Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow William Henry Bragg บิดาของวิทยาการผลึกศาสตร์รังสีเอกซ์
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
William Henry Bragg บิดาของวิทยาการผลึกศาสตร์รังสีเอกซ์ PDF พิมพ์

William Henry Bragg

 

       William Henry Bragg เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ที่เมือง Westward ใน Cumberland ใกล้ Lake District ของอังกฤษ ครอบครัวมีฐานะยากจน เพราะบิดาที่ชื่อ Robert John Bragg หลังจากเกษียณได้มาใช้ชีวิตทำไร่ ส่วนมารดามาจากครอบครัวนักเทศน์ เมื่อ Bragg อายุ 7 ขวบ มารดาได้เสียชีวิต พ่อจึงนำไปฝากให้ลุงเลี้ยง เพราะจะให้ลุงช่วยสอนหนังสือให้ ชีวิตในวัยเด็กของ Bragg จึงเป็นชีวิตที่เงียบสงบ เพราะลุงที่เลี้ยงดูเป็นคนไม่ชอบสังคม
       
        เมื่ออายุ 11 ปี Bragg ได้เข้าเรียนที่ Market Marlborough Grammar School และเรียนวิชาคณิตศาสตร์กับภาษาต่างประเทศได้ดี แต่สอบวิชาประวัติศาสตร์ตก ถึงชีวิตส่วนใหญ่ของ Bragg จะหมดไปกับการอ่านหนังสือ และการทำงานตามลำพัง แต่ Bragg ก็มีความทะเยอทะยาน อีกทั้งชอบพึ่งตนเอง เพราะมีความมั่นใจในตัวเองสูง และพอใจกับชีวิตเงียบๆ
       
        หลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ลุงต้องการให้ Bragg ไปเรียนต่อที่ King William’s College ซึ่งตั้งอยู่ที่ Isle of Man ในช่องแคบอังกฤษ ทั้งๆ ที่บรรยากาศความเป็นอยู่ในโรงเรียนนั้นตึงเครียด เพราะมีรุ่นพี่ที่เข้มงวด และกฎบังคับของโรงเรียนมีมากมาย แต่ Bragg ก็เรียนหนังสือได้ดีมาก โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ เมื่ออายุ 18 ปี Bragg ได้รับรางวัลการเรียนเป็นตำราแม่เหล็กไฟฟ้าของ Maxwell 2 เล่ม การอ่านตำรานี้มีผลทำให้ Bragg ตั้งใจจะเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford หรือ Cambridge
       
        เมื่ออายุ 19 ปี Bragg ได้ทุนการศึกษาไปเรียนคณิตศาสตร์ที่ Trinity College แห่งมหาวิทยาลัย Cambridge โดยได้เรียนกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงชื่อ E. T. Routh การมีบุคลิกภาพเก็บตัว ทำให้ชีวิตนิสิตของ Bragg ค่อนข้างเหงา และมีเพื่อนไม่มาก
       
        เมื่ออายุ 21 ปี Bragg สอบ Mathematical Tripos ของมหาวิทยาลัยได้ที่สาม จึงเป็น Third Wrangler ความสำเร็จนี้ทำให้ Bragg ได้เข้าฝึกงานฟิสิกส์ที่ห้องปฏิบัติการ Cavendish กับ J.J. Thomson นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลผู้พบอิเล็กตรอน
       
        วันหนึ่งขณะที่ Thomson กับ Bragg เดินเล่นในเวลาเช้า Thomson ได้ปรารภว่า มหาวิทยาลัย Adelaide ในออสเตรเลียกำลังต้องการศาสตราจารย์ฟิสิกส์ทฤษฎีและ Thomson คิดว่า Bragg มีโอกาสมากที่จะได้งานนี้ ถ้า Thomson เขียนคำรับรอง ดังนั้นเมื่อ Bragg ตอบว่าสนใจ ทั้งๆ ที่มีคนสมัครมากถึง 23 คน แต่คำรับรองของ Thomson ได้ทำให้ Bragg วัย 23 ปี ได้งานทำในตำแหน่งศาสตราจารย์คณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ดังนั้น Bragg จึงเดินทางไปออสเตรเลียโดยทางเรือ และใช้เวลาขณะเดินทางอ่านตำราฟิสิกส์ เพราะรู้ดีว่าตนมีความรู้ฟิสิกส์ค่อนข้างน้อย
       
        เมื่อถึงออสเตรเลีย Bragg ได้พบว่ามหาวิทยาลัย Adelaide มีปัญหาเรื่องนิสิตส่วนใหญ่ไม่มีเงินค่าเล่าเรียน และคนที่เรียนฟิสิกส์มีจำนวนน้อย Bragg ต้องใช้เวลานานในการเตรียมสอน จึงไม่มีเวลาทำงานวิจัยใดๆ
       
        ที่มหาวิทยาลัย Adelaide นี้มีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมากคนหนึ่งชื่อ Charles Todd ผู้มีชื่อเสียงในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการวางสายโทรศัพท์ข้ามทวีปออสเตรเลียจาก Adelaide ถึง Darwin และเมื่อ Bragg ได้พบ Gwendoline Todd ผู้เป็นลูกสาวของ Charles Todd คนทั้งสองได้ตกลงใจแต่งงานกัน ขณะนั้น Bragg มีอายุ 27 ปี ครอบครัว Bragg มีลูกสามคน คนแรกชื่อ Lawrence Bragg (ผู้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกับพ่อ) คนที่สองชื่อ Robert Charles และคนที่สามเป็นผู้หญิงชื่อ Gwendolen
       
        เมื่ออายุ 35 ปี Bragg ได้พาครอบครัวกลับไปเยือนบ้านเกิดที่อังกฤษ และได้ข่าวการพบกัมมันตรังสีของ Becquerel กับการศึกษาสมบัติเชิงกายภาพของธาตุ radium โดย Madame Marie Curie ข่าวนี้ทำให้ Bragg ซื้อเรเดียมตัวอย่างมาทดลองบ้าง และได้ส่งผลการทดลองไปให้ Ernest Rutherford พิจารณา เพราะ Rutherford เป็นนักฟิสิกส์ผู้รู้เรื่องกัมมันตรังสีดีที่สุดในขณะนั้น จดหมายตอบของ Rutherford ทำให้ Bragg รู้สึกมีกำลังใจ และสนใจทำงานวิจัยวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง จนได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นแรกเมื่ออายุ 37 ปี จากนั้นชื่อเสียงของ Bragg ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนอายุ 45 ปี Bragg ก็ได้รับเลือกเป็น Fellow the Royal Society (F.R.S.) และได้รับเชิญให้ไปครองตำแหน่งศาสตราจารย์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย Leeds ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย Manchester ที่ Rutherford ทำงานอยู่
       
        หลังจากที่ได้ทำงานในออสเตรเลียนาน 22 ปี Bragg กับครอบครัวได้ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด โดยได้เข้าดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Leeds ส่วนลูกชาย Lawrence Bragg ได้ไปเรียนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย Cambridge และขณะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Leeds Bragg ได้โต้เถียงกับ Charles Groves Barkla แห่งมหาวิทยาลัย London เรื่อง ธรรมชาติที่แท้จริงของแสงว่า แสงเป็นคลื่นหรือเป็นอนุภาค เพราะ Bragg คิดว่า แสงเป็นอนุภาค แต่ Barkla คิดว่าแสงเป็นคลื่น
       
        เมื่ออายุ 50 ปี Bragg ได้ข่าวว่า Max von Laue ประสบความสำเร็จในการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ด้วยผลึก ในทำนองเดียวกับแสงทั่วไปที่สามารถแสดงปรากฏการณ์เลี้ยวเบนได้ โดยให้แสงผ่านหรือกระทบ grating แต่ grating มี 2 มิติ ในขณะที่ผลึกมี 3 มิติ นอกจากนี้ สมการของ Laue ที่ใช้คำนวณโครงสร้างของผลึกก็ยุ่งยากและซับซ้อนมากด้วย Bragg จึงออกแบบอุปกรณ์ชื่อ Bragg diffractometer เพื่อใช้วัดความยาวคลื่นของรังสีเอกซ์ และได้ทำงานร่วมกับ Lawrence Bragg ผู้เป็นลูกชาย ในการวิเคราะห์โครงสร้างของผลึกเกลือแกงจนรู้ว่า อะตอมโซเดียมและคลอรีนในผลึกมีการเรียงตัวลักษณะใด และยังได้พบกฎของ Bragg ที่ว่า n l= 2d sin q เมื่อ n คือ จำนวนเต็ม l คือ ความยาวคลื่น d คือ ระยะห่างระหว่างระนาบของอะตอมและ q คือ มุม Bragg ผลงานนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า เหตุใดเพชรจึงแตกต่างจากถ่าน ทั้งๆ ที่สสารทั้งสองประกอบด้วยอะตอมคาร์บอนเดียวกัน
       
       ผลงานนี้ทำให้ทั้ง Henry และ Lawrence Bragg ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2458 แต่ Henry Bragg ไม่ได้เดินทางไปรับรางวัลที่ Stockholm เพราะในช่วงเวลานั้น เขากำลังทำงานวิจัยเรื่องวิธีตรวจจับเรือดำน้ำให้กองทัพเรือ
       
       เมื่ออายุ 53 ปี Henry Bragg ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย Leeds เพื่อไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์ฟิสิกส์ที่ University College แห่งมหาวิทยาลัย London และได้จัดตั้งหน่วยวิจัยผลิกศาสตร์ที่ London โดยมีนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่เก่ง เช่น A. Müller, G. Shearer, J. D. Bernal และ K. Longsdale มาร่วมทำงานด้วย และ Bragg ได้รับเหรียญ Rumford เมื่ออายุ 54 ปี
       
       เมื่ออายุ 58 ปี Bragg ได้รับการโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งท่าน Sir และเมื่อ Sir James Dewar ผู้อำนวยการของ Royal Institution ได้ถึงแก่กรรม คณะกรรมการของสถาบันได้ตั้งใจจะเชิญ Rutherford มาเป็นผู้อำนวยการแทน แต่ Rutherford ต้องการทำวิจัยที่มหาวิทยาลัย Cambridge มากกว่า Rutherford จึงเสนอแนะให้กรรมการติดต่อเชิญ Bragg วัย 61 ปี และ Bragg ก็ตอบตกลงเมื่อรู้ว่าสถาบัน Royal Institution จะจัดห้องปฏิบัติการส่วนตัวให้
       
       ขณะทำงานเป็นศาสตราจารย์ฟิสิกส์ที่ Royal Institution บทบาทหนึ่งของศาสตราจารย์ที่นั่น คือ ต้องบรรยายเรื่องวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนฟัง Bragg มีพรสวรรค์ในการพูดเรื่องยากให้ฟังง่าย ดังนั้น เมื่อถึงวันคริสต์มาสทุกปี Bragg จะบรรยายให้ประชาชนทั่วไปฟังในหัวข้อต่างๆ เช่น “World of Sound” และ “Crystal Structure” เป็นต้น โดย Bragg ได้ยึดหลักการบรรยายว่า ไม่เน้นเรื่องปริมาณตัวเลขของข้อมูล แต่เน้นเรื่องที่ว่า คนฟังสามารถเล่าเรื่องที่ตนได้ยินให้คนอื่นรู้เรื่องได้หรือไม่
       
       Bragg ทำงานที่ Royal Institution อย่างขยันขันแข็ง และได้เดินไปประชุมที่ Royal Society บ่อย เพราะ Royal Society อยู่ห่างจาก Royal Institution ประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ก็ต้องหยุดพักกลางทางบ่อย เพราะรู้สึกเหนื่อยง่าย
       
       เมื่ออายุ 69 ปี Bragg ได้รับเกียรติยศสูงสุดจากกษัตริย์ คือ ได้รับโปรดเกล้าให้ยศ Order of Merit (O. M.) ทั้งๆ ที่มีอายุมาก Bragg ก็ยังทำงานหนัก โดยอ้างเหตุผลว่า กลัวจะเป็นคนรู้น้อย
       
       เมื่ออายุ 73 ปี Bragg ได้ดำรงตำแหน่ง President of the Royal Society (P.R.S.) ทั้งๆ ที่ เป็นคนไม่สนใจการเมือง แต่เขาก็ทำงานบริหารได้ดี
       
       ผลงานเขียนของ Bragg ที่สำคัญ คือ ตำราเรื่อง Studies in Radioactivity by X rays and Crystal Structure และ The Universe of Light Bragg ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก 16 มหาวิทยาลัยทั่วโลก และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2485 เมื่ออายุ 79 ปี โดยมีการจัดพิธีศพที่มหาวิหาร Westminster ในลอนดอน
       
       คุณหาอ่านประวัติและผลงานของ Bragg เพิ่มเติมได้จาก William and Lawrence Bragg, Father and Son: The Most Extraordinary Collaboration in Science โดย John Jenkins ซึ่งจัดพิมพ์โดย Oxford University Press ปี 2007 หนา 474 หน้า ISBN 987-0-19-923520-9
       
       สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

 
Views: 1391

ความคิดเห็นแรก

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 17 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 9966186  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!