Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
อวสาน 'เครื่องพิมพ์ดีด' หลงเหลือแค่มนต์ขลังของกาลเวลา PDF พิมพ์

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 2 พฤษภาคม 2554

ถึงแม้ว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหน้าข่าวต่างประเทศในหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ และเว็บไซต์จะถูกยึดพื้นที่จากข่าวพระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียมและเคท มิดเดิลตัน ซึ่งประชาชนทั่วโลกต่างชื่นชมและแสดงความยินดีแก่ทั้งคู่กันอย่างชื่นมื่น แต่ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน ข่าวต่างประเทศกรอบเล็กๆ ที่ทำให้หลายคนอดนึกถึงอดีตไม่ได้ก็คือ ข่าวการอวสานของโรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ดีดแห่งสุดท้าย ได้ปิดตัวลงไปอย่างสงบเงียบเชียบในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย
       
       ช่วงสิบปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าในโลกตะวันตก เครื่องพิมพ์ดีดได้กลายเป็นเครื่องใช้ที่ล้าสมัยไปแล้วก็ตาม แต่ในประเทศอินเดียยังคงใช้กันอย่างแพร่หลาย จวบจนในช่วงปี ค.ศ.2000 ก็มาถึงยุคการเปลี่ยนแปลงของเครื่องพิมพ์ดีด เพราะความต้องการของผู้บริโภคลดน้อยลงไปหันไปใช้เครื่องใช้ใหม่ๆ อย่าง คอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังมีคนใช้งานมันอยู่บ้างแต่ก็เหลือน้อยเต็มที จากเหตุนี้เองบรรดาผู้ผลิตทั่วโลกจึงหยุดการผลิต ยกเว้นในประเทศอินเดียคือ บริษัท Godrej and Boyce ซึ่งมียอดผลิตปีละประมาณ 10,000-12,000 เครื่อง แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลงไป
       
       เครื่องใช้สำนักงานที่มีอายุนับร้อยปีอย่างเครื่องพิมพ์ดีดต้องหมดหน้าที่ลงไปตามกาลเวลา เมื่อมีเครื่องใช้ที่ทันยุคทันสมัยกว่ามาแทนที่


       
       กว่าจะมาเป็นเครื่องพิมพ์ดีด
       
       เครื่องใช้ในสำนักงานที่เคยเป็นเครื่องมือคู่ใจพนักงานสำนักงานทั่วโลกมาแล้ว กำลังจะถูกยุติการผลิต การทำงานของเครื่องพิมพ์ดีด ที่แป้นพิมพ์ ก้านพิมพ์ที่มีสลักตัวอักษรอยู่จะถูกดีดขึ้นมาเพื่อพิมพ์อักษรลงบนกระดาษทันที
       
       ตามประวัติแล้ว เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องแรกถูกผลิตขึ้นที่สหรัฐฯ ในปี ค.ศ.1867 ก่อนจะถูกพัฒนาจนกลายเป็นมาตรฐานของรูปแบบคีย์บอร์ดคิวเวอร์ตี (QWERTY) ซึ่งยังคงใช้ในอุปกรณ์ไอทียุคปัจจุบัน
       
       นี่คือสิ่งยืนยันการล่มสลายของอาณาจักรเครื่องพิมพ์ดีด หลังจากช่วงยุคทศวรรษที่ 80 ซึ่งเป็นช่วงที่เทคโนโลยีประมวลผลคำ (word processor) และเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มพัฒนาและขยายความนิยมอย่างรวดเร็ว จนสามารถมาแทนเครื่องพิมพ์ดีดได้อย่างเบ็ดเสร็จในที่สุด ซึ่งไม่เพียงโลกตะวันตก ประเทศแถบตะวันออกก็ล้วนใช้คอมพิวเตอร์แทนเครื่องพิมพ์ดีดกันอย่างแพร่หลาย
       
       เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดย เอ็ดวิน ฮันเตอร์ แมคฟาร์แลนด์ ชาวอเมริกัน ซึ่งรับราชการ ในตำแหน่งเลขานุการส่วนพระองค์ ในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้มีแนวความคิดที่จะสร้างเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ดีดชนิดที่มีแป้นอักษรถึง 7 แถว จึงไม่สามารถใช้วิธีการพิมพ์สัมผัสอย่างในปัจจุบันได้ ต้องพิมพ์โดยวิธีใช้นิ้วเคาะทีละแป้น
       
       ต่อมาได้ปรับปรุงเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย ให้เป็นแบบที่สามารถเลื่อนและยกแคร่อักษรได้ (Sliding, Shifting Carriage) และลดจำนวนแป้นอักษรลงมาเหลือ 4 แถว และออกแบบจัดวางตำแหน่งแป้นอักษร เพื่อให้สามารถพิมพ์ได้ถนัดและรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2474 และเรียกแป้นอักษรแบบใหม่นี้ว่าแป้นเกษมณี (สุวรรณประเสริฐ เกษมณี) ตามนามสุกลของผู้ออกแบบ โดยแป้นแบบเกษมณีมีรูปแบบการจัดวางตัวอักษรในแป้นเหย้าเป็น ‘ฟ ห ก ด่า ส ว’
       
       แป้นพิมพ์แบบเกษมณียังคงได้รับความนิยมมาจนทุกวันนี้ และได้กลายเป็นแป้นพิมพ์ภาษาไทยมาตรฐานสำหรับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน


       
       เมื่อกำเนิดในไทย
       
       สมัยก่อนเครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิวของโอลิมเปียขายดีมาก ทำให้บริษัทโอลิมเปียไทยตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโอลิมเปียแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มีโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ดีดในประเทศไทย แต่ภายหลังกลับถูกล้มเลิกไปด้วยเหตุบางประการ ทำให้ในประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ดีดแม้สักโรงงานเดียว ซึ่งการจัดจำหน่ายเครื่องพิมพ์ดีดธรรมดา และเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า ก็จะเป็นรูปแบบการนำเข้าจากต่างประเทศมาโดยตลอด
       
       ปัจจุบันเครื่องพิมพ์ดีดธรรมดา ครั้นจะหามือหนึ่งคงลำบาก ส่วนเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้านั้นยังพอมีสินค้ามือหนึ่งให้เลือกซื้อบ้าง หลายๆ หน่วยงานในประเทศไทยก็ยังนิยมใช้เครื่องพิมพ์ดีด เพราะตัวหนังสือเหล่านั้นเป็นอัตลักษณ์ของเอกสารที่ยากต่อการปลอมแปลง เป็นลักษณะที่พิมพ์เสร็จแล้วได้เลย ไม่ต้องรอพรินต์แบบคอมพิวเตอร์
       
       ร้านจำหน่ายเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าในประเทศนั้นยังมีประปราย ถ้าเป็นร้านขนาดเล็กก็เริ่มปิดตัวลง บ้างก็ผันตัวมาเป็นศูนย์ซ่อม บ้างก็นำสินค้าประเภทอื่นเข้ามาจำหน่ายแทน สำหรับเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าที่ยังคงจำหน่ายในประเทศไทยนั้นหลงเหลือเพียงยี่ห้อโอลิมเปียเท่านั้น ซึ่งนิยมนำเข้าเฉพาะรุ่นคอมแพค 5 สนนราคา 20,000 บาทต้นๆ
       
       ความทรงจำที่คู่ควรในการเก็บรักษา
       
       ความผูกพันของเครื่องใช้ในสำนักงานอย่างเครื่องพิมพ์ดีด กาลเวลาทำให้มันเสื่อมถอยการใช้งานลงไป แต่เพิ่มมนต์ขลังสำหรับใครบางคนที่ต้องการเก็บรักษามันไว้ในความทรงจำดีๆ
       
       ดร.อาทร จันทวิมล อดีตกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สะสมเครื่องพิมพ์ดีดไว้จำนวนมาก ได้เล่าถึงเสน่ห์ของอุปกรณ์การพิมพ์นี้ว่า มันจัดเป็นเครื่องมือกลชนิดหนึ่งที่มีประวัติมายาวนาน เนื่องจากถูกคิดค้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และพัฒนามาพร้อมๆ กับรถยนต์และเครื่องบิน และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นเครื่องพิมพ์ดีดยังถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สามารถแปลงความคิดหรือคำพูดของคนออกมาเป็นตัวหนังสือได้ แทนที่จะอาศัยเพียงแต่การเขียนด้วยมือเพียงอย่างเดียวอีกด้วย
       
       "ตอนคิดค้นขึ้นใหม่ๆ มันซับซ้อนมากเลย โดยชุดแรกๆ ไม่มีอักษรบนไม่มีอักษรล่าง แล้วมันก็พัฒนามาอย่างรวดเร็ว และมันยังเป็นต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก่อนที่จะมาถึงรุ่นไอแพด หรือไอโฟน เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นประดิษฐกรรมที่มีคุณค่าสำหรับมนุษย์อย่างมาก
       
       "ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่โชคดีมาก เพราะหลังจากที่มีการคิดค้นพิมพ์ดีดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เวลาประมาณ 10 กว่าปีเท่านั้นเอง เรามีพิมพ์ดีดภาษาไทยแล้ว แล้วหลังจากนั้นเราก็มีโทรพิมพ์ภาษาไทย มีคอมพิวเตอร์ภาษาไทยตามมา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เทคโนโลยีทางด้านการพิมพ์ของเราก้าวไปเร็วมาก เพราะถ้าไม่มีพิมพ์ดีดภาษาไทย ก็ต้องใช้เวลาอีกนานมากเลย เพราะตัวหนังสือของเรามีอักษรบนอักษรล่าง มีไม้เอก ไม้โท มีสระอุ สระอู ซึ่งไม่เหมือนของฝรั่ง ดูอย่างพิมพ์ดีดภาษาเวียดนาม ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่นนั้นเกิดหลังเราหลายๆ ปี"
       
       นอกจากนี้ ดร.อาทร ยังมีความผูกพันกับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้สูงมาก ในฐานะของนักสะสม ซึ่งมีเครื่องพิมพ์ดีดอยู่ในการครอบครองมากถึง 20-30 เครื่อง
       
       "ผมเป็นช่าง ก็เลยมีความสนใจในเรื่องเครื่องยนต์กลไกอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้สะสมรถยนต์หรือเครื่องบิน เราก็ไม่มีสตางค์ (หัวเราะ) ก็เลยมองหาอุปกรณ์ตัวเล็กๆ ก็เลยเจอเครื่องพิมพ์ดีด ผมก็เลยมีเครื่องพิมพ์ดีดตั้งแต่รุ่นแรกทั้งของไทย ของฝรั่ง แล้วก็มีพวกหน้าตาประหลาดๆ แบบรูปกลมบ้าง ซึ่งเป็นรุ่นแรกๆ ที่เขาทำ ซื้อจากอเมริกาบ้าง ซึ่งจากประเทศไทยบ้าง บางทีก็เอาสองเครื่องมาผสมกันให้ใช้งานได้"
       อย่างไรก็ตาม การที่เครื่องพิมพ์ดีดกำลังจะหายไป เพราะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ เนื่องจากเวลาผ่านไป มีประดิษฐกรรมชิ้นใหม่ๆ ซึ่งมีคุณภาพและประสิทธิภาพดีกว่า ของเก่าย่อมมีความล้าสมัยและต้องหลบไปเป็นธรรมดา
       
       ครั้งหนึ่งเมื่อยังรุ่งเรือง
       
       อีกหนึ่งความทรงจำเก่าๆ ของคนรุ่นก่อนๆ ที่ยังคงพอมีอยู่บ้างกับการสัมผัสเครื่องพิมพ์ดีด ประสบการณ์การเรียนพิมพ์ดีดในยุคก่อนๆ ยังพอได้เป็นเรื่องเล่าให้เด็กสมัยใหม่ฟังได้บ้าง ครั้งหนึ่งนั้นการเรียนพิมพ์ดีดได้รับความนิยมอย่างมาก
       
       “ตอนนี้ที่โรงเรียนไม่ใช้พิมพ์ดีดแล้ว เมื่อก่อนมีนักเรียนเป็นร้อย ผมมีพิมพ์ดีดอยู่ 20 กว่าเครื่อง นักเรียนก็ต้องมารอคิวกันเรียน ทีนี้พอเวลาผ่านไป มันก็เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ เพราะมีคอมพิวเตอร์เข้ามา ตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีดก็หายไปนะ จะกลายเป็นพนักงานบันทึกข้อมูลมาแทน”
       
       บุญธรรม เอนไชย เจ้าของโรงเรียน 'รัชดาพิมพ์สัมผัส' สถาบันสอนพิมพ์ดีดเก่าแก่ย่านห้วยขวาง เล่าให้ฟังถึงอดีตที่เคยรุ่งเรืองของพิมพ์ดีด
       
       “ในปัจจุบันรัฐเน้นให้คนใช้คอมพิวเตอร์ แต่ไม่เน้นเรื่องของการหัดพิมพ์สัมผัส บางคนพิมพ์ไม่เป็นเลย มีแต่จิ้มเอา ทีนี้เรื่องของการหัดพิมพ์โดยให้โรงเรียนสอนก็วนมาอีก แต่โรงเรียนที่สอนพิมพ์นี่แทบจะไม่เหลือแล้วนะในกรุงเทพฯ มีอยู่ไม่กี่ที่”
       
       บุญธรรมได้กล่าวต่อไปอีกว่า พิมพ์ดีดนั้นเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ในตัวมันเองมากกว่าคอมพิวเตอร์เป็นไหนๆ
       
       “ถ้าเราพิมพ์เป็น เรื่องของตัวหนังสือที่ออกมามันจะเป็นเอกลักษณ์ของมัน แล้วลักษณะของคนเวลาที่พิมพ์ดีดนี่จะมองรู้ถึงนิสัยของเขาได้เลยนะ ดูออกว่าคนคนนี้ใจร้อน ใจเย็น เห็นแก่ตัวหรือเห็นแก่สังคม มันสะท้อนออกมาได้ ตอนนี้ผมก็ยังเก็บเครื่องพิมพ์ดีดเอาไว้นะ เก็บไว้เป็นมรดก มีทั้งโอลิมเปีย เรมิงตัน ฯลฯ ผมเองก็ใช้พิมพ์ดีดอยู่บ้าง คือมีคนมาจ้างให้ผมพิมพ์เวลาเขาจะมาจดทะเบียนบริษัท”
       บุญธรรมได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า แม้เครื่องพิมพ์ดีดมันจะหายไปเราก็ไม่ได้ว่าอะไร จะใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ แต่อย่างไรก็ขอให้พิมพ์สัมผัสกันให้เป็นก็พอแล้ว
       
       ……….
       
       ถึงแม้การผลิตเครื่องพิมพ์ดีดจะเลิกล้มกันไปตามสภาพสังคมที่นิยมเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่มนต์เสน่ห์ของเครื่องพิมพ์ดีดก็ยังคงมีมนต์ขลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ยิ่งนานยิ่งเพิ่ม...

ความคิดเห็นแรก | Views: 5422

John Bardeen: ผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ 2 ครั้ง PDF พิมพ์

พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากซ้าย Bardeen , Shockley,Brattain ในห้องปฏิบัติการ Bell Telephone Laboratories ซึ่งเป็นที่ๆ คนทั้งสามประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์

      โลกมีนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะหลายคนที่เป็นคนร่าเริง เปิดเผยและชอบเป็นบุคคลสาธารณะ เช่น Richard Feynman และ Edward Wilson แต่ John Bardeen กลับมีลักษณะตรงกันข้าม เพราะ Bardeen ชอบความสงบ นิสัยอ่อนน้อมและไม่โอภาปราศรัยมาก ทั้งๆ ที่เคยได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกรับร่วมกับ William Shockley และ Walter Brattain ในปี 2498 จากผลงานการประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ ซึ่งนับว่ายิ่งใหญ่และสำคัญพอๆ กับการสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องแรกของโลก และครั้งที่สองรับร่วมกับ Leon Cooper และ Robert Schrieffer ในปี 2515 จากการสร้างทฤษฎีตัวนำยวดยิ่ง (superconductor) ซึ่งมีผลกระทบกว้างไกลโดยเฉพาะในงานพัฒนาเทคโนโลยี
       
       Bardeen เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2451 ที่เมือง Madison ในรัฐ Wisconsin ของอเมริกา ในครอบครัวที่อบอุ่นและอุดมด้วยวิชาการ เพราะบิดาเป็นคณบดีแพทยศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัย Wisconsin - Madison ส่วนมารดาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย Chicago เมื่ออายุ 11 ปี Bardeen ต้องกำพร้ามารดา Bardeen สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาเมื่ออายุ 15 ปี จากนั้นได้เข้าเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัย Wisconsin - Madison และได้เรียนวิชากลศาสตร์ควอนตัมกับ John Van Vleck (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2520) Peter Debye (รางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2479) Werner Heisenberg (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2475) และ Paul Dirac (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2476) Bardeen ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี จึงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและโท ทั้งนี้เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าต้องการจะเชี่ยวชาญฟิสิกส์ หรือวิศวกรรมไฟฟ้า หรือคณิตศาสตร์กันแน่ แต่ในที่สุดเมื่ออายุ 20 ปี ก็ได้รับปริญญาตรีและโทสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า
       
       จากนั้นได้เข้าทำงานที่บริษัท Gulf Oil Co. ที่เมือง Pittsburgh แต่ทำงานได้ไม่นานก็รู้สึกเบื่อ จึงสมัครไปเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Cambridge แต่มหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะรับ จึงได้เข้าศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Princeton แทน โดยมี Eugene Wigner (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2506) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ เมื่อสำเร็จการศึกษา Bardeen ได้รับตำแหน่งนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Harvard และเริ่มชีวิตอาจารย์เมื่ออายุ 30 ปีที่มหาวิทยาลัย Minnesota พร้อมกันนั้นก็ได้เข้าพิธีสมรสกับ Jane Maxwell
       
       เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 Bardeen ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Naval Observatory ที่ Washington D.C. และมีผู้ใต้บังคับบัญชา 90 คน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Bardeen ได้งานใหม่เป็นนักวิจัยที่ Bell Laboratories ที่ Murray Hill เพราะ Bell Laboratories ให้เงินเดือนสูงกว่ามหาวิทยาลัย โดยได้รับมอบหมายให้พัฒนาประสิทธิภาพของหลอด triode เพื่อใช้แทนหลอดสุญญากาศในวงจรไฟฟ้า และได้ทำงานร่วมกับ Walter Braittain ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คนทั้งสองกับ William Shockley ได้พบว่า amplifier ที่คนทั้งสามประดิษฐ์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีกว่าหลอดสุญญากาศถึง 100 เท่า นี่คือ การสร้างทรานซิสเตอร์ และผลของการค้นพบนี้ ทำให้ Bardeen ต้องเดินทางไป Stockholm ในปี 2498 เพื่อร่วมรับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์รางวัลแรก ภรรยาของ Bardeen ได้เล่าเหตุการณ์วันที่ Bardeen ประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ได้ว่า ในเย็นวันนั้นเมื่อจอดรถเรียบร้อย ขณะจะรับประทานอาหารเย็น Bardeen ได้ปรารภเพียงว่า วันนี้ได้พบอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ ว่า สิ่งนั้นคืออุปกรณ์ที่นำโลกเข้าสู่ยุคสารสนเทศ
       
       ในปี 2494 Bardeen ได้รับตำแหน่ง ศาสตราจารย์ฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัย Illinois ที่ Urbana Champaign และเริ่มสนใจปรากฏการณ์สภาพนำยวดยิ่ง ที่ Heike Kammerlingh Onnes ได้พบเมื่อ 38 ปีก่อน และยังไม่มีใครสามารถอธิบายสาเหตุการเกิด และสมบัติต่างๆ ของสารประหลาดนี้ได้ Bardeen จึงนำ Leon Cooper ผู้มีความรู้และความสามารถด้านทฤษฎีควอนตัมกับ Robert Schrieffer ผู้กำลังทำปริญญาเอกฟิสิกส์มาวิจัยปัญหานี้ร่วมกัน จนในที่สุดคนทั้งสามก็ประสบความสำเร็จในการสร้างทฤษฎีที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์สภาพนำยวดยิ่งได้ ทฤษฎีนี้จึงมีชื่อว่า ทฤษฎี BCS ตามอักษรนำของชื่อ Bardeen, Cooper และ Schrieffer และเมื่อคำทำนายทุกประเด็นของทฤษฎีนี้ได้รับการยืนยันโดยการทดลองว่าถูกต้อง Bardeen, Cooper และ Schrieffer ก็ได้เดินทางไป Stockholm อีกครั้งหนึ่งเพื่อรับรางวัลโนเบล สำหรับการสร้างผลงานฟิสิกส์ทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ ภรรยาของ Bardeen ได้เล่าเหตุการณ์วันที่สามีเธอสร้างทฤษฎีสภาพนำยวดยิ่งสำเร็จว่า Bardeen กล่าวสั้นๆ และเรียบๆ ว่า วันนี้เราสามารถอธิบายปรากฏการณ์สภาพนำยวดยิ่งได้แล้ว
       
       คำถามหนึ่งที่ผู้คนมักสงสัย คือ การค้นพบใดยิ่งใหญ่กว่ากันระหว่างทรานซิสเตอร์กับทฤษฎีสภาพนำยวดยิ่ง ซึ่งคำตอบก็มีว่าการค้นพบทรานซิสเตอร์ได้เปลี่ยนแปลงสังคมมากกว่าทฤษฎีตัวนำยวดยิ่ง แต่ถ้ากล่าวถึงผลกระทบเชิงความรู้แล้ว ทฤษฎี BCS มีผลกระทบต่อวงการฟิสิกส์มากกว่า
       
       เมื่อเร็วๆ นี้ Lilian Hoddeson และ Vicki Daitch ได้เรียบเรียงหนังสือชื่อ True Genius: the Life and Science of John Bardeen, the Only Winner of Two Nobel Prizes in Physics หนังสือราคา 27.95 ดอลลาร์ จัดพิมพ์โดย Joseph Henry Press ISBN 0-309-08408-3 ได้เปิดเผยชีวิตของนักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องฟิสิกส์ของแข็งผู้หนึ่งซึ่งมีความสามารถระดับอัจฉริยะให้โลกรู้จัก เช่น ว่า Bardeen เป็นครูที่ดีมาก เพราะคอยดูแลและให้คำแนะนำศิษย์อย่างสร้างสรรค์ โดยแนะให้นิสิตแบ่งแยกปัญหาใหญ่ออกเป็นส่วนเล็กๆ ก่อน เพื่อให้คณิตศาสตร์ที่ต้องการใช้ในการแก้ปัญหาไม่ยากมาก และทำให้สามารถหาคำตอบได้ง่าย จากนั้นให้พิจารณาปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น จนถึงระดับที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริงในที่สุด
       
       หนังสือเล่มนี้ยังเล่าสภาพการทำงานของนักวิจัยที่ Bell Lab. ซึ่ง Bardeen ได้เคยปฏิบัติงานครั้งหนึ่ง และได้เล่าความแตกต่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์อเมริกันกับนักวิทยาศาสตร์ยุโรปที่ทำงานในมหาวิทยาลัย Princeton ว่า Einstein กับ Wigner ชอบดื่มกาแฟ แต่ Bardeen ชอบเล่นโบล์ลิ่ง กับไพ่บริดจ์มากกว่า Einstein กับ Wigner ชอบฟิสิกส์ทฤษฎี แต่ Bardeen ชอบฟิสิกส์ประยุกต์ เขาจึงได้ทำงานวิจัยในบริษัทเอกชน เช่น Xerox Corporation และ Sony เป็นต้น
       
       โดยสรุป หนังสือเล่มนี้สามารถอธิบายได้อย่างละเอียดว่า Bardeen นอกจากจะเป็นอัจฉริยะผู้มีผลงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า คณิตศาสตร์ฟิสิกส์ทฤษฎีแล้ว ยังเป็นนักวางนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมรวมถึงเป็นนักกอล์ฟ ผู้มีความเพียรพยายาม มีแรงดลใจ ความมุ่งมั่น ความสามารถ ความมั่นใจและความเชี่ยวชาญมาก ถึงระดับที่ทำให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ถึง 2 ครั้ง เขาจึงเป็นนักฟิสิกส์เพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ทำได้สำเร็จระดับนี้
       
       Bardeen จากโลกไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2534 ขณะอายุ 82 ปี โดยทิ้งบุตรสามคน และถึงแม้จะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในวงการฟิสิกส์ แต่คนทั่วไปจะไม่รู้จักเขา ทั้งนี้เพราะ Bardeen ไม่มีบุคลิกแปลกๆ ดังเช่น Einstein หรือเป็นคนเปิดเผยเหมือน Feynman และไม่ใจลอยเหมือน Archimedes หรือเป็นจิตเภทแบบ Nash
       
       สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ASTV

17 เมษายน 54

ความคิดเห็นแรก | Views: 1139

10 เรื่องไม่ลับ(แต่เราไม่รู้) ของ "ดวงจันทร์" PDF พิมพ์

จันทร์เต็มดวงในคืน "ซูเปอร์มูน" โผล่เหนืออนุสรณ์สถานลินคอล์น สหรัฐฯ (NASA)

      เห็นกันอยู่แทบทุกคืน แต่นานๆ จะเกิดปรากฏการณ์แปลกๆ มาให้ชมสักที หลายคนเลยไม่ได้ใส่ใจ “ดวงจันทร์” ที่โคจรรอบโลกอยู่ทุกวัน พลอยทำให้พลาดข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับบริวารของโลกดวงนี้

โลกในช่วงแรมเมื่อมองจากดวงจันทร์ (นาซา)

ดวงจันทร์ (กลาง) และบางส่วนของโลกที่บันทึกจากหน้าต่างกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี (NASA)


       
       ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV จึงคัด “10 เรื่องไม่ลับของดวงจันทร์” ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ซึ่งรวบรวมจากเว็บไซต์ข่าวอวกาศ “
สเปซด็อทคอม” อโดย โจ ราโอ (Joe Rao) วิทยากรประจำท้องฟ้าจำลองไฮเดน (Hayden Planetarium) ในนิวยอร์ก สหรัฐฯ และ “ไลฟ์ไซน์ด็อทคอม” มานำเสนอ
       
       1.ดวงจันทร์ไม่ได้กลม
       
       หากเราออกไปยืนมองดวงจันทร์จากบนโลก จะได้เห็นด้านสั้นที่สุดชี้ตรงมาหาเรา และศูนย์กลางมวลของดวงจันทร์ ไม่ได้อยู่ตรงเส้นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของดวงจันทร์ แต่อยู่ห่างออกจากเส้นสมมติดังกล่าวออกมา 2 กิโลเมตร
       
       2.เราได้เห็นดวงจันทร์มากกว่าครึ่งดวง
       
       ตำราหลายๆ เล่มมักระบุว่า ดวงจันทร์จะหมุนเพียงด้านเดียวเข้าหาโลก ทำให้เราไม่ได้เห็นอีกครึ่งของดวงจันทร์ หากแต่ความจริง เราได้เห็นดวงจันทร์ทั้งหมด 59% ของพื้นที่ดวงจันทร์ทั้งหมดในวงโคจรรูปวงรี
       
       3.จันทร์ครึ่งดวงสว่างไม่ถึงครึ่งของเต็มดวง
       
       ดวงจันทร์ช่วงขึ้น 7 ค่ำ (first quarter moon) และแรม 7 ค่ำ (last quarter moon) ที่เห็นครึ่งดวงนั้น ไม่ได้สว่างเท่ากับครึ่งหนึ่งของช่วงจันทร์เต็มดวง
       
       ทว่าหากผิวดวงจันทร์เกลี้ยงเกลาเหมือนลูกบิลเลียด ความสว่างของพื้นผิวดวงจันทร์ทั้งหมดจะเท่ากัน แต่ดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกนี้มีพื้นผิวที่ขรุขระมาก ทั้งภูเขา หินก้อนใหญ่ กรวดก้อนเล็กและฝุ่นดวงจันทร์ ซึ่งทำให้เกิดเงามากมายบนดวงจันทร์ ดังนั้น ความสว่างในช่วงดังกล่าวของดวงจันทร์จึงเหลือแค่ 1 ใน 11 ของความสว่างเมื่อจันทร์เต็มดวง
       
       4. แสงจันทร์เกือบเต็มดวงยังไม่ถึงครึ่งของจันทร์เพ็ญ
       
       ช่วงที่ดวงจันทร์ปรากฏเกือบจะเต็มดวง 95% มีความสว่างเพียงแค่ครึ่งของจันทร์เต็มดวง แม้ว่าจะดูสว่างเหมือนกำลังเต็มดวง แต่มีค่าความสว่างเพียง 0.7 ขณะที่จันทร์เต็มดวงสว่างประมาณ -12 (ยิ่งเลขน้อยแปลว่ายิ่งสว่างมาก) ซึ่งจะเห็นว่าแม้จะเกือบเต็มดวงแต่ความสว่างยังห่างไกลจันทร์เต็มดวง
       
       5. จันทร์ 3 แสนดวงถึงสว่างได้เท่าดวงอาทิตย์
       
       จันทร์เต็มดวงมีความสว่าง -12.7 ขณะที่ดวงอาทิตย์มีความสว่างอยู่ที่ -26.7 ซึ่งสัดส่วนความสว่างของดวงอาทิตย์ต่อดวงจันทร์เป็น 398,110 ต่อ 1 นั่นหมายความว่า เราต้องใช้จันทร์เต็มดวงเกือบ 4 แสนดวงเพื่อให้ได้ความสว่างเท่าดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว
       
       แต่ถึงเราจะแปะจันทร์เต็มดวงให้ทั่วท้องฟ้า (ทั้งครึ่งบนที่เรามองเห็นกับอีกครึ่งท้องฟ้าซีกล่างที่เรามองไม่เห็น) ก็มีเพื้นที่ให้แค่ดวงจันทร์ได้เพียง 206,264 ดวง ยังขาดอีก 191,836 เราจึงจะได้ความสว่างเทียบเท่าดวงอาทิตย์
       
       6. ดาวโลก-ดวงจันทร์แหว่งกันกลับข้าง
       
       เมื่ออยู่บนดวงจันทร์ในคืนเดือนมืด เราจะเห็นโลก “เต็มดวง” แต่เมื่อจันทร์อยู่ในช่วงข้างขึ้น ซึ่งเราจะเห็นจันทร์แหว่งซีกซ้าย ในทางตรงกันข้ามเราจะเห็นโลกในช่วงแรมแหว่งครึ่งดวงทางขวา
       
       ทว่า เมื่อจันทร์อยู่ในช่วงข้างแรมจะเห็นจันทร์แหว่งด้านขวา แต่เราจะเห็นโลกในช่วงขึ้น ซึ่งปรากฎโลกแหว่งทางซ้าย และเราจะเห็นโลกจากบนดวงจันทร์ ในตำแหน่งเดียวกับที่เห็นดวงจันทร์บนโลก
       
       อย่างไรก็ดี โลกไม่มีวันลับขอบฟ้าที่ดวงจันทร์ โดยจะอยู่ในตำแหน่งเดิมเสมอเมื่อมองจากดาวบริวารเพียงหนึ่งเดียวนี้
       
       7. แสงสีเลือดหมูจากอุปราคาบนโลก
       
       ถ้าเราอยู่บนดวงจันทร์แล้วเห็นโลกบังดวงอาทิตย์ทั้งดวง เราจะได้เห็นวงแหวนแคบๆ สีเลือดหมูรอบโลกดวงมืดๆ ซึ่งเกิดจากแสงดวงอาทิตย์ผ่านชั้นบรรยากาศของโลกเรา โดยสีที่เห็นนั้น เกิดจากการผสมผสานระหว่างแสงยามอาทิตย์ขึ้นและลับขอบฟ้า เช่นเดียวกันกับที่เราเห็นดวงอาทิตย์เป็นสีเลือด เมื่อเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง
       
       8. อุณหภูมิสูง-ต่ำบนดวงจันทร์ต่างกันสุดขั้ว
       
       อ้างจากข้อมูลบนเว็บไซต์ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) อุณหภูมิที่เส้นศูนย์สูตรของดวงจันทร์ตอนกลางคืนต่ำถึง -173 องศาเซลเซียส และสูงถึง 127 องศาเซลเซียสในตอนกลางวัน ส่วนในหลุมลึกใกล้ๆ ขั้วดวงจันทร์ มีอุณหภูมิเกือบถึง -240 องศาเซลเซียส
       
       นอกจากนี้ระหว่างเกิดอุปราคา ที่ดวงจันทร์เข้าสู่เงาของโลก อุณหภูมิพื้นผิวของดวงจันทร์จะลดลงฮวบไป 300 องศาเซลเซียสในเวลาไม่ถึง 90 นาทีเลยทีเดียว

ปรากฏการณ์ "แสงโลก" (Earthshine) ที่ตกบนดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคา (พรชัย อมรศรีจิรทร)


       
       9.ดวงจันทร์ก็มี “โซนแบ่งเวลา”
       
       ไม่ใช่แค่โลกเราที่มี “เขตเวลา” (Time Zone) แต่บนดวงจันทร์ก็มี เมื่อปี 1970 เคนเนธ แอล แฟรงกลิน (Kenneth L. Franklin) หัวหน้านักดาราศาสตร์ของท้องฟ้าจำลองไฮเดน ในนิวยอร์ก ได้รับการร้องขอจากบริษัทนาฬิกาให้ออกแบบนาฬิกาสำหรับใช้บนดวงจันทร์ โดยสามารถวัดเวลาแบบ “ลูเนชัน” (Lunations) ซึ่งเป็นคาบเวลาที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก (ลูเนชันละ 29.530589 วันบนโลก)
       
       ทั้งนี้ เส้นแบ่งเวลาหรือเส้นแวงบนดวงจันทร์นั้น มีความกว้าง 12 องศา (ขณะที่เส้นแวงโลกกว้าง 15 องศา) และเขตเวลาบนดวงจันทร์ล้วนมีชื่อเฉพาะ เช่น เขตเวลาโคเปอร์นิแคน (Copernican time), เขตเวลา 36 องศาตะวันออก (36-degree East Zone time) เป็นต้น ส่วนชั่วโมงบนดวงจันทร์มีชื่อเรียกว่า “ลูนาวร์” (Lunour)
       
       10. บริวารหนึ่งเดียวกำลังลอยห่างไปเรื่อยๆ

ดวงจันทร์บริวารของโลกกำลังเคลื่อนที่ออกห่างไปเรื่อยๆ (สเปซด็อทคอม/NOAO/AURA/NSF)


       
       แม้ว่าเราจะแหงนฟ้าเห็นดวงจันทร์กันอยู่ทุกคืน แต่รู้ไหมว่าดาวบริวารดวงเดียวของโลกกำลังเคลื่อนห่างเราไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกๆ ปีดวงจันทร์จะขโมยพลังงานในรูปของการหมุนจากโลก (rotational energy) และใช้ขับเคลื่อนตัวเองให้ห่างออกไป 4 เซนติเมตร
       
       ไลฟ์ไซน์ระบุข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ว่า เมื่อ 4.6 พันล้านปีก่อน ที่ดวงจันทร์ก่อตัวขึ้น มีระยะห่างจากโลกเพียง 22,530 กิโลเมตร แต่ตอนนี้อยู่ห่างออกไปแล้ว 450,000 กิโลเมตร

รู้ไหมว่า … นับเดือนดวงจันทร์มีตั้ง 4 แบบ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ดวงจันทร์ขณะผ่านหน้าดวงอาทิตย์ บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ (NASA)

       แม้ปฏิทินหลักของมนุษย์โลกส่วนใหญ่ จะยึดถือตามแบบ “สุริยคติ” ที่นับเดือนตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ แต่เราก็จะยังพอคุ้นเคยกับการนับวันแบบ “ข้างขึ้น-ข้างแรม” โดยอาศัยช่วงที่ดวงจันทร์มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ “จันทรคติ”
       
       ที่จริงแล้ว ผู้คนตั้งแต่สมัยโบราณมีการนับเดือนแบบ “จันทรคติ” ถึง 4 แบบด้วยกัน
       
       1. เดือนจุดใกล้ (Anomalistic) เป็นการนับระยะเวลาที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โดยใช้จุดที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด (perigee) ไปถึงช่วงที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมาที่สุดครั้งถัดไป ซึ่งมีระยะเวลา 27 วัน 13 ชั่วโมง 18 นาที และ 37.4 วินาที
       
       2. เดือนราหู (Nodical) เป็นระยะเวลาที่ดวงจันทร์ใช้ในการเคลื่อนที่จากโหนด (node) หรือจุดที่มีการตัดของวงโคจรหนึ่งไปยังอีกวงโคจรหนึ่ง กลับมายังโหนดเดิม ซึ่งมีระยะเวลา 27 วัน 5 ชั่วโมง 5 นาที และ 35.9 วินาที
       
       3. เดือนดาราคติ (Sidereal) เป็นระยะเวลาที่ดวงจันทร์ใช้โคจรรอบโลก โดยอาศัยดวงดาวประจำที่เป็นจุดอ้างอิง ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 27 วัน 7 ชั่วโมง 43 นาที และ 11.5 วินาที
       
       4. เดือนดิถี (Synodical) เป็นการนับวันโดยอาศัยดวงอาทิตย์เป็นจุดอ้างอิง คือระหว่างที่ดวงจันทร์ค่อยๆ เปลี่ยนจากเดือนมืดกลับสู่เดือนมืดอีกครั้ง ซึ่งมีระยะเวลา 29 วัน 12 ชั่วโมง 44 นาที 2.7 วินาที ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราคุ้นเคยว่า เดือนจันทรคติ.

5 เมษายน 54 ASTV

ความคิดเห็นแรก | Views: 1160

เผยภาพ “โลกมันฝรั่ง” โชว์รูปร่างตามแรงโน้มถ่วง PDF พิมพ์

ภาพโลกรูปมันฝรั่งแสดงให้เห็นแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่างกันไปแต่ละจุด ภาพนี้เป็นโลกในโซนทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา โดยบริเวณที่มีแรงโน้มถ่วงเข้มจะเป็นสีเหลือง ไล่เฉดไปสีแดง และสีน้ำเงินมีแรงโน้มถ่วงต่ำสุด (ภาพทั้งหมดจากบีบีซีนิวส์)

 

      เผยรูปร่างคล้ายมันฝรั่ง ที่แสดงลักษณะของโลกตามแรงโน้มถ่วง โชว์ให้เห็นแรงดึงดูดใต้เท้าเรานั้นไม่เท่ากันในแต่ละตำแหน่งทั่วโลก โดยบริเวณที่แรงโน้มถ่วงเข้มสุด แทนด้วยบริเวณสีเหลือง และบริเวณที่แรงโน้มถ่วงอ่อนสุด แทนด้วยสีน้ำเงิน
       
       ภาพรูปโลกคล้ายมันฝรั่งนี้ เป็นข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมจอซ (Gravity Field and Steady-State Ocean Circulation Explorer: Goce) ดาวเทียมสำรวจสนามโน้มถ่วงและการไหลเวียนของมหาสมุทร ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจ ต่อแรงที่ดึงเราลงและวิธีที่แรงโน้มถ่วงมีผลต่อกระบวนการสำคัญบางอย่างบนโลก รวมถึงมุมมองที่ชัดเจนขึ้น ว่ามหาสมุทรนั้นไหลเวียนอย่างไร และมหาสมุทรนั้นกระจายความร้อนที่ได้รับจากดวงอาทิตย์อย่างไร
       
       ข้อมูลเหล่านี้ มีความสำคัญต่อการศึกษาภูมิอากาศ รวมถึงการศึกษาแผ่นดินไหวด้วย ซึ่งบีบีซีนิวส์ระบุว่า ข้อมูลจากดาวเทียมจอซนั้นจะเผยให้เห็นภาพ 3 มิติ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นภายในโลก

ภาพโลกมันฝรั่งแสดงความเข้มของแรงโน้มถ่วงในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกและแนววงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire)


       
       แม้ว่าดาวเทียมจอซ จะจับสัญญาณการเคลื่อนย้ายมวลขนาดใหญ่บนโลก ซึ่งทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดในญี่ปุ่นเมื่อเร็วๆ นี้ และในชิลีเมื่อปีที่ผ่านมาได้เพียงเล็กน้อย แต่ ดร.โจฮันเนส บัวแมน (Dr.Johannes Bouman) จากสถาบันวิจัยด้านสัณฐานและมิติของโลกแห่งเยอรมนี (German Geodetic Research Institute: DGFI) กล่าวว่า ก็ยังมีโอกาสได้เห็นข้อมูลดังกล่าว

ภาพนี้สร้างขึ้นจากข้อมูลของดาวเทียมจอซ ทั้งนี้ เพื่อเข้าใจการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทร เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจต่อเรื่องแรงโน้มถ่วงด้วย


       
       ในทางเทคนิคแล้ว นักวิจัยเรียกภาพโลกเบี้ยวๆ รูปมันฝรั่งนี้ว่า “จีออยด์” (geoid) ซึ่งไม่ใช่แนวคิดง่ายที่สุดที่จะเข้าใจ แต่ก็สามารถอธิบายระดับพื้นผิวของโลกในอุดมคติได้ ณ ตำแหน่งพื้นผิวบนขอบฟ้าตะปุ่มตะป่ำของโลกรูปมันฝรั่งนั้น มีแรงดึงดูดที่กระทำต่อพื้นผิวในแนวตั้งฉาก
       
       อธิบายได้อีกทางหนึ่งว่า หากเราวางลูกบอลไว้ที่ตำแหน่งใดก็ตามบนรูปโลกมันฝรั่งนี้ ลูกบอลที่เราวางจะไปไม่กลิ้งไปไหน เพราะ ณ จุดที่ลูกบอลอยู่นั้นไม่มี “ขึ้น” หรือ “ลง” บนพื้นผิวลุ่มๆ ดอนๆ นี้ และยังเป็นสัณฐานที่มหาสมุทรควรจะเป็น หากไม่มีลม ไม่มีกระแสหรือปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง

ดาวเทียมจอซเห็นความแตกต่างของแรงโน้มถ่วงที่เกาะญี่ปุ่นและขอบเปลือกโลก (สีน้ำเงิน) ที่เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว


       
       จากภาพโลกเบี้ยวๆ นี้ เรือที่ชายฝั่งยุโรป (ในพื้นที่สีเหลืองสว่าง) อยู่ในตำแหน่งที่”สูงกว่า” เรือที่กลางมหาสมุทรอินเดีย (ในพื้นที่สีน้ำเงินเข้ม) 180 เมตร แต่เรือทั้งสองลำยังอยู่ในระนาบเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะที่แรงดึงดูดกระทำต่อโลก เนื่องจากโลกที่เราอาศัยอยู่นั้นไม่ได้กลมเกลี้ยง และมวลภายในโลกก็ไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอ
       
       ดาวเทียมจอซถูกส่งขึ้นไปเมื่อเดือน มี.ค.2009 โดยโคจรรอบโลกจากในแนวขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้ ที่ระดับความสูง 254.9 กิโลเมตร ซึ่งเป็นวงโคจรต่ำสุดสำหรับดาวเทียมวิจัยที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน โดยดาวเทียมมีกล่องแพลตตินัม 3 กล่องที่ภายในบรรจุเครื่องวัดความลาดเอียง (gradiometer) ที่ไว้ต่ออัตราเร่งแม้เพียงเล็กน้อยได้อย่างน่าทึ่ง
       
       ด้วคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดานี้ทำให้ดาวเทียมจอซสามารถทำแผนที่ความแตกต่างของแรงดึงดูดเพียงเล็กน้อย บนจุดต่างๆ ของโลก ไปจนถึงความแตกต่างที้ชัดเจนระหว่างแนวเทือกเขาขนาดใหญ่กับร่องลึกที่สุดในมหาสมุทร
       
       ทั้งนี้ ภาพแผนที่แรงโน้มถ่วงชุดแรกได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่ผ่านมา และชุดล่าสุดนี้เป็นชุดที่สองซึ่งเผยแพร่ในการประชุมของนักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการดาวเทียมจอซ และมีการเพิ่มเติมข้อมูลล่าสุดเข้าไป ส่วนแผนที่ชุดถัดไปนั้นจะเผยแพร่อีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่องของปีนี้ ซึ่งแต่ละชุดที่เผยแพร่ออกมานั้นจะได้รับการปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลให้ดีขึ้น
       
       ดร.รูน ฟลอเบอร์กฮาเกน (Dr.Rune Floberghagen) ผู้จัดการโครงการในภารกิจจอซ ขององค์การอวกาศยุโรป (อีซา) กล่าวว่า ยิ่งมีข้อมูลมากก็ยิ่งลดสัญญาณรบกวนและความผิดพลาดลงได้มาก และยิ่งเรามีข้อมูลจีออยด์ที่แม่นยำเท่าไร เราก็สามารถนำไปใช้สร้างงานวิทยาศาสตร์ที่ดีได้มากขึ้น

ภาพจำลองแสดงดาวเทียมจอซในวงโคจรซึ่งอยู่ต่ำกว่าดาวเทียมดวงอื่นๆ ที่ใช้งานอยู่
       
       หนึ่งในเป้าหมายใหญ่ของดาวเทียมจอซ คือการคิดค้นการอ้างอิงสากลเพื่อเปรียบเทียบความสูงที่จุดใดๆ ก็ตามบนโลก ซึ่ง ศ.ไรเนอร์ รัมเมล (Prof.Reiner Rummel) ประธานสมาคมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ของดาวเทียมจอซกล่าวว่า ปัจจุบันความสูงค่ากลางของระดับน้ำทะเลจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งนั้นยังมีความแตกต่างกันอยู่
       
       สำหรับปฏิบัติการของดาวเทียมจอซนี้ จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณไปจนถึงปี 2012 เหมือนปฏิบัติการสำรวจโลกอื่นๆ ขององค์การอวกาศยุโรป จึงจำเป็นต้องหาการสนับสนุนทางการเงินจากประเทศสมาชิกอื่นๆ เพื่อดำเนินการภารกิจนี้ต่อ ซึ่งดาวเทียมดวงนี้ได้ปฏิบัติภารกิจการสำรวจมาก 14 เดือนแล้ว แต่นักวิจัยยังต้องการที่จะเห็นดาวเทียมทำงานต่อไปอีกเท่าที่จะเป็นไปได้
       
       เนื่องจากดาวเทียมโคจรที่ระดับต่ำเพื่อให้สัมผัสได้ถึงสัญญาณแรงโน้มถ่วงที่อ่อนมาก จึงจำเป็นต้องมีเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนให้ดาวเทียมเคลื่อนไปข้างหน้า โดยยังอยู่ในวงโคจรของตัวเอง หากไม่มีเครื่องยนต์ดังกล่าวแล้ว ดาวเทียมจะตกพื้นโลกอย่างรวดเร็ว แต่จากการประชุมของนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนของดาวเทียมจะทำงานต่อไปได้ถึงปี 2014

8 เมษายน 54 ASTV

ความคิดเห็นแรก | Views: 1441

Aurora: ม่านแสง PDF พิมพ์

ม่านแสงเหนือ Alaska แสงสีขาวมาจากอะตอมอ๊อกซิเจน แสงสีชมพูมาจากอะตอมไนโตรเจน

      ผู้คนในแถบอาร์กติกและแอนตาร์กติกา มักเห็นม่านแสงสวยพาดผ่านท้องฟ้าในยามดึก และในเวลาใกล้สาง ม่านแสงที่เห็นมีรูปร่างต่างๆ เช่น ม้วนเป็นเกลียว พลิ้วเป็นคลื่น ฉีกเป็นริ้ว หรือมีปนทั้งสามรูปแบบ และสีของม่านแสงก็มีหลากหลาย เช่น เขียว เหลือง ม่วง น้ำเงิน แดง หรือดำ ม่านแสงอาจปรากฏสว่างนิ่งนานเป็นชั่วโมง หรือเปลี่ยนรูปร่างอย่างช้าๆ เสมือนม่านที่พลิ้วลมก็ได้
       
       นักวิทยาศาสตร์เรียกม่านแสงที่ปรากฏในท้องฟ้าเหนือเส้นละติจูดที่ 60 องศาเหนือว่า แสงออโรราเหนือ (aurora borealis) หรือม่านแสงเหนือ และเรียกม่านแสงที่ปรากฏในท้องฟ้าใต้เส้นละติจูดที่ 60 ว่า แสงออโรราใต้ (aurora australis) หรือม่านแสงใต้ และเรียกม่านแสงทั้งสองรวมกันว่า aurora polaris แต่การเรียกชื่อหลังนี้อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิด ว่าเฉพาะผู้ที่อาศัยแถบขั้วโลกเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เห็นม่านแสง เพราะในความเป็นจริง คนเม็กซิโกหรือคนกรีกก็มีโอกาสเห็นม่านแสงได้ แม้จะไม่บ่อยเท่าคนแคนาดาก็ตาม
       
       สำหรับสาเหตุการเกิดม่านแสงนั้น คนไวกิ้งโบราณคิดว่ามันคือแสงที่สะท้อนจากโล่ทองคำของเหล่าวีรสตรี (valkyries) ที่กำลังเดินนำขบวนวิญญาณของบรรดาวีรบุรุษสู่นคร Valhalla ในสวรรค์ คนเอสกิโมเชื่อว่าม่านแสงเป็นแสงที่เหล่าวิญญาณของบรรพชนใช้ในการเล่นละครบนสวรรค์ Aristotle อธิบายว่า ม่านแสงเกิดจากลมที่กลั่นตัวเป็นเปลวไฟลุกไหม้สว่างไสว ชาวโรมันโบราณเล่าว่า เวลาเทพยดาบนสวรรค์ต่อสู้กับภูตผีในนรก การสู้รบทำให้ท้องฟ้าสว่าง ด้านโหราจารย์ก็บอกว่า ม่านแสงคือสัญญาณที่แสดงว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นทุพภิกขภัยหรือสงครามจะเกิดขึ้น เป็นต้น แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ม่านแสงมักเกิดในยามดึกของวันต้นๆ ในฤดูใบไม้ผลิ คือ ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน และปลายฤดูใบไม้ร่วง คือระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม และปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นบ่อยในทุก 11 ปี ซึ่งข้อมูล 11 ปีนี้สอดคล้องกับวัฏจักรการเกิดจุดสุริยะ (sunspot) ที่ Heinrich Schwabe นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันได้พบในปี 2386 ว่า จุดสุริยะบนดวงอาทิตย์จะมีจำนวนมากที่สุดทุก 11 ปี ดังนั้นเราจึงมีเหตุผลที่เชื่อว่าดวงอาทิตย์เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้โลกมีปรากฏการณ์ม่านแสง
       
       ดวงอาทิตย์มีอายุประมาณ 5,000 ล้านปี และเป็นดาวที่มนุษย์นับถือมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น ชนเผ่า Aztec และ Sumerian ได้ยกย่องดวงอาทิตย์ว่าเป็นดาวที่ให้ชีวิตและทุกอย่างแก่มนุษย์ แต่ยังไม่มีใครรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของดวงอาทิตย์เลยจนกระทั่ง Galileo รายงานการเห็นจุดบนดวงอาทิตย์ในปี 2156 (รัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม) ว่าเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ มีสีดำมืดคล้ำ และขอบของจุดมีรูปร่างไม่กลม การบันทึกตำแหน่งของจุดสุริยะในเวลาต่อมาทำให้ Galileo รู้ว่าจุดเหล่านั้นเคลื่อนที่ ดังนั้น Galileo จึงเป็นบุคคลแรกที่แสดงให้โลกรู้ว่า ดวงอาทิตย์ก็หมุนรอบตัวเองเช่นเดียวกับโลก
       
       ดวงอาทิตย์มิได้ประกอบด้วยหินแข็ง แต่ประกอบด้วยก๊าซร้อนที่มีอุณหภูมิสูงมากและหมุนรอบตัวเอง โดยความเร็วของก๊าซที่ตำแหน่งละติจูดต่างกันจะมีความเร็วไม่เท่ากัน นั่นคือก๊าซที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรมีความเร็วมากกว่าก๊าซที่บริเวณขั้ว เหตุการณ์นี้ทำให้สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์บิดเบนจนก๊าซร้อนที่ไหลทะลักจากใต้ผิวขึ้นมาที่ผิวมีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ และนี่คือบริเวณที่เรียกจุดสุริยะ แต่เมื่อจุดเหล่านี้มีเกิดก็ย่อมมีดับ โดยจะเกิดและดับเป็นวัฏจักรทุก 11 ปี และเวลาดวงอาทิตย์มีจุดสุริยะมาก ความสว่างของดวงอาทิตย์ก็จะลดลง ทำให้อุณหภูมิของบรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลง ดังในปี 2543 ซึ่งเป็นปีที่ดวงอาทิตย์มีจุดสุริยะมากที่สุด ถึงปี 2547 จำนวนจุดได้ลดลง แม้คำว่าจุดจะดูไม่ยิ่งใหญ่หรือสำคัญ แต่ในความเป็นจริง จุดบางจุดมีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดี และเพราะจุดเป็นตำแหน่งบนดวงอาทิตย์ที่มีการระเบิดเกิดเปลวเพลิงสุริยะ (solar flare) ซึ่งการระเบิดนี้อาจรุนแรงและนานเป็นวันเป็นเดือน จนเปลวก๊าซร้อนที่ผิวพุ่งออกไปในอวกาศเป็นระยะทางไกลหลายล้านกิโลเมตร นอกจากนี้ดวงอาทิตย์อาจใช้วิธีปลดปล่อยก๊าซร้อนสู่โลกได้ คือเวลาเส้นสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ถูกบิดเบี้ยวโดยอิทธิพลของการหมุนจนเส้นสนามแตก พลังงานแม่เหล็กที่ปล่อยออกมาอาจฉุดกระชากบรรยากาศที่ผิวดวงอาทิตย์ (corona) ซึ่งประกอบด้วยอะตอมที่แตกตัวเป็นพลาสมา (plasma) ให้พุ่งสู่โลก นี่คือสิ่งที่นักดาราศาสตร์เรียก coronal mass ejection (CME) ซึ่งมีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกยิ่งกว่าเปลวเพลิงสุริยะมาก
       
       ดวงอาทิตย์มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก โดยมีอุณหภูมิที่แกนกลางสูงถึงล้านองศา และอุณหภูมิที่ผิวสูงราว 6,000 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงได้ทำให้อะตอมไฮโดรเจนแตกตัวเป็นโปรตอนซึ่งมีประจุบวกและอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุลบ นักวิทยาศาสตร์เรียกกลุ่มไอออนที่มีประจุนี้ว่า พลาสมา (plasma) เพราะความเร็วของประจุขึ้นกับอุณหภูมิ ดังนั้นโปรตอนและอิเล็กตรอนที่พุ่งออกจากดวงอาทิตย์จะมีความเร็วสูงมาก และเดินทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลกภายในเวลา 3-4 วัน นักวิทยาศาสตร์เรียกกระแสอนุภาคจากดวงอาทิตย์ที่ผ่านไปในอวกาศว่า ลมสุริยะ (solar wind) และเมื่อกระแสอนุภาคเดินทางถึงชั้นบรรยากาศโลก มันจะเผชิญสนามแม่เหล็ก โดยทิศของสนามจะพุ่งจากขั้วเหนือของแม่เหล็กโลกสู่ขั้วใต้ (สนามแม่เหล็กโลกเกิดจากการไหลของเหล็กเหลวที่บริเวณแก่นกลางของโลก และมีขั้วเหนือ ขั้วใต้เช่นเดียวกับแม่เหล็กทั่วไป โดยขั้วเหนือของแม่เหล็กโลกชี้ตรงกรีนแลนด์ และอยู่ห่างจากขั้วเหนือภูมิศาสตร์ประมาณ 1,609 กิโลเมตร ส่วนขั้วใต้แม่เหล็กโลกนั้นก็หาได้ชี้ที่ขั้วใต้ภูมิศาสตร์ไม่ แต่ชี้ที่ตำแหน่งที่ละติจูด 78 องศาใต้ตัดกับลองจิจูด 111 องศาตะวันออก) สนามแม่เหล็กโลกนี้เองที่ทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้ลมสุริยะเข้ามาทำลายชีวิตมนุษย์ เพราะเวลาโปรตอนและอิเล็กตรอนจากดวงอาทิตย์พุ่งเข้ามาในสนามแม่เหล็กโลก และการมีประจุไฟฟ้า ทำให้มันเคลื่อนที่ในลักษณะวนเป็นเกลียววนรอบเส้นแรงสนามแม่เหล็กโลก จากนั้นอนุภาคจะสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างขั้วแม่เหล็กโลกเหนือกับใต้ จึงมิอาจทะลุถึงผิวโลกได้ และเวลาอนุภาคชนอะตอมของออกซิเจนและไนโตรเจนในบรรยากาศ การมีพลังงานสูงจะทำให้อะตอมของออกซิเจนและไนโตรเจนรับพลังงานบางส่วนไป จึงมีพลังงานสูงขึ้น แต่อะตอมที่ถูกกระตุ้นเช่นนี้ไม่เสถียร จึงคายพลังงานอกมาในรูปของแสงที่ตาเห็น เช่น ในกรณีอะตอมของออกซิเจนที่ระดับสูง 200-400 กิโลเมตร มันจะปล่อยแสงสีแดงที่ตามองเห็นยาก แต่อะตอมของออกซิเจนที่ระดับความสูง 100 กิโลเมตรจะปล่อยแสงสีเขียวซึ่งสว่างมาก ด้านอะตอมของไนโตรเจนนั้นจะปล่อยแสงสีม่วงและแสงสีน้ำเงินที่ระดับความสูง 60-80 กิโลเมตร เป็นต้น และนี่คือแสงออโรราเหนือและใต้ที่เรารู้จัก
       
       ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ลมสุริยะมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดปรากฏการณ์ม่านแสงเหนือและม่านแสงใต้ ณ วันนี้โลกมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ใช้ปรากฏการณ์นี้ศึกษาธรรมชาติของลมสุริยะ เช่น การรู้ระดับความสูงของม่านแสงเหนือและใต้ จะทำให้เรารู้ความหนาของชั้นบรรยากาศโลก การรู้ความสว่างและความเข้มของม่านแสง ทำให้รู้ความหนาแน่นของบรรยากาศ สีต่างๆ ของม่านแสงทำให้เรารู้ว่า ที่ระดับความสูงใดมีอะตอมของธาตุชนิดใด และการเห็นลักษณะของม่านแสงเหนือ-ใต้จะทำให้เรารู้ว่าผิวดวงอาทิตย์มีการระเบิดรุนแรงมากหรือบ่อยเพียงใด เป็นต้น
       
       ไม่เพียงแต่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเท่านั้นที่สนใจม่านแสง นักวิทยาศาสตร์อดีตก็สนใจ เช่น เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 1671 (ก่อนสมัยอาณาจักรสุโขทัย) Richard Stephenson แห่งมหาวิทยาลัย Durham ได้พบว่า John แห่งเมือง Worcester เคยลงบันทึกว่า เห็นจุดสองจุดบนดวงอาทิตย์ จึงได้เขียนภาพวงกลมที่มีสีน้ำตาลแดงล้อมรอบจุดสองจุดนั้น และทันทีที่รู้ข่าวนี้ David Willis ได้ศึกษาตำราประวัติศาสตร์ของเกาหลีชื่อ Koryo-sa และพบว่าในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 1671 (คืออีก 5 วันหลังจากการเห็นจุดที่ผิวดวงอาทิตย์) คนเกาหลีใต้ได้เห็นปรากฏการณ์ม่านแสงเหนือในท้องฟ้าอย่างชัดเจนเป็นเวลาหลายวัน
       
       ณ วันนี้ เหตุการณ์ม่านแสงเหนือ-ใต้ นอกจากจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ชื่นชมภาพธรรมชาติที่ระดับสูงแล้ว ยังทำให้นักวิทยาศาสตร์ตระหนักในภัยอันตรายที่จะตามมาด้วย เพราะหลังจากการระเบิดที่ผิวดวงอาทิตย์เพียงไม่กี่นาทีอนุภาคโปรตอนและอิเล็กตรอนจำนวนมากจะพุ่งสู่โลกด้วยความเร็ว 8 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้อนุภาคส่วนใหญ่จะถูกสนามแม่เหล็กโลกผลักกลับออกไป แต่ส่วนน้อยก็ยังสามารถก่อความวุ่นวายได้ เช่น เวลาลมสุริยะพัดรุนแรง เพราะขั้วโลกเป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กโลกมีความเข้มมากที่สุด ดังนั้นบริเวณนั้นจะมีอนุภาคโปรตอนและอิเล็กตรอนที่มีพลังงานสูงเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้เครื่องบินที่จะบินผ่านขั้วโลกจึงต้องระมัดระวังการถูกอนุภาคพลังงานสูงพุ่งชน ซึ่งจะทำลายระบบการสื่อสารของเครื่องบิน แม้แต่มนุษย์อวกาศที่ทำงานอยู่ใน International Space Station ก็ต้องคอยหลบเวลายานโคจรผ่านบริเวณขั้วโลก สำหรับกรณีการระเบิดที่ผิวดวงอาทิตย์เมื่อปี 2546 นั้น นอกจากจะทำให้ยานอวกาศ Mars Odyssey ถูกกระทบกระเทือนในอีก 2 ชั่วโมงต่อมา ยังทำให้ยานอวกาศ Ulysses ที่โคจรใกล้ดาวพฤหัสบดีและยาน Cassini ที่กำลังโคจรใกล้ดาวเสาร์ ได้รับอนุภาคที่เป็นประจุไฟฟ้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดว่าพลังงานของอนุภาคประจุไฟฟ้าสามารถทำให้บรรยากาศของดาวเสาร์ซึ่งอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 1,500 ล้านกิโลเมตร ถูกกระทบกระเทือน และแม้แต่ยาน Voyager 2 ซึ่งขณะนั้นอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 12,000 ล้านกิโลเมตร ก็ยังถูกรบกวนจากการระเบิดครั้งนั้นเช่นกัน
       
       ด้วยเหตุนี้ นักบินอวกาศจึงตระหนักดีว่า ชีวิตของเขาขึ้นกับการระเบิดอย่างรุนแรงที่ผิวดวงอาทิตย์ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรู้ว่า ดวงอาทิตย์จะระเบิดเมื่อใด และรุนแรงเพียงใด (เหมือนกับที่ชาวประมงต้องรู้ว่าไต้ฝุ่นหรือสึนามิจะโหมกระหน่ำเมื่อใด เพื่อเขาจะออกจับปลาได้อย่างปลอดภัย) ซึ่งก็ทำได้โดยใช้วิธีง่ายๆ คือ สังเกตม่านแสงเหนือและม่านแสงใต้ เช่น สมมุติวันหนึ่งคนไทยเกิดเห็นม่านแสงเหนือ วันนั้นเราก็จะรู้โดยอัตโนมัติว่าผิวดวงอาทิตย์กำลังมีการระเบิดเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมาก และเพราะลมสุริยะที่พัดรุนแรงสามารถทำลายระบบโทรคมนาคมสื่อสาร ระบบไฟฟ้า รวมทั้งระบบคอมพิวเตอร์ได้ เราจึงสมควรหยุดใช้เครื่องไฟฟ้าหรือดับเครื่องโรงงานไฟฟ้าระยะหนึ่ง กว่าพายุบนดวงอาทิตย์จะสงบก่อน ชีวิตเราจึงจะปลอดภัย
       
       สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

8 เมษายน 54  ASTV

ความคิดเห็นแรก | Views: 1010

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 748 - 756 จาก 2593
ขณะนี้มี 110 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 6178273  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!