Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow รู้ไหมว่า? “มารี กูรี” เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ได้โนเบลถึง 2 สาขา
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
รู้ไหมว่า? “มารี กูรี” เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ได้โนเบลถึง 2 สาขา PDF พิมพ์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 มกราคม 2554

 

 

มาดามกูรี (ขวานั่ง) และไอรีน ลูกสาว (ซ้ายยืน)

 

      ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ระดับโลก "มารี กู รี" เป็นชื่ออันดับต้นๆ ที่หลายคนจะนึกถึง แม้คนที่ไม่สนใจวิทยาศาสตร์ก็น่าจะเคยได้ยินชื่อเธอมาบ้าง และเธอยังเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการ ทั้งยังคว้ารางวัลระดับโลกอีกหลายรางวัล ไม่ใช่เพียงรางวัล "โนเบล" ที่เธอขึ้นรับรางวัลถึง 2 ครั้ง ร่วมกับสามีและลูกสาว
       
       มาดาม มารี กูรี (Marie Curie) หรือ มาเรีย สโกลโดวสกา (Maria Sklodowska) เกิดเมื่อ 7 พ.ย.ปี ค.ศ.1867 ในเมืองวอร์ซอว์ของรัสเซีย ซึ่งต่อมากลายเป็นเมืองหลวงของประเทศโปแลนด์ ในวัยเด็กเธอเรียนในโรงเรียนท้องถิ่นและฝึกทักษะทางวิทยาศาสตร์บ้างจากพ่อ จากนั้นเธอได้เข้าศึกษาทางด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยชอร์บอนน์ (Sorbonne) ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส และเมื่อถึงปี 1894 เธอเข้าเรียนที่สถาบันฟิสิกส์ (School of Physics) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอได้พบรักกับ ศ.ปิแอรร์ กูรี (Pierre Curie) อาจารย์ฟิสิกส์ของสถาบัน และแต่งงานกันในปีต่อมา

มาดามกูรี (ขวานั่ง) และปิแอรร์ผู้เป็นสามี ภายในห้องแล็บที่ทั้งคู่ได้แยกธาตุโปโลเนียมและเรเดียม


       
       มาดามกูรีรับตำแหน่งหัวหน้าห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยชอร์บอนน์ ต่อจากสามีและได้รับปฏิญญาดุษฎีบัณฑิตทางด้านวิทยาศาสตร์ในปี 1903 แต่หลังจากนั้น 3 ปีเธอต้องสูญเสียสามีไปกับอุบัติเหตุรถชน และเข้ารับตำแหน่งศาสตราจารย์ฟิสิกส์ทั่วไปของคณะวิทยาศาสตร์แทนสามี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงได้รับตำแหน่งนี้ อีกทั้งเธอยังเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการกูรี (Curie Laboratory) ในสถาบันเรเดียม (Radium Institute) ของมหาวิทยาลัยปารีส (University of Paris) ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1914
       
       สำหรับงานวิจัยแรกๆ ที่เธอทำร่วมกับสามีนั้น มักจะเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากหลายครั้ง ห้องปฏิบัติการไม่ค่อยมีความพร้อมนัก และทั้งคู่ยังต้องสอนหนังสืออย่างหนักเพื่อหารายได้มาใช้จ่ายเพิ่ม และการค้นพบปรากฏการณ์แผ่รังสีของ อองรี เบคเคอเรล (Henri Becquerel) เมื่อปี 1896 ได้จุดประกายให้คู่สามี-ภรรยากูรีสร้างงานวิจัยและการวิเคราะห์ที่สำคัญ ซึ่งนำไปสู่การแยกธาตุโปโลเนียม (polonium) ที่ตั้งชื่อตามประเทศบ้านเกิดของมาดามกูรี และธาตุเรเดียม (radium)
       
       ต่อมามาดามกูรีได้พัฒนาวิธีเพื่อแยกธาตุเรเดียมออกจากกากกัมมันตรังสี จนได้ปริมาณเพียงพอสำหรับศึกษาลักษณะเฉพาะของธาตุ คุณสมบัติ และคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรค ซึ่งเธอได้สนับสนุนให้ใช้ธาตุเรเดียมนี้เพื่อการบำบัดรักษาโลก และระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เธอได้อุทิศตัวให้กับงานนี้โดยมีลูกสาวคือ ไอรีน กูรี (Irene Curie) เป็นผู้ช่วย อีกทั้งเธอยังได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการทางด้านรังสีอีกหลายแห่งในบ้านเกิดเมืองนอนของเธอเอง


มารี กูรี นักเคมีหญิงที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง


       
       ด้านนิสัยส่วนตัวนั้นมาดามกูรีเป็นคนเงียบๆ ถ่อมตัว และมีบุคลิกสง่างาม และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างให้ความนับถือและชื่นชมในตัวเธอ ส่วนความสำคัญในผลงานของเธอนั้นสะท้อนผ่านรางวัลจำนวนมาก เธอได้รับรางวัลอันทงเกียรติทางด้านวิทยาศาสตร์หลายรางวัล ในจำนวนนั้นเป็นรางวัลโนเบลถึง 2 สาขา โดยครั้งแรกเธอได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกับสามีเมื่อปี 1903 จากการศึกษาการแผ่รังสีอย่างต่อเนื่อง และในปีเดียวกันนี้เธอกับสามียังได้รับรางวัลเหรียญเดวี (Davy Medal) จากราชบัณฑิตอังกฤษ ต่อมาเธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีร่วมกับไอรีนผู้เป็นลูกสาวเมื่อปี 1911 จากงานด้านกัมมันตภาพรังสี
       
       นักวิทยาศาสตร์หญิงผู้เป็นตำนานของโลกคนนี้ได้เสียชีวิตลงหลังจากป่วยได้ไม่นานในวันที่ 4 ก.ค.1934 ณ เมืองซาวัว (Savoy) ประเทศฝรั่งเศส
       
       *** อ้างอิง ฟิสิกส์ 1901-1921 (Physics 1901-1921) ในวารสารโนเบล เลคเชอร์ส (Nobel Lectures) ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เอลเซเวียร์ (Elsevier Publishing Company) เมื่อปี 1967 /เว็บไซต์ nobelprize.org
       
       

=======================================
       ในจำนวนผู้ได้รับรางวัลโนเบล 817 คน “มารี กูรี” เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 สาขา นั่นคือ สาขาฟิสิกส์ที่เธอได้รับรางวัลเมื่อปี 1903 ก่อนจะได้รับรางวัลโนเบลในสาขาเคมี ในปี 1911
       
       นอกจากนี้ ในบันทึกประวัติการมอบรับรางวัลโนเบลนั้น มีผู้ที่ได้รับรางวัลมากกว่า 1 สาขา เพียง 4 คน ซึ่งอีก 3 คนที่เหลือได้แก่ ลินุส เพาลิง (Linus Pauling) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีเมื่อปี 1954 และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี 1962
       
       จอห์น บาร์ดีน (John Bardeen) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1956 และปี 1972 และ เฟรเดอริค แซงเงอร์ (Frederick Sanger) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีเมื่อปี 1958 และ 1980
       
       สำหรับผู้ที่ได้โนเบล 2 ครั้งนั้น ส่วนใหญ่จะได้รับในสาขาเดียวกัน หรือไม่ก็ในสาขาสันติภาพ เว้นเสียแต่ “มารี กูรี” ที่นอกจากจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ได้รับถึง 2 รางวัลแล้ว เธอยังจะได้รับในสาขาวิทยาศาสตร์ถึง 2 สาขาอีกด้วย

Views: 2554

ความคิดเห็นแรก

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 18 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 9859550  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!