Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow เจาะตำนาน“ชาเขียว” ทำไมจึงมีสีเขียว??
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
เจาะตำนาน“ชาเขียว” ทำไมจึงมีสีเขียว?? PDF พิมพ์

ปัจจุบันนี้ถ้าใครไม่รู้จัก “ชาเขียว” รู้สึกว่าจะเชยทีเดียว เอ่ยถึง “ชาเชียว” ก็จะนึกถึงประเทศญี่ปุ่นมากกว่าประเทศอื่น ๆ เหมือนเป็นต้นตำรับชาเชียวของโลก

นับเป็นโอกาสดีที่ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ ได้มีโอกาสรับเชิญจากทาง บริษัททิปโก้ เอฟแอนด์บี จำกัด พาคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ บินลัดฟ้าบุกไปถึงดินแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อเจาะลึกถึงความเป็นมาสายพันธุ์ของ “ชาเขียว” ของประเทศญี่ปุ่น  ในการเดินทางทริปนี้มีทีมงานจากบริษัททิปโก้ฯ และบริษัท ซันโทรี่ เบฟเวอร์เรจ แอนด์ฟู้ด ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำหน้าที่เป็นไกด์ พาคณะสื่อมวลชนไปเดินตามไปยังเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น อยู่ฝั่งด้านทิศตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น สภาพเมืองยังอบอวลไปด้วยสภาพธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ มีเทือกเขาน้อยใหญ่รายล้อมเมืองเอาไว้

มีตำนานเล่าขานกันว่า เมืองเกียวโต ถูกขนานนามให้เป็น บ้านเกิดของชาเขียวญี่ปุ่น  นอกจากนี้หลายท่านอาจจะยังไม่เคยทราบเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ “ต้นชา” ว่าเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นอย่างไร ? และทำไม “ชาเขียว” จึงต้องมี “สีเขียว”!?!

จุดหมายแรกของคณะสื่อมวลชนชาวไทยเดินทางออกไปยังชนบทของเกียวโต เป็นพื้นที่ทำเกษตรพื้นราบจะมีทุ่งนาเขียวขจี ส่วนตามเนินเขาจะนิยมปลูก ไร่ชา อยู่ในพื้นที่เขตโซราคุ ปลูกต้นชาเป็นแนวยาวตามเนินเขา ลักษณะก็ไม่แตกต่างจากบ้านเราสักเท่าไรนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคงหนีไม่พ้น บริเวณไร่ชาที่เราไปดูจะมี“เสาพัดลม”ตั้งเด่นเรียงรายอยู่เป็นระยะ จุดประสงค์มีไว้เพื่อไว้เปิดพัด ละอองหมอก ในยามเช้า ป้องกันไม่ให้น้ำค้างมาเกาะบนยอดอ่อนใบชา ในช่วงที่จะต้องรีบเก็บผลผลิตยามเช้าตรู่

ปัจจุบัน ต้นชาของประเทศญี่ปุ่น ที่ปลูกมีการลงทะเบียนไว้มากถึง 90 ชนิด ที่ขึ้นชื่อลือชา อาทิ พันธุ์ยาบุคิตะ ,ซามิโดริ,โกะโค,อาสะฮิ ฯลฯ ส่วนที่มาของต้นชา เข้ามาในญี่ปุ่น มีบันทึกมานานนับพันปีแล้วว่า ชาถูกนำมาจากพื้นที่ในมณฑลยูนาน ประเทศจีน และพื้นที่แถบอัสสัม ประเทศอินเดีย ทั้งสองแห่งถือเป็นแหล่งกำเนิดของชา ที่กระจายไปทั่วโลก

แต่ด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนช่างคิดดัดแปลง ทำให้ชาวญี่ปุ่นปรับปรุงทั้งกรรมวิธีปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยวและแปรรูป ทำให้ผลผลิตชา ที่ได้มานั้นสามารถแตกแขนงไปอีกหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น ชาดำ, ชาเขียว, ชาแดง, ชาอู่หลงหรือชาขาว ฯลฯ

ชาทุกชนิด ต่างก็ได้มาจากใบของพืชชนิดเดียวกัน แต่ที่เรียกชื่อต่างกันนั้นก็เนื่องจากกระบวนการผลิต(การหมัก) ใบชาที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น “ชาดำ”ทำด้วยกรรมวิธีนำใบชามาทำให้แห้งโดยการรีดน้ำที่หล่อเลี้ยงให้ใบชาชุ่มชื่นออกมาเพื่อทำให้ใบชาเหี่ยวและอ่อนลีบ หลังจากนั้นจึงนำใบชาที่แห้งลีบมากลิ้งด้วยลูกกลิ้งบดและฉีก ต่อจากนั้นจึงนำไปผ่านกระบวนการหมักแล้วจะได้ใบชาที่แห้งสนิท ในส่วนของ “ชาเขียว” ส่วนใหญ่จะนำใบชามาอบไอน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อหยุดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของเอนไซน์ ส่งผลให้รักษาสีและกลิ่นเฉพาะของชาไว้ได้ ทั้งนี้ชาเขียว แต่ละชนิดยังมีกรรมวิธีทำแตกต่างกัน ทำให้เมื่อผ่านขั้นตอนการผลิตแล้วจึงมีชื่อแตกต่างกันออกไปอีก ส่วน “ชาอู่หลง”ผ่านกระบวนการกึ่งหมักจึงทำให้มีรสชาติและสรรพคุณอยู่ระหว่างชาดำและชาเขียว

สถาบัน Cha Labo อยู่ในเขตคิซูกาวา เมืองเกียวโต ซึ่งทางคณะสื่อมวลชนจากไทย ได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายความรู้เรื่อง ชาเขียว รวมไปถึงประวัติของชาทั้งในประเทศญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยมีการเก็บข้อมูลเนื้อหาค่อนข้างละเอียด พอจะสรุปได้คร่าวๆว่า เริ่มมีการบันทึกเรื่องราวของ“ชา”ไว้ตั้งแต่สมัยนารา ประมาณ ปีค.ศ.729 (ปีแรกของยุคเทนเปียว) ระบุว่า ได้รับการถ่ายทอดมาจากราชวงศ์ถังของจีน การดื่มชาเพื่อเป็นงานอดิเรกและเป็นยาเพื่อสุขภาพในเฉพาะหมู่ราชวงศ์และนักบวช โดยการผลิตชาในสมัยนั้น เป็นการนึ่งใบชาแล้วนำมาตำให้เหนียว หลังจากนั้นจะนำไปคั่วให้แห้ง นำมาบดให้เป็นผงแล้วจึงนำมาชงดื่ม

ต่อมาในสมัยคามาคุระ ได้มีนักบวชชื่อ “เอไซ” ได้นำเมล็ดชา จากประเทศจีน กลับมาปลูกที่ญี่ปุ่น และได้เขียนบันทึกชื่อ “คิสสะ โอโจ คิ” (บันทึกเกี่ยวกับการปลูกชา) พร้อมทั้งบรรยายถึงสรรพคุณของชา นอกจากนี้ยังมีนักบวชเมียวเอะโชนิง จากวัดโคซัง นำเมล็ดชาที่ได้รับมาจากนักบวชเอไซ ไปเผยแพร่ปลูกตามเมืองต่างๆ ทำให้การปลูกชา จึงได้เริ่มกระจายไปในญี่ปุ่น ชาในสมัยนั้น มีลักษณะใกล้เคียงกับ ชาเขียว (มัทชะ) จากนั้นการดื่มชาจึงได้แพร่หลายทั้งในหมู่ของซามูไรและชาวบ้าน  มีการพัฒนาคุณภาพอย่างรวดเร็ว การปรับปรุงพันธุ์จนกลายเป็น ชาเขียวญี่ปุ่น พิถีพิถันกับการแปรรูปมีขั้นตอนแตกต่างกันไปแล้วแต่ละพื้นที่ (กลิ่นและรสชาติ รวมไปถึงคุณภาพของใบชา จะแตกต่างกันไปตามวิธีการเพาะปลูก ขบวนการผลิต และฤดูการเก็บเกี่ยว)

เมื่อการนิยมดื่มชาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายขยับกลายเป็นวัฒนธรรมการดื่มชาสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ที่สำคัญยังมี พิธีชงชาแบบญี่ปุ่น(ซะโด)ตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 14 ภายใต้อิทธิพลของพุทธศาสนานิกายเซ็น เน้นความงามแบบเรียบง่ายและการสร้างความผูกพันทางใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างเจ้าภาพกับแขก   จากนั้นได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันในฐานะศิลปะแห่งการดื่มชาญี่ปุ่น ซึ่งแฝงทั้งปรัชญาชีวิตเรียบง่าย สามารถสัมผัสได้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และทำวิญญาณให้บริสุทธิ์โดยการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ

ในปัจจุบันทั่วโลก มีการผลิตชาประมาณ 3 ล้านตัน โดยกว่าร้อยละ 70 เป็นชาแดง,ร้อยละ 20 เป็นชาเขียว และส่วนที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 5 เป็นชาอู่หลง หรือถูกแปรรูปไปเป็นชาอื่น ๆ  ความหมายง่ายๆของชาเขียว คือ ชาที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก (ชาดำ จะผ่านกระบวนการหมัก, ชาอู่หลง ผ่านกระบวนการกึ่งหมัก)

ทั้งนี้ ชาเขียว มีมากมายหลายชนิด อาทิ เซนชะ บังชะ เกียะคุโระ และมัทชะ ฯลฯ  เซนชะ เป็นชาที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน วิธีการผลิตก็คือ เมื่อใบอ่อนของต้นชางอกออกมา 4 – 5 ใบก็จะเก็บใบชา และนำใบชานั้นไปอบไอน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อหยุดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของเอนไซม์ ส่งผลให้สามารถรักษาสีและกลิ่นหอมเฉพาะของชาไว้ได้ซึ่งเป็นกรรมวิธีเฉพาะของญี่ปุ่นทำให้สามารถนวดชาได้ง่ายขึ้น ส่วน บังชะ เป็นชาที่คัดเลือกมาจากเซนชะที่ใบใหญ่และเรียบ  หรือใบชาที่เก็บหลังจากที่เก็บใบชาสำหรับทำเซนชะแล้ว นำมานวดเล็กน้อย มีรสชาติอ่อน

สำหรับ เกียะคุโระและมัทชะ ผลิตจากยอดใบชาอ่อนที่ปลูกแบบพรางแสง นำใบชาที่เก็บได้มาอบไอน้ำแล้วนวดและอบให้แห้งก็จะได้เกียะคุโระ   เมื่อชงค่อยๆด้วยน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิไม่สูงนักก็จะได้ลิ้มรสน้ำชาที่ไม่ค่อยมีรสฝาดแต่มีความหอมหวานที่เป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นชาชั้นเลิศ(เกรดดี ราคาแพงสุด) พื้นที่ที่มีการผลิตมากได้แก่ หมู่บ้านโฮชิโนะ จ.ฟุคุโอกะ, อำเภอโจโย จ.เกียวโต และเมืองโอคาเบะ จ.ชิสุโอกะ ส่วนการนำยอดใบชาอ่อนที่เก็บได้มาอบแห้งเลยโดยไม่นวด และนำมาบดเป็นผงสีเขียวก็จะได้มัทชะ

การเดินทางของสื่อมวลชนไทยเที่ยวนี้ ยังได้เดินทางต่อไปยังเยี่ยมชม สถาบัน Uji Labo เมืองอูจิ อยู่ทางตอนใต้ของเกียวโต มีชื่อเสียงเป็นแหล่งผลิตชาเขียวที่เก่าแก่ คุณภาพดี และแพงที่สุดของญี่ปุ่น มีโอกาสร่วมทดลองนวดใบชาแบบโบราณและโม่ใบชาเขียวอบแห้งด้วยตนเอง และยังได้ลิ้มรสชาติของ ชาเขียวเกียะคุโระ  ชาชั้นเลิศราคาแพงที่สุด งานนี้เรียกว่าทุกคนกลับมาถึงเมืองไทยด้วยเรื่องราวชาเขียว แบบข้อมูลต้นตำรับของจริง.


Views: 2693

ความคิดเห็นแรก

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 37 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 9674793  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!