Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
113 ปี “ฟิสิกส์ควอนตัม” ที่ทำให้โลกเป็นอย่างทุกวันนี้ PDF พิมพ์

โดย สุทัศน์ ยกส้าน

 

 

ภาพจากกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราด แสดงอิเล็กตรอนสเตทของธาตุเหล็กที่อยู่บนฐานทองแดง (IBM)


 คลิกครับ
 บรรยายความคิดเห็นผ่านทาง Facebook

 

      โลกในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้มีองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั้งพิเศษและทั่วไป ฟิสิกส์ควอนตัม DNA การถอดรหัสพันธุกรรม และชีววิทยาวิวัฒนาการ เป็นต้น ซึ่งวิทยาการเหล่านี้มีกรอบความคิดและเทคนิคการวิจัยในรูปแบบที่จินตนาการของคนทั่วไปคิดไม่ถึง แต่ถ้าพิจารณาในประเด็นความประหลาดในแนวเหลือเชื่อแล้วเราก็อาจนับได้ว่าวิชาที่มหัศจรรย์สุดยอดคือ ฟิสิกส์ควอนตัม เพราะนักฟิสิกส์ได้พบว่าในความพยายามจะเข้าใจสิ่งที่เล็กที่สุดในธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง นักฟิสิกส์ต้องกลับไปทบทวนความหมายของคำว่า “ความจริง ตำแหน่ง ความเร็ว ฯลฯ” ซึ่งล้วนเป็นคำที่ใช้กันในชีวิตทั่วไป เพราะคำเหล่านี้ไม่สามารถนำมาใช้ในฟิสิกส์ควอนตัมได้อย่างปราศจากความคลุมเครือ
       
       ฟิสิกส์ควอนตัมถือกำเนิดจากความพยายามที่จะอธิบายธรรมชาติของอะตอม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป แต่ถ้าปราศจากวิชานี้ ความก้าวหน้าต่างๆ ทางเทคโนโลยี เคมี ชีววิทยา แพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ อิเล็กโทรนิกส์ ฯลฯ ก็จะไม่อุบัติ เพราะฟิสิกส์ควอนตัมได้ทำให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ และยุคสารสนเทศ ซึ่งมีบทบาทมากในการทำให้อารยธรรมของโลกเปลี่ยนแปลง ดังที่ปรากฎอยู่ในทุกวันนี้ และจะยิ่งเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไปอีกในอนาคต
       
       ฟิสิกส์ปัจจุบันประกอบด้วยวิชาหลักสองวิชา คือ ฟิสิกส์ควอนตัมกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ ซึ่งหมายความถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพทั้งพิเศษกับทั่วไปอันเกิดจากจินตนาการของบุคคลเพียงคนเดียวคือ Albert Einstein ผู้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเรขาคณิตแบบ Riemann ใน 4 มิติของอวกาศและเวลากับแรงโน้มถ่วง ส่วนฟิสิกส์ควอนตัมเกิดจากการรวมพลังของนักฟิสิกส์ระดับอัจฉริยะหลายท่านในการคิดสร้างและพัฒนาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาร่วม 113 ปี ถึงกระนั้นกระบวนการสร้างวิชานี้ก็ยังไม่เสร็จ เพราะนักฟิสิกส์ยังไม่เข้าใจความหมายเชิงกายภาพของเทคนิคคณิตศาสตร์ที่ใช้ และการสังเคราะห์ฟิสิกส์ควอนตัมกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ก็ยังไม่ได้สมการของสรรพสิ่งที่สามารถอธิบายและทำนายปรากฎการณ์ทุกรูปแบบที่สามารถเกิดขึ้นได้ ที่เป็นไปได้ และที่เป็นไปไม่ได้
       
       ในช่วงเวลา 20 ปีแรกที่ฟิสิกส์ควอนตัมถือกำเนิด (ปี ค.ศ. 1900-1920) กรอบความคิดเรื่องควอนตัมของ Planck ได้ทำให้นักฟิสิกส์ทุกคนสับสนมาก เพราะเป็นความคิดที่ขัดแย้งกับทฤษฎีกลศาสตร์ของ Newton และทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของ Maxwell ที่ได้ใช้กันมาอย่างได้ผลเป็นเวลานานกว่า 200 ปี แต่ภายในเวลาเพียง 3 ปี คือ ตั้งแต่ ปี 1925-1927 ฟิสิกส์ควอนตัมก็ได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการเมื่อ Werner Heisenberg, Erwin Schrödinger และ Max Born ประสบความสำเร็จในการวางรากฐานของวิชานี้อย่างเป็นรูปธรรม
       
       วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1900 เป็นวันที่ Max Planck ให้กำเนิดความคิดเรื่อง ควอนตัม เป็นครั้งแรก เมื่อพยายามสร้างทฤษฎีการแผ่รังสีของวัตถุร้อน โดย Planck ได้ตั้งสมมติฐานว่า พลังงานของระบบตัวแกว่ง (oscillator) ที่สั่นไปๆ มาๆ เมื่อพลังงานของตัวแกว่งมีการเปลี่ยนแปลง พลังงานที่เปลี่ยนมิใช่ว่าจะมีค่าอะไรหรือค่าเท่าไรก็ได้ แต่ต้องมีค่าเป็นหน่วย และ Planck เรียกหน่วยของพลังงานนี้ว่า ควอนตัม ซึ่งมีค่าเท่ากับ hυ เมื่อ h คือ ค่าคงตัวของ Planck และ υ คือ ความถี่ของรังสี
       
       แม้สมการของ Planck จะให้ผลที่สอดคล้องกับการทดลองอย่างดีเลิศ แต่การอธิบายว่าพลังงานมีค่าเป็นหน่วยนั้น เป็นอะไรที่ขัดแย้งกับความเชื่อและความรู้ของนักฟิสิกส์ทุกคนในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิง (แม้แต่ Planck เองก็รู้สึกไม่สบายใจนักที่ได้เสนอความคิดนี้ ดังนั้นจึงมิได้ดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมเป็นการต่อยอด)
       
       จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1905 อันเป็นปีมหัศจรรย์ของ Einstein ซึ่งได้นำแนวคิดของ Planck มาอธิบายปรากฏการณ์ photoelectric ที่เกิดเวลาโลหะได้รับแสงแล้วมีกระแสไฟฟ้าไหล โดย Einstein ได้อธิบายว่า เวลาฉายแสงไปกระทบโลหะ แสงจะถูกส่งไปในรูปของก้อนพลังงาน (คือเป็นอนุภาค) ให้อิเล็กตรอน แล้วอิเล็กตรอนก็จะเคลื่อนที่ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า สมการ photoelectric ของ Einstein สามารถอธิบายปรากฏการณ์ photoelectric ได้อย่างไม่มีที่ติ แต่การอธิบายของ Einstein เช่นนี้ก็สวนกระแสความคิดของนักฟิสิกส์ทุกคนในสมัยนั้น ซึ่งเชื่อว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมามีการทดลองที่ยืนยันประเด็นนี้มากมาย ดังนั้น แนวคิดของ Einstein เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงไม่มีใครสนใจ
       
       ก่อน ค.ศ. 1900 ประมาณ 10 ปี คือ ในช่วง ค.ศ. 1890-1900 นักฟิสิกส์เริ่มสนใจสเปกตรัมแสงที่อะตอมและโมเลกุลต่างๆ ปล่อยออกมาเวลาได้รับความร้อน และสนใจศึกษาสมบัติต่างๆ ของสสาร เช่น ความหนืด ความยืดหยุ่น การนำไฟฟ้า การนำความร้อน การขยายตัว ดัชนีหักเห ฯลฯ และได้วัดค่าเหล่านี้ แต่ไม่มีใครรู้ที่มาของตัวเลขที่วัดได้ หรืออธิบายได้ว่า สมบัติเหล่านี้ขึ้นกับสมบัติของอะตอมในสสารนั้นอย่างไร สำหรับเส้นสเปกตรัมที่เห็นและวัดความยาวคลื่นของแต่ละเส้นนั้น ก็ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่า สเปกตรัมมาจากไหน และเหตุใดจึงมีความยาวคลื่นเช่นนั้น ตารางธาตุ (Periodic Table) ที่นักเคมีใช้ก็ไม่มีพื้นฐานเชิงทฤษฎีเลย และเหตุใดกฎของ Dulong – Petit ในของแข็ง จึงเป็นจริงและใช้ได้ที่อุณหภูมิปกติ แต่ใช้ไม่ได้เวลาอุณหภูมิลดต่ำ เหล่านี้คือตัวอย่างของคำถามที่ไม่มีคำตอบ
       
       จนกระทั่งฟิสิกส์ควอนตัมได้รับการพัฒนาขึ้นมาถึงระดับที่นักฟิสิกส์รู้โครงสร้างของอะตอมอย่างละเอียด ทุกคนจึงเข้าใจที่มาของเส้นสเปกตรัม และที่มาของตารางธาตุ ฯลฯ ปัจจุบันนี้ ฟิสิกส์ควอนตัมได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์กายภาพเข้าใจสมบัติของโมเลกุลของของแข็ง ของเหลว ตัวนำ สารกึ่งตัวนำ อีกทั้งสามารถอธิบายปรากฏการณ์ประหลาด เช่น สภาพนำยวดยิ่ง ของเหลวยวดยิ่ง ดาวนิวตรอน ฯลฯ ได้ จนความรู้เหล่านี้ได้ถูกนำไปพัฒนาวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี อิเล็กโทรนิกส์ เลเซอร์ คอมพิวเตอร์ แพทยศาสตร์ และฟิสิกส์เอง
       
       ควอนตัมฟิสิกส์ประกอบด้วยกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ซึ่งเป็นทฤษฎีควอนตัมของสสาร ที่อธิบายธรรมชาติในระดับอะตอมและนิวเคลียส กับทฤษฎีสนามเชิงควอนตัม (Quantum Field Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีควอนตัมที่อธิบายอันตรกิริยาต่างๆ ในธรรมชาติ
       
       กลศาสตร์ควอนตัม
       ในความพยายามจะสร้างทฤษฎีการแผ่รังสีของวัตถุร้อน การทดลองได้แสดงให้เห็นว่า วัตถุยิ่งร้อน แสงที่เปล่งจะยิ่งมีความเข้มมาก แล้ววัตถุจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงไปเป็นสีเหลือง แล้วเปลี่ยนเป็นสีฟ้า เมื่ออุณหภูมิยิ่งเพิ่มสูงขึ้นๆ แม้นักฟิสิกส์จะใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของ Maxwell และทฤษฎีอุณหพลศาสตร์ของ Kelvin ก็ไม่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ จนกระทั่ง Planck ตั้งสมมติฐานควอนตัมขึ้นมา สูตรการแผ่รังสีของ Planck ได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ความเข้มแสง (I) กับความยาวคลื่นแสง (λ) และอุณหภูมิ (T) ของวัตถุ ซึ่งให้ผลสอดคล้องกับการทดลองอย่างน่าอัศจรรย์
       
       ส่วนความรู้เกี่ยวกับอะตอมนั้น ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักฟิสิกส์ได้พบว่า อะตอมประกอบด้วยอิเล็กตรอนที่มีประจุลบ และโปรตอนที่มีประจุบวก โดยอิเล็กตรอนจะโคจรเป็นวงกลมไปรอบโปรตอน ซึ่งตามทฤษฎีกลศาสตร์ของ Newton อิเล็กตรอนต้องมีความเร่งเข้าสู่ศูนย์กลาง และถ้าประจุมีความเร่ง ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของ Maxwell ก็แถลงว่า ประจุจะแผ่รังสี นั่นคือ ประจุจะสูญเสียพลังงานตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ในที่สุดอิเล็กตรอนจะตกลงไปรวมกับโปรตอน และธรรมชาติจะไม่มีอะตอมอีกต่อไป ปัญหาเสถียรภาพของอะตอมจึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่กำลังแสดงให้นักฟิสิกส์ทุกคนรู้ว่า ฟิสิกส์ยุคเก่าไม่สามารถใช้อธิบายระบบที่มีขนาดเล็กระดับอะตอมได้
 

 

      ถึง ค.ศ. 1913 Niel Bohr ได้นำเสนอแบบจำลองอะตอมของไฮโดรเจน (ซึ่งเป็นธาตุที่มีโครงสร้างซับซ้อนน้อยที่สุด) และได้เสนอความคิดว่า อิเล็กตรอนในอะตอมไม่สามารถเคลื่อนที่ไปอยู่ได้ทุกหนแห่ง แต่จะอยู่ได้เฉพาะบางที่ คือ ในวงโคจรของมันเท่านั้น และขณะอยู่ในวงโคจร อิเล็กตรอนไม่แผ่รังสี (ดังนั้น จึงไม่เป็นไปตามทฤษฎีของ Maxwell) และเวลาอิเล็กตรอนเปลี่ยนวงโคจร เช่น กระโจนจากวงนอกเข้าสู่วงใน แสงจะถูกปล่อยออกมาเป็นเส้นสเปกตรัม (Bohr มิได้อธิบายว่า อิเล็กตรอนสามารถเปลี่ยนพลังงานที่มีในตัวเป็นพลังงานแสงได้อย่างไร คำอธิบายสำหรับประเด็นนี้ต้องใช้ทฤษฎีควอนตัมของสนาม)
       
       ทันทีที่ได้อ่านทฤษฎีโครงสร้างอะตอมของไฮโดรเจนของ Bohr Rayleigh ได้เขียนจดหมายแสดงความยินดีถึง Bohr และบอกว่ามีประเด็นอีกมากมายที่ Rayleigh อ่านแล้วยังไม่เข้าใจ และคิดว่าคนที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ สมองของเขาจะต้องไม่ยึดติดกับความคิดเก่าๆ
       
       Bohr ตระหนักดีเกี่ยวกับข้อบกพร่องต่างๆ ในแบบจำลองอะตอมของเขา และเพื่อให้ทฤษฎีอะตอมมีความสมบูรณ์ที่สุด Bohr ได้ปลุกระดมนักฟิสิกส์รุ่นใหม่ให้มาช่วยกันสร้างวิชากลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 12 ปี จึงสำเร็จในระดับหนึ่ง
       
       ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ Louis de Broglie ที่เสนอใน ค.ศ. 1923 เขาได้เขียนว่า ในเมื่อแสงสามารถประพฤติเสมือนเป็นคลื่นได้ (ตามการทดลองของ Young) และอนุภาคก็ได้ (ตามคำอธิบายของ Einstein) ดังนั้น อนุภาคก็ต้องสามารถแสดงสมบัติของอนุภาคเอง (ตามกลศาสตร์ Newton) และของคลื่นได้ด้วย นั่นคือ de Broglie คิดว่า สรรพสิ่งในเอกภพน่าจะแสดงสมบัติได้ทั้งสองลักษณะ (คลื่นและอนุภาค) ตามความสัมพันธ์ λ = h / p เมื่อ λ คือ ความยาวคลื่น p คือ โมเมนตัม และ h คือ ค่าคงตัวของ Planck สมการที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคลื่นกับอนุภาคยังแสดงให้เห็นอีกว่า ถ้าโมเมนตัม (p) มีค่ามาก ความยาวคลื่น (λ) จะมีค่าน้อย ในทางตรงกันข้าม ถ้าโมเมนตัมมีค่าน้อย ความยาวคลื่นก็จะมีค่ามาก ความสัมพันธ์ของ de Broglie นี้ได้รับการยืนยันว่าถูกต้องโดยการทดลองของ C.J. Davidson และของ G.P. Thomson
       
       จากนั้น คือ ตั้งแต่เดือนมกราคม 1925 ถึงมกราคม 1928 กลศาสตร์ควอนตัมได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการ เมื่อ Wolfgang Pauli เสนอหลักการห้ามซ้อนกัน ซึ่งวางรากฐานและอธิบายที่มาของตารางธาตุ
       
        และ Werner Heisenberg, Max Born และ Pascual Jordan เสนอกลศาสตร์เมทริกซ์ (Matrix Mechanics) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของกลศาสตร์ควอนตัมที่ใช้เมทริกซ์ในการคำนวณ โดยไม่พิจารณาวงโคจร และความเร็วของอิเล็กตรอนในอะตอม เพราะไม่มีนักทดลองคนใดสามารถวัดปริมาณดังกล่าวได้ แต่ใช้สมาชิกของเมทริกซ์ในการบอกการเปลี่ยนแปลงสถานะของอิเล็กตรอนแทน
       
       เมื่อกลศาสตร์ควอนตัมได้รับการวางรากฐานอย่างมั่นคงในปี ค.ศ. 1928 แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดตามมา คือ ฟิสิกส์ก้าวเข้าสู่ยุคตื่นควอนตัม (เหมือนยุคตื่นทองในยุคบุกเบิกอเมริกา) เพราะ
        ในปี ค.ศ. 1927 Heisenberg ใช้สมการ Schrödinger ศึกษาอะตอมฮีเลียม ที่มีอิเล็กตรอนสองอิเล็กตรอน
        John Slater, Douglas Hartree และ Vladimir Fock เสนอวิธีการคำนวณโครงสร้างของอะตอมที่มีอิเล็กตรอนหลายอิเล็กตรอน
        Fritz London และ Walter Heitler เสนอทฤษฎีของโมเลกุลไฮโดรเจน ซึ่งประกอบด้วย อะตอมไฮโดรเจน 2 อะตอม
        Linus Pauling นำกลศาสตร์ควอนตัมไปอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมี คือ สร้างวิชาเคมีเชิงทฤษฎี
        Arnold Sommerfeld และ Wolfgang Pauli สร้างทฤษฎีของอิเล็กตรอนในโลหะ
        Felix Bloch สร้างทฤษฎีแถบพลังงาน (Energy Band Theory) ในของแข็ง
        Werner Heisenberg อธิบายปรากฎการณ์ Ferromagnetism
        George Gamow อธิบายปรากฎการณ์กัมมันตรังสีที่มีการปล่อยอนุภาคแอลฟา ว่าเกิดจากการทะลุทะลวงผ่านกำแพงศักย์ของอนุภาคแอลฟา
        Hans Bethe วางพื้นฐานของวิชาฟิสิกส์นิวเคลียร์ และอธิบายการปล่อยพลังงานในดาวฤกษ์ เช่น ดวงอาทิตย์
       
       ความขัดแย้ง และความสับสนที่เกิดขึ้นในความพยายามจะเข้าใจกลศาสตร์ควอนตัม

 

 

Max Planck บิดาแห่งควอนตัม


       
       ในขณะที่กลศาสตร์ควอนตัมได้ถูกนำไปอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ อย่างได้ผลดีมาก นักฟิสิกส์ก็กำลังงุนงงกับความหมายของคำง่ายๆ ที่เคยใช้กันเช่น คำว่า ตำแหน่ง โมเมนตัม ฯลฯ หรือคำที่คิดขึ้นมาใหม่เช่น ตัวดำเนินการ (operator) และฟังก์ชันคลื่น (wave function) ฯลฯ
       
        เพราะในกลศาสตร์ควอนตัม นักฟิสิกส์เชื่อว่าพฤติกรรมและสมบัติต่างๆ ของอนุภาคสามารถคำนวณได้จากฟังก์ชันคลื่น ซึ่งหาได้จากการแก้สมการ Schrödinger อีกทอดหนึ่ง เช่น ถ้ารู้ฟังก์ชันคลื่นของอิเล็กตรอน ก็จะรู้โอกาสการพบอิเล้กตรอนนั้น โดยการยกกำลังสองของขนาดฟังก์ชันคลื่น และเมื่อฟังก์ชันคลื่นขึ้นกับระยะทางและเวลา ดังนั้นตำแหน่งของอิเล็กตรอนจึงขึ้นกับระยะทางและเวลา คือมิได้อยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดแต่เพียงที่เดียว แต่กระจายออกไปทั่วบริเวณ นั่นคือ ณ เวลาหนึ่งอิเล็กตรอนสามารถอยู่ได้ทุกหนแห่งในระบบ ส่วนโมเมนตัมของอิเล็กตรอนก็มิได้คำนวณจากการเอามวลของอิเล็กตรอนคูณกับความเร็วเหมือนในกลศาสตร์แบบฉบับอีกต่อไป แต่คำนวณจากการหาความชันของฟังก์ชันคลื่น ถ้าความชันมีค่ามาก โมเมนตัมก็ยิ่งมีค่ามาก ถ้าความชันของฟังก์ชันคลื่นมีค่าน้อย โมเมนตัมก็จะมีค่าน้อยด้วย และเมื่อฟังก์ชันคลื่นมีค่าของความชันที่ระยะทางต่างๆ ไม่เท่ากัน ดังนั้น โมเมนตัมของอิเล็กตรอนก็จะมีค่าต่างๆ กันด้วย นั่นคือ ระบบมีการกระจายของค่าโมเมนตัม
       
       ดังนั้น ในฟิสิกส์ยุคเก่า เราสามารถวัดตำแหน่ง และรู้ค่าของโมเมนตัม ได้อย่างแม่นยำ
       แต่ในฟิสิกส์ควอนตัม เวลาวัดตำแหน่งจะได้ค่าหลายค่า และเวลาวัดโมเมนตัมก็จะได้หลายค่า เช่นกัน ดังนั้น ปริมาณ ตำแหน่ง และโมเมนตัมจะมีความไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้ หลักความไม่แน่นอนของ Heisenberg จึงแถลงว่า ถ้าจะรู้ตำแหน่งของอนุภาคอย่างแน่ชัด ฟังก์ชันคลื่นจะต้องลักษณะแหลมเหมือนเข็ม คือ เป็นยอดแหลม และไม่แผ่กระจายเลย แต่ฟังก์ชันที่เป็นยอดแหลมนี้จะมีความชันมาก นั่นคือ โมเมนตัมจะมีค่ามาก ซึ่งมีผลทำให้การกระจายและความไม่แน่นอนของโมเมนตัมมีค่ามาก
       
       แต่ถ้าโมเมนตัมของอนุภาคมีการกระจายน้อย นั่นคือ ความชันของฟังก์ชันคลื่นมีค่าน้อย ฟังก์ชันจะมีการกระจายออกไปทั่วบริเวณ และนั่นก็หมายความว่า การรู้ตำแหน่งของอนุภาคอย่างแน่นอนเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
       
       สำหรับชื่อ ฟังก์ชันคลื่นนั้น ก็เป็นเรื่องที่ทำให้คนทั่วไปสับสน เพราะในกลศาสตร์คลาสสิก คลื่นต้องการตัวกลางในการเคลื่อนที่ เช่น คลื่นน้ำต้องการน้ำ และคลื่นเสียงต้องการอากาศในการส่งผ่านพลังงาน แต่ฟังก์ชันคลื่นในกลศาสตร์ควอนตัมไม่ต้องการตัวกลางใดๆ ในการส่งผ่าน และไม่ได้เกิดจากการรบกวนตัวกลางด้วย
       
       สมบัติอีกประการหนึ่งที่ทำให้ฟิสิกส์ควอนตัมแตกต่างจากฟิสิกส์คลาสสิก นั่นคือ สมบัติด้านสมมาตร (symmetry)

 

 

Max Planck และ Albert Einstein

      ในฟิสิกส์ควอนตัม ไม่มีใครสามารถบอกความแตกต่างระหว่างอิเล็กตรอนได้ ดังนั้น ถ้ามีการสลับที่ระหว่างอิเล็กตรอนที่ 1 กับที่ 2 ระบบก็ยังเหมือนเดิมทุกประการ นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะพบอิเล็กตรอน ณ ที่เดิมก็ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะโอกาสที่พบแปรโดยตรงกับขนาดของฟังก์ชันคลื่นยกกำลัง 2 ดังนั้น ฟังก์ชันคลื่นใหม่ที่มีการสลับอนุภาค จึงขึ้นกับฟังก์ชันคลื่นเก่าได้ 2 รูปแบบ คือ Ψ (2, 1) = +/-Ψ (1, 2)
       โดยที่ Ψ (1, 2) คือ ฟังก์ชันคลื่นของอนุภาค 1 กับอนุภาค 2 และ Ψ (2, 1) คือ ฟังก์ชันคลื่นของอนุภาค 2 กับอนุภาค 1 เมื่อมีการสลับที่ของ 1 กับ 2
       
       ควอนตัมฟิสิกส์ได้แสดงให้เห็นว่า ในกรณีอนุภาคที่มี spin angular momentum เป็นจำนวนเต็มเท่าของ * ฟังก์ชันคลื่นจะไม่เปลี่ยนเครื่องหมาย คือ Ψ (2, 1) = +Ψ (1, 2) แต่ในกรณีที่อนุภาคมี spin angular momentum เท่ากับ 1/2*, 3/2* (* = h/ 2π) เราจะได้ Ψ (1, 2) = -Ψ (2, 1)
       
       สำหรับสาเหตุที่ทำให้อนุภาคแตกต่างกันเช่นนี้ สามารถอธิบายได้โดยใช้ทฤษฎีสนามควอนตัม
       
       สำหรับประเด็นที่ Einstein สงสัยว่า ฟังก์ชันคลื่นมีข้อมูลสมบูรณ์หรือไม่ หรือยังมีตัวแปรอื่นๆ แอบแฝงอยู่อีก ซึ่งอาจช่วยให้คำทำนายของกลศาสตร์ควอนตัม มีค่าแม่นตรงไม่เป็นแบบโอกาส ในปี 1965 John Bell ได้พิสูจน์ว่า ถ้าตัวแปรแอบแฝง (hidden variable) ในกลศาสตร์ควอนตัมมีจริง ผลการทดลองจะได้ค่าที่ต่ำกว่าค่าๆ หนึ่งเสมอ การทดลองในเวลาต่อมาได้แสดงให้เห็นว่า hidden variable ไม่มี และกลศาสตร์ควอนตัมมีความสมบูรณ์ในตัวของมันแล้ว
       
       สมบัติที่น่าประหลาดใจอีกประการหนึ่งของกลศาสตร์ควอนตัม คือ เรื่องความพัวพัน (entanglement) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในระบบที่มีอนุภาค 2 อนุภาค ซึ่งอยู่ใกล้กัน และมีอันตรกริยากัน ในเวลาต่อมาถ้าอนุภาคทั้งสองถูกแยกจากกัน แม้จะอยู่กันคนละข้างของเอกภพ ถ้ามีการวัดสมบัติของอนุภาคตัวแรก ข้อมูลที่ได้จะทำให้รู้ข้อมูลของอนุภาคตัวที่สองในทันทีทันใด โดยไม่จำเป็นต้องวัดสมบัติของอนุภาคตัวที่สองเลย และคำว่าทันทีทันใดในที่นี้หมายถึงสัญญาณการรรับรู้มีความเร็วสูงยิ่งกว่าความเร็วแสง
       
       สมบัติความพัวพันนี้กำลังถูกนักฟิสิกส์นำไปใช้ในการสร้างคอมพวิเตอร์ควอนตัม
       
       Quantum Field Theory (QFT) หรือทฤษฎีสนามควอนตัมนั้น ถือเป็นการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ครั้งที่สองของฟิสิกส์ควอนตัม
       
       แต่ทฤษฎีนี้แตกต่างจากกลศาสตร์ควอนตัม ในประเด็นที่ว่า นักฟิสิกส์ใช้เวลาไม่นานในการสร้างกลศาสตร์ควอนตัม แต่ทฤษฎีสนามควอนตัมมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน จนแม้ปัจจุบันการสร้างก็ยังไม่ลุล่วง ถึงกระนั้นทฤษฎีสนามควอนตัมก็ยังเป็นทฤษฎีฟิสิกส์ที่แม่นยำที่สุด เพราะคำพยากรณ์ต่างๆ ของทฤษฎีสอดคล้องกับผลการทดลองถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 12
       
       ปัญหาที่ให้กำเนิดทฤษฎีสนามควอนตัม คือ ปัญหาที่ว่าเวลาอิเล็กตรอนกระโจนจากสถานะกระตุ้นสู่สถานะพื้นฐาน อะตอมสามารถปล่อยแสงออกมาได้อย่างไร ในปี 1916 Einstein เรียกกระบวนการนี้ว่า การปล่อยแสงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (spontaneous emission) แต่ Einstein ไม่แสดงวิธีคำนวณหาอัตราการสลายตัวของสถานะแต่อย่างใด
       
       เพราะอิเล็กตรอนในอะตอมมีความเร็วสูงมาก ดังนั้นทฤษฎีสัมพัทธพิเศษจึงต้องถูกนำมาใช้ในปี 1926 Dirac ได้พัฒนาทฤษฎีควอนตัมของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือทฤษฎีควอนตัมของแสงเป็นครั้งแรก ซึ่งทฤษฎีนี้ไม่เพียงแต่จะใช้ได้ในกรณีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังปรับใช้ได้กับสนามนิวเคลียร์ และในอนาคตอาจถูกนำไปใช้ในกรณีของสนามโน้มถ่วงด้วย
       
       ทฤษฎีควอนตัมของสนามของ Dirac มีความยุ่งยากและซับซ้อนในการคำนวณมาก และในบางกรณีให้คำตอบที่มีค่ามากถึงอนันต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
       
       ดังนั้นในปี 1946 Richard Feynman, Julian Schwinger และ Sir-Itiro Tomonaga จึงพัฒนาทฤษฎีควอนตัมสนามขึ้นใหม่ และเรียกทฤษฎีใหม่ว่า QED ที่มาจากคำว่า quantum electrodynamics ซึ่งได้รวมกลศาสตร์ควอนตัมกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ โดยสามารถกำจัดปริมาณอนันต์ออกจากการคำนวณได้ ด้วยการใช้กระบวนการที่เรียกว่า renormalization ที่ให้คำตอบในลักษณะอนุกรม โดยเทอมในอนุกรมยิ่งอยู่ข้างหลังยิ่งคำนวณยาก แม้จะมีค่าน้อยก็ตาม ทฤษฎี QED สามารถอธิบายอันตรกริยาระหว่างอิเล็กตรอนกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่างละเอียด และให้ผลตรงกับการทดลองชนิดที่ผิดพลาดไม่เกิน 2 ส่วน ในหนึ่งล้าน ล้านส่วน
       
       ในทฤษฎีนี้สุญญากาศมิได้ว่างเปล่า แต่มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดเล็กที่แปรปรวนตลอดเวลา (vacuum fluctuation) และสนามนี้เอง ที่เป็นต้นเหตุให้อิเล็กตรอนปล่อยแสงออกมาตามธรรมชาติแล้ว และทำให้พลังงานของอิเล็กตรอนเปลี่ยนไปเล็กน้อยด้วย (Lamb’s shift) และเมื่อค่าที่คำนวณได้สอดคล้องกับผลการทดลอง นั่นแสดงว่า vacuum fluctuation มีจริง
       
       ทฤษฎีควอนตัมสนามยังสามารถอธิบายได้อีกว่า เหตุใด อนุภาคในธรรมชาติจึงมี 2 ชนิด คือ fermion และ boson เหตุใดอิเล็กตรอนเมื่อปะทะกับโพซิตรอนจึงได้รังสีแกมมา เหตุใดโฟตอนทุกอนุภาคจึงมีสมบัติเหมือนกัน (เพราะมันถูกสร้างโดยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเดียวกัน) ทฤษฎี QED จึงสามารถอธิบายไม่เพียงแต่พฤติกรรมของอิเล็กตรอนเท่านั้น แต่ยังอธิบายครอบคลุมสมบัติของอนุภาค muon, tau meson ฯลฯ และปฏิอนุภาคของอนุภาคเหล่านี้ด้วย
       
       เพราะว่า QED อธิบายได้เฉพาะกลุ่มอนุภาค lepton ที่มีอันตรกริยานิวเคลียร์แบบอ่อนและอันตรกริยาแม่เหล็กไฟฟ้า จึงไม่สามารถอธิบายอนุภาคประเภท hadron ซึ่งได้แก่ โปรตอน นิวตรอน และเมซอน ฯลฯ ดังนั้นในกรณีของอนุภาค hadron นักฟิสิกส์จึงต้องใช้ทฤษฎีใหม่ชื่อ quantum chromodynamics (QCD) ซึ่งกล่าวถึงอันตรกริยาระหว่าง quark ใน hadron ในกรณี QED อันตรกริยากระทำระหว่างอนุภาคที่มีประจุเกิดจากการแลกเปลี่ยน photon ใน QCD อันตรกริยากระทำระหว่าง quark เกิดจากการแลกเปลี่ยน gluon แม้ทฤษฎีทั้งสองจะมีอะไรๆ หลายอย่างที่คล้ายกัน แต่ความแตกต่างที่สำคัญคือ quark และ gluon ไม่อยู่ในสภาพอิสระ แต่ photon อิเล็กตรอน muon ฯลฯ สามารถอยู่ในสภาพอิสระได้
       
       เมื่อเป็นเช่นนี้ ทฤษฎี QED และ QCD จึงเป็นเสาหลักสองเสาของทฤษฎี Standard Model ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องอย่างดีเลิศ แต่นักฟิสิกส์ก็ยังไม่พอใจ เพราะได้พบว่า ทฤษฎี Standard Model ไม่สามารถทำนายสมบัติเช่น ประจุ มวล และสปินของอนุภาคต่างๆ ได้ และนักฟิสิกส์ต้องวัดค่าเหล่านี้จากการทดลอง ซึ่งถ้าเป็นทฤษฎีที่วิเศษจริงๆ ค่าเหล่านี้ต้องหาได้จากทฤษฎี
       
       ณ วันนี้นักฟิสิกส์ส่วนหนึ่งกำลังพยายามสังเคราะห์ฟิสิกส์ควอนตัมกับทฤษฎีแรงโน้มถ่วง หลังจากที่ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างทฤษฎี QED และ QCD แล้ว แต่ยังทำได้ไม่สำเร็จ
       
       บนโลกแรงโน้มถ่วงมีค่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับแรงไฟฟ้า แต่ในกรณีของหลุมดำ ซึ่งแรงโน้มถ่วงมีค่ามหาศาล เรายังไม่มีทฤษฎีควอนตัมของหลุมดำ
       
       ก่อนปี 1900 เราเข้าใจโลกกายภาพแบบเผินๆ แล้วฟิสิกส์ควอนตัมก็ได้ทำให้เรามีทฤษฎีของสสารและสนาม ซึ่งได้เปลี่ยนโฉมของโลกไปมาก ในอนาคตฟิสิกส์ควอนตัมก็ยังเป็นเสาหลักของโลกวิทยาศาสตร์ต่อไป
       แต่เราก็อาจมีทฤษฎี String ที่อาจเข้ามาแทนที่ทฤษฎีควอนตัม เพราะได้มีการคำนวณพบว่า ถ้าแทนอนุภาคที่เป็นจุดด้วยวัตถุที่เป็นเส้น (string) ขนาดเล็กยิ่งกว่าเล็ก และเชือกนี้สบัดไปมาได้ มิติของเอกภพจะเพิ่มเป็น 10 มิติ แล้วทฤษฎีแรงโน้มถ่วงจะสามารถรวมกับฟิสิกส์ควอนตัมได้ แต่ถ้าเรารวมทฤษฎีทั้งสองไม่ได้ ฟรือผลการทดลองขัดแย้งกับผลทางทฤษฎี นั่นแสดงว่า จินตนาการเรื่อง String ของเราผิด และเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเราจะต้องใช้จินตนาการคิดใหม่ และทำใหม่ครับ
       
       อ่านเพิ่มเติมจาก More Things in Heaven and Earth: A Celebration of Physics at the Millennium. โดย B. Bederson จัดพิมพ์โดย Springer – Verlag, New York ปี 1999

ความคิดเห็นแรก | Views: 1422

ปากประตูนรก PDF พิมพ์

 

Pic_371223

 

 

เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานข่าวเรื่องหลุมไฟขนาดใหญ่ในประเทศเติร์กเมนิสถาน ชาวบ้านเรียกมันว่า เดอร์วาเซ (Derwaze) อันกินความได้ว่ามันคือประตูสู่นรกภูมิ เรื่องเริ่มจากในปี ค.ศ.1971 ขณะที่มีการขุดเจาะหาก๊าซธรรมชาติ คณะสำรวจพบว่าด้านใต้นั้นเป็นโพรงและมีกลิ่นก๊าซรุนแรง พวกเขาพากันละทิ้งมันเนื่องจากเกรงอันตราย จุดไฟเผาหลุมโดยหวังว่าเพียงไม่กี่วันมันจะมอดหมด แต่หาไม่ จนวันนี้มันยังคงโชติช่วงไม่ถดถอย ราวกับเป็นปากทางสู่ดินแดนอันน่ากลัวอย่างนรก!

 

นรกภูมินั้นชาวพุทธรู้จักกันดี ใน ไตรภูมิพระร่วง อันเก่าแก่ได้บรรยายภาพของนรกไว้ ว่าเป็นดินแดนหนึ่งที่ลึกลงใต้ผืนดินของชมพูทวีป ประกอบด้วย มหานรก 8 ขุม ยมโลกนรก 320 ขุม


อุสสทนรก อีก 128 ขุม และ โลกันตนรก ซึ่งเป็นขุมที่ใหญ่ที่สุด มืดมนไร้แสง

สมเด็จพระสันตะปาปา ปิอุสที่ 10 เคยตรัสว่า “นรกเป็นรัฐชั่วร้าย พวกที่อยู่ในรัฐนี้จะถูกกีดกันจากสายตาของพระเจ้าชั่วนิรันดร และอยู่ในความน่ากลัวทุกข์ทรมาน” จึงไม่ใช่เป็นแค่ดินแดนหรือขุมเท่านั้น แต่มันคือ “รัฐ”


 

ปากปล่องภูเขาไฟมาซายา

ปากปล่องภูเขาไฟมาซายา


ใจกลางสาธารณรัฐนิการากัว ห่างเมืองหลวงมานากัวไปเพียง 12 ไมล์ มีภูเขาไฟชื่อ มาซายา (Volcan Masaya) แต่หลายศตวรรษมาแล้วที่มันถูกเรียกขานโดยคนท้องถิ่นว่า ลา โบคา เดล อินฟีโน (La boca del infierno) นับพันปีมาแล้วที่ภูเขาไฟนี้ปะทุปล่อยเถ้าควันขึ้นฟ้าสูงหลายไมล์ รวมทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ในปัจจุบันที่ริมขอบภูเขาไฟถูกจัดทำทางเดินเพื่อเที่ยวชม ทว่าในอดีต ชนพื้นเมืองเชื่อว่ามันคือปากประตูโลกกับนรก ณ จุดนี้เองที่สามารถสื่อสารติดต่อกับอีกภพได้ ทั้งวิญญาณของผู้คนและเทพเจ้า พวกเขาจะโยนคนลงปล่องภูเขาที่มีลาวาร้อนเหลวเดือดดาลเบื้องล่าง เพื่อประกอบพิธีกรรมบูชายัญ

 

ปี ค.ศ.1524 นักบวชคาธอลิกจากสเปนเดินทางมาดูมาซายาด้วยตนเอง

 

 

เมื่อแรกเห็นก็ตกใจ และตั้งชื่อให้ทันทีว่า ‘ประตูสู่นรก’ เนื่องจากที่นี่ตรงกับในคำพยากรณ์ในพันธสัญญาใหม่ ที่อธิบายถึงนรกว่าเป็นดินแดนที่ไฟลุกโหมในหลุมลึกที่ไม่มีจุดจบ และพ่นควันตลบกลบแสงตะวัน ในไบเบิ้ลกล่าวชัดเจนว่า นรกถูกตระเตรียมไว้สำหรับปีศาจ ยมทูต ซาตาน คณะบาทหลวงนำไม้กางเขนปักลงปากปล่อง มันตั้งอยู่เรื่อยมาอีกตลอดห้าร้อยปีจนเกิดการปะทุครั้งใหม่จึงหายไป

ในยุคกลาง ชาวคริสต์เชื่อว่าซาตานได้ก่อกบฏต่อต้านพระเจ้า จึงถูกจับโยนลงจากสวรรค์ ลงสู่ใต้โลกผ่านรอยแยกขนาดใหญ่ สู่หลุมที่ลึกลงไปใต้ผืนโลก และนักบวชต่างย้ำเชื่อหนักหนาว่า ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาคือดินแดนปีศาจที่ปกครองโดยซาตาน

 

ความเชื่อเรื่องประตูแห่งความตายนี้มีมาก่อนหน้าและยาวนานเกือบ 4,000 ปี ชาวสุเมเรียนก็เชื่อเรื่องดินแดนการทรมานใต้พิภพ ในบันทึกกรีกโบราณก็มีการเล่าถึงเหวลึกที่วิญญาณจะหล่นร่วงไปโดยใช้เวลานับปีก็ยังไม่ถึงพื้น

ในศตวรรษที่ 7 นักบวชชาวสเปนอ้างว่าถูกปีศาจนำไปยังทะเลสาบไฟ และเขาหนีมันรอดมาได้ด้วยการนั่งเคารพวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ศตวรรษที่ 12 มีเรื่องราวกระจายไปทั่วว่า นักรบชาวไอริชตายแล้วฟื้น เขาบอกกับผู้คนว่าระหว่างนั้นเขาพบเห็นเหตุการณ์มากมายในนรก และเช่นกัน ในปี 1930 แม่ชีชาวโปแลนด์ชื่อ โฟตินา อ้างว่าเทวดาพาตัวเธอไปท่องนรก และเธอได้เห็นภาพการทรมาน 7 ชนิดที่รอคอยลงทัณฑ์ผู้คน เส้นทางสู่นรก แน่นอนว่ามันย่อมเปล่าเปลี่ยวและลึกลับ ผู้คนมักหายสาปสูญ ไม่มีใครได้ย้อนกลับในเส้นทางเดิม ไม่พลัดหลงก็ถูกนำมาเพื่อพิธีการต่างๆในสมัยโบราณ


 

ดังเต ผู้พรรณาถึงแดนนรก

ดังเต ผู้พรรณาถึงแดนนรก


เธซิอุสวีรบุรุษแห่งกรีก ต้องสูญเสียความทรงจำ เป็นเวลานานถึง 4 ปีที่เขาถูกจับและทรมานโดยงูยักษ์ขณะลงสู่โลกใต้พื้นพิภพ

 

 

จากบันทึกของชาวเมโสโมเตเมียยุคแรก เส้นทางสู่นรกนั้นจะเต็มไปด้วยภูเขา แม่น้ำ และก่อนถึงประตูจะเต็มไปด้วยอันตราย แต่สำหรับชาวอียิปต์ มันน่ากลัวกว่านั้น ระหว่างทางสู่นรกเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด ภูตผีปีศาจ วิญญาณที่หลงทาง หลุมพรางนานา ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ดวงวิญญาณรอดพ้นสิ่งเหล่านั้นได้คือ อัมดูอัต (Amduat) ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อเป็นคู่มือสำหรับการนำทาง ที่อีโมรี ยูนิเวอร์ซิตี้ มีการเก็บรักษาคัมภีร์อัมดูอัตอายุราว 3,000 ปี คัมภีร์มีคาถาที่จะทำให้ดวงวิญญาณผ่านพ้นสิ่งต่างๆไปได้ เมื่อไปถึงยังประตูและไม่อาจบอกคาถาที่ถูกต้องได้ วิญญาณจะติดค้างที่ประตูแห่งนั้นตลอดกาล

 

ความเชื่อเหล่านี้ถูกตอกย้ำอีกครั้งโดยสาวกของพระเยซู ตามพระคัมภีร์ที่ว่าพระองค์ได้ลงสู่ฮาเดสเพื่อช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณ ในพันธสัญญาใหม่กล่าวว่า ในขณะที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไป 3 วันก่อนจะฟื้น พวกเขาเชื่อว่าเวลาดังกล่าวนั้นพระองค์เสด็จไปยังยมโลก และนำผู้ที่ศรัทธากลับขึ้นสู่โลกมนุษย์

 

 

ภาพเขียนยุคกลาง มักมีภาพของพระองค์ฟื้นจากความตายและปรากฏตัวที่หน้าถ้ำหรือปากประตูที่ไหนสักแห่ง ทำลายความเชื่อเดิมๆของมนุษย์ที่ว่าไม่มีใครสามารถรอดจากที่แห่งนั้นมาได้ ในตำนานกรีก ออฟีอุส เดินทางลงไปขุมนรกอเวจีเพื่อช่วยเหลือภรรยานาน 9 วัน เมื่อยังไม่กลับมา น้องชายของเขาก็ตามลงไปช่วย แน่นอนว่าทั้ง 3 ไม่มีใครกลับขึ้นมาได้อีก

 


 

นักบวชชาวสเปนปักไม้กางเขนที่มาซายา

นักบวชชาวสเปนปักไม้กางเขนที่มาซายา


ทางตอนเกือบใต้สุดของประเทศกรีซ บนชายฝั่งของดินแดนคาบสมุทรเพโลโพนีซุส (Peloponnesus) เฮอร์คิวลิสได้เคยพบถ้ำที่นำไปยังโลกใต้พิภพ นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ณ บริเวณนั้นอาจนำไปสู่การไขกุญแจเรื่องของฮาเดส ซึ่งในตำนานนั้นกล่าวว่ามีแม่น้ำกว้างใหญ่หลายสายอยู่ใต้แผ่นดินที่ไหลไปสู่โลกแห่งความตาย

 

 

แม่น้ำลึกลับในตำนานนั้นมีอยู่หลายสาย แม่น้ำ แอคคิรอน ซึ่งแปลว่านรกหรือสายน้ำแห่งความเศร้า มีแม่น้ำโคไซตัสหรือเสียงครวญร่ำไห้แห่งสายน้ำ เพลการ์ตอน หรือแม่น้ำแห่งไฟ และอีกมากมายหลายชื่อที่บ่งบอกว่านำทางไปสู่ความทุกข์ทรมาณ มันจะไหลเข้าสู่ปลายทางเดียวกัน นั่นคือ ฮาเดส

 

บันทึกของศาสนาอิสลามฉบับหนึ่ง พระมูฮัมหมัด กล่าวเตือนผู้ทำบาป ถึงพิษจากงูใหญ่ที่จะเผาไหม้ร่างไปนาน 40 ปี และร้อนกว่าไฟบนโลกถึง 69 เท่า ภาพของนรกภูมิในลัทธิโซโรแอสเทรียน ที่มีอายุ 1,500 ปี กล่าวถึงการทรมานที่น่ากลัว และระบุว่าเวลาที่นั่น 3 วันเท่ากับเวลา 9,000 ปีของโลกมนุษย์

 

ด้านอารายธรรมกรีกนั้นเชื่อว่า กษัตริย์ ไมนอส เป็นผู้ตัดสินดวงวิญญาณ และส่งคนชั่วร้ายลงสู่ทาร์ทารัส สำหรับชาวมุสลิมนั้นก็มีภาพความเชื่อคล้ายกันจนทุกวันนี้ คนชั่วจะหล่นจากสะพานแคบๆไปในหลุมแห่งไฟ

 


 

ภาพการทรมานในนรก เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 16

ภาพการทรมานในนรก เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 16


งานเขียนชิ้นหนึ่งที่ถูกเขียนขึ้นราวปี ค.ศ. 1300 จินตนาการถึงนรกที่แจ่มชัด โดย ดังเต อลิเกียอาริ (Dante Alighieri) เขาเป็นรัฐบุรุษ กวีผู้ยิ่งใหญ่ เขาถูกจับในสงครามที่ฟลอเรนซ์ ถูกเนรเทศจากบ้านเกิด เขาเขียนมหากาพย์ฉบับหนึ่งชื่อว่า Commedai แบ่งออกเป็นสามภาค มีภาคหนึ่งที่ชื่อ ดิ อินเฟอร์โน บรรยายเล่าเรื่องราวการเดินสู่นรกอันสยดสยอง ผู้คนจะถูกต้ม เผา และทิ่มแทง อธิบายรายละเอียดว่านรกภูมิมี 9 ขุม การทรมานจะขยับความรุนแรงลงไปเรื่อยตามความชั่วช้าของผู้คน คนผิดในกามจะถูกพายุลมพัดร่างไม่หยุดหย่อน คนตะกละจะติดในหลุมโคลนของสิ่งโสโครกตลอดกาล ขโมยจะถูกโจมตีจากงู คนนอกรีตจะถูกโจมตีจากดวงไฟตกจากฟากฟ้า หรือไม่ก็จมในน้ำเดือด และเขาบอกว่า ดวงวิญญาณจะมีสติรับรู้การลงทัณฑ์อย่างนั้นไปตลอดกาล การเดินทางเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ไปสิ้นสุดที่วันอีสเตอร์

 

 

 

ประติมากรระดับโลกอย่าง โอกุสต์ โรแด็ง ได้สร้างงานชิ้นหนึ่ง เป็นบานประตูนรก บานประตูนั้นฉายภาพของนรกโลกันต์แจ่มชัดโดยไม่ต้องจินตนาการ

ที่ไอร์แลนด์ ในทะเลสาบห่างไกลที่ชื่อ ล็อค เดิร์ค มีเกาะเล็กๆ ที่รู้จักกันในนามที่ชำระบาปของ เซนต์แพททริค บนเกาะมีโพรงถ้ำที่ผู้คนเชื่อว่ามันเป็นประตูสู่นรก

 

 

ทุกๆหน้าร้อน ผู้คนจะมานับพันเพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมซึ่งมีมานับพันปี พวกเขาจะอดอาหาร อดหลับอดนอนข้ามวันข้ามคืน พากันร้องเพลงและสวดขอพร ตำนานเล่าว่า เซ็นต์แพททริคพยายามที่จะเปลี่ยนใจพวกนอกรีต เขาจึงบอกแก่พระเจ้า และพระองค์ก็ได้ชี้ช่องทางสู่ขุมนรก เพื่อที่ผู้คนจะได้เชื่อว่าพระเจ้านั้นมีอยู่จริง

 

ในศตวรรษที่ 12 มีเรื่องราวว่าอัศวินผู้หนึ่งได้ลงไปสู่นรกภูมิ ผ่านสถานที่ชำระบาปแห่งนี้ และได้เห็นหม้อต้มน้ำที่เดือดพล่าน และกองทัพของซาตาน ทุกวันนี้ทางเข้าถ้ำได้สูญหายไปแล้ว สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป หอระฆังถูกสร้างขึ้นแทนถ้ำแห่งนั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ เชื่อว่าถ้าใครมาที่ร่วมแสวงบุญที่นี่ 3 ครั้ง เขาจะไม่มีวันตกนรก

 


 

ภาพนรกจากหนังสือ Commedai ของดังเต

ภาพนรกจากหนังสือ Commedai ของดังเต


ประตูสู่นรกอีกบานอยู่ที่กันดารที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

มีภูเขาไฟที่มอดแล้วแห่งหนึ่งในประเทศเอธิโอเปีย ภูเขาไฟ เอทตา อาเล เป็นที่รู้จักกันในนาม หลุมที่นรกสร้างขึ้น รอบๆบริเวณนั้นไร้ร้างสิ่งมีชีวิต คนพื้นเมืองจะเตือนเราว่า อย่าไปเหยียบที่แห่งนั้นเชียว มันเต็มไปด้วยวิญญาณร้าย ด้วยความร้อนกว่า 2,000 องศา ปากปล่องจึงทำให้รู้สึกว่าเข้าใกล้นรกโลกันต์เหลือเกิน กำมะถันอวลตลบคลุมบรรยากาศ ที่ไอซ์แลนด์ก็มีเช่นกัน

 

เมื่อปี ค.ศ. 2010 ที่ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ปะทุขึ้น ส่งควันและเถ้าลาวาคลุมเกือบทั่วภูมิภาคยุโรป คนในยุคกลางเชื่อว่าห่างจากจุดนั้นไปราว 30 ไมล์ มีประตูสู่นรกอีกแห่งหนึ่ง การปะทุรุนแรงที่ภูเขา  เฮลกา ในปี ค.ศ.1104 นั้น เถ้าลาวาปกคลุมทั่วยุโรป กำแพงนรกได้พังทลายลงในความคิดพวกเขา และปีศาจได้ออกจากประตูนรกมาเพื่อทำลายมวลมนุษย์

 

 

ไม่มีใครรู้ว่าลึกลงไปราว 5,000 กิโลเมตร จากพื้นโลกมันมีความลับอะไรซุกซ่อนอยู่กันแน่ ทว่าในจินตนาการเรากลับเห็นภาพการลงทัณฑ์ อันแสนทรมาน ไฟแผดเผาดวงวิญญาณ และเหล่าซาตาน ความมืดมิด สัตว์ร้าย ทุกสิ่งอย่างดูโหดร้ายเกินกว่าจะมีความต้องการที่ใครจะลงไป...

 

 

หรือว่าแท้จริงแล้วมันไม่มีอะไรอยู่เลย นอกจากความร้อนเกือบ 6,000 องศาเซลเซียส.

โดย  “Time Machine”
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

ความคิดเห็นแรก | Views: 2171

เปิดตำนาน MERCEDES BENZ E-CLASS PDF พิมพ์
 

Pic_373700



ย้อนอดีตเปิดตำนาน Mercedes Benz E-Class ยนตรกรรมหรูที่สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ตราดาวและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ขับขี่นับล้านคนทั่วโลก...

ซาลูนขนาดกลางที่หรูหรามีระดับจากค่ายตราดาว รถยนต์ในตระกูล E-Class ถือกำเนิดขึ้นบนโลกยนตรกรรมมากว่า 60 ปีแล้ว จากรุ่นแรกสุด W120 ในปี 1953 จนมาถึงรุ่นล่าสุดในปี 2013 กับโมเดล W212 Facelift ความนิยมเกิดขึ้นจากสมรรถนะบวกความหรูหราสะดวกสบาย ทุกยุคสมัยที่ผ่านมาของแบรนด์ตราดาวผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนี ส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่เกิดขึ้นในบริษัทแห่งนี้จากตัวเลขยอดจำหน่ายของรถยนต์โมเดล E-Class หากย้อนเวลากลับไปสู่จุดแรกเริ่มในปี 1953 รุ่น W120 คือ Mercedes Benz รุ่นแรกสุดที่มาพร้อมกับตัวถังแบบ Self-supporting การออกแบบโดยไม่จำเป็นต้องใช้เฟรมพิเศษใดๆ ในการรองรับด้านใต้ท้องของตัวรถ นับเป็นบรรพบุรุษของ E-Class ในทุกวันนี้ ถึงแม้จะมีการกล่าวกันว่าตำนานที่แท้จริงของ E-Class เริ่มต้นขึ้นด้วย W136 ที่ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและมีการผลิตจนถึงปี ค.ศ. 1953 ก็ตาม





Mercedes-Benz 170V 1936-1942


Mercedes-Benz W136 1946

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ของ Mercedes-Benz ใน Untertrkheim ถูกผลกระทบของสงคราม โดนทิ้งระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตร จึงเป็นไปได้ยากในการที่จะผลิตรถรุ่นใหม่เนื่องจากการขาดทรัพยากรทั้งกำลังคนและการใช้พลังงาน เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เยอรมนีอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากจากความพ่ายแพ้ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมืองที่ต้องใช้เวลาในการพื้นฟู และเมื่อการผลิตรถยนต์กลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1946 แบรนด์ตราดาวได้ทำการบูรณะโรงงานที่พังเสียหายในช่วงสงครามโดยเริ่มการผลิตรถยนต์ซีดานต่อจากโมเดล W136 ซึ่งนับได้ว่ามันคือต้นตระกูลของรถยนต์ E-Class เป็นปู่ของซาลูนสุดหรูในทุกวันนี้ ก่อนหน้านี้ ยานพาหนะคันแรกที่หลุดออกมาจากสายการผลิตของ Mercedes Benz ได้แก่ ยานขนส่ง-รถกระบะ และรถตู้ พร้อมกับรถพยาบาลและรถตำรวจตระเวนชายแดนในรหัสโมเดล 170V รถเพื่อการพาณิชย์เหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนสำหรับความพยายามฟื้นฟูประเทศที่ย่อยยับของเยอรมนี โมเดล W136 รุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบของความหรูหรา การผลิตอย่างต่อเนื่องดำเนินไปจนถึงปี ค.ศ. 1955 แม้ว่า E-Class รุ่นแรกสุดที่แท้จริงซึ่งถูกเรียกว่า Ponton จะถูกผลิตตามออกมาในปี 1953 ตำนานของดาวดวงใหม่ในโลกแห่งยนตรกรรมได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้




Mercedes Benz Manufacturing in 1953


Mercedes Benz W120 1953-1962

W136 ที่เริ่มโบราณบานบุรีถูกแทนที่ด้วยน้องชายแท้ๆ ของตัวเองในรุ่นถัดมาบนรหัสตัวถัง W120 ในปี 1953 มันเป็นรถ Mercedes-Benz รุ่นแรกสุดของค่ายที่ใช้การออกแบบรูปทรงกล่องกับตัวถังโมโนค็อก โครงสร้างของแชสซีส์ หรือที่รู้จักกันในประเทศเยอรมนีขณะนั้นว่า "Ponton" โครงสร้างแบบครบวงจรมีดีไซน์เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและรูปทรงโค้งมน ด้านหน้าวางกระจังอะลูมินั่มอัลลอยสีเงิน ด้านบนปะตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาว ห้องโดยสารส่งถ่ายความหรูด้วยพวงมาลัยสีขาวและเบาะหุ้มหนังแท้ เรือนร่างที่สื่อให้เห็นถึงการออกแบบของ Ponton ใน Mercedes-Benz W120 ในขณะเดียวกันแนวความคิดใหม่ในการออกแบบที่เชื่อมโยงกับระบบอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับอนุญาตจากผู้บริหารสำหรับลดค่าแรงเสียดทานลม (ส่งผลให้เสียงลมน้อยลงและมีการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น) เช่นเดียวกับการตกแต่งภายในที่กว้างขวางมากขึ้น รถ W120 ก้าวขึ้นสู่แนวหน้าของอุตสาหกรรมรถยนต์จากปี 1953 จนถึงปี 1962 ที่จำนวนการผลิตทั้งหมด 442,963 คัน ในรุ่น 180-190 D ที่ถูกสร้างขึ้น จากมุมมองทางเทคนิค การผลิตต่อมา Mercedes-Benz ยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของห้องโดยสาร ซึ่งความหรูดังกล่าวยังคงสงวนไว้สำหรับรุ่นแรกสุดของ E-Class




Mercedes Benz W110 Fintail 1961-1968


W110 Fintail
ตัวอย่างของงานวิศวกรรมจักรกลที่ดีเลิศปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อ E Class รหัส W110 หรือที่รู้จักกันว่า Heckflosse หรือ Fintail (เบนซ์หางปลา) ผงาดขึ้นสู่วงการยานยนต์ในปี 1962 รถรุ่นนี้ได้ป่าวประกาศจุดเริ่มต้นของความสำเร็จบนเรือนร่างสัดส่วนบั้นท้ายแบบ "Fintail" รหัสตัวถัง W110 ที่ดูเหมือนจะเป็นการสื่อให้เห็นถึงความนิยมบนรูปแบบของรถอเมริกันในยุคนั้นซึ่งมักดีไซน์บั้นท้ายของรถยนต์ให้มีลักษณะคล้ายกับครีบหรือหางของปลา แรงบันดาลใจแบบอเมริกันประดับประดาฝาท้ายด้วยครีบเล็กวางไว้ เหนือไฟท้าย การผลิตของ Fintail ต่อเนื่องไปจนถึงปี 1969




Mercedes Benz W114/115 1968-1976


W114/115 Stroke-8
W110 Fintail ถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้มันเข้ากับยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไป นักออกแบบของ Mercedes-Benz เป็นดีไซเนอร์จากฝรั่งเศสชื่อ Paul Bracq ยังเป็นผู้รับผิดชอบในโครงการซาลูนคันใหม่รหัส W108 S-Class รถ E-Class รหัส W114/115 มีรูปแบบที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีกับงานวิศวกรรมโครงสร้างที่แข็งแกร่ง นับเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์ท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรง Mercedes-Benz กลายเป็นผู้บุกเบิกในการพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซล 5 สูบ และถูกใช้เป็นครั้งแรกใน Mercedes-Benz รุ่น 240D 3.0 ลิตร ดีเซล รุ่น W115 ตลอดช่วงอายุของสายการผลิต W114/115 เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1968-1976 รถรุ่นนี้ยังมีการกำหนดรุ่นแยกย่อยของการอัพเกรด ทั้งแบบลีมูซีนช่วงตัวถังยาว แบบคูเป้สองประตูแนวสปอร์ต ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วย E-Class ใหม่ในยุคต่อไป รถรุ่น W114/115 ในไทยเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับผู้คนในยุคนั้นด้วยสมญานามเบนซ์ตาตั๊กแตน




Mercedes Benz W123 1976-1985


W123
การเปิดตัวของ W123 ในปี 1976 เป็นหนึ่งในความพยายามของผู้บริหารซึ่งเป็นผู้ผลิตจากประเทศเยอรมนี เพื่อทำให้รถรุ่นใหม่คันนี้มีความโดดเด่นและค่านิยมที่นำมาใช้ก่อนหน้านี้เหนือกว่า "Stroke 8" รุ่นที่แล้ว กว่า 2.5 ล้านคันของ W123 ถูกขายไปทั่วทุกมุมโลก ตลอดทศวรรษของการผลิต ความสำเร็จที่ได้รับไม่เพียงแค่ด้านวิศวกรรมที่ก้าวล้ำหน้ารถยนต์ยี่ห้ออื่น ความนิยมชมชอบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการดำเนินนโยบายทางการตลาดที่ดี W123 เป็นรถที่สามารถทำยอดขายทะลุปรุโปร่งทั้งในยุโรปและในสหรัฐอเมริการวมถึงบางประเทศในเอเชีย ในช่วงเวลานั้น ความนิยมทำให้ลูกค้าต้องรอนานถึง 1 ปี สำหรับการจอง W123 ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า รูปแบบของตัวรถในการจัดส่งไปยังสหรัฐอเมริกาจะมีความแตกต่างกันในรูปแบบที่คนยุโรปใช้งาน รถ W123 ได้รับการสร้างขึ้นบนพื้นฐานที่เน้นหนักในด้านความปลอดภัย ด้วยกันชนขนาดใหญ่ ไฟหน้าดีไซน์แปลกตาและตัวถังแบบซาลูนที่ปราดเปรียว ลบภาพลักษณ์รถที่เคยมีรูปทรงโบราณไปอย่างสิ้นเชิง ในยุโรปมีความหลากหลายของออฟชั่นเสริมพิเศษที่ประกอบไปด้วยที่ปัดน้ำฝนบนไฟหน้า ที่นั่งบุด้วยผ้าเนื้อดีและระบบปรับอากาศแบบใหม่ เพียงไม่กี่ปีที่ถูกส่งออกขาย W123 กลายเป็นยนตรกรรมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก่อนหน้าที่ Mercedes Benz จะพัฒนารุ่น W124 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ E-Class อย่างแท้จริง




Mercedes Benz W124 1985-1996


W124 300CE Cabriolet First E-Class

W124 ผงาดขึ้นมาในปี 1985 ในช่วงงาน Motorshow ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต รถ Mercedes Benz W124 ปรับปรุงช่วงล่างใหม่หมดเพื่อการทรงตัวที่ดีขึ้น ตัวถังมีค่าความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นกว่ารุ่น W123 รูปแบบและรุ่นของมันมีให้เลือกมากมายครอบคลุมการใช้งาน ทั้งซีดานสี่ประตู คูเป้สองประตู สองประตูเปิดประทุนหลังคาผ้าใบ ห้าประตูแบบสเตชั่นแวนกอน งานประกอบตัวรถเพิ่มมาตรฐานในหลายรูปแบบซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ภายใน หนังที่ใช้หุ้มและลายไม้ เครื่องยนต์เบนซินและดีเซลหลากหลายขนาดความจุ เทคโนโลยีที่ E-Class W124 นำมาใช้นอกจากระบบช่วยเบรกและถุงลมนิรภัยแล้ว โครงสร้างของแชสซีส์ที่เหนือกว่าคู่แข่งทำให้มันเป็นรถที่มีความปลอดภัยสูงคันหนึ่งของวงการ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ W124 นับเป็น E-Class รุ่นแรกที่จะส่งถ่ายพันธุกรรมไปเป็นรถซีดานขนาดกลางที่ประสบความสำเร็จต่อไปในโมเดล W210




Mercedes Benz W210 1995-2003


W210

W210 ผงาดขึ้นมาในปี 1995 แทนที่ W124 ที่เริ่มล้าสมัยหลังจากออกขายมานานและได้รับความนิยมไปทั่ว เครื่องยนต์และวิศวกรรมของตัวรถถูกพัฒนาให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นในยุคนั้น มันเป็นรถเก๋งขนาดกลางรุ่นแรกของค่ายตราดาวที่ใช้โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอิเล็กทรอนิกส์ (ESP), (ASR), ระบบเบรกแบบ Assist ครบทั้ง ABS EBD BAS รูปลักษณ์ใหม่หมดจดมีมุมมองที่แปลกตาด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบใหม่ ตัวถังมีความกว้างและยาวมากขึ้นทำให้ W210 เป้นรถที่มีขนาดอวบโตมากกว่า E--Class ทุกๆ รุ่น ความกว้างของห้องโดยสารที่ถูกขยายออกเพิ่มเติมประสิทธิภาพของการนั่งโดยสาร อุปกรณ์และวัสดุมีรูปแบบที่ทันสมัยบวกความหรูหราของสีสันภายในที่ใช้ตกแต่งพวกหนังแท้และพรมแม้กระทั่งผ้าบุหลังคา ระบบควบคุมอุณหภูมิเปลี่ยนมาเป็นแบบแยกส่วนดิจิตอล เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลที่มีการอัพเกรดให้กลายเป็นต้นแบบของขุมกำลังที่จะใช้วางลงใน E-Class ยุคต่อไป ส่วนตัวถังยังมีให้เลือกตามความชอบและลักษณะการใช้งานของลูกค้าเหมือนเดิมทั้ง 4-5 ประตู 2 ประตูหลังคาแข็งหรือหลังคาผ้าใบพับเก็บได้ รวมถึงรุ่นแรงสุดจากแผนก AMG ที่มีการเปลี่ยนแปลงอัพขุมกำลังและช่วงล่างรวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งแบบสปอร์ต พวงมาลัยของ W210 ยังได้รับการติดตั้งชุดของปุ่มควบคุมแบบใหม่ ทำให้ทุกระบบที่สั่งงานด้วยปุ่มทั้งเครื่องเสียงการรับสายโทรศัพท์เคลื่อนที่และการควบคุมเครื่องเสียง สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย




Mercedes Benz W211 2002-2009


W211
ในปี 2002 W211 กลายเป็นรถ E-Class ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุด รถรุ่นใหม่คันนี้เหมือนเป็นตัวแทนของการก้าวกระโดดอีกครั้งจาก Merrcedes Benz การออกแบบมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้รูปลักษณ์ของรถที่จะออกสู่ตลาดโดนใจกลุ่มลูกค้าที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ตราดาว เช่นเดียวกับการตกแต่งภายในที่หรูหราสมบูรณ์แบบ ทางเลือกของเบาะหนังและไฮไลต์ใหม่บนลายไม้ แผงคอนโซลใหม่กับหน้าปัดที่งดงาม ระบบส่งกำลังมีประสิทธิภาพดีขึ้น E-Class W211 ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในหนัง Men in black พาหนะ ของพระเอกที่คอยจัดการกับเหล่าวายร้ายต่างดาว มันถูกสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดีจากขั้นตอนอันยาวนานของวิวัฒนาการ เป็นคู่แข่งที่คุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับ BMW 5-series ที่ Mercedes Benz ใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้คู่แข่งแซงขึ้นหน้าในด้านความนิยม คุณสมบัติที่โดดเด่นของรถรุ่นนี้คือการรวมเอาเทคโนโลยีทั้งจากอดีตผสมกับเทคโนโลยีปัจจุบัน รถ E-Class, W212 ผงาดขึ้นมาในที่สุด และกลายเป็นมรดกตกทอดที่ทรงคุณค่าของแบรนด์ตราดาว




Mercedes Benz W212 2009-2012


W212 Facelift 2013


งานออกแบบของ E-Class W212 เริ่มต้นขึ้นในแผนก R And D ในปี 2004 หลังจากโปรแกรมการพัฒนาอันยาวนานเริ่มขึ้นในปี 2003 ด้วยการออกแบบโดย Thomas Stopka หลังจากการกลั่นกรองและการพิจารณาด้านวิศวกรรมกับช่างและวิศวกรชั้นหัวกะทิของ Benz ด้วยรูปลักษณ์ของไฟหน้าที่ปรับให้คมเข้ม ใช้กรอบไฟหน้าแบบสองชิ้น กระจังหน้าที่เข้ารูปรวมถึงด้านข้างของตัวรถที่เน้นเหลี่ยมมุมมากกว่ารุ่น W211 ไฟท้ายทรงยาวที่ดูดีกว่าไฟท้ายแบบสามเหลี่ยมตามยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไป ภายในใช้ความหรูเป็นการนำเสนอที่คุ้นเคยของ New E-Class ทั้งนาฬิกาบนคอนโซล แผงหน้าปัดมาตรวัดสีขาวนุ่มนวลกับโทนสีภายในห้องโดยสารที่มีให้เลือกแล้วแต่ความชอบของลูกค้า รุ่นที่ขายดีนอกจากซาลูน 4 ประตูแล้ว W 212 ในรุ่นคูเป้สองประตูยังถูกขายออกไปราวกับสายน้ำ ทรงของรถที่งดงามลงตัวมากกว่า E-Class ทุกรุ่นที่เคยมีมาทำให้มันประสบความสำเร็จบนเส้นทางของการทำตลาด ในช่วงต้นปี 2013 ค่าย Mercedes Benz ปล่อย W212 รุ่น Facelift ตามออกมาเพื่อกระตุ้นตลาดรถหรูขนาดกลาง การปรับดีไซน์ของไฟหน้าและไฟท้ายใหม่ การผนวกเอาความหรูหราของวัสดุอุปกรณ์และสภาพการขับขี่ควบคุมที่ดีขึ้นทำให้ความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ด้วยตัวถังที่หลากหลาย สมรรถนะที่โดดเด่น เครื่องยนต์ที่สะอาดมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดทั้งปวงทำให้ E-Class เป็นซาลูนขนาดกลางที่ไม่เหมือนใครจากการรักษาเอกลักษณ์เอาไว้อย่างเหนียวแน่นตั้งแต่รุ่นแรกสุดยันรุ่นสุดท้าย ไม่ว่าคุณจะขับมันในรุ่นใด ทุกๆ คันต่างส่งถ่ายอารมณ์และการตอบสนองของความเป็น Mercedes Benz ได้คล้ายๆ กัน กว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาได้ขัดเกลาให้โมเดล E-Class เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือความเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปีนั่นเอง.




อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

ความคิดเห็นแรก | Views: 757

สุดยอดเกียรติประวัติ...รางวัลโนเบล PDF พิมพ์
 

 

Pic_371034

 

บรรยากาศภายในห้องประกาศรางวัลโนเบล

รางวัล "โนเบล" ถือเป็นรางวัลสำคัญระดับนานาชาติ ซึ่งจะพิจารณาจากผลงานวิจัย หรือคุณค่าของคุณประโยชน์ต่างๆ ที่สร้างให้กับมวลมนุษยชาติ โดยรางวัลนี้เกิดขึ้นตามความต้องการของ นายอัลเฟรด โนเบล นักเคมีชาวสวีเดน ซึ่งท่านนั้นถือเป็นนักเคมีที่โด่งดังในโลก และประสบความสำเร็จในการผลิตสิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะ "ไดนาไมต์" ซึ่งไดนาไมต์นี้เอง มันก็คือส่วนสำคัญในการทำระเบิด ตัวท่านเองก็รู้สึกเสียใจจากการที่คิดค้นผลิตสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ เพราะไดนาไมต์ได้ถูกนำมาใช้ในการต่อสู้ คร่าชีวิตมนุษย์ และทำให้เกิดสงครามมากมาย

 

ก่อนเสียชีวิต นายอัลเฟรด โนเบล จึงมอบทรัพย์สินเกือบทั้งหมด ให้เป็นกองทุนเงินรางวัลโนเบล เริ่มต้นที่ 5 สาขา อันประกอบด้วย สาขาเคมี, การแพทย์, วรรณกรรม, ฟิสิกส์ และที่ลืมไม่ได้ สาขาสันติภาพ ด้วยจุดประสงค์หลักต้องการส่งเสริม ผู้คิดค้นผู้ทำความดี มีประโยชน์และสร้างสันติภาพบนโลก โดยการมอบรางวัลเริ่มต้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1901 ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเสียอีก ปัจจุบันการมอบรางวัลโนเบลยังทำขึ้นทุกปี ซึ่งทำขึ้นทุกวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี โดยผู้พระราชทานรางวัลคือ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรสวีเดน ซึ่งขั้นตอนในการคัดเลือก ถือเป็นสิ่งที่ยากมาก ที่จะมอบรางวัลนี้ให้กับใคร ซึ่งทุกท่านที่ได้รับรางวัลนี้ ก็กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกทุกคน

 

สิ่งที่จะได้รับประกอบด้วย เหรียญรางวัลโนเบล ใบประกาศเกียรติคุณ และเงินรางวัล อีก 10 ล้านโครน หรือประมาณ 40 กว่าล้านบาท โดยในทุกปีจะมีการเลี้ยงเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการ ณ ศาลาว่าการกรุงสตอกโฮส์ม หรือ City Hall แห่งนี้ จึงทำให้ City Hall ของสตอกโฮล์ม กลายเป็นสถานที่สำคัญและมีชื่อเสียง ตามรางวัลโนเบลไปด้วย

 

 

ศาลาว่าการเมือง สต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน สถานที่จัดงานมอบรางวัลโนเบล?

 

ศาลาว่าการเมือง สต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน สถานที่จัดงานมอบรางวัลโนเบล?

 

ตัวอย่างเหรียญรางวัลโนเบล

 

ตัวอย่างเหรียญรางวัลโนเบล

 

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล

ความคิดเห็นแรก | Views: 550

เปิดตำรับยาดังในอดีต PDF พิมพ์
 

Pic_375747

ปัจจุบันนี้วิทยาการต่างๆก้าวหน้าไปเร็วมากในแทบทุกด้าน ความรู้ทางการแพทย์และอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกันก็เป็นอีกสาขาหนึ่งที่พัฒนาไม่น้อยไปกว่าด้านอื่นๆ แต่กว่าจะถึงวันนี้ ก็ต้องผ่านลองผิดลองถูกมามาก ยาหลายขนานในอดีตที่เคยใช้รักษาอาการป่วยไข้ มาถึงวันนี้กลายเป็นสารต้องห้ามไปก็มาก วันนี้ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจะพาท่านไปดูกันว่าในอดีตมีอะไร “น่ากลัวๆ” ที่ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาคนบ้าง

ยาอี หรือ Ecstasy

ยาอี หรือ Ecstasy

ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  มียาเสพติดที่ออกฤทธิ์กล่อมประสาท 2 ชนิดที่ถูกนำไปใช้เป็นยาบำบัดอาการทางจิต สองชนิดที่ว่าคือ LSD (Lysergic acid diethylamide) และ ยาอี หรือ Ecstasy (Methylene dioxy meth amphetamine)

ระยะแรกผู้ที่นิยมใช้สารนี้คือกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ต่อมาการเสพก็แพร่กระจายออกไปสู่คนกลุ่มอื่นๆ เนื่องจากหาซื้อง่าย เพราะมีขายกันทั่วไปเหมือนกับยาแก้ปวดที่ขายกันในยุคนี้ แต่กลุ่มผู้เสพที่สำคัญคือ นักดนตรีและพวกฮิปปี้ ซึ่งกว่าจะรู้ซึ้งว่ามันมีโทษมากกว่าคุณ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะต่อมาผู้เสพก็เพิ่มความหลากหลายมากขึ้นอีก ทั้ง กัญชา แอมเฟตามีน และเฮโรอีน จนทำให้ยาเสพติดกลายเป็นปัญหาระดับชาติของสหรัฐฯ และลุกลามออกไปเป็นปัญหาระดับโลกในที่สุด

LSD ที่ทำมาในรูปของกระดาษ มีลวดลายต่างๆ ใช้อมให้ละลาย

LSD ที่ทำมาในรูปของกระดาษ มีลวดลายต่างๆ ใช้อมให้ละลาย

 

เฮโรอิน ในยุคที่เป็นยาแก้ปวดถูกกฎหมาย

เฮโรอิน ในยุคที่เป็นยาแก้ปวดถูกกฎหมาย

ก่อนหน้า ที่จะใช้ LSD เป็นยา ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 บริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์และยารายใหญ่ของเยอรมนี ได้ผลิตยาแก้ไอสูตรใหม่ขึ้นมา แต่ผลพลอยได้ที่ทำเงินมากกว่าการใช้เป็นยาแก้ไอคือ ฤทธิ์ในการระงับอาการปวด เริ่มแรกยาที่ว่านี้จะใช้ชื่อว่า Bayer Aspirin แต่ผู้บริหารไม่เห็นด้วย จึงเปลี่ยนเป็นชื่อ เฮโรอิน (Heroin) และออกวางจำหน่ายที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปเมื่อปี 1898 สามารถหาซื้อตามร้านขายยาทั่วไปได้ จากนั้นจึง วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา เฮโรอิน ได้รับการรับรองจากสมาคมแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาในปี 1907 แต่เพียงปีสองปีหลังการวางตลาด ก็มีรายงานการติดยาออกมาเรื่อยๆ จนในที่สุดบริษัทจึงเลิกการผลิตเฮโรอินในปี 1913 อย่างไรก็ดี หลังจากยาเฮโรอินวางตลาดแล้วหนึ่งปี ยาแก้ปวดแอสไพรินจริงๆที่ไม่ทำให้ติดก็ผลิตออกจำหน่าย

สารหนู (Arsenic) แร่สีเงินชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ และแพร่หลายไปในทุกทวีป ตามธรรมชาติสารหนูจะปะปนอยู่กับแร่ชนิดอื่นๆ เช่น แร่เงิน ทองแดง โคบอลต์ ทองคำ ตะกั่ว เป็นต้น มีน้อยมากที่พบแบบเสรี

 
ฉลากและขวดยา Fowler's Solution ที่มีสารหนูเป็นตัวยาสำคัญ

ฉลากและขวดยา Fowler's Solution ที่มีสารหนูเป็นตัวยาสำคัญ

ชาวกรีกและชาวโรมันใช้สารหนูแดงและสารหนูเหลืองซึ่งเป็นซัลไฟด์ทำสีเมื่อต้องการสีแดงและสีเหลือง และใช้สารหนูมาเป็นองค์ประกอบของยารักษาโรค เช่นเดียวกับชาวจีน ที่ใช้สารหนูเป็นยาโดยตรงหรือเป็นส่วนผสมของยา ประเทศอังกฤษในสมัยวิกตอเรีย สารหนูเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางด้วย ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ไปจนถึงกลางศตวรรษที่ 19 มียาชื่อ Donovan’s Solution ที่ใช้รักษาอาการปวดข้อต่อตามร่างกายและโรคเบาหวาน และยา Fowler’s Solution ที่ใช้รักษาโรคหลายโรค ได้แก่ มาลาเรีย ซิฟิลิส ซึ่งยาชนิดนี้ถูกใช้ต่อเนื่องมานาน จนกระทั่งเมื่อมีการค้นพบยาเพนนิซิลีน เมื่อปี ค.ศ.1928 นอกจากนั้น สารหนูยังเป็นส่วนผสมของยารักษาโรคอื่นๆอีกมายมาก ที่สำคัญคือ ใช้รักษาโรคมะเร็งมานานหลายร้อยปี จนกระทั่งถูกห้ามเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากพบว่า ตัวมันเองก็เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งได้ด้วยเช่นกัน

มูลสัตว์นั้นมีประโยชน์มากมาย อย่างที่เห็นชัดๆคือ มูลวัวและหมูซึ่งใช้เป็นปุ๋ยได้เป็นอย่างดี ที่อินเดียชาวบ้านจะเอามูลวัวปะไว้ตามผนังบ้าน เพื่อทิ้งให้แห้ง เมื่อแห้งแล้วก็จะไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างดี ในศตวรรษที่ 17 แพทย์ชาวอังกฤษใช้มูลไก่เป็นยาแก้ผมร่วงผมบางไปจนถึงหัวล้าน และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ ยาแก้ระคายคอที่มีส่วนผสมของมูลสุนัข ซึ่งใช้กันประมาณ ค.ศ.1650-1850 ส่วนอียิปต์โบราณนั้นมีวิธีคุมกำเนิดโดยใช้มูลจระเข้ใส่เข้าไปในช่องคลอด ซึ่งคล้ายกับชนชาติอื่นๆในแอฟริกา ที่ใช้มูลช้างเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน

พ่อค้าขายมัมมี่ ภาพถ่ายในปี 1875

พ่อค้าขายมัมมี่ ภาพถ่ายในปี 1875

สารอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ทำยารักษาโรคกันมากในอดีตคือ ปรอท (Mercury) ไม่ว่าจะเป็นโรคยอดนิยมอย่างซิฟิลิส หรือโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ชะลอวัย และอื่นๆอีกมากมาย ปรอทนั้นเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ นักประวัติศาสตร์บางคนคิดถึงความเป็นไปได้ว่า พระองค์อาจจะสิ้นพระชนม์เพราะสาเหตุจากการกินปรอทที่เข้าใจว่าเป็นยาอายุวัฒนะเข้าไปจำนวนมากนั่นเอง ในศตวรรษที่ 19 ปรอทในรูปของ ยาเม็ดเป็นที่นิยมมาก เพราะแม้กระทั่งประธานาธิบดีลินคอร์นของสหรัฐฯก็เคยใช้อยู่เป็นประจำในบ้านเรา เป็นที่ทราบกันดีว่าปรอทถูกใช้ผสมในครีมหน้าขาว ครีมหน้าเด้ง และครีมลดริ้วรอยต่างๆมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเป็นสารต้องห้าม และจับผู้จำหน่ายสินค้าที่มีส่วนผสมสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพดังกล่าวเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านไปนี้เอง แต่ปัจจุบันนี้เข้าใจว่ายังคงมีเครื่องสำอางราคาถูกที่มีส่วนผสมของปรอทจำหน่ายอยู่ไม่น้อย

ในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นยุคที่การคุมอาหาร การลดน้ำหนักบูมมากยุคหนึ่ง ไม่แพ้ยุคปัจจุบันนี้ มีผลิตภัณฑ์ต่างๆออกมามากมายเชิญชวนให้คนใช้ ที่น่าตกใจมากอย่างหนึ่งคือ การกินไข่พยาธิตัวแบนของวัวเข้าไปเพื่อช่วยลดน้ำหนัก โดยทำมาในรูปของยาเม็ด เมื่อเข้าไปอยู่ในท้องแล้วไข่ก็จะฟักออกเป็นตัว แล้วโตขึ้นๆจากอาหารที่เรากินเข้าไป เมื่อผู้ที่กินพยาธิเข้าไปสามารถลดน้ำหนักตัวได้ตามต้องการแล้ว ก็ให้กินยาฆ่าพยาธิแล้วถ่ายออกมา

เนื่องจากพยาธิชนิดนี้สามารถยาวได้ถึง 9 เมตร ดังนั้นถึงมันจะกินจุ ช่วยลดน้ำหนักตัวได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาคือ ถ้าปล่อยให้มันโตขึ้นมากๆ และฆ่า มันได้ไม่หมด อาการที่จะตามมาคือ ปวดหัว ตาพร่ามัว ไขสันหลังอักเสบ ลมบ้าหมู ฯลฯ

ขวดไม้บรรจุผง Mumia

ขวดไม้บรรจุผง Mumia

ในเมืองไทยของเรา มียาที่เรียกว่า ยาผีบอก จะเป็นเพราะได้สูตรมาจากผีจริงๆ หรือเพราะไม่รู้ที่มาที่ไป หรือผสมไปแบบมั่วๆ ก็น่าจะเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ที่ยุโรปและตะวันออกกลางในยุคกลาง มียาบางอย่างที่มีส่วน ผสมของ “ผี” จริงๆ ส่วนผสมที่ว่านี้เรียกว่า Mumia หรือ Mummia มันคือผงที่บดมาจากซากมัมมี่ เนื่องจากซากมัมมี่นั้นถูกรักษาไว้ด้วยสารบางอย่างที่เรียกว่า Asphatum ซึ่งสารชนิดนี้เองที่คนยุคนั้นเชื่อว่าเป็นของดี แต่ไม่สามารถสกัดออกมาได้ จึงนำเอาซากมัมมี่ไปบดผสมเป็นยา (และผสมทำเป็นสีที่ได้รับความนิยมมากด้วย) ยาขนานนี้เป็นยาครอบจักรวาล ใช้รักษาตั้งแต่อาการปวดหัว ไอ สมานแผลในท้อง และยังสามารถใช้ถอนพิษบางชนิดได้ด้วย จนกระทั่งแพทย์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งได้ศึกษาและทดสอบผงมัมมี่อย่างจริงจัง เขาเขียนผลการทดสอบออกมาว่า ยานั้นนอกจากจะไม่มีอะไรดีแล้ว มันยังจะทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ทำให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น และทำให้อาเจียนอย่างหนักด้วย หลังจากนั้น ยาผงมัมมี่จึงเสื่อมความนิยมของผู้คนอย่างรวดเร็ว

วันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า อะไรที่กำลังฮิตกำลังฮอตสำหรับคนยุคนี้ ก็อาจกลายเป็นของต้องห้าม เช่นเดียวกับยาที่เคยดีเคยเด่นดังมาแล้วในอดีตเหล่านั้นก็ได้.


โดย คนเหนือ ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

ความคิดเห็นแรก | Views: 1178

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 64 - 72 จาก 2605
ขณะนี้มี 75 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 8155922  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!