Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
แพนด้า (Panda) PDF พิมพ์





 
 

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "แพนด้า"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


        (ซ้าย) "หลินฮุ่ย" คาบลูกน้อยไว้ในปากอย่างหวงแหน (ขวา)โฉมหน้าสมาชิกใหม่ของสวนสัตว์เชียงใหม่
       หลังจากลุ้นกันมานาน ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 10.39 น.ของวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) “หลินฮุ่ย” แพนด้าเพศเมีย ทูตสันถวไมตรีไทย-จีน ตามโครงการวิจัยและจัดแสดงหมีแพนด้าในประเทศไทย ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ก็ได้ให้กำเนิดลูกแพนด้าน่ารักน่าชังออกมา 1 ตัว สร้างความปีติยินดีแก่ชาวไทยกันถ้วนหน้า
       
       หลายคนสงสัยว่า แพนด้าหลินฮุ่ยเพิ่งผสมเทียมได้เพียง 3 เดือนก็ตกลูกเสียแล้วหรือ ซึ่งตามธรรมชาติของแพนด้าแล้ว แม่แพนด้าจะตั้งท้องประมาณ 3-5 เดือน เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ มันก็จะหาทำเลดีๆ เช่น โพรงไม้หรือถ้ำในการคลอดลูก เอาใบไผ่มาปูเป็นเตียงนอนเตรียมพร้อมสำหรับการเบ่งลูก ลูกแพนด้าเมื่อออกจากท้องแม่ดูน่าสงสารมาก ตัวเล็กกระจิดสีแดงๆ ไม่มีขน ตาปิด และยังยืนไม่ได้ น้ำหนักประมาณ 100 กรัม ขนาดตัวแค่ 1 ใน 1,000 ของแม่เท่านั้น
       
       

        แพนด้าแรกเกิด - 2 สัปดาห์ - 1 เดือน
       ในจำนวนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด หากไม่นับรวมมนุษย์ มีแพนด้ากับจิงโจ้ที่คลอดลูกวัยแรกเกิดที่มีขนาดเล็กมากเช่นนี้ แต่ลูกจิงโจ้ยังโชคดี ที่แม่จิงโจ้มีกระเป๋าหน้าท้องไว้ปกป้องอันตรายให้แก่ลูกได้ แต่แม่แพนด้ายักษ์ไม่มีเกราะคุ้มครองลูกน้อยใดใดเลย ฉะนั้นการจะเลี้ยงดูลูกแพนด้าให้เติบใหญ่ จึงเป็นเรื่องยากลำบากมาก
       
       แม่แพนด้าอาศัยอาหารที่กินสะสมช่วงตั้งท้องดูแลลูกน้อย จนหนึ่งเดือนผ่านไปจึงจะออกจากห้องคลอดไปหาอาหารกินได้ เมื่อออกไปหากินแล้วก็ต้องรีบกลับมาดูลูก จนลูกน้อยค่อยๆเติบโตและรอดพ้นวัยอ่อนมาได้
       
       เมื่อขนแพนด้าน้อยเริ่มขึ้นเห็นเป็นสีขาว-ดำ เมื่ออายุได้ 1 เดือน น้ำหนักตัวประมาณ 1 กิโลกรัม แต่ยังเดินไม่ได้ และตาก็ยังไม่กล้าสู้แสง จนกระทั่ง 3 เดือน จึงเริ่มหัดเดิน การมองเห็นเริ่มพัฒนาขึ้น
       
       

        แพนด้า 2 เดือน - 3 เดือน 24 วัน - 1 ขวบ
       
       พอผ่านไปครึ่งปี น้ำหนักขึ้นเป็น 13 กิโลกรัม ก็สามารถออกไปเรียนรู้วิธีกินใบไผ่กับแม่ได้แล้ว แต่ยังต้องกินนมเสริมพลังงานด้วย ขณะเดียวกันก็เริ่มเรียนรู้สัญชาตญาณของสัตว์ป่า อายุขวบครึ่ง หนูน้อยแพนด้าน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 50 กิโลกรัม ก็สิ้นสุดช่วงวัยเด็กที่ต้องพึ่งพาแม่ หลังจากนั้นก็จะปลีกตัวใช้ชีวิตสันโดษต่อไป
       
       ปกติแพนด้ามีอายุขัยเฉลี่ย 15 ปี แพนด้าวัยเจริญพันธุ์อายุราว 5-7 ปี ตั้งท้องได้ 3-4 ครั้ง ตกลูกครั้งละ 1 ตัว บางทีเป็นฝาแฝด แต่อย่างไรก็ตามแม่แพนด้าก็สามารถเลี้ยงลูกได้ครั้งละตัวเดียว เนื่องจากความอ่อนแอของลูกหมีแรกเกิด และความยากลำบากในการเลี้ยงดูดังที่กล่าวข้างต้น
       
       ปัจจุบันมีแพนด้าเหลืออยู่เพียง 1,600 ตัวเท่านั้นในประเทศจีน ส่วนใหญ่อาศัยในแถบภาคตะวันตกเฉียงใต้ และอีกราว 200 ตัวเลี้ยงอยู่ที่ศูนย์เพาะพันธุ์แพนด้าหลายแห่งของประเทศ สาเหตุที่ทำให้แพนด้ามีเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก็เนื่องมาจากความเย็นชาราวกับฤาษีของแพนด้า ซึ่งเป็นเรื่องกระฉ่อนไปทั่ว จนทำให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ต้องงัดกลวิธีต่าง ๆ มาใช้เพื่อให้แพนด้าผสมพันธุ์ เช่น ฉายวิดีโอการผสมพันธุ์ของแพนด้าคู่อื่นให้ดู หรือให้หมีแพนด้าเพศผู้ฝึกความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อขาและกระดูกเชิงกรานเพื่อประสิทธิภาพในการผสมพันธุ์ เป็นต้น
       

 

 


ความคิดเห็นแรก | Views: 1333

แอสไพริน : ยาที่ขายดีที่สุดในโลก PDF พิมพ์

โดย ผู้จัดการออนไลน์

    ประวัติศาสตร์การแพทย์ได้บันทึกว่า ในอดีตเมื่อ 2,440 ปีก่อนนี้ Hippocrates ได้เคยให้คนไข้ที่มีอาการเจ็บปวดตามตัวกินใบหลิว และเคี้ยวเปลือกต้นหลิว อีก 2,000 ปีต่อมา Felix Hoffmann นักเคมีชาวเยอรมันผู้ทำงานประจำที่บริษัท Bayer ได้สังเคราะห์กรด acetylsalicylic ซึ่งสามารถระงับความเจ็บปวด และลดอาการไข้ได้ แต่บริษัท Bayer ได้เรียกผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่นี้ว่า aspirin แอสไพริน ซึ่งอ่านง่ายกว่า โดยใช้อักษร a ในคำ aspirin จาก acetyl และ spirin จากพืช Spiraea ulmaria ซึ่งให้กรด salicylic ที่ประกอบด้วยคาร์บอน 7 อะตอม ไฮโดรเจน 6 อะตอม และออกซิเจน 3 อะตอม

หลิวแหล่งกำเนิดของ salicin ที่สามารถนำไปทำยาแอสไพริน (acetylsalicylic acid)
       
       

     ณ วันนี้ แอสไพรินเป็นยาที่มนุษย์ใช้ในการรักษาบรรเทา และป้องกันสารพัดโรคนับตั้งแต่โรคหัวใจ โรคเส้นโลหิตอุดตัน ใช้กินป้องกันการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และอัลไซเมอร์ บรรเทาอาการ migraine ช่วยให้สัตว์ไม่ตกลูกก่อนกำหนด รักษาปอดไม่ให้เป็นแผล และรักษาแผลไฟไหม้ เป็นต้น
       
       การติดตามประวัติความเป็นมาของแอสไพรินในช่วงเวลา 250 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่า ในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2306 บาทหลวง Edmond Stine แห่งเมือง Chipping-Norton ใน Oxford shire ประเทศอังกฤษได้ส่งงานวิจัยเรื่อง An Account Success of the Bark of the Willow in the Cure of Agues ให้ Earl of Macclesfield ผู้เป็นนายกฯ ของ Royal Society อ่าน โดยได้รายงานว่า เมื่อท่านบาทหลวงนำเปลือกของต้นหลิว (Salix alba) มาบด แล้วนำผงละเอียดที่ได้มาละลายน้ำให้คนไข้ดื่มทุก 4 ชั่วโมง ผลปรากฏว่า คนไข้โรคมาลาเรียมีอาการดีขึ้น และเมื่อบาทหลวงดื่มน้ำยาดังกล่าว เขาก็พบว่า มันมีรสขมพอๆ กับเปลือกของต้น cinchona ที่แพทย์ในสมัยนั้นใช้รักษาคนเป็นโรคมาลาเรีย อนึ่ง ท่านบาทหลวงยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า การที่ต้นหลิวชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มาลาเรียโปรดปราน เป็นการยืนยันความเชื่อของแพทย์ในสมัยนั้นว่า ที่ใดมีโรคที่นั่นมียารักษา
       
       แต่ในความเป็นจริง "ยา" ที่บาทหลวง Stone ใช้นั้น สามารถเพียงลดไข้ได้ แต่รักษาไข้ไม่ได้ การศึกษาวิเคราะห์หาองค์ประกอบของยา โดยนักวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมาทำให้เรารู้ว่า ในปี พ.ศ. 2372 H. Leroux นักเคมีชาวฝรั่งเศส ได้พบว่าเปลือกของหลิวมี quinine และ salicin ที่สามารถรักษาโรคอักเสบตามข้อต่อ (sheumation) ได้ โดยได้พบว่า เปลือกหลิว 1 กิโลกรัมให้ salicin ประมาณ 30 กรัม
       
       เมื่อถึงปี พ.ศ. 2376 E. Merck นักเคมีชาวเยอรมันก็ประสบความสำเร็จในการสกัด salicin บริสุทธิ์ได้ และอีก 5 ปีต่อมา Raffaela Piria นักเคมีชาวอิตาลีก็สังเคราะห์กรด salicylic ได้จากเปลือกหลิว และพบว่าสารที่สกัดได้สามารถลดความเจ็บปวด และรักษาไข้ได้ และในปี พ.ศ. 2402 Herman Kolbe นักเคมีชาวเยอรมันแห่งมหาวิทยาลัย Marburg ก็พบโครงสร้างเคมีของ salicin
       
       ในปี พ.ศ. 2491 L. Craven แพทย์อเมริกันได้สังเกตเห็นว่า เวลาให้คนไข้โรคหัวใจกินยาแอสไพริน อาการโรคหัวใจจะบรรเทาลง ในปี พ.ศ. 2531 วารสาร New England Journal of Medicine ฉบับเดือนเมษายน ได้รายงานว่า ในการสำรวจคน 22,071 คน ที่ได้บริโภคยาแอสไพรินวันละ 325 มิลลิกรัม ได้มีการพบว่า อุบัติเหตุการเป็นโรคหัวใจในกลุ่มคนนี้ ได้ลดลงถึง 44%
       
       ในปี พ.ศ. 2538 John Snow แห่ง Harvard Medical School ก็ได้พบเช่นกันว่า คนไข้โรคหัวใจที่อาการกำเริบมาก หากได้กินยาแอสไพรินวันละเม็ดเป็นเวลานาน 30 วัน ภาพรวมของการเสียชีวิตจะลดลงถึง 23% และถ้ากินยาต่อไปเรื่อยๆ อัตราการตายจะลดลงอีก 15% และนั่นก็หมายความว่า คนอเมริกัน 1.5 ล้านคน ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจ ถ้ากินยาแอสไพรินสม่ำเสมอ จำนวนคนที่เสียชีวิตจะลดลงได้หลายหมื่นคน
       
       จึงเป็นว่า ณ วันนี้ นักเคมีเภสัชได้พบแล้วว่า เปลือกต้นหลิวมีสารประกอบ salicylate ในรูปของกรด acetylsalicylic ที่โลกรู้จักในนามง่ายๆ ว่า แอสไพริน และยาชนิดนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพราะบริษัท Bayer ผลิตยาชนิดนี้มากถึง 80 ล้านเม็ด/ปี จึงคิดเป็นน้ำหนักสูงถึงแสนแปดหมื่นตัน และอเมริกันกินยานี้ 117 เม็ด/คน/ปี
       
       การวิจัยที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของแอสไพรินในการรักษานานาโรคมีมากถึง 3,500 ชิ้น/ปี จนทำให้แพทย์รู้ว่า หากให้คนไข้กินวันละเม็ด แอสไพรินสามารถป้องกันโรคหัวใจวาย และการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดในสมอง (cerebral thrombosis) ได้ และหากให้คนไข้กินวันละ 2-6 เม็ด ยาสามารถลดอาการไข้ตัวร้อน และความรู้สึกเจ็บปวดได้ แต่ถ้าให้กินวันละ 8-16 เม็ด ยาก็สามารถทำให้อาการปวดตามข้อและโรคเกาต์ลดความรุนแรงได้
       
       นอกจากนี้ แพทย์ก็ยังพบอีกว่า แอสไพรินยังมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการสูญเสียกรด uric ในไตได้ด้วย
       
       การศึกษาบทบาทของแอสไพริน ในการรักษาไข้ ในปี พ.ศ. 2514 ทำให้เภสัชกรชาวอังกฤษชื่อ John Vane พบว่า แอสไพรินสามารถยับยั้งการผลิตฮอร์โมนชื่อ prostaglandins ในร่างกายที่ทำให้คนรู้สึกเจ็บ และเซลล์ในร่างกายคนสามารถหลั่งฮอร์โมนนี้ออกมาได้ เวลาเซลล์ถูกทำร้ายหรือกระตุ้น การพบนี้ ทำให้ Vane ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ประจำปี พ.ศ. 2425 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นท่าน Sir ในเวลาต่อมา
       
       ถึงแม้แอสไพรินจะเป็นยาสารพัดนึก แต่เราก็ไม่ควรบริโภคมาก เพราะถ้ามากไปฤทธิ์กรดอาจกัดกระเพาะเป็นแผลทำให้ตกเลือดภายในได้ การสำรวจแสดงให้เห็นว่า 1-2% ของคนที่กินยาแอสไพรินประจำจะมีปัญหาเรื่องเลือดในร่างกาย ส่วนคนที่เป็นโรคหืดประมาณ 10% ก็มีปัญหาในการใช้ยาแอสไพรินเช่นกัน เพราะได้มีการพบว่า เวลาคนที่เป็นโรคหืดแพ้ยาแอสไพรินหน้าจะบวม และอาการหืดจะกำเริบ
       
       งานวิจัยเกี่ยวกับแอสไพรินทุกวันนี้ จึงเป็นไปในทำนองหาด้านดีของแอสไพริน และหาวิธีลดความรุนแรงด้านร้ายของยาสำหรับคนไข้เช่น ในสาร Journal of the National Cancer Institute ฉบับวันที่ 7 มกราคมปีนี้ ซึ่งได้เสนอรายงานของ E.S. Schernhammer แห่ง Harvard Medical School ว่าตามปกติอาการมะเร็งตับอ่อนในคนมักตรวจ และรักษายาก แต่เท่าที่ได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างนางพยาบาล 88,378 คนที่ไม่มีใครเป็นมะเร็ง และหลังจากที่ได้บริโภคแอสไพริน ปรากฏว่า ในตอนหลังคน 161 คน เป็นมะเร็งตับอ่อน และ Schernhammer ได้พบว่า นางพยาบาลคนที่กินแอสไพรินมากกว่า 14 เม็ด/อาทิตย์ เป็นมะเร็งตับอ่อนมากเป็น 2 เท่าของคนที่ไม่กิน ส่วนคนที่กิน 4-6 เม็ด/อาทิตย์ เป็นมะเร็งมากกว่าคนที่ไม่กินถึง 29% ข้อสังเกตที่ได้อีกประการหนึ่งคือ ยิ่งกินแอสไพรินน้อย โอกาสเป็นมะเร็งตับอ่อนก็ยิ่งน้อย
       
       ในวารสาร New Scientist ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปีนี้ G. Morgan แห่ง National Public Health Service ได้เสนอแนะว่า คนรายได้น้อยที่มักเป็นโรคมะเร็ง และโรคหัวใจพอมีอายุเกิน 50 ควรเริ่มกินแอสไพริน (แต่ไม่มาก) เพื่อให้ชีวิตยืนนาน เพราะแอสไพรินมีราคาถูก แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องตระหนักว่า แอสไพรินสามารถให้โทษได้เช่นกัน ดังนั้น งานวิจัยเกี่ยวกับคุณและโทษของแอสไพริน จึงเป็นเรื่องต้องทำ เพราะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ และมีความสำคัญต่อชีวิตคนทุกคนครับ

ความคิดเห็นแรก | Views: 885

RO (reverse Osmosis) คืออะไร PDF พิมพ์
   ระบบการย่อยอาหาร ระบบการหมุนเวียนระบบการขับถ่าย ระบบอุณหภูมิในร่างกายมนุษย์ ในร่างกายมนุษย์ มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 70% น้ำมีความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์อย่างยิ่ง เพราะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้สม่ำเสมอ ยังจำเป็นในการสร้าง และบำรุงเซลล์ นำสารอาหาร ออกซิเจนไปยังเซลล์ และเป็นส่วนประกอบของเลือดทำให้อาหาร กากอาหารอ่อนตัว อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่ายของเสียในร่างกาย เช่น ทางเหงื่อ และทางปัสสาวะ ดังนั้นในการทำงานของกระบวนการดังกล่าว ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ “น้ำสะอาด” ในระดับที่พอเพียง ซึ่งน้ำที่สะอาดนั้น ต้องผ่านกระบวนการกรองที่มีประสิทธิภาพ

 

ระบบ REVERSE OSMOSIS คืออะไร

 

    Reverse Osmosis คือระบบกรองน้ำที่ใช้ Membrane filter ซึ่ง มีรูพรุนเล็กมากจึงสามารถกรองสารละลายโลหะและเชื้อไวรัสได้ เมื่อผ่านการกรองสารละลายจะติดอยู่ที่ผิวของ Membrane filter ดังนั้น น้ำที่ผ่านการกรองด้วย Membrane filter ต้องเป็นน้ำที่ปราศจากสารแขวนลอย ก่อนการกรองด้วย Membrane filter จะต้องผ่านการกรองจากไส้กรอง 3 ชนิด และต้องใช้แรงดันของ Booster Pump เพื่อเพิ่มแรงดันน้ำจึงจะสามารถผ่านชั้นกรองของ Membrane filter ได้ โดยหลักการ Membrane filter จะยอมให้โมเลกุลของน้ำที่มีโมเลกุลเล็กผ่านได้เท่านั้น ส่วนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส สารละลายแร่ธาตุ ซึ่งเป็นโมเลกุลซับซ้อนจะไม่สามารถผ่านชั้นกรองของ Membrane filter ไปได้ ถูกกำจัดออกมาในรูปของน้ำเสีย ส่วนน้ำที่ผ่านการดูดซับสิ่งแปลกปลอม อนุภาคของสารเคมีจะนำมาเก็บในถังน้ำบริสุทธิ์เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน ทำให้น้ำบริสุทธิ์ด้วย Activated Carbon อีกครั้งหนึ่งจึงเป็นที่ยืนยันได้ว่าน้ำที่ผ่านการกรองด้วยระบบ Reverse Osmosis นั้นสะอาดและบริสุทธิ์

ความคิดเห็นแรก | Views: 734

อาหารฤทธิ์เย็น PDF พิมพ์

เก็บเรื่องมาเล่า

ชนา ชลาศัย



อาหารฤทธิ์เย็น อาจจะเพิ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายในสังคมไทย แต่ความจริงศาสตร์ชนิดนี้มีมาช้านาน ทั้งในการแพทย์แผนจีน หลักอายุรเวท หรือการแพทย์อินเดีย ควบคู่กับอาหารฤทธิ์ร้อน ทั้งสองศาสตร์ล้วนใช้อาหารสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย

ส่วนการนำมาปรับใช้ตามทฤษฎีแบบไทยนั้น เกิดขึ้นบนพื้นฐานของแพทย์ทางเลือก แนวธรรมชาติบำบัด คนแรกที่นำมาใช้คือ ใจเพชร มีทรัพย์ หรือหมอเขียว ที่ถือเป็นผู้นำด้านศาสตร์แห่งอาหารฤทธิ์ร้อน-เย็น

หลักการโดยทั่วไปคือการคำนึงถึงสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของชาวไทย โดยคำนึงถึงวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น สภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ และสภาพร่างกาย (ความสบายกาย) ของแต่ละบุคคลเป็นพื้นฐาน

ในหน้าร้อนเช่นนี้ การกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็นน่าจะเหมาะสมที่สุด เพื่อลดความร้อน สร้างความเย็นแก่ร่างกาย

จะรู้ได้อย่างไร ชนิดใดเป็นอาหารฤทธิ์เย็น? นิตยสาร "ครัว" ฉบับเม.ย.แนะนำไว้ดังนี้

ลักษณะของอาหารฤทธิ์เย็น คือ อาหารที่มีรสชาติจืด หวานจากธรรมชาติหรือหวานไม่มาก อาหารที่ให้เส้นใยสูง ให้พลังงานต่ำ รสชาติไม่จัดจ้านเกินไป

นอกจากนี้ยังแบ่งตามลักษณะของพืช เช่น พืชที่อยู่สูง ใกล้แสงแดด ด้วยพืชเหล่านี้จะสร้างความเย็นให้กับตัวเองเพื่อสู้กับความร้อน อาทิ ส่วนที่เป็นยอดของพืชจะมีฤทธิ์เย็นมากที่สุด

พืชเนื้อยุ่ย หลวม เรียว บาง ชุ่ม สด อ่อน หากเป็นสีสันจะเป็นโทนสีอ่อน สีขาวหรือเขียว ส่วนสีเหลืองจะเป็นกลาง หรือขึ้นอยู่กับลักษณะของอาหารเมื่อกินเข้าไปแล้วรู้สึกชุ่มคอ ไม่ระคายเคืองถือว่ามีฤทธิ์เย็น

ตัวอย่างของอาหารกลุ่มฤทธิ์เย็นมีดังนี้

กลุ่มคาร์โบไฮเดรต : น้ำตาล เส้นขาว (เส้นหมี่ ก๋วยเตี๋ยวที่ไม่มีน้ำมัน) วุ้นเส้น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ฯลฯ

กลุ่มโปรตีน : ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู ฯลฯ

กลุ่มผัก : ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน บวบ ฟัก แตงต่างๆ สายบัว หยวกกล้วย ยอดฟักแม้ว มะรุม หญ้าปักกิ่ง ว่านหางจระเข้ ถั่งงอก บร็อกโคลี หัวไชเท้า ฯลฯ

กลุ่มผลไม้ : มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ ส้มเช้ง กล้วยน้ำว้า มะขามดิบ น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว ลางสาด สตอรว์เบอร์รี่ ฯลฯ

แม้รสชาติจะต่างกัน แต่อาหารฤทธิ์เย็น อาหารฤทธิ์ร้อน มีหลักการเดียวกัน คือปรับสมดุลร่างกาย

ดังคำกล่าวที่ว่า "กินแล้วรู้สึกสบาย เบากาย มีกำลัง"

ความคิดเห็นแรก | Views: 762

จีเอ็ม"เปิดต้นแบบ รถยนต์คนเมือง"พูม่า" PDF พิมพ์




ค่ายรถยนต์ยักษ์ล้มชื่อดังของสหรัฐ "เจเนอรัลมอเตอร์ส" (จีเอ็ม) จับมือกับบริษัทเซ็กเวย์ เปิดตัวต้นแบบรถยนต์คนเมือง หรือ "ซิตี้คาร์" รุ่นใหม่ "พูม่า"

"พูม่า" เป็นรถ 2 ล้อขนาด 2 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วนมอเตอร์ไฟฟ้า มีระบบปรับสมดุลอัตโนมัติ ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้สร้างสมดุลให้กับรถสกู๊ตเตอร์ 2 ล้อ "เซ็กเวย์"

ในตัวรถยังมีระบบสื่อสารไร้สาย พร้อมระบบบอกตำแหน่งบนพื้นโลกผ่านดาวเทียม (จีพีเอส) ช่วยให้พูม่าแต่ละคันสื่อสารถึงกันได้



และลดความเสี่ยงที่รถจะวิ่งผิดทิศทางชนกันเอง

จากการวิ่งทดสอบพบว่า พูม่าทำความเร็วสูงสุดประมาณ 35 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ประจุไฟเต็มแบตเตอรี่ 1 ครั้ง แล่นได้ไกลเกือบ 50 กิโลเมตร

สนนราคายังไม่มีการเปิดเผย แต่ทางนายแลร์รี่ เบิร์นส์ รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนาค่ายจีเอ็ม ระบุว่า

เมื่อรวมต้นทุนการผลิต บวกค่าประกันภัย ค่าบำรุงรักษา และเชื้อเพลิงเรียบร้อยแล้ว

รถพูม่าจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารถทั่วไปราว 1 ใน 3

"พูม่ามีระบบหลบสิ่งกีดขวางโดยอัตโนมัติ เช่น ทางเท้า รวมถึงรถคันอื่นๆ และมีโอกาสประสบอุบัติเหตุน้อยมาก

"ดังนั้นพูม่าจึงไม่จำเป็นต้องมีถุงลมนิรภัย และไม่ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ทำให้คนขับรู้สึกสบายขึ้น" เบิร์นส์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะผู้บริหารจีเอ็มยังไม่ได้ตกลงปลงใจว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาพูม่าต่อไปและผลิตออกมาขายในเชิงพาณิชย์หรือไม่

เพราะระบบสื่อสาร-ขับเคลื่อนอัตโนมัติของรถรุ่นนี้จะทำงานสมบูรณ์ต่อเมื่อผู้บริหารเมืองต่างๆ ติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานรองรับการทำงานของรถพูม่า

เบื้องต้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะนำไปทดสอบวิ่งในมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมก่อน

"พูม่าเป็นตัวอย่างของหนึ่งในแนวคิดปฏิวัติ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดขององค์กรจีเอ็มให้สดใหม่อีกครั้ง" เบิร์น ระบุ

ความคิดเห็นแรก | Views: 527

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 201 202 203 204 205 206 207 208 209 210 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 1810 - 1818 จาก 2605
ขณะนี้มี 113 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 6366740  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!