Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow LOCKHEED SR-71 BLACKBIRD
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
LOCKHEED SR-71 BLACKBIRD PDF พิมพ์
Pic_184672

นี่คืออากาศยานสอดแนมทางยุทธวิธี ที่สามารถทำสถิติความเร็วและความสูง ยืนยาวมานานกว่า 40 ปี จวบจนปัจจุบัน...

นี่คือสิ่งประดิษฐทางวิศวกรรมอากาศยานควบคุมโดยมนุษย์ที่มีความเร็วมากที่สุดในโลก (3,675กิโลเมตรต่อชั่วโมง) มีเพดานบินสูงที่สุดในบรรดาเครื่องบินทั้งหมดที่มนุษย์ใช้บินขึ้นไปบนท้องฟ้า (85,131 ถึง 100,000 ฟุต) รวมถึงการเป็นอากาศยานที่สามารถทำความเร็วต่อเนื่องคงที่ได้ดีที่สุดแบบหนึ่งของโลก ความเป็นที่สุดที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์เทอร์โบเจตสมรรถนะสูง 2 เครื่องยนต์ รูปแบบด้านอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยม วัสดุที่ใช้ประกอบโครงสร้างและพื้นผิวอยู่ในระดับเกือบสูงสุดในยุคนี้ทั้งๆที่มันถูกสร้างขึ้นในยุค 60' และปลดประจำการไปกว่า 13 ปีแล้ว นี่คือเครื่องบินจารกรรม ล่องหน Lockheed SR-71 Blackbird ปีศาจดำ เจ้าแห่งสถิติความเร็วบนท้องฟ้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 จนถึงปัจจุบัน

 

 

 

ความต้องการเครื่องบินจารกรรมในยุคสงครามเย็นของหน่วยงานข่าวกรองทางทหารสหรัฐอเมริกา กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานล่องหนความเร็วสูงมากมายหลายแบบในยุค 1960-70 บริษัท Lockheed Aircraft ผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ทำการส่งมอบแผนแบบเครื่องบินทรงเพรียวลม ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเจต 2 เครื่องที่สามารถบินทะลุกำแพงเสียงถึง 3 เท่า (มัค 3.5) และได้รับการอนุมัติให้ทำการสร้างเครื่องต้นแบบเพื่อทดสอบสมรรถนะทางการบินในปีคศ 1960 Lockheed SR-71 Blackbird เครื่องต้นแบบลำแรกที่ใช้รหัสว่า Lockheed YF-12A ทำการขึ้นบินเพื่อทดสอบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 เมษายน คศ 1962 ในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ของมลรัฐเนวาดา ซึ่งมักถูกใช้เป็นสถานที่ทดสอบอากาศยานที่เป็นความลับขั้นสูงสุดของกองทัพอากาศอเมริกัน หลังจากนั้นในช่วงบ่ายของวันที่ 12 พฤษภาคม คศ 1965 เครื่องต้นแบบ SR-71 Blackbird ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะ ทำการบินขึ้นเพื่อทำลายสถิติทางการบินด้วยความเร็วสูงสุดในระดับ 3 เท่าของความเร็วเสียงได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ต่อมาเครื่องบินรุ่นนี้ได้กลายมาเป็นอากาศยานเครื่องยนต์เจตแบบตรวจการณ์และจารกรรมทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและมีบทบาทมากที่สุดในกองทัพอากาศสหรัฐ รวมถึงการเป็นเครื่องบินวิจัยด้านความเร็วในระดับ Supersonic ของหน่วยงานสำรวจอวกาศนาซ่าอีกด้วย

 

 

 

ไม่มีอากาศยานรบแบบใดของรัสเซียในช่วงกลางยุคสงครามเย็นที่จะมีประสิทธิภาพมากพอในการล็อคเป้าเพื่อต่อตีเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามที่บินล่วงล้ำเข้ามายังน่านฟ้าด้วยความเร็วกว่า 3,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระดับความสูงกว่า 80,000 ฟุต กับพิสัยบินปฏิบัติการณ์ (บินไกล) กว่า 4,000 ไมล์ นี่คือวัตถุประสงค์ในการสร้างเครื่องบินตรวจการณ์จารกรรมให้สามารถทำความเร็วได้ถึงกว่ามัค 3.5 อย่าง Lockheed SR-71 Blackbird สำหรับการตรวจสอบสภาพก่อนขึ้นทำการบินในเครื่องบินชนิดอื่นๆ เช่น เครื่องบินโดยสาร Boeing 747 นักบินจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีในการตรวจตราทุกระบบให้เรียบร้อยก่อนขึ้นบิน แต่เครื่อง Lockheed SR-71 Blackbird จะต้องใช้เวลาตรวจตราระบบต่างๆ นานถึง 1 วันเต็มๆ จากระบบที่สลับซับซ้อนของทั้งชุดไฮดรอลิคที่ควบคุมท่าทางการบิน ระบบนำร่อง ระบบเรดาร์เดินอากาศแบบอนาล็อค ระบบเติมเชื้อเพลิง จุดต่อเชื่อมและโครงสร้างทั่วทั้งลำ แพนหางดิ่งและแพนหางระดับ ฐานล้อ ฯลฯ เหตุการณ์เครื่องบินจารกรรม U2 ของอเมริกันที่ี่ถูกขีปนาวุธพื้นสู่อากาศของรัสเซียสอยร่วงในระหว่างทำการบินเพื่อถ่ายภาพพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของโซเวียต คือบทเรียนอันแสนเจ็บปวดและน่าอับอาย หลังจากนักบินของเครื่อง U2 ทำการดีดตัวจากซากเครื่องที่พังเสียหายแล้วถูกจับกุมทันทีที่ร่มแตะพื้น

 

 

 

ความเร็วที่สูงถึง 3 เท่าของความเร็วเสียงกับระดับความสูงของเพดานบินสูงสุดที่กว่า 80,000 ฟุต คือสมรรถนะและประสิทธิภาพในการที่จะหลบเลี่ยงเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว จรวดต่อต้านอากาศยานแบบพื้นสู่อากาศในยุคนั้นมีความเร็วมากถึงมัค 5.0 ซึ่งเป็นความเร็วในย่านไฮเปอร์โซนิค แต่จรวดที่ถูกยิงขึ้นแล้วพุ่งทะยานเพื่อเข้ากระทบเป้าจะระเบิดที่ความสูงต่ำกว่า 80,000 ฟุตมาก SR-71 Blackbird จึงได้เปรียบเครื่องบินจารกรรมทางยุทธศาสตร์ที่บินได้ช้ากว่ามากอย่างเครื่อง U2 การบินด้วยระดับความเร็วที่สูงมากยังช่วยทำให้ SR-71 Blackbird สามารถเข้าถึงเป้าหมายและออกจากพื้นที่ปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะโดนสกัดกั้นด้วยเครื่องบินขับไล่ของพวกโซเวียต กล้องถ่ายภาพทางอากาศของมันมีประสิทธิภาพสูงใกล้เคียงกล้องติดดาวเทียมสำรวจของยุคนี้ มันสามารถถ่ายภาพได้เป็นบริเวณหรือพื้นที่กว้างกว่าประเทศไทยถึง 2 เท่า และให้รายละเอียดที่คมชัดในระดับสูงสุดเพื่องานข่าวกรองด้านพื้นที่ตั้งฐานยิงขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป สนามบินทหาร ฐานทัพเรือ และโกดังเก็บอาวุธของรัสเซีย

 

 

 

การถือกำเนิดขึ้นในยุคสมัยของพวกบ้าความเร็วในระดับเหนือเสียง ทำให้รูปแบบและโครงสร้างของ SR-71 Blackbird มีความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีตราบเท่าทุกวันนี้ วัสดุน้ำหนักเบาเช่นไทเทเนียมจึงถูกใช้ทำเป็นโครงลำตัวและพื้นผิวทั้งหมด ส่วนสีดำที่ใช้ทาบริเวณลำตัวก็เป็นสีชนิดพิเศษที่สามารถทนทานต่ออุณหภูมิความร้อนกว่า 500 องศาเซลเซียสบริเวณส่วนหัว ขอบปีก และแพนหางดิ่งทั้งสองข้างเมื่อมันทำการบินด้วยความเร็วสูงสุด ส่วนหัวที่แบนกว้างแผ่ขยายไปจนจรดขอบปีกที่ติดกับลำตัวด้านข้างยังช่วยสร้างแรงยกมหาศาลจากการทดสอบในอุโมงค์ลม เชื้อเพลิงที่ใช้เติมเจ้า SR-71 Blackbird ก็เป็นเชื้อเพลิงอากาศยานชนิดพิเศษ JP-7 ซึ่งมีเทคนิคการเติมที่ต้องคอยระมัดระวังอันตรายอันเนื่ิองมาจากเชื้อเพลิงรั่วในระหว่างการเติม การรั่วซึมจะเกิดขึ้นตลอดเวลาเมื่ออุณหภูมิพื้นผิวของลำตัวภายนอกอยู่ในระดับปกติ (เย็น) แต่เมื่อมันขึ้นบินไปได้สักพัก พออุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้นจากการเสียดสีกับอากาศภายนอกรอยรั่วดังกล่าวจะหายไปเนื่องจากการขยายตัวของไทเทเนียมที่อุณหภูมิสูงนั่นเอง

 

 

 

แรงยกตัวที่ดีจะเกิดขึ้นในระดับความเร็วเกินมัค 1.0 โดยแรงยกตรงส่วนกลางปีกนั้นจะเคลื่อนไปด้านหลัง ทำให้ส่วนหัวของเจ้านกดำหนักมาก โครงสร้างที่แข็งแกร่งของส่วนแกนกลางที่เป็นโครงไทเทเนียมทั้งหมดจะช่วยลดผลกระทบนี้ ทำให้ตัวเครื่องทั้งลำสามารถเกาะอากาศอยู่ได้โดยไม่ปักหัวดิ่งโหม่งพื้น รวมถึงยังช่วยกดองศาของปีกให้มีมุมปะทะกับอากาศที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้มันสามารถเพิ่มหรือลดความเร็วได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ปีกแบบ Delta Wing สามเหลี่ยมทำให้เครื่องบินลำนี้มีประสิทธิภาพมากพอในการบินด้วยท่าทางต่างๆคล้ายเครื่องบินขับไล่ทั่วไปแต่มีขนาดของมวลที่ใหญ่โตกว่ามาก การเลี้ยวตัวเครื่องในมุมที่แคบมากๆอาจก่อให้เกิดปัญหากับ SR-71 Blackbird เนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เทอร์โบเจตทั้งสองเครื่องของ Pratt And Whitney ยังคงด้อยกว่าสมรรถนะทางการบินที่มีระบบอากาศพลศาสตร์ดีเยี่ยม และอาจป้อนอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์เพื่อสันดาปไม่ทันจนถึงกับเครื่องยนต์ระเบิดได้

 

 

รูปทรงที่เพรียวบางประสานไปกับพลังในการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบกังหันไอพ่นของเครื่องบินในยุคปัจจุบันที่สามารถบินผ่านกำแพงเสียงหรือการบินด้วยความเร็วเหนือเสียงเริ่มต้นขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี คศ.1947การบินด้วยความเร็วเหนือเสียงของเครื่องบินทุกแบบจะถูกแรงต้านทานของอากาศมากระทำต่อตัวเครื่องเพิ่มมากขึ้นและต้องใช้เครื่องยนต์ที่มีกำลังมหาศาลในการขับเคลื่อนน้ำหนักของตัวเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นแม้เพียง 1 กิโลกรัมจะต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงถึง 2 กิโลกรัมในการบินด้วยความเร็วเหนือเสียงและนี่คือสาเหตุกับที่มาของรูปทรงอากาศยานยุคใหม่ ที่มีความแตกต่างไปจากเครื่องบินความเร็วต่ำอย่างสิ้นเชิง เหตุผล สำคัญที่ทำให้เครื่องบินความเร็วสูงในระดับ Supersonic เหล่านีี้มีรูปร่างที่แตกต่างไปจากเครื่องบินแบบอื่นๆที่มีความเร็วต่ำกว่าย่านความเร็วของเสียงเกิดจากการที่อากาศในขณะที่เครื่องบินทำการบินผ่านจะถูกบีบอัดและเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อมีแรงดันมากระทำที่ความเร็วสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการที่อากาศเคลื่อนที่ผ่านวัตถุที่มีความเร็วเข้าใกล้หรือมากกว่าความเร็วเสียงอากาศจะมีความหนาแน่นและความดันบริเวณด้านหน้าของตัวเครื่องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือที่เราเรียกกันว่า Shock Wave คลื่นกระแทกที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดแรงต้านมหาศาลที่มีชื่อว่า Wave Drag ซึ่งในยุคก่อนหน้านี้ก่อนที่มนุษยชาติจะสามารถทำการบินทะลุย่านความเร็วเสียงไปได้ เจ้าคลื่น Wave Drag นี่เองที่เป็นตัวการในการฉีกกระชากเครื่องบินทุกลำทีี่อาจหาญบินด้วยความเร็วสูงเข้าใกล้ย่านความเร็วเสียง

 

 

นักฟิสิกส์ชาวออสเตรียชื่อ Ernst Mach (1883-1916)คือบุคคลแรกที่พบกับความลับของอากาศที่กระทำต่อวัตถุในลักษณะดังกล่าวหลังจากเรียบจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกทางด้านฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนาประเทศออสเตรีย ErnstMach ในฐานะศาตราจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งกรุงปรากได้ทำการเสนอผลงานทางการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบอากาศพลศาสตร์ความเร็วเหนือเสียง Mach ได้ทำการทดลองโดยใช้อาวุธปืนสั้นที่ทำการยิงโดยแสดงให้เห็นถึงคลื่น Shock Wave ซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณด้านหน้าของลูกกระสุนปืนในขณะที่มันผ่านพ้นปากลำกล้องและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าความเร็วเสียงเข้าไปกระทบกับมวลของอากาศภายนอก การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่นี้ทำให้ Ernst Mach มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการวิทยาศาสตร์ไปทั่วทวีปยุโรปและทั่วโลกในเวลาต่อมาหลังจากนั้นชื่อสกุล Mach จึงกลายเป็นหน่วยวัดความเร็วของวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงในระดับเหนือเสียงจากการยอมรับของวิศวกรการบินทั่วโลก Ernst Machพยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของอัตราส่วนระหว่างความเร็วของวัตถุกับความเร็วเสียง นั่นจึงเป็นที่มาของหน่วยวัดความเร็วของเครื่องบินประเภท Supersonic

ความเร็วของคลื่นเสียงหรือ Speed Sound Waves ในอากาศอยู่ที่ 346เมตรต่อวินาทีการที่เครื่องบินจะบินได้เร็วกว่านั้นรูปทรงของมันต้องมีบทบาทที่สำคัญที่สุดในการออกแบบให้ผิวหรือส่วนที่ปะทะกับอากาศโดยตรงสามารถทนต่อการอัดตัวของมวลอากาศในขณะที่บินด้วยความเร็วสูงได้ หน่วยวัดความเร็วแบบMach แบ่งออกเป็นย่านความเร็วได้ 4 ระดับคือ

1-ย่านความเร็วต่ำกว่าเสียงหรือ Subsonic (เครื่องบินใบพัดทั่วไป เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานความเร็วต่ำในประเภทต่างๆ)
2-ย่านความเร็วใกล้เสียงหรือ Transonic (เครื่องบินโดยสารเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน)
3-ย่านความเร็วเหนือเสียงหรือ Supersonic (เครื่องบิน Concorde /SR-71Blackbird /เครื่องบินขับไล่โจมตีแทบทุกแบบในยุคปัจจุบัน)
4-ย่าน ความเร็วเหนือเสียงขั้นสูงหรือ Hypersonicได้แก่ความเร็วของจรวดขณะทำการส่งยานกระสวยขึ้นสู่อวกาศกระสวยอวกาศที่กำลังพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศรวมถึงจรวด X-15 ของ NASAในการบินทดสอบย่านความเร็ว Hypersonic ที่ระดับมัค 5.0


 

 

ประวัติศาสตร์อันกล้าหาญของมนุษยชาติที่พยายามบินฝ่ากำแพงเสียงทำให้เกิดโศกนาฎกรรมขึ้นมากมายหลายครั้งในแวดวงการบินทดสอบ ตามมาด้วยการสูญเสียบุคลากรชั้นเยี่ยมและวิศวกรการบินจำนวนไม่น้อยในการพยายามข้ามพ้นอุปสรรคดังกล่าว ในยุคหนึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเครื่องบินทุกชนิดไม่สามารถบินด้วยความเร็วเกินกว่าความเร็วของเสียงได้เลย เนื่องจากรูปทรงและวัสดุที่ใช้ในการสร้างยังไม่ดีพอ จนกระทั่ง Geoffrey deHavilland นักบินหนุ่มของอังกฤษทายาทนักออกแบบเครื่องบินชื่อดังของยุโรปทำการขึ้นบินด้วยเครื่องบินแบบ DH 108 Swallow เครื่องบิน Jet รูปร่างประหลาดมีลักษณะคล้ายกับบูมเมอร์แรง ด้วยการออกแบบปีกให้เป็นแบบสามเหลี่ยม เพื่อจุดประสงค์ในการบินข้ามผ่านย่านความเร็วของเสียง หลังจากเร่งความเร็วจนเข้าใกล้อัตราความเร็วเสียง ตัวเครื่ิอง DH 108 Swallow ของ Geoffrey deHavilland ไม่สามารถทนต่อแรงคลื่น Wave Drag และแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ชิ้นส่วนตกกระแทกพื้นดินอย่างรุนแรงทำให้ Geoffrey ที่รับหน้าที่นักบินทดสอบเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุหลังจากการพยายามทำลายสถิติเป็นคนแรกของโลกที่กล้าบินด้วยความเร็วสูงใกล้ย่านความเร็วเหนือเสียง

 

หลังจากเหตุการ์นั้น การพัฒนาตัวเครื่องและเครื่องยนต์จรวดตลอดจนระบบต่างๆมีความปลอดภัยสูงขึ้น จนองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ NASA ได้คิดค้นเครื่องบินต้นแบบชื่อ XS-1 ที่ออกแบบและสร้างโดยบริษัท Bell Aircraft Corporation วิศวกรการบินของบริษัท Bellได้ติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปด้วยจรวดเชื้อเพลิงเหลวโดยส่งเครื่องบินต้นแบบ XS-1ที่ความสูงประมาณ 20,000 ฟุตด้วยการปล่อยจากใต้ท้องของเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลแบบ Boeing B29 ในช่วงเช้าของวันที่ 14 ตุลาคม คศ. 1947 หลังจากทำการปล่อยออกจากใต้ท้องของเครื่อง B29 เครื่องบิน Bell XS-1ที่มีเรืออากาศตรีชัค เยียร์เกอร์ (Charles E. Yeager) เป็นนักบินทดสอบได้ติดเครื่องยนต์จรวดแล้วเร่งความเร็วเพื่อพุ่งทะยานเข้าสู่ย่านความเร็วเหนือเสียง ตัวเครื่องบินทำการบินด้วยมุมยกเล็กน้อย หลังจากเร่งความเร็วจนแทบจะถึงขีดจำกัดของตัวเครื่อง ที่ระดับความสูง 42,000 ฟุต Bell XS-1สามารถทำความเร็วได้ 1.06 มัคเป็นเวลานานถึง 20.5 วินาทีตลอดการเร่ง ทำให้ เรืออากาศตรี ชัค เยียร์เกอร์ กลายเป็นนักบินทดสอบและมนุษย์คนแรกที่สามารถบินด้วยความเร็วทะลุเหนือกำแพงเสียง

 

 

 

Lockheed SR-71 Blackbird ใช้เครื่องยนต์แฝดของ Pratt And Whitney รุ่น J-58 ติิดตั้งอุปกรณ์ช่วยในการเผาไหม้ให้สมบูรณ์มากขึ้น เครื่องยนต์ Pratt And Whitney J-58 หนึ่งเครื่องให้แรงขับ 32,500 ปอนด์ เมื่อรวมแรงขับของทั้งสองเครื่องจะได้ตัวเลขที่ 65,000 ปอนด์ มีอัตราการไต่ระดับความสูงที่ 1,140 ฟุตต่อนาที พิสัยบินปฏิบัติการณ์ (บินไกล) 4,000 ไมล์ หรือมากกว่านั้นหากเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ ความเร็วสูงสุด 3,675 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพดานบินสูงสุด 85,131 ถึง 100,000 ฟุต น้ำหนักรวมทั้งเครื่อง 78 ตันหรือ 78,000 กิโลกรัม ใช้เจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง 2 นาย (นักบิน 1 นาย เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบเรดาร์ตรวจการณ์และถ่ายภาพ 1 นาย) ความยาวปีก 16.94 เมตร ความยาวรวม 32.74 เมตร สูง 5.64 เมตร Lockheed SR-71 Blackbird ถูกสร้างขึ้นทั้งหมดตั้งแต่ปีคศ 1962 ถึง 1998 รวม 32 ลำ

 

ปัญหาอากาศไหลเข้าสู่เครื่องยนต์ J-58 ได้ช้าลงจนอาจก่อให้เกิดอันตรายที่ย่านความเร็วต่ำกว่า 0.5 มัค ถูกแก้ไขโดยวิศวกรการบินของบริษัท Lockheed Aircraft โดยทำการติดตั้ง Flap ที่เครื่องยนต์ทั้งสอง ชิ้นส่วนที่เป็นเดือยตรงกลางเครื่องจะหดตัวกลับเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างกำแพงเสียงบริเวณด้านหน้าของชุดคอมเพรสเซอร์ ทำให้อากาศปริมาณมากไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้สันดาปได้ดีขึ้น เนื่องจากสมองกลคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ยังอยู่ในยุคเก่า การทำหน้าที่คำนวนการไหลของอากาศให้พอดีกับระดับความเร็วจึงเป็นงานที่ค่อนข้างยากลำบากและขาดความแม่นยำแน่นอนในคอมพิวเตอร์รุ่นโบราณ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเครื่องจักรที่ใช้เดินอากาศของมนุษย์ที่จะต้องมีหน่วยประมวลผลที่สามารถทำหน้าที่ในการสั่งงานได้อย่างรวดเร็ว สาเหตุดังกล่าวอาจทำให้เครื่องยนต์ดับ ผลที่ตามมาคือการเสียความสมดุยทางการบินอย่างร้ายแรงของ SR-71 Blackbird ซึ่งไม่สามารถบินด้วยเครื่องยนต์เพียงเครื่องเดียวได้ ทางแก้ในคู่มือประกอบการบินของมันคือ นักบินต้องดับเครื่องยนต์อีกตัว แล้วพยายามติดเครื่องยนต์ทั้งสองขึ้นใหม่ หากไม่สำเร็จยังมีระบบดีดตัวของ Martin Baker คอยรองรับเป็นระบบสุดท้ายที่ช่วยให้นักบินปลอดภัยในการดีดตัวออกจากเครื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้

 

 

SR-71 Blackbird ถูกปลดประจำการไปเมื่อปี คศ 1998 เครื่องบินที่เหลือบางส่วนถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศของสหรัฐอเมริกา อีกส่วนหนึ่งถูกรักษาสภาพเพื่อให้ขึ้นทำการบินได้และประจำการอยู่ในหน่วยงานสำรวจอวกาศ NASA ประวัติศาสตร์ทางการบินรวมถึงสถิติด้านความเร็วของมันยังถูกนำมาพูดถึงกันอยู่ตราบจนทุกวันนี้ และยังคงไม่มีเครื่องบินแบบใดในยุคนี้ที่จะทำความเร็วสูงสุดได้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าวิหกสีดำ จักรกลอากาศยานที่สุดขั้วลำหนึ่งในประวัติศาสตร์การบินของมนุษย์ชาติ.

Arcom roumsuwan
E-Mail

Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom


Views: 4409

ความคิดเห็นแรก

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 40 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 9791712  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!