Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow Marie Curie นักเคมีสตรีแห่งปีเคมีสากล 2011
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
Marie Curie นักเคมีสตรีแห่งปีเคมีสากล 2011 PDF พิมพ์

วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

Pierre และ Marie Curie

 

        เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ.1898 ซึ่งเป็นเวลา 5 วันก่อนถึงวันคริสต์มาสประจำปี หนุ่ม Pierre Curie ได้จดบันทึกในสมุดห้องปฏิบัติการว่า ตนและภรรยา Marie Curie ได้พบธาตุชนิดใหม่ซึ่งเป็นโลหะที่มีสีขาว และเปล่งแสงได้ อีกทั้งมีกัมมันตรังสีรุนแรง จึงใคร่ขอเรียกชื่อธาตุใหม่นั้นว่า “radium” ซึ่งแปลงมาจากคำในภาษาละตินว่า “radius” ที่แปลว่า รังสี (ณ วันนี้ สมุดบันทึกเล่มนั้นก็ยังปล่อยกัมมันตรังสี) จากนั้นอีก 6 วัน คนทั้งสองก็ได้รายงานการพบเรเดียม ในที่ประชุมของ Academy of Sciences ของฝรั่งเศสโดยได้ระบุว่า ในแร่ pitchblende นอกเหนือจากมีธาตุ polonium แล้ว ยังมีธาตุ radium ด้วย
       
        Marie Curie เกิดที่กรุง Warsaw ในโปแลนด์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1867 บิดาเป็นครูสอนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ในโรงเรียนมัธยม ดังนั้นจึงได้ให้ความรู้ด้านนี้แก่บุตรสาวด้วย ในวัยเด็กเธอได้พบกับ Dmitri Mendeleev นักเคมีรัสเซียผู้คิดตารางธาตุ และเป็นเพื่อนสนิทของบิดา เขาได้ทำนายว่า เธอมีแววจะเป็นนักเคมีผู้ยิ่งใหญ่ ถ้าเธอชอบเคมี ตามปกติ Marie รักและสนิทสนมกับบิดามาก (มารดาเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอมีอายุยังน้อย) เพราะทุกเย็นวันเสาร์ บิดาจะอ่านวรรณกรรมต่างๆ ของกวี และนักประพันธ์ชาวโปแลนด์ให้เธอฟัง Marie มีความจำดีมาก เธอจึงสามารถท่องบทกลอนให้บิดาฟัง ได้ทันทีที่เขาอ่านจบ ในด้านวิทยาศาสตร์นั้น Marie ชื่นชมในความเฉลียวฉลาดระดับสุดยอดของ Aristotle, Isaac Newton และ Karl Gauss
       
        ประเทศโปแลนด์ในสมัยนั้น ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย ซึ่งได้เข้ามายึดครองตั้งแต่ปี 1831 รัฐบาลแห่งจักรพรรดิซาร์ได้ออกกฎหมายบังคับและควบคุมชาวโปแลนด์ทุกรูปแบบ เช่นว่าให้หนังสือพิมพ์ โรงเรียน โบสถ์ ต้องใช้ภาษารัสเซียในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอ่าน เขียน หรือพูด และห้ามใช้ภาษาโปแลนด์อย่างเด็ดขาด และใครก็ตามที่ขัดขวางหรือขัดขืน จะถูกฆ่าโดยการกักขังหรือเนรเทศไปไซบีเรีย นอกจากนี้ในสถานที่ทุกหนแห่งจะมีตำรวจลับของรัสเซียคอยติดตามดูแลคนที่จะคิดการร้ายต่อรัฐด้วย
       
        เมื่อ Marie อายุ 17 ปี เธอได้งานเป็นครูประจำครอบครัวชาวรัสเซียที่มีฐานะดี เธอเก็บหอมรอมริบเงินเดือนที่ได้ เพื่อจะใช้ในการศึกษาต่อและใฝ่ฝันจะปลดแอกประเทศให้เป็นเอกราช เธอจึงลอบสอนหนังสือเป็นภาษาโปแลนด์ให้เด็กนักเรียนตามโรงเรียน และเล่าเหตุการณ์ความเป็นไปทางการเมืองของโปแลนด์ให้เด็กๆ ฟัง ว่า ชาวโปแลนด์ภายใต้การปกครองของรัสเซียต้องทุกข์ยากลำบากมาก เพราะถูกกดขี่อย่างไร้คุณธรรม เช่น ทหารเคยยิงปืนใหญ่ใส่ชาวโปแลนด์ที่มาชุมนุมกัน การกระทำของทหารเช่นนี้ทำให้ Marie รู้สึกเกลียดชังกองทัพรัสเซียมาก จนได้แอบเขียนบทความต่อต้าน ซึ่งเป็นอันตรายต่อตัวเธอมากถ้าถูกจับได้ และเมื่อบรรดาเพื่อนๆ ของเธอ ถูกจับในฐานะกบฏ เธอจึงต้องหลบหนีออกจาก Warsaw เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกบังคับให้ปรักปรำเพื่อนของเธอในศาล
       
        ในฤดูหนาวของปี ค.ศ.1891 Marie วัย 24 ปี ได้เดินทางถึงปารีส และได้ตัดสินใจเช่าห้องพักเล็กๆ ที่อยู่ใต้หลังคาเป็นที่อาศัยในย่าน Latin Quarter ของเมือง เพราะเธอมีเงินไม่มาก และเมื่อห้องพักนี้อยู่ที่ชั้น 5 ของอาคาร ดังนั้นเธอจึงต้องเดินขึ้นบันได 5 ชั้น กว่าจะถึง อีกทั้งต้องขนน้ำ และถ่านหินขึ้นไปเอง เพื่ออาบและให้ความอบอุ่นในห้อง เธอประหยัดใช้เงินไม่เกินวันละครึ่งฟรังก์ อาหารหลักของเธอคือ ขนมปัง เนย และช็อกโกแลต นานๆ เธอจึงจะได้กินเนื้อ หรือเหล้าองุ่น แต่เธอก็ไม่ท้อแท้ในข้อจำกัดเหล่านี้ เพราะเธอเดินทางมาปารีสเพื่อเรียนหนังสือ และจะสอนพิเศษเพื่อหาเงิน Marie รู้สึกชื่นชมในนักจุลชีววิทยาชื่อ Louis Pasteur มาก เพราะเขาคือ วีรบุรุษแห่งฝรั่งเศสที่ชาวฝรั่งเศสทุกคนรักและยกย่อง เธอใฝ่ฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เช่นนั้นบ้าง แต่ก็ใช่จะเข้าเรียนได้ทุกหนแห่ง เพราะสถาบันการศึกษาในยุโรปสมัยนั้น (ยกเว้นมหาวิทยาลัย Sorbonne) ห้ามผู้หญิงเรียนวิทยาศาสตร์ เธอจึงสมัครเรียนที่ Sorbonne และหาเงินเรียน โดยการล้างขวด และปัดกวาดทำความสะอาดห้องทดลอง เธอคิดว่า ถ้า Michael Faraday ประสบความสำเร็จด้วยการเริ่มต้นด้วยวิธีนี้ได้ เหตุไฉน Marie Sklodowska จึงทำด้วยไม่ได้ และเวลานั่งเรียนเธอจะนั่งแถวหน้า เพราะเป็นผู้หญิงต่างชาติ เธอจึงมีเพื่อนในห้องไม่มาก เมื่อถึงเวลาว่างเธอจะสอนพิเศษได้ค่าจ้างวันละ 3 ฟรังก์
       
        ณ ที่ๆ ไม่ไกลจากที่เธอเรียนมี School of Physics and Chemistry สถาบันนี้มี Paul Schutzenberger เป็นผู้อำนวยการ และที่ห้องปฏิบัติการของสถาบัน มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Pierre Curie วัย 35 ปี ผู้ยังเป็นโสด ทำงานประจำอยู่ได้เงินเดือน 500 ฟรังก์ เขาเป็นคนร่างสูง ผมสีน้ำตาลแดง ตาดูเศร้าขรึม และไว้เครา Pierre สนใจเรื่องตัวจุไฟฟ้ากับสมบัติของเหล็ก
       
        วันหนึ่งในปี 1894 Marie ได้มีโอกาสพบ Pierre ที่งานปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนของคนทั้งสอง Marie เล่าว่า เธอรู้สึกประทับใจในความสุภาพ และความมีเมตตา รวมถึงจินตนาการช่างฝันของ Pierre ส่วน Pierre เองก็รู้สึกประทับใจที่ Marie เป็นคนรู้กว้างและมาก ทั้งๆ ที่ผู้หญิงทั่วไปในสมัยนั้นเรียนหนังสือน้อย และเขาเองก็คิดว่า ผู้หญิงเก่งหายาก และตามปกติภรรยามักไม่เป็นปัจจัยบวกในชีวิตการทำงานของสามีที่เป็นนักวิทยาศาสตร์เลย หลังจากการพบปะครั้งนั้นทั้งสองก็รู้แก่ใจว่า นี่คือคนที่ใช่สำหรับกันและกัน Marie จึงได้ขออนุญาต Schutzenberger มาทำงานที่สถาบันเพื่อจะได้อยู่ใกล้ Pierre และ Pierre เองก็เริ่มเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับผู้หญิง หลังจากเวลาผ่านไป 2 เดือน เขาก็ได้ขอเธอแต่งงาน แต่ Marie ยังไม่ตอบตกลงทันที เพราะการแต่งงานกับคนต่างชาติแสดงว่าเธอจะไม่กลับไปโปแลนด์อีก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ Marie ได้ใช้เวลานาน 10 เดือนในการตัดสินใจตอบรับ
       
        ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1895 คนทั้งสองได้เข้าพิธีสมรสกัน และ Marie ก็ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกาย Catholic ตาม Pierre เพราะเธอเป็นคนไม่มีศาสนา ในวันแต่งงาน บิดาและพี่สาวของ Marie ได้เดินทางมาจากโปแลนด์เพื่อเข้าร่วมพิธี งานนี้มีแขกเพียง 8 คน พิธีถูกจัดขึ้นง่ายๆ บ้านใหม่ของ Marie วัย 27 ปี กับ Pierre วัย 36 ปี ผู้จะอุทิศชีวิตให้แก่กันและกัน และให้วิทยาศาสตร์มีห้อง 3 ห้องอยู่ที่ถนน de la Glaciere บริเวณบ้านมีสวนขนาดเล็ก และบ้านมีเฟอร์นิเจอร์ตบแต่งไม่กี่ชิ้น ที่ซื้อมาด้วยเงินเดือนของ Pierre นอกจากนี้ก็มีจักรยาน 2 คัน สำหรับให้สองสามีภรรยาได้ใช้ขี่เล่นไปปิกนิกนอกเมือง
       
        เมื่อ William Conrad Roentgen ประกาศข่าวการพบรังสีเอ็กซ์ที่มหาวิทยาลัย Würtzburg ในเยอรมนี เมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1896 และได้รับรายงานความมหัศจรรย์ของรังสีนี้ ในที่ประชุมของ Berlin Physical Society ในเยอรมนีว่า สามารถทะลุวัตถุที่หนาได้ และสามารถทะลุร่างกายทำให้เห็นกระดูกได้ Pierre และ Marie รู้สึกตื่นเต้นมาก และใคร่ศึกษาเรื่องนี้ทันที ยิ่งเมื่อรู้ข่าวว่า Henri Antoine Becquerel ได้พบในเวลาต่อมาอีกไม่นานว่า เกลือของแร่ยูเรเนียม (ซึ่งเป็นธาตุที่พบตั้งแต่ปี 1789) สามารถเปล่งรังสีได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีแสงอาทิตย์รบกวน และรังสีนั้นทำให้ฟิล์มถ่ายรูปเปลี่ยนแปลง โดยความเข้มของรังสีขึ้นกับปริมาณยูเรเนียมในเกลือ วงการวิทยาศาสตร์ได้เริ่มตื่นเต้นและปั่นป่วนกับข่าวรังสีเอ็กซ์ และรังสีลึกลับที่เปล่งออกจากเกลือยูเรเนียม หลายคนคิดว่า รังสีทั้งสองเป็นรังสีชนิดเดียวกัน และเมื่อได้มีการนำแร่ pitchblende มาทดสอบ ก็ได้พบว่า แร่นี้ให้รังสีที่รุนแรงกว่ายูเรเนียมอีก Becquerel จึงเสนอแนะว่า ในแร่ pitchblende คงมีธาตุบางชนิดที่นักเคมียังไม่รู้จักแอบแฝงอยู่ เขาจึงนำปัญหานี้มาให้ Marie Curie ศึกษา และถามว่า เธอต้องการค้นหาธาตุลึกลับหรือไม่ Marie จึงนำโจทย์วิจัยนี้ไปปรึกษาสามี ขณะนั้น Pierre กำลังสนใจศึกษาผลึกอยู่ และ Marie กำลังศึกษาสมบัติเชิงแม่เหล็กของสารละลาย ทั้งสองจึงตัดสินใจทิ้งงานที่กำลังทำ เพื่อรับงานใหม่ คืองานค้นหาธาตุลึกลับใน pitchblende แต่ไม่มีเงินทุนจะซื้อ pitchblende ปริมาณมาก ทั้งสองจึงเขียนจดหมายถึงรัฐบาลออสเตรีย เพื่อขอบริจาคแร่ pitchblende 1 ตันจากเหมือง Joachimsthal มาใช้ในการวิจัย ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่า งานวิจัยนี้ต้องใช้เวลานานเพียงใด ทั้งสองจึงได้ขอยืมเงินจากสถาบันมาซื้ออุปกรณ์กลั่น กรอง ต้ม ทำความสะอาด และกำจัดควันพิษในห้องปฏิบัติการ และเวลาอากาศหนาวมาก จนทั้งสองทำงานในห้องปฏิบัติการที่โกโรโกโสไม่ได้ Marie จะต้มน้ำชาดื่ม และนั่งใกล้เตาผิงเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เธอและเขาทำงานหนักจนเหนื่อยล้า และ Marie ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคปอดบวม จนต้องหยุดงานนาน 3 เดือน
       
        ในเดือนกันยายน ค.ศ.1897 Marie ได้ให้กำเนิดบุตรสาวชื่อ Irene เพื่อนๆ ของ Pierre เช่น Andre Louis Debierne ผู้พบธาตุ actinium และ Jean Baptiste Perrin ผู้สามารถนับโมเลกุล และวัดเลข Avogadro ได้มาร่วมแสดงความยินดี หลังคลอด 1 สัปดาห์ Marie ได้หวนกลับไปทำงานวิจัยต่อ เธอจำต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งเพื่อดู Irene ส่วนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ภรรยา และอีกส่วนหนึ่งเพื่อค้นหาธาตุลึกลับ ประจวบกับเวลานั้น มารดาของ Pierre ได้เสียชีวิตลง บิดาซึ่งเป็นแพทย์ที่เกษียณแล้ว ได้มาอาศัยอยู่ที่บ้านด้วย งานดูแลหลานจึงเป็นหน้าที่ปู่ ในขณะที่ Marie กับ Pierre ทำงานในห้องปฏิบัติการ
       
        ในเวลาไม่นานกองหิน pitchblende จากเดิมที่เคยหนัก 1 ตัน ก็ถูกสกัดจนปริมาณลดลงเหลือเพียง 50 กิโลกรัมเท่านั้นเอง แต่ก็ยังมีรังสีเปล่งออกมามาก และเมื่อ Marie ล้มป่วยอีก Pierre ได้ปรารภอยากเลิกการทดลอง แต่ Marie ได้กระตุ้นให้ทำต่อ Pierre จึงเดินหน้า และได้พบว่า รังสีที่เปล่งออกมามีปริมาณประมาณ 100 เท่าของรังสีที่ออกมาจากยูเรเนียม ตลอดเวลาที่ทำงาน ทั้งสองไม่มีผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการ และไม่มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับการทดลองของคนทั้งสองเลย แต่แล้วข่าวความสำเร็จก็เริ่มเล็ดลอดออกสู่โลกภายนอก ทำให้ Pierre ได้รับเชิญไปเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Geneva ในสวิสเซอร์แลนด์ Pierre จึงเดินทางไป Geneva และตระหนักว่า ถ้าเขาย้ายที่ทำงานไป งานวิจัยที่ทำมาก็จะพังพินาศหมด
       
        เมื่อถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1898 Marie ซึ่งมั่นใจในเทคนิคการวิเคราะห์ธาตุของตนว่า ละเอียดและถูกต้อง ได้ประกาศการพบธาตุใหม่ ชื่อ polonium ซึ่งเป็นชื่อที่เธอตั้งให้เป็นเกียรติแก่ประเทศโปแลนด์ของเธอ
       
        ถ้าเป็นนักเคมีธรรมดาสามัญ การพบธาตุใหม่หนึ่งธาตุน่าจะเพียงพอแล้ว แต่ Marie และ Pierre กลับหาได้คิดเช่นนั้นไม่ เพราะรู้ดีว่า ธาตุ polonium ที่พบมิสามารถอธิบายธรรมชาติของการแผ่รังสีของ pitchblende ได้หมด ดังนั้นหลังจากที่ได้หยุดพักผ่อนฤดูร้อนที่เมือง Auvergne โดยการปั่นจักรยานเที่ยวในชนบท และเล่นกับ Irene แล้ว สองสามีภรรยาก็เริ่มทำงานต่อ
       
        ในช่วงเวลานั้น Pierre ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัย Sorbonne แล้ว ส่วน Marie เป็นอาจารย์ที่ Higher Normal School for Girls ที่เมือง Sevres ซึ่งอยู่ใกล้กรุงปารีส เธอเป็นครูสอนหนังสือ เป็นนักเคมี และเป็นมารดาดูแล Irene ซึ่งกำลังเติบโต ลุถึงวันที่ 26 ธันวาคม 1898 Marie กับ Pierre ก็ได้นำผลงานวิจัยเสนอในที่ประชุมของ Academy of Sciences ในปารีสว่า ใน pitchblende ยังมีธาตุชนิดใหม่ชื่อ radium ด้วย จากนั้น Marie ได้เริ่มศึกษาธรรมชาติและสมบัติของ radium เพื่อนำไปเสนอเป็นผลงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเธอ เพราะ Marie ต้องการเป็นครู ดังนั้นเธอจึงต้องมีปริญญาเอก
       
        ข่าวการพบธาตุใหม่โดย Marie เริ่มเป็นที่รู้กันมากขึ้นๆ ว่า เกลือของเรเดียมสามารถเรืองแสงได้ และให้ความร้อนได้มากถึง 250,000 เท่าของความร้อนที่ได้จากถ่านหินที่มีน้ำหนักเท่ากัน เรเดียม 1 ตันสามารถต้มน้ำ 100 ตันให้เดือดได้นาน 1 ปี หนูที่กระดูกสันหลังของมันถูกฝังด้วยเรเดียมขนาดเท่าหัวเข็มหมุดจะเป็นอัมพฤกษ์ ภายในเวลา 3 ชั่วโมง และจะชักภายในเวลา 7 ชั่วโมง และเมื่อเวลาผ่านไป 15 ชั่วโมง หนูจะตาย และเวลาผิวหนังคนได้สัมผัสเรเดียม ผิวจะรู้สึกร้อนผ่าวและไหม้ เมื่อครั้งที่ Becquerel นำเรเดียมไปแสดงที่ Royal Society ในลอนดอน เขาได้ใส่เรเดียมในอกเสื้อเมื่อถึงลอนดอน เขาได้พบว่า หน้าอกเป็นแผลไหม้ เพราะรังสีจากเรเดียมรุนแรงกว่ายูเรเนียมเป็นล้านเท่า สำหรับผลกระทบอื่นๆ ได้แก่ เมล็ดพืชเวลารับรังสีจากเรเดียมจะไม่แพร่พันธุ์ และรังสีสามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง อีกทั้งทำให้อากาศแตกตัวได้
       
        วิทยานิพนธ์ของ Marie เรื่อง สมบัติของเรเดียมได้รับการประเมินและตรวจสอบโดย Henri Moissan (รางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 1906) กับ Gabriel Lippman (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 1908) และคณะกรรมการสอบได้ลงความเห็นว่า Marie มีความรู้มากกว่าคณะกรรมการสอบด้วยซ้ำไป และการวิจัยของ Marie ได้ทำให้พบองค์ความรู้ใหม่ที่มีความสำคัญมากต่อโลกวิทยาศาสตร์

สองสามีภรรยาในห้องปฏิบัติการ

      โลกภายนอกเริ่มตื่นเต้นกับข่าวที่นักเคมีสตรีคนหนึ่งได้บุกเบิกโลกวิทยาศาสตร์ ทุกคนหันมาสนใจเรเดียม และอยากรู้จักสองสามีภรรยาตระกูล Curie บรรดานักทัศนาจรที่มาเยือนปารีสจะแวะมานั่งฟัง Marie ขณะเธอสอนหนังสือ นักหนังสือพิมพ์ และช่างภาพต่างต้องการถ่ายภาพของเธอในทุกอิริยาบถ ประชาชนบางคนต้องการลายเซ็นของเธอ ในสื่อต่างๆ จะมีทั้งข่าวจริง และข่าวไม่จริงของเธอ แม้กระทั่งแมวที่เธอเลี้ยง ประชาชนก็อยากรู้จัก Marie กับ Pierre เริ่มไม่มีเวลาส่วนตัว และรู้สึกไม่สบายใจ เพราะต้องการอยู่เงียบๆ มากกว่า แต่สังคมไม่ยินยอมอนุญาต ทั้งสองได้รับจดหมายเชิญให้ไปปราศรัยตามที่ต่างๆ และในโอกาสต่างๆ บ้านก็ถูกจัดให้มีที่รับแขก สำหรับนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญๆ ที่ต้องการมาเยือน และแขกบ้านแขกเมืองก็ต้องการรู้เรื่องของตระกูล Curie Lord Kelvin นักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดังของอังกฤษก็ได้แวะมาเยี่ยมและเชิญ Marie กับ Pierre ให้ไปรับเหรียญ Davy ซึ่งเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดของสมาคม Royal Society ที่ London รัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้ประกาศมอบสายสะพาน Legion of Honor แก่ Pierre Curie ในฐานะที่ทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ แต่ Pierre ปฏิเสธเกียรตินี้ เพราะเขาต้องการห้องปฏิบัติการยิ่งกว่าสายสะพาย
       
        ในเดือนตุลาคม 1903 Pierre และ Marie ได้รับข่าวว่าได้พิชิตครึ่งหนึ่งของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกับ Becquerel จากผลงานการศึกษากัมมันตรังสี (radioactivity ซึ่งเป็นคำที่ Marie บัญญัติขึ้น) และทั้งสองใช้เงินรางวัล 70,000 ฟรังค์ที่ได้รับในการชำระหนี้ที่เกิดจากการซื้อสารเคมีต่างๆ เพื่อใช้ในการทดลอง และตัดสินใจไม่จดสิทธิบัตรใดๆ ในการค้นพบเรเดียม เพราะมีความเห็นว่า เงินไม่สามารถทำให้คนทั้งสองเป็นสุขยิ่งขึ้นแต่อย่างใด และมีความคิดว่าการค้นพบ ทางวิทยาศาสตร์ควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาชีวิตมนุษย์เท่านั้น
       
        ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1904 ครอบครัว Curie ได้สมาชิกคนใหม่เป็นผู้หญิงชื่อ Eve Denise
       
        ในเดือนกุมภาพันธ์ 1905 Marie และ Pierre ได้สกัดเรเดียมเพื่อส่งไปให้แก่โรงพยาบาล Vienna ใน Austria เพื่อขอบคุณรัฐบาลออสเตรียที่ได้จัดส่ง pitchblende มาให้วิจัย และในวันที่ 3 กรกฎาคมของปีเดียวกัน Pierre ก็ได้ข่าวว่าตนได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของ Academy of Sciences ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุด สำหรับนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศส
       
        ครอบครัว Curie เริ่มมีความสุขขึ้น แต่ก็มีได้ไม่นาน เพราะเมื่อถึงเวลาบ่ายของวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1906 ในวันนั้นฝนตกหนัก ได้มีคนมาเคาะประตูบ้านเลขที่ 108 ถนน Boulevard Kellermann ที่ครอบครัว Curie อยู่ แล้วบอกว่า หลังจากที่ Pierre ได้จบการบรรยายที่คณะวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Sorbonne เรื่องอะตอม โมเลกุล และกัมมันตรังสีแล้ว ขณะเดินข้ามถนน Dauphine เขาเดินใจลอยและถูกรถม้าชนจนหกล้ม แล้วถูกรถบรรทุกขนาด 8 ตันชนซ้ำ จนกะโหลกศีรษะแตกตายคาที่

Madame Curie


       
        ทันทีที่ Marie ได้ข่าวนี้เธอรู้สึกช็อคมาก ทั้งๆ ที่เธอไม่มีน้ำตา เธอได้เพ้อหลายครั้งว่าเขาตาย ตายจริงๆ เหรอ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกเหงาเป็นที่สุด สังคมภายนอกทั้งกษัตริย์ คณะรัฐมนตรี บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่รู้จักเธอ และ Pierre ต่างได้ส่งข้อความ จดหมาย และช่อดอกไม้มาแสดงความเสียใจ รัฐบาลฝรั่งเศสได้เสนอมอบเงินบำนาญให้เธอ เพราะคิดว่า เธอคงจบชีวิตการเป็นนักเคมี แต่ Marie ปฏิเสธเงินบำนาญ โดยอ้างว่า เธอยังทำงานหาเงินเลี้ยงลูก 2 คนได้ และเธอจะทำงานเคมีต่อไปเพื่อ Pierre
       
        สภามหาวิทยาลัย Sorbonne ได้ลงมติให้ Marie เข้าครองตำแหน่งศาสตราจารย์แทน Pierre ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะมหาวิทยาลัย Sorbonne ไม่เคยมีศาสตราจารย์ผู้หญิง การตัดสินใจนี้ทำให้นักวิชาการอาวุโสหลายคนในมหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วย หลายคนอ้างว่า เธอประสบความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวงเพราะสามี ดังนั้นในอีกไม่นาน เธอก็จะหมดน้ำยา
       
        คำติติงทั้งหลายทำให้ Marie ประกาศรับตำแหน่งศาสตราจารย์ และในการเข้าครองตำแหน่งนี้ ประเพณีของมหาวิทยาลัยมีว่า ศาสตราจารย์คนใหม่ต้องแสดงปาฐกถาบรรยายผลงานของตน และกล่าวถึงผลงานของผู้ที่ตนจะเข้าครองตำแหน่งด้วย
       
        ข่าวการจะแสดงปาฐกถาของ Marie ที่มหาวิทยาลัย Sorbonne ได้รับการต้อนรับเกินความคาดหวังของทุกคน เพราะสังคมทุกหมู่เหล่าและทุกชั้นวรรณะต่างได้แจ้งความประสงค์จะเข้าฟัง อาทิ รัฐบุรุษ ดาราภาพยนตร์ กษัตริย์ ราชินี และนักวิทยาศาสตร์ เช่น Lord Kelvin, William Ramsay (นักเคมีอังกฤษรางวัลโนเบลปี 1904) ประธานาธิบดี Fallieres แห่งฝรั่งเศสกับภริยากษัตริย์ Carlos และพระราชินี Amelia แห่งโปรตุเกส หลายคนเดินทางจากต่างประเทศมาเพื่อเข้าฟังการบรรยาย และให้เกียรติแก่ Marie Curie
       
        เมื่อถึงเวลาบ่ายโมงครึ่ง Marie ในชุดสีดำไว้ทุกข์ได้เดินเข้ามาในห้องบรรยายทางประตูด้านข้าง เธอดูเศร้า ทุกคนในห้องประชุมลุกขึ้นยืน และปรบมือเสียงดังก้องห้องบรรยาย เธอยกมือขึ้นเล็กน้อย ให้ทุกคนสงบเงียบ แล้วนั่งลง บรรยากาศในห้องบรรยายเงียบ จนแทบจะได้ยินเสียงเข็มหมุดตก แล้ว Marie ก็เริ่มการบรรยายด้วยน้ำเสียงต่ำที่ฟังชัด แม้เธอจะพูดฝรั่งเศสด้วยสำเนียงโปแลนด์ก็ตาม แต่ทุกคนก็เข้าใจ และตั้งใจฟัง เธอได้เริ่มการบรรยายด้วยเนื้อหาที่ Pierre ได้พูดไว้ก่อนเขาเสียชีวิต เธอมิได้กล่าวถึงความโศกเศร้าของเธอเลย เนื้อหาเกี่ยวกับ polonium และ radium ที่คนทั้งสองพบ และเมื่อเธอบรรยายจบ ทุกคนปรบมือ คนฟังที่อยู่นอกห้องบรรยายซึ่งเข้าฟังในห้องไม่ได้ ก็ลุกขึ้นปรบมือ Marie เดินออกจากห้องบรรยายอย่างเงียบๆ เหมือนเมื่อตอนเธอเดินเข้ามา และเธอรู้ว่าทุกคนรู้สึกประทับใจในการบรรยายครั้งประวัติศาสตร์ของเธอ โดยเฉพาะพี่สาวของเธอ Dr. Dlushka แห่งเมือง Zakopane ในโปแลนด์ และพี่ชาย Dr. Sklodowska แห่ง Warsaw ซึ่งได้เดินทางมาฟังด้วย
       
        ข่าวการได้ครองตำแหน่งศาสตราจารย์เคมีแห่งมหาวิทยาลัย Sorbonne ได้ทำให้ Dmitri Mendeleev ซึ่งกำลังใกล้เสียชีวิตที่เมือง St. Petersberg ในรัสเซียด้วยโรคปอดอักเสบรู้สึกยินดี สำหรับ Andrew Carnegie มหาเศรษฐีแห่งอเมริกา เมื่อได้ข่าวศาสตราจารย์ Marie Curie ก็ได้จัดส่งทุนวิจัยมาให้นักศึกษาในความดูแลของ Marie เพื่อใช้ในการทำวิจัยด้วย
       
        เป้าหมายชิ้นต่อไปของ Marie คือ ต้องสกัดเรเดียมบริสุทธ์ออกมาให้ได้ เธอได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อเรื่องนี้อย่างเต็มตัว โดยไม่เข้าสังคม ไม่ดูละคร ไม่ดูโอเปราเลย ชาวฝรั่งเศสแทบไม่ได้ข่าวใดๆ ของเธอ จนถึงปี 1910 เมื่อ Marie ผ่านกระแสไฟฟ้าไปในสารละลายของ radium chloride เธอได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่ขั้วลบ ซึ่งทำด้วยปรอท เธอจึงเก็บคราบสารประกอบที่ซึ่งไปเผาในหลอดซิลิกาที่มีแก๊สไนโตรเจนบรรจุอยู่ภายใต้ความดันต่ำ และปรอทได้ระเหยกลายเป็นไอออกมา เหลือแต่เรเดียมบริสุทธิ์สีขาว
       
        ผลงานชิ้นนี้ทำให้ Marie ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 1911 และได้ทำให้เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์คนเดียวในโลกที่รับรางวัลโนเบลทั้งสาขาฟิสิกส์ และสาขาเคมี
       
        หลังจากนั้นเธอได้รับการทาบทามให้สมัครเป็นสมาชิกของ Academy of Sciences ที่ Pierre เคยเป็นสมาชิกเมื่อปี 1905 แต่สถาบันนี้ไม่เคยรับสตรีใดๆ เข้าเป็นสมาชิกเลย การอภิปรายโดยบรรดาสมาชิกเรื่องสมาชิกภาพของ Marie Curie ได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนในที่สุดที่ประชุมได้ลงมติด้วยเสียงข้างมาก 2 คะแนนไม่ให้ Marie Curie เป็นสมาชิก และรับศาสตราจารย์ Edourd Bramley ผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ตรวจจับคลื่นวิทยุเข้าเป็นสมาชิก
       
        Marie รู้สึกเสียใจที่ถูกสถาบัน Academy of Sciences ปฏิเสธด้วยประเด็นเพศของเธอ เมื่อถึงฤดูร้อนปี 1913 Marie ได้เดินทางไป Warsaw เพื่อจัดตั้ง Radium Institute ขึ้นที่นั่น และเดินทางกลับในฤดูใบไม้ร่วง
       
        ในปี 1914 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ขณะกองทัพเยอรมันรุกเข้าใกล้ถึง Sorbonne Marie ได้หลบหนีไป Bordeaux เพื่อนำเรเดียมของเธอไปซุกซ่อนไม่ให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของทหารเยอรมัน แล้วเดินทางกลับปารีส เพื่อปลุกระดมสตรี 150 คน ให้ออกช่วยกองทัพโดยการทำงานพยาบาลช่วยวิเคราะห์บาดแผลทหาร ด้วยรังสีเอ็กซ์ บุตรสาว Irene วัย 17 ปี ของเธอก็ได้เข้าร่วมโครงการด้วย ส่วน Marie วัย 47 ปี ได้เริ่มเรียนขับรถยนต์รับส่งทหารที่บาดเจ็บ
       
        เมื่อเยอรมนีแพ้สงครามโลก Marie ได้นำเรเดียมที่เธอนำไปซุกซ่อนที่ Bordeaux กลับปารีส เพื่อนำไปใช้ที่ Radium Institute ชองฝรั่งเศสซึ่งมีเธอเป็นผู้อำนวยการ และตั้งอยู่บนถนน Pierre Curie
       
        ในปี 1921 เมื่อมีคนถามเธอว่า เธออยากได้อะไรมากที่สุด เธอตอบว่า เรเดียม 1 กรัม เพื่อใช้เอง ทั้งๆ ที่เธอเป็นผู้พบเรเดียม แต่เธอกลับไม่มีเรเดียมใช้
       
        ทันทีที่รู้ข่าวความต้องการของเธอ รัฐบาลอเมริกันได้ประกาศจะมอบสิ่งที่เธอต้องการ โดยมอบให้ Joseph Flannery เป็นหัวหน้าหน่วยขุดทราย carnotite ในเหมืองทางตอนใต้ของของรัฐ Colorado ซึ่งเป็นทรายที่มีเรเดียมอุดมสมบูรณ์ ชาวเหมือง 300 คน ได้ขุดทรายหนัก 500 ตัน ขึ้นมาเพื่อแปรสภาพ และสกัดหาเรเดียม สำหรับให้เป็นของขวัญแก่ Marie Curie ผู้จะเดินทางจากฝรั่งเศสมารับด้วยตนเองที่อเมริกา
       
        ในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1921 ที่ห้องรับรองในทำเนียบขาว ประธานาธิบดี Hoover เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำอเมริกา รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์แห่งโปแลนด์ คณะรัฐมนตรี ผู้พิพากษาศาลสูงสุด และนักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่มีชื่อเสียง ได้มีโอกาสต้อนรับสุภาพสตรีร่างบอบบางผู้สวมชุดดำ และมีผ้าคลุมไหล่สีดำ ดวงตาสีฟ้าของเธอ กลมกลืนกับผมสีดอกเลาที่ถูกดัด ภายในห้องรับรองที่อบอวลกลิ่นดอกไม้ชนิดที่เธอโปรด ท่านประธานาธิบดีได้มอบเรเดียม 1 กรัมให้ Marie Curie เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ตามที่เธอประสงค์
       
        เมื่อกลับจากอเมริกา เธอได้มอบเรเดียมให้โรงพยาบาลได้ใช้รักษาคนไข้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง และได้ทราบว่าทางโรงพยาบาลในโปแลนด์ก็ไม่มีเรเดียมใช้ เพื่อนๆ ได้แนะนำให้เธอไปขอเรเดียมจากอเมริกาอีก แต่แพทย์ประจำตัวห้ามเธอเดินทาง เพราะเธอกำลังอ่อนแอมาก และเป็นโรคโลหิตจาง แต่เธอต้องการไป จึงเดินทางอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกเหนื่อยมาก
       
        วันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ.1929 เรือโดยสารนำ Marie Curie เดินทางถึงท่าเรือเมือง New York และเข้าเมืองทันทีโดยไม่ต้องผ่านด่านศุลกากรในฐานะบุคคลสำคัญ เธอบอกไม่ต้องการจับมือกับใคร เพราะจะทำให้เธอเหนื่อยมาก หลังจากการเลี้ยงต้อนรับที่ทำเนียบขาวแล้ว เธอได้แวะไปเยี่ยม National Academy of Sciences แห่งสหรัฐอเมริกา และรับเช็ค 50,000 ดอลลาร์ จากท่านประธานาธิบดี เพื่อไปซื้อเรเดียมจากเหมือง Katanga ในประเทศ Congo ของเบลเยียม นอกจากจะได้เรเดียมแล้ว เธอก็ยังได้ไปฉลองวาระครบ 50 ปี แห่งการประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าของ Edison ณ เมือง Detroit และรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัย Yale, California, Wellesley, Smith, Chicago และ Pennsylvania ด้วย
       
        ในวันที่ 8 พฤศจิกายน Marie Curie เดินทางกลับฝรั่งเศส ก่อนเธอกลับเล็กน้อย รัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศมอบเงิน 1.5 ล้านฟรังค์ให้เธอสร้างห้องปฏิบัติการวิจัยกัมมันตรังสี
       
        สุขภาพของ Marie เริ่มทรุดลงๆ ตาทั้งสองข้างของเธอบอด และเมื่อโลกภายนอกเริ่มรู้ว่าเธอป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เธอก็ใกล้จะเสียชีวิตแล้ว
       
        เมื่อถึงเวลาเที่ยงวันของวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1934 สิริอายุ 68 ปี Marie ได้จากโลกไปอย่างเงียบๆ ศพของเธอถูกนำไปฝังใกล้ศพของ Pierre ที่สุสานเมือง Sceaux ในพิธีศพมีญาติ และเพื่อนร่วมงานที่รักเธอมาในพิธีไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย
       
        ครอบครัว Curie ยังสร้างผลงานที่โดดเด่นและสำคัญอีกมากมาย เช่นในปี 1935 ลูกสาว Irene ของเธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีร่วมกับสามีชื่อ Frederic Joliot จากผลงานการสร้างธาตุกัมมันตรังสีประดิษฐ์ ทั้งสองได้รับรางวัลหนึ่งปีหลังจากที่ Marie เสียชีวิต
       
        ส่วนลูกสาวคนที่สองชื่อ Eve Curie นั้น ก็เป็นนักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก เมื่อหนังสือที่เธอเขียนชื่อ Madame Curie ได้เป็นหนังสือเบสเซลเลอร์ และถูกนำไปแปลกว่า 50 ภาษา
       
       ณ วันนี้ ศพของเธอกับ Pierre ได้ถูกนำไปฝังที่ Pantheon อันเป็นสถานที่เก็บศพของบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศส
       
       ปี 2011 นี้เป็นปีที่องค์การ UNESCO แห่งสหประชาชาติได้ประกาศให้เป็นปีเคมีสากล และหนึ่งในกิจกรรมที่โลกทำ คือ เฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี แห่งการรับรางวัลโนเบลสาขาเคมีของ Marie Curie ครับ
       
       สุทัศน์ ยกส้าน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
       
       อ่านเพิ่มเติมได้จาก Marie Curie: A Life โดย S. Quinn จัดพิมพ์โดย Saimon & Schuster, New York (1995)
       
       สุทัศน์ ยกส้าน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


Views: 1654

ความคิดเห็นแรก

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 68 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 9958513  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!