที่เป็นสื่อของแรง คือ โฟตอน กลูออน แซดโบซอน
และดับเบิลยูโบซอน
ทั้งนี้
เชื่อว่าหลังระเบิดบิกแบงนั้นเอกภพมีพลังงานสูงมากและมีแรงพื้นฐานเพียง 1
แรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปพลังงานก็ลดลงและทำให้แรงแยกจากกันเป็น 4 แรง คือ
แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม
และแรงโน้มถ่วง ซึ่งความพยายามตอนนี้นักฟิสิกส์ใกล้จะรวมแรงต่างๆ
ได้สำเร็จแล้ว เพียงจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายคือ
อนุภาคฮิกกส์ที่เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของมวลสารในเอกภพ
ส่วนแรงโน้มถ่วงนั้นยังไม่สามารถรวมเข้ากับแรงอื่นๆ
ได้
อนุภาคต่างๆ
ในแบบจำลองมาตรฐานที่ระบุไปนั้นรวมตัวกันด้วยแรงแม่เหล็กไฟฟ้า
แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน และแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม
ซึ่งโฟตอนเป็นสื่อนำแรงแม่เหล็กไฟฟ้า กลูออนเป็นสื่อนำแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม
ส่วนแซดโบซอนและดับเบิลยูโบซอนเป็นสื่อนำแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน
ค้นหาสุดยอดคู่สมมาตรไขปริศนา “สสารมืด”
การค้นหาฮิกกส์เป็นเพียงเป้าหมายหนึ่งของเซิร์นเท่านั้น
โดยจุดมุ่งหมายสำคัญนั้นเพื่อตอบคำถามให้ได้ถึงกำเนิดเอกภพ
ซึ่งเซิร์นก็ดำเนินการพิสูจน์ทฤษฎีอื่นๆ ที่จะตอบคำถามสำคัญดังกล่าว
และหนึ่งในนั้นคือการพิสูจน์ทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด (Supersymmetry: SUSY)
ที่อธิบายว่าอนุภาคชนิดย่อมมีคู่สมมาตรทางสปิน ดังนั้น
นักฟิสิกส์จึงตั้งหน้าตั้งตาค้นหาคู่สมมาตรที่ขาดหายไป
ดร.บุรินทร์กล่าวว่าหากทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวดเป็นจริงนักวิทยาศาสตร์จะต้องพบคู่สมมาตรของอนุภาคเฟอร์มิออนและอนุภาคเกจโบซอน
โดยพิจารณาจาก “สปิน” ซึ่งเป็นสถานะทางควอนตัมของอนุภาค
สำหรับเฟอร์มิออนนั้นมีค่าสปินอยู่เป็น 1/2 ส่วนเกจโบซอนมีค่าสปินเป็น 1 ดังนั้น
คู่สมมาตรของเฟอร์มิออนจึงต้องมีสปินเป็น 1
ส่วนคู่สมมาตรของเกจโบซอนต้องมีค่าสปินเป็น 1/2
นอกจากนี้เรายังใช้สมมาตรยิ่งยวดเพื่อศึกษา “สสารมืด” ที่สังเกตได้ยากได้
เพราะเราไม่อาจตรวจวัดสสารมืดได้โดยตรง เนื่องจากสสารมืดมีอันตรกริยาน้อย
สิ่งที่ทำได้คือวัดอนุภาคทั้งหมดเพื่อหาอนุภาคที่ขาดหายไป
โดยเชื่อว่าอนุภาคสมมาตรยิ่งยวดนั้นเป็น “แคนดิเดต”
ของสสารมืด
การเดิน ทางมาบรรยายพิเศษของ ศ.ดร.เดอ โรคก์
นี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างไทยและเซิร์นที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อ
ครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนเซิร์นในปี 2541
ส่งผลให้เกิดความร่วมมือระหว่างไทยและเซิร์นอย่างเป็นทางการและเป็นชาติแรก
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง ดร.บุรินทร์กล่าวว่า
ไทยถือเป็นต้นแบบของความร่วมมือเช่นนี้ อย่างไรก็ดี
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแล้ว
ไทยยังมีความก้าวหน้าทางด้านฟิสิกส์อนุภาคน้อยกว่าเวียดนาม
|