Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow บทความรวมวิทยาศาสตร์ -สุขภาพ พฤษภาคม 55
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
บทความรวมวิทยาศาสตร์ -สุขภาพ พฤษภาคม 55 PDF พิมพ์

หน้า 18

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

รักษาการตกเลือดหลังคลอดด้วยวิธี “บี-ลินช์” - หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ

การตกเลือดหลังคลอดในหญิงตั้งครรภ์มักเป็นเรื่องที่สามารถพบได้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งต้องควรระวังให้มากเป็นพิเศษ เพราะอาจเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ในหญิงตั้งครรภ์หลังจากที่คลอดบุตรแล้วนั้น มีไม่น้อยที่ต้องเสี่ยงกับการตกเลือดหลังคลอด โดยการตกเลือดหลังคลอดในมารดาที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ ๆ นั้น เป็นเรื่องที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยิ่งในกรณีที่เกิดความผิดปกติก็จะทำให้เสียเลือดมาก และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตกเลือดหลังคลอดได้เช่นกัน

ภาวะการตกเลือดหลังคลอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญที่สุดของมารดาทั่วโลกอย่างน้อยร้อยละ 24 ข้อมูลโครงการลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัยปี พ.ศ. 2545 ได้รายงานสาเหตุการตายของมารดาในประเทศไทยปี พ.ศ. 2533-2545 พบว่าการตกเลือดจากการตั้งครรภ์และการคลอดเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของมารดามาโดยตลอด ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ การติดเชื้อ ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ และน้ำคร่ำอุดหลอดเลือด เป็นต้น ส่วนในประเทศที่กำลังพัฒนา การตกเลือดยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่เช่นกัน นอกจากนี้ในบางประเทศการตกเลือดยังเป็นสาเหตุเกือบครึ่งหนึ่งของการตายของมารดาหลังคลอดเลยทีเดียว

สาเหตุที่ทำให้เกิดการตกเลือดหลังคลอดที่พบบ่อยที่สุดคือ การหดรัดตัวของมดลูกไม่ดี ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 75-90 ส่วนสาเหตุอี่น ๆ เช่น การมีบาดแผลที่มดลูกหรือช่องคลอด การฉีกขาดของกล้ามเนื้อมดลูก การฉีกขาดของปากมดลูกและช่องคลอด หรือการตกค้างของเนื้อรกในโพรงมดลูก ซึ่งสาเหตุหลังนี้อาจจะทำให้มีการตกเลือดล่าช้าคือ หลังคลอดไปแล้ว 1-2 สัปดาห์ ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุของการตกเลือดก็คือ การใช้ยาแอสไพริน หรือยาบางชนิดที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

การตกเลือดหลังคลอดจะมีลักษณะเลือดออกมาในปริมาณมากในระยะหลังคลอดทันทีหรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด สังเกตง่าย ๆ คือเลือดจะออกมามากเกินกว่า 500 ซีซี จากการคลอดทางช่องคลอด หรือมากกว่า 1,000 ซีซี จากการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ถ้าสังเกตจากลักษณะทางคลินิกจะพบว่ามีปริมาณเลือดสีแดงสดออกมากขึ้น แทนที่จะลดน้อยลงภายหลังการคลอดลูก และอาจมีก้อนเลือดออกเป็นลิ่มเลือดขนาดใหญ่ในระยะหลังการคลอด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเลือดออก

เมื่อมารดาได้รับการวินิจฉัยการตกเลือดหลังคลอด ทีมแพทย์ผู้ดูแลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้การรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้มารดาเสียเลือดเพิ่มมากขึ้นจนเกิดภาวะช็อก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตของมารดาในที่สุด

การรักษาการตกเลือดหลังคลอดต้องคำนึงถึงหลัก 3 ประการคือ สาเหตุที่ทำให้เกิดการตกเลือดหลังคลอด ทางเลือกของการรักษาที่มีอยู่ในสถานพยาบาลนั้น ๆ และความต้องการมีบุตรในอนาคตของมารดา แนวทางการรักษาแพทย์จะให้การรักษาตามสาเหตุของการเกิดการตกเลือด เช่น ในกรณีที่มีการหดรัดตัวของมดลูกไม่ดี การ
กระตุ้นมดลูกให้หดรัดตัวด้วยการคลึงมดลูกเบา ๆ และให้ยากระตุ้น กรณีที่เสียเลือดจากการฉีกขาด แพทย์จะตรวจหาแผลฉีกขาดและเย็บซ่อมแซมให้โดยเร็ว ซึ่งในมารดาบางรายที่มีการเสียเลือดมากจำเป็นต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือด และให้เลือดตามแต่กรณีไป เมื่อให้ยาชนิดต่าง ๆ แล้วอาการไม่ดีขึ้นจะต้องให้การรักษาโดยวิธีการทำการผ่าตัดเพื่อให้เลือดหยุด วิธีการผ่าตัดอาจประกอบไปด้วย “วิธีการเย็บผูกเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูก” แต่วิธีการนี้ต้องอาศัยความชำนาญวิธีการเย็บจะยุ่งยาก ถ้ามารดาเสียเลือดรุนแรงมากจนอาจทำให้ถึงแก่เสียชีวิต แพทย์อาจต้องตัดมดลูกทิ้งเพื่อให้เลือดหยุดไหล แต่ล่าสุดมีวิธีการผ่าตัดด้วยการเย็บผูกมดลูก ด้วยวิธี “บี-ลินช์” โดยใช้เวลาเพียง 5 นาที วิธีนี้จะง่ายกว่าเพราะใช้เวลาสั้นทำให้การตกเลือดหยุดหรือตกน้อยลงไป รวมทั้งมดลูกหดรัดตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการทำผ่าตัดแบบใหม่ที่ใช้ในทางสูติกรรมเพื่อช่วยให้มดลูกหดรัดตัวได้ดี และสามารถเก็บมดลูกเอาไว้เพื่อมีลูกในครรภ์ต่อไปได้

สำหรับการเย็บผูกมดลูกด้วยวิธี “บี-ลินช์” มาจากชื่อของศาสตราจารย์นายแพทย์ คริสโตเฟอร์ บี ลินช์ ซึ่งเป็นสูติแพทย์ชาวอังกฤษที่เป็นผู้ริเริ่มการเย็บมดลูกเพื่อลดการตกเลือดหลังคลอดเป็นคนแรกในปี พ.ศ. 2540 ขณะนี้วิธี “บี-ลินช์” เริ่มมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันและรักษาการตกเลือดหลังคลอดแล้วยังช่วยป้องกันไม่ให้มีการตัดมดลูกทิ้งอีกด้วย ทำให้มารดาสามารถมีบุตรได้ต่อไปอีก

ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติ จิตต์เจริญ ได้นำวิธีการเย็บผูกมดลูกวิธีนี้มาใช้รักษามารดาที่เกิดการตกเลือดหลังคลอดในประเทศไทย โดยเริ่มทำการรักษาด้วยวิธีนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 วิธีการเย็บผูกมดลูกโดยวิธี “บี-ลินช์” จะมีเทคนิคเฉพาะและแพทย์ที่เย็บจะต้องได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันจะต้องมีการให้ยา ให้เลือด หรือส่วนประกอบของเลือดทดแทนไปพร้อม ๆ กัน ในกรณีที่ผ่าตัดคลอดมีการเปิดหน้าท้องอยู่แล้ว ก็จะง่ายต่อการเย็บ ส่วนในกรณีที่คลอดเองและต้องการเก็บมดลูกไว้ วิธีนี้สามารถช่วยได้เช่นกันทำให้สามารถมีลูกได้อีกในครรภ์ต่อไป จนถึงปัจจุบันมีการรักษาด้วยวิธีนี้แล้วทั้งสิ้น 60 ราย ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย และผลการรักษาสามารถเก็บมดลูกของมารดาได้ถึง 50 ราย ผลสำเร็จของการรักษาคิดเป็นร้อยละ 84 การศึกษาวิธีเย็บผูกมดลูกโดยวิธี “บี-ลินช์” มีประโยชน์ต่อสูติแพทย์และแพทย์ทั่วไปที่ให้การดูแลรักษามารดาที่เกิดการตกเลือดหลังคลอดเพื่อลดการเสียชีวิตของมารดาได้ในประเทศไทย ถ้าได้รับการฝึกฝนถึงวิธีเย็บผูกมดลูกโดยวิธีดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง.



< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 22 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 10055970  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!