Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
กาลิเลโอ: ผู้ถูกศาสนาคุกคาม (3) PDF พิมพ์

โดย สุทัศน์ ยกส้าน

ภาพจำลองเหตุการณ์เมื่อกาลิเลโอเข้าพิจารณาคดีในศาลศาสนา วาดโดย Cristiano Banti

บทความตอนจบของ ซีรีส์ "กาลิเลโอ กาลิเลอี บิดาของดาราศาสตร์ยุคใหม่" 3 ตอนจบ

เมื่อมีหลักฐานและคำอธิบายที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ในปี 1616 กาลิเลโอวัย 52 ปีจึงตัดสินใจเดินทางไปโรมในฐานะทูตวิทยาศาสตร์ของท่านดยุคแห่งทัสคานี เพื่อเข้าเฝ้าสันตะปาปา Paul ที่ 5 และจะได้บอกเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับเอกภพให้ประมุขของคริสตจักรฟัง และหวังว่าสันตะปาปาจะคล้อยตามความคิดเรื่องเอกภพของโคเปอร์นิคัส แต่กาลิเลโอต้องประสบความผิดหวัง เพราะบรรดาพระคาร์ดินัลและนักบวชในโรมยังศรัทธาและยึดมั่นในคำสอนของอริสโตเติลอย่างแรงกล้า

คนเหล่านั้นจึงกล่าวโจมตีกาลิเลโอว่ากำลังทำลายสถาบันศาสนา ด้วยการพยายามล้มล้างคำสอนทุกคำสอนที่มีในคัมภีร์ไบเบิล อีกทั้งยังได้จาบจ้วงอริสโตเติลด้วย และเมื่อกาลิเลโอเชื้อเชิญให้คนเหล่านั้นใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดูดาว ทุกคนต่างปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าเสียเวลา เพราะสามารถเห็นด้วยตาที่พระเจ้าประทานมาตั้งแต่เกิดแล้ว และการที่กาลิเลโออ้างว่าดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์เป็นบริวารนั้น บรรดานักบวชก็อ้างว่าทฤษฎีโหราศาสตร์ คัมภีร์ไบเบิล และตำราของอริสโตเติลต่างไม่เคยกล่าวถึงดวงจันทร์ที่ว่านี้เลย เมื่อไม่มีการกล่าวถึงในตำราใดๆ ดวงจันทร์เหล่านั้นก็ไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อมนุษย์ จึงไม่มีประโยชน์ และเมื่อไม่มีประโยชน์ใดๆ ดวงจันทร์เหล่านั้นก็ไม่มีจริง

ข้อโต้แย้งข้างๆ คูๆ เหล่านี้ทำให้กาลิเลโอต้องพยายามชี้แจงว่า คัมภีร์ไบเบิลไม่ใช่ตำราวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เขียนโดยนักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นคำสอนต่างๆ ในไบเบิลจึงนำมาอ้างอิงในแวดวงวิชาการไม่ได้ กาลิเลโอยังได้กล่าวเตือนเหล่านักบุญให้ตระหนักว่า คัมภีร์ไบเบิลสอนคนให้รู้วิธีที่จะไปสวรรค์ หาได้บอกผู้คนให้รู้ว่าสวรรค์เคลื่อนที่อย่างไรไม่

กระนั้นสถาบันศาสนาแห่งวาติกันก็ยังยืนกรานไม่คล้อยตามกาลิเลโอ บุคคลสำคัญที่ต่อต้านกาลิเลโอมากที่สุดคือ Cardinal Bellarmine ผู้เคยตัดสินฆ่า จีออร์ดาโน บรูโน ด้วยการเผาทั้งเป็นมาแล้ว

Bellarmine ได้ห้ามกาลิเลโอมิให้สอนความคิดที่ว่าโลกเคลื่อนที่ได้ และดวงอาทิตย์อยู่นิ่ง มิฉะนั้นจะถูกลงโทษสถานหนัก เพราะกาลิเลโอไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงว่าโลกเคลื่อนที่ และถ้ากาลิเลโอจะเขียนหรือสอนเรื่องนี้ก็ให้แยกคำสอนทางศาสนาออกจากความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์จะต้องไม่โจมตีศาสนา

เมื่อถูกคาร์ดินัลขู่ลงโทษ กาลิเลโอจึงเดินทางกลับฟลอเรนซ์และทำงานวิทยาศาสตร์ต่ออย่างระมัดระวัง ในขณะเดียวกันก็คิดจะเขียนเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงโดยใช้ชื่อเรื่องว่า “Dialogue on the Ebb and Flow of the Sea” และต้องระวังไม่เผยแพร่ความคิดของโคเปอร์นิคัสในที่สาธารณะใดๆ เพราะรู้ตัวดีว่ากำลังมีศัตรูที่มีอำนาจหลายคน

และศัตรูบางคนได้พยายามทำลายชื่อเสียงของกาลิเลโออย่างออกหน้าออกตา เช่น Christoph Scheiner นักบวชชาวเยอรมันซึ่งอ้างว่าได้เห็นจุดบนดวงอาทิตย์ก่อนกาลิเลโอ และจุดที่เห็นนั้นเป็นภาพลวงตา แต่กาลิเลโอยืนยันว่าดวงอาทิตย์มีมลทินจริง จึงกล่าวตำหนิติเตียน Scheiner ซึ่งทำให้ Scheiner รู้สึกแค้นมาก

ส่วนสาธุคุณ Orazio Grassi ซึ่งเคยเขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติของดาวหางในหนังสือชื่อ An Astronomical Disputation on the Three Comets of the Year 1618 และอ้างว่าวงโคจรของดาวหางเป็นวงกลมรอบโลก ดาวหางจึงอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางเท่าเดิมเสมอ แต่อยู่ไกลจากโลกยิ่งกว่าดวงจันทร์ ความคิดของ Grassi นี้ถูกกาลิเลโอโจมตีว่าเหลวไหล และดาวหางที่ Grassi เชื่อว่าเป็นดาวกาลกิณีนั้น แท้จริงแล้วดาวหางไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อคนบนโลก (แต่กาลิเลโอก็ไม่รู้ต้นกำเนิดของดาวหาง)

การตอบโต้บรรดานักบวชอย่างรุนแรงเช่นนี้ทำให้คนเหล่านี้ซึ่งเป็นที่เคารพของสังคมกลายเป็นศัตรูของกาลิเลโออย่างถาวร ยิ่งเมื่อกาลิเลโอย้ายมาทำงานที่ฟลอเรนซ์ซึ่งอยู่ในแคว้นทัสคานีที่สันตะปาปาทรงควบคุม บรรดานักบวชที่เป็นศัตรูของกาลิเลโอถือเป็นโชคดีมากที่จะได้กำจัดกาลิเลโอ จึงได้ยุยงสันตะปาปาให้เป็นศัตรูกับกาลิเลโอ

เมื่อความกังวลมีมากขึ้นเพราะกำลังกลัวภัยศาสนา กาลิเลโอจึงเขียนจดหมายถึง Grand Duchess Christina มารดาของท่านดยุคผู้อุปถัมภ์กาลิเลโอ และได้อธิบายนางให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนา (จดหมายฉบับนี้ไม่ได้รับการตีพิมพ์จนกระทั่งปี 1636) ในช่วงเวลานั้นกาลิเลโอวัย 52 ปีได้ล้มป่วยด้วยโรคไขข้ออักเสบและรู้สึกเจ็บที่หน้าอกในบางเวลา ดังนั้นเมื่อเดินทางกลับจากโรม จึงฉวยโอกาสไปพักผ่อนที่วิลล่า Le Selve ของ Filippo Salviati ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่มีฐานะดีเป็นการชั่วคราว ก่อนจะย้ายไปที่วิลล่า Bellosquardo ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมือง Arcetri นัก

ความกังวลใจทำให้กาลิเลโอผลิตผลงานวิทยาศาสตร์น้อยลงมาก แต่ก็ยังสนใจหาวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพของกล้องโทรทรรศน์ และสนใจศึกษาอุปราคาของดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี

ในปี 1623 กาลิเลโอได้เขียนหนังสือเรื่อง Il Saggiatore (The Assayer) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีแสวงหาความรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการสังเกต การตั้งสมมุติฐาน การทดลองเชิงปริมาณ เพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับธรรมชาติ และได้อุทิศหนังสือเล่มนี้แก่สันตะปาปา Urban ที่ 8 ซึ่งเดิมคือ Cardinal Maffeo Barberini ผู้เป็นเพื่อนสนิทของกาลิเลโอมาก Barberini ได้เคยทูลสันตะปาปา Paul ที่ 5 ไม่ให้ประณามกาลิเลโอว่าเป็นคนนอกรีตมาแล้ว และยังเป็นสมาชิกของ Accademia dei Lincei ซึ่งเป็นสมาคมเดียวกับกาลิเลโอด้วย

หลังจากสันตะปาปา Urban ที่ 8 ทรงดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึงปี พระองค์ทรงมีบัญชาให้กาลิเลโอเดินทางไปเข้าเฝ้าที่โรม และได้ตรัสชื่นชมผลงานเรื่อง The Assayer กาลิเลโอจึงทูลว่ากำลังเขียนหนังสือเรื่องการเปรียบเทียบเอกภพของปโตเลมีกับของโคเปอร์นิคัส และสันตะปาปาทรงเสนอแนะให้กาลิเลโอเขียนอย่างเป็นกลาง คือไม่ควรตำหนิไบเบิล เพราะพระองค์จะได้ช่วยปกป้องไม่ให้กาลิเลโอถูกประณาม และกาลิเลโอจะต้องไม่สนับสนุนโคเปอร์นิคัสอย่างออกหน้าออกตา เพราะกาลิเลโอยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนอย่างสมบูรณ์

กาลิเลโอรู้สึกยินดีมากที่สันตะปาปาพระองค์ใหม่ไม่ทรงขัดขวางเสรีภาพของนักวิทยาศาสตร์ในด้านความคิดและการแสดงออก จึงเดินทางกลับฟลอเรนซ์และลงมือเขียนหนังสือที่ได้ใฝ่ฝันมานานเป็นภาษาอิตาลีเพื่อให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจ ในปี 1632 หนังสือเรื่อง Dialogo sopra i due massimi sistemi del mondo (Dialogue Concerning the Two Chief World Systems) ก็ปรากฏ

หนังสือนี้มีตัวละคร 3 คน คนแรกคือ Simplicio (Simplicus ในภาษาละตินแปลว่า “คนโง่”) ผู้ศรัทธาในคำสอนของอริสโตเติล ซึ่งสันตะปาปา Urban ที่ 8 ทรงเชื่อด้วย คนที่ 2 คือ Salviati ผู้ที่เชื่อคำสอนของโคเปอร์นิคัส และคนที่ 3 คือ Sagredo ซึ่งเป็นคนที่มีหน้าที่ตั้งคำถามต่างๆ ให้สองคนแรกตอบ และมีใจกว้าง แต่ในที่สุดก็ได้คล้อยตาม Salviati

ในปีที่หนังสือ Dialogue ออกวางขาย ผู้อ่านชาวอิตาลีได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ความนิยมชมชอบที่ประชาชนมีต่อกาลิเลโอทำให้บรรดาศัตรูของกาลิเลโอยิ่งโกรธแค้นมาก จึงลุกฮืออีกครั้งหนึ่ง และได้ยุยงสันตะปาปา Urban ที่ 8 ว่ากาลิเลโอเขียนเนื้อหาทำนองดูแคลนพระองค์ว่าโง่ และยังได้สนับสนุนความคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างชัดแจ้งด้วย สันตะปาปาจึงทรงบัญชาให้กาลิเลโอเข้ามาชี้แจงด้วยข้อหาว่าเป็นคนที่ลบหลู่ศาสนาและเป็นคนนอกรีต

ในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.1633 กาลิเลโอวัย 69 ปีได้เดินทางไปที่ Convent of Minerva ในโรมเพื่อเข้าเฝ้าสันตะปาปา แม้ท่านดยุคทัสคานีจะทัดทานกาลิเลโอไม่ให้เดินทางไปโรม แต่ดยุคก็เกรงกลัวกองทัพของสันตะปาปาจะบุกรุกรานและยึดทัสคานี ในเบื้องต้นกาลิเลโอได้ทูลขอพระกรุณาจากสันตะปาปาว่าจะไปถวายคำชี้แจงใกล้ๆ คือเมืองที่ฟลอเรนซ์ เพราะกำลังป่วยและมีอายุมากแล้ว แต่สันตะปาปาทรงปฏิเสธ กาลิเลโอจึงต้องเดินทางไปโรมตามบัญชา และได้เข้าพักที่บ้านของทูตทัสคานีประจำวาติกัน

ตลอดเวลากาลิเลโอรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่ต้องเผชิญหน้าผู้กล่าวหาในศาลศาสนา ในความรู้สึกส่วนตัว กาลิเลโอคิดว่าสันตะปาปาเป็นชาวเมืองฟลอเรนซ์จึงเป็นคนบ้านเดียวกับตน และเป็นนักปรัชญาผู้มีความคิดว่าศาสนามีความสำคัญต่อชีวิต นอกจากนี้ก็เป็นเพื่อนเก่า จึงไม่น่าที่เพื่อนจะรุนแรงกับเพื่อนเก่า และอาจสนับสนุนความเชื่อของตนก็ได้

ในขณะเดียวกันสันตะปาปาเองก็ทรงเชื่อว่ากาลิเลโอซึ่งเป็นเพื่อนเก่าจะไม่จาบจ้วงศาสนาคริสต์ที่พระองค์ทรงเป็นประมุข แต่จากหนังสือ Dialogue ที่พระองค์ทรงอ่านแล้วก็ทรงเห็นชัดว่ากาลิเลโอได้ลำเอียงเข้าข้างโคเปอร์นิคัส ทั้งๆ ที่ได้เคยสัญญาว่าจะวางตัวเป็นกลาง กาลิเลโอจึงได้ทรยศต่อคำมั่นสัญญาเดิม อีกทั้งยังได้ทำให้พระองค์ทรงเป็นตัวตลกโง่ในบทของ Simplicio ด้วย

ในวันที่ศาลศาสนาจะตัดสิน กาลิเลโอเลือกสวมเสื้อป่านสีขาว ซึ่งเป็นการแต่งกายของคนที่สำนึกบาป มีใบหน้าซีดเพราะกำลังป่วย และกลัวตายจนแข้งขาสั่น หลังจากที่ได้ฟังคำฟ้องว่ากาลิเลโอจงใจลบหลู่ศาสนาอย่างรุนแรง ในเบื้องต้นสันตะปาปาไม่ทรงดำริจะเอาผิดกับกาลิเลโอ แต่บรรดาศัตรูของกาลิเลโอได้เข้ามาเจรจาโน้มน้าวจนพระองค์เปลี่ยนพระทัย

สันตะปาปาจึงทรงตัดสินห้ามกาลิเลโอเผยแพร่ความเชื่อที่ว่าโลกเคลื่อนที่ได้ และให้ยอมรับว่าข้อความที่เขียนในหนังสือ Dialogue นั้นขัดกับคำสอนที่มีในไบเบิลทุกเรื่อง และบังคับให้กาลิเลโอยอมรับโดยดีว่าตนคิดผิด อีกทั้งให้สาบานว่าจะไม่เขียน ไม่พูด ไม่สอนความเชื่อผิดๆ นี้อีกจนตลอดชีวิต และถ้าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ กาลิเลโอจะถูกขังคุกและจะถูกทรมานจนตายเหมือนจีออร์ดาโน บรูโน เมื่อ 33 ปีก่อน กาลิเลโอจึงจำใจลงนามให้คำมั่นสัญญาอย่างไม่เต็มปากเต็มคำ และถูกสันตะปาปาส่งไปกักบริเวณที่เมือง Siena ตามคำเชื้อเชิญของอาร์คบิชอปแห่ง Siena

ขณะเดินออกจากห้องพิพากษา กาลิเลโอได้พึมพำกับตัวเองว่า “Eppur si muove” ซึ่งแปลว่า “จะยังไงๆ โลกก็ยังเคลื่อนที่ได้อยู่ดี”

กาลิเลโอรู้สึกว่าตนถูกกระทำอย่างรุนแรงเกินเหตุโดย “เพื่อน” เก่า ที่สั่งห้ามไม่ให้ทำงานวิชาการทุกชนิดซึ่งต้องยอมทำตาม เมื่อเดินทางถึง Siena กาลิเลโอได้รับการต้อนรับที่ดีจากอาร์คบิชอป Ascanio Piccolomini แต่ศัตรูของกาลิเลโอก็ยังไม่สะใจและไม่ยอมเลิกรา จึงได้ระดมคนมาตะโกนประณามกาลิเลโอเวลาไปไหนมาไหน จนกาลิเลโอถึงกับร่ำไห้ และเดินไปมาเหมือนคนเสียสติ ยิ่งเมื่อรู้ในเวลาต่อมาว่าคำพิพากษาลงโทษตนได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วยุโรปแล้ว กาลิเลโอจึงตัดสินใจขออนุญาตสันตะปาปาเดินทางกลับเมือง Arcetri เพื่อจะได้อยู่ใกล้ที่พึ่งทางใจแหล่งสุดท้ายคือ Maria Celeste ผู้เป็นบุตรสาว ส่วนหนังสือ Dialogue นั้นได้ถูกสั่งห้ามเผยแพร่จนกระทั่งถึงปี 1822 (หลังจากกาลิเลโอเสียชีวิตไปแล้ว 180 ปี)

การถูกกักบริเวณหมายความว่า เวลากาลิเลโอจะเดินทางไปที่ใดต้องขออนุญาตจากสันตะปาปาก่อน ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้รับอนุญาต แต่ถึงสถานการณ์จะลำบากยากเย็นปานใด กาลิเลโอก็ยังคงทำงานวิทยาศาสตร์ต่อไปอย่างเงียบๆ

ในปี 1638 กาลิเลโอวัย 74 ปีได้เรียบเรียงหนังสือชื่อ Discourse on two New Sciences นี่เป็นการรวบรวมความคิดทางปรัชญาของวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะกลศาสตร์ที่ตนได้เคยทดลองเมื่อ 40 ปีก่อน อีกหนึ่งปีต่อมาก็ได้เขียนบทความเรื่องลักษณะการเคลื่อนที่ที่ไม่ปรกติ (libration) ของดวงจันทร์ นี่คือผลงานดาราศาสตร์สำคัญชิ้นสุดท้ายของกาลิเลโอ เพราะขณะนั้นตาทั้งสองข้างเริ่มเป็นต้อหิน ทำให้เห็นไม่ค่อยชัด จึงต้องอยู่แต่ในบ้าน

เมื่อตาใกล้จะบอดสนิท ศิษย์ของกาลิเลโอสองคนคือ Vincenzo Viviani และ Evangelista Torricelli (ผู้ประดิษฐ์บารอมิเตอร์เป็นคนแรก) ได้ทำหน้าที่เลขานุการให้อาจารย์ เช่นช่วยเขียนตามคำบอก และปรนนิบัติอาจารย์ ในช่วงเวลานี้กาลิเลโอมีอาคันตุกะต่างชาติมาเยี่ยมบ้าง เช่น John Milton กวีแห่งอังกฤษ ผู้เห็นอกเห็นใจกาลิเลโอมากจนถึงกับกล่าวว่า อิสรภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่จะแสวงหาความรู้ และการบีบบังคับคือการทำลายความพยายามนั้น

ในปี 1638 กาลิเลโอได้ให้ลูกศิษย์สองคนทดลองวัดความเร็วแสง โดยให้คนทั้งสองยืนถือตะเกียงที่อยู่ห่างกัน กาลิเลโอตระหนักดีว่าถ้าให้คนแรกเปิดตะเกียง แล้วให้อีกคนจับเวลาทันทีที่เห็นแสงจากตะเกียงดวงแรก การรู้ระยะทางและเวลาจะทำให้รู้ความเร็วแสง และกาลิเลโอก็พบว่าไม่สามารถวัดเวลาที่เห็นแสงตะเกียงได้

หลุมฝังศพของกาลิเลโอใน Santa Croce

ตลอดเวลาที่ถูกกักบริเวณ กาลิเลโอรู้สึกเหมือนตนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ได้อาศัย Maria Celeste ส่งยามาให้กินยามเจ็บป่วย แม้ในยามที่กาลิเลโอรู้สึกซึมเศร้าและนอนไม่หลับ Maria Celeste ก็จะเขียนจดหมายมาปลอบโยนและให้กำลังใจ ซึ่งกาลิเลโอก็ตอบจดหมายทุกครั้งไป Maria Celeste รู้สึกสงสารบิดามากจนถึงกับกล่าวว่า ถ้าเป็นไปได้เธอจะขออาสารับโทษแทนบิดา

ในที่สุด Maria Celeste วัย 33 ปีก็เสียชีวิตด้วยโรคอหิวาต์ซึ่งเป็นโรคระบาดร้ายแรงในสมัยนั้น บรรดาแม่ชีร่วมสำนักจึงนำสมบัติส่วนตัวทุกชิ้นของเธอ รวมถึงจดหมายทุกฉบับที่กาลิเลโอเขียนถึงไปเผา เพราะถือว่าเป็นจดหมายจากบุคคลต้องห้าม

ทันทีที่รู้ข่าวการเสียชีวิตของบุตรีสุดที่รัก กาลิเลโอวัย 77 ปีก็ยิ่งโศกเศร้าทอดอาลัยยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็ยังทำงานวิทยาศาสตร์ต่อไป โดยเฉพาะด้านปรัชญาวิทยาศาสตร์ซึ่งกาลิเลโอได้พยายามเน้นให้เห็นความสำคัญของการทดลองว่าเป็นเกณฑ์ตัดสินความจริงในธรรมชาติทุกเรื่อง และนี่ก็คือหลักการที่นักวิทยาศาสตร์ยังยึดใช้มาจนทุกวันนี้และจะตลอดไป

ในส่วนของคณิตศาสตร์นั้น กาลิเลโอเชื่อมั่นว่า “เอกภพถูกกำหนดให้เป็นไปด้วยคณิตศาสตร์” ดังนั้นคนที่ไม่รู้คณิตศาสตร์จะไม่มีวันเข้าใจเอกภพ อนึ่งในการศึกษานั้น กาลิเลโอคิดว่าคนที่จะพบองค์ความรู้ใหม่ต้องเห็นแตกต่าง เพราะถ้าเห็นเหมือนคนอื่นตลอดเวลาก็จะไม่มีวันพบอะไรเป็นคนแรกเลย กาลิเลโอยังเชื่ออีกว่าอำนาจและอายุมิได้เป็นเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าใครรู้จริงหรือไม่จริง และคนเราได้ความรู้จากการแสวงหาเท่านั้น

สุขภาพของกาลิเลโอเริ่มทรุดลงอย่างรวดเร็ว เพราะป่วยเป็นไส้เลื่อน นอนไม่หลับ และหัวใจเต้นผิดปรกติ ในที่สุดตาทั้งสองข้างของคนซึ่งเคยเห็นรายละเอียดบนสวรรค์เป็นคนแรกก็บอดสนิท กาลิเลโอเสียชีวิตในเวลากลางคืนของวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.1642 สิริอายุ 78 ปี

ท่านดยุคทัสคานี Ferdinado ที่ 2 ต้องการฝังศพของกาลิเลโอที่ Basilica ในโบสถ์ที่ Santa Croce และตั้งใจจะสร้างรูปปั้นหินอ่อนบนโลงศพเพื่อเป็นเกียรติแก่กาลิเลโอ แต่ก็ต้องเปลี่ยนความตั้งใจ เพราะสันตะปาปา Urban ที่ 8 ทรงประท้วง ในที่สุดศพของกาลิเลโอก็ถูกนำไปฝังที่ Santa Croce ใกล้ๆ กับศพของ Maria Celeste โดยไม่มีพิธีสวดใดๆ จนถึงปี 1737 ทางการจึงสร้างอนุสาวรีย์ประดับหลุมฝังศพให้

ถึงกาลิเลโอจะเสียชีวิตไปเป็นเวลานานแล้ว แต่วิทยาศาสตร์ที่กาลิเลโอสร้างก็ไม่ได้ดับสูญตาม เมื่อสถาบันศาสนาในอิตาลีต่อต้านวิทยาศาสตร์ของกาลิเลโออย่างรุนแรง วิทยาศาสตร์จึงเดินทางออกจากอิตาลี ขึ้นทางเหนือไปอังกฤษ เพราะในปีที่กาลิเลโอเสียชีวิต เมื่อถึงวันที่ 25 ธันวาคม ไอแซก นิวตัน ก็ถือกำเนิด

เก้าสิบห้าปีหลังการเสียชีวิตของกาลิเลโอ คือในปี 1737 นิ้วกลางมือขวาของกาลิเลโอถูกตัดนำไปใส่ในขวดโหลเคลือบทองคำเพื่อแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Museo di Storia della Scienza ในเมืองฟลอเรนซ์

ในปี 1741 สันตะปาปา Benedict ที่ 14 ทรงอนุญาตให้มีการตีพิมพ์ผลงานฉบับสมบูรณ์ของกาลิเลโอ แต่ได้ดัดแปลงเนื้อหาและสำนวนบางตอนในหนังสือ Dialogue

ในปี 1758 คำสั่งให้ Dialogue เป็นหนังสือต้องห้ามถูกยกเลิกเป็นบางส่วน และคำสั่งห้ามถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์ในปี 1835

ในปี 1810 เมื่อจักรพรรดินโปเลียนทรงทำสงครามชนะอิตาลีและยึดครองดินแดนบางส่วนได้ พระองค์ทรงมีบัญชาให้ทหารฝรั่งเศสยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการไต่สวนกาลิเลโอเพื่อนำไปปารีส โดยตั้งพระทัยจะเผยแพร่การสอบสวนที่ยิ่งใหญ่ให้โลกเข้าใจความขัดแย้งระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ แต่พระประสงค์ไม่บรรลุผลด้วยนโปเลียนทรงพ่ายแพ้ในสงคราม ทำให้ 2 ใน 3 ของเอกสารที่ยึดไปถูกทำลาย

ในปี 1939 สันตะปาปา Pius ที่ 12 ทรงยกย่องกาลิเลโอเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญที่สุดคนหนึ่งของโลก เพราะเป็นผู้กล้าท้าทายบทลงโทษของฝ่ายศาสนาในสมัยนั้น

ในปี 1992 สันตะปาปา John Paul ที่ 2 ทรงแถลงว่าการไต่สวนกาลิเลโอโดยสำนักวาติกันเป็นการกระทำที่ผิดทำนองคลองธรรม เพราะศาสนาไม่ควรตัดสินหรือพิพากษาวิทยาศาสตร์ และกาลิเลโอได้แปลความหมายต่างๆ ที่มีในคัมภีร์ไบเบิลได้เหมาะสม องค์สันตะปาปายังทรงชื่นชมว่ากาลิเลโอได้ทำให้ปราสาทมืดของอริสโตเติลมีแสงสว่าง หลังจากที่ถูกปิดสนิทมานานร่วม 2,000 ปี

ในปี 1995 ยานอวกาศ Galileo ได้เดินทางเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพฤหัสบดี เพื่อสำรวจดวงจันทร์บริวารต่างๆ ของดาวพฤหัสบดี และดาวพฤหัสบดีเองที่ระยะใกล้

ในปี 2008 สันตะปาปา Benedict ที่ 16 ทรงเปิดอนุสาวรีย์กาลิเลโอในมหาวิหาร St.Peter ที่วาติกัน

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2002 Wallace Hager แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนาที่ Bloomington ในสหรัฐอเมริกา ผู้ต้องการจะรู้ว่ากาลิเลโอพบกฎการตกของวัตถุเมื่อใด เพราะในหนังสือ On Motion ที่กาลิเลโอเขียนในปี 1590 กฏนี้ไม่ปรากฏ แต่ใน Dialogue ที่กาลิเลโอเขียนในปี 1632 กฎนี้มีปรากฏความไม่แน่นอนในปีเกิดจากการที่กาลิเลโอไม่ชอบเขียนวันหรือปีที่ทำงานค้นคว้าองค์ความรู้ต่างๆ ดังนั้นการจัดเรียงลำดับเหตุการณ์การค้นพบจึงสร้างปัญหาให้นักประวัติศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ Wallace Hager กับคณะนักวิจัยแห่ง National Institute of Nuclear Physics ที่เมืองฟลอเรนซ์ จึงวิเคราะห์เวลาโดยการระดมยิงบันทึกเรื่องการตกของวัตถุที่กาลิเลโอเขียนด้วยอนุภาคโปรตอน ซึ่งเมื่อปะทะหยดหมึกในบันทึก รังสีเอกซ์ที่เกิดขึ้นสามารถบอกปริมาณของธาตุเหล็ก ทองแดง สังกะสี และตะกั่วที่มีในหมึกได้ ข้อมูลที่ได้จากการทดลองแสดงว่าหมึกที่กาลิเลโอใช้ในการบันทึกกฎการตกและสถานภาพทางการเงินของกาลิเลโอขณะนั้น มีอายุ 396 ปี นั่นคือบันทึกถูกเขียนเมื่อปี 1606 และการค้นพบนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Nuncius ของอิตาลีเมื่อปี 2003 Hager จึงคิดใช้เทคนิคนี้จัดเรียงลำดับเวลาของผลงานทั้งหมดของกาลิเลโอ

ทุกวันนี้ กาลิเลโอได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาคนหนึ่งของดาราศาสตร์ยุคใหม่ โดยการนำหลักฐานจากการทดลองเพื่อคัดค้านหรือสนับสนุนความคิดคาดคะเนและจินตนาการ และเป็นผู้ใช้เสรีภาพทางความคิดส่วนบุคคลท้าทายอำนาจของศาสนา ด้วยการเขียน สอน และปราศรัยความเชื่อของตนจนถูกศาลศาสนาลงโทษ แม้ในขณะที่กาลิเลโอยังมีชีวิตอยู่จะไม่มีคนยอมรับว่าเขาเป็นอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในถึงปัจจุบัน คนทั้งโลกยอมรับและชื่นชมกาลิเลโอแล้ว เพราะกาลิเลโอได้ทำให้ทุกคนเห็นความงามและความมีเหตุผลของวิทยาศาสตร์ ที่ทุกคนสามารถเข้าใจและซาบซึ้งได้

กาลิเลโอได้วางรูปแบบการทำงานที่ต้องใช้การวิเคราะห์และการทดลองเพื่อแสวงหาความรู้ และอาศัยใจที่เปิดกว้างอย่างปราศจากอคติ โดยกาลิเลโอได้เน้นว่า ปราชญ์มิใช่คนที่เป็นนักอ่านหรือเป็นคนที่มีจินตนาการเพียงอย่างเดียว ถ้าสิ่งที่อ่านหรือรู้นั้นไม่มีการทดลองสนับสนุน ความคิดนี้จึงตรงกับที่ไอน์สไตน์คิด และไอน์สไตน์ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่มีความศรัทธาในกาลิเลโอมากที่สุด จึงได้เจริญรอยตามความเชื่อของกาลิเลโอที่ว่า “ความรู้เกี่ยวกับความจริงในธรรมชาติทุกรูปแบบ เริ่มและสิ้นสุดด้วยประสบการณ์” (All knowledge of reality starts from experiences and ends in it)

นอม ชอมสกี (Noam Chomsky) นักภาษาศาสตร์ นักปรัชญา และนักประพันธ์ชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง ได้ชี้ให้เห็นว่า การที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันสามารถดำรงอยู่ได้เพราะความคิดต่างๆ จะถูกท้าทายอยู่เสมอ และการท้าทายนี้เองที่ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีชีวิต เพราะเมื่อใดที่ความเชื่อที่เหลวไหลถูกทำลายไปเพราะถูกหลักฐานคัดค้าน วิทยาศาสตร์iก็จะเจริญ แต่ถ้าความเชื่อได้รับการยืนยันเพราะมีหลักฐานสนับสนุนเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ก็จะยืนยงต่อไป

ดังนั้น การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่ดี ชอมสกีคิดว่าควรเป็นไปในแนวต่อต้านและสงสัย ไม่ใช่สอนให้ท่องจำและเชื่อตลอดเวลา เฉกเช่นที่กาลิเลโอได้กระทำไปเมื่อ 4 ศตวรรษก่อนนี้

อ่านเพิ่มเติมจาก Aristotle, Galileo, and the Tower of Pisa. โดย Lane Cooper จัดพิมพ์โดย Cornell University Press, ปี 1935

และเรื่อง The Natural Philosophy of Galileo. โดย Maurice Clavelin ที่จัดพิมพ์โดย MIT Press, ในปี 1974

ความคิดเห็นแรก | Views: 342

อาวุธและยุทธการคาดไม่ถึง PDF พิมพ์

 

 

Pic_369782

 

นับตั้งแต่โลกมีการต่อสู้ ไม่ว่าจะโดยชนเผ่า หรือสู่ยุคต่อมาเมื่อเกิดนครรัฐ จนกระทั่งการรบในประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่เพื่อต่อสู้แย่งชิงดินแดน อาวุธถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ รุนแรง น่ากลัว สร้างความพินาศได้อย่างที่ไม่อาจคาดคิด จากยุคหินที่ลากไม้กระบองจนถึงปรมาณู อาวุธพัฒนาความรุนแรงไม่หยุดยั้ง แต่ที่โลกไม่ค่อยได้รู้คืออาวุธประหลาดและแผนการสุดแสนพิลึก อาวุธและแผนการรบเหล่านี้บางสิ่งประสบความสำเร็จ และบางชิ้นก็พังพาบตั้งแต่ยังไม่ออกสู่สนามรบ เรื่องต่อไปนี้อาจเหลือเชื่อ แต่เราขอรับรองว่ามันจริงล้านเปอร์เซ็นต์ มันได้เกิดขึ้นแล้วในสงคราม...

มีคำถามว่า หากคุณอยู่ในสงคราม และถูกล้อมอยู่ในแดนข้าศึก คุณจะขอความช่วยเหลือพรรคพวกยังไง? นี่คือคำถามสำหรับหน่วยยูเอส 77 ซึ่งติดอยู่ในป่าของฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะนั้นถือเป็นกองกำลังที่สาบสูญ สูญหาย แจ้งตาย จำหน่ายออกจากกองทัพอะไรประมาณนั้น พวกเขาถูกล้อมโดยทหารเยอรมัน  ทว่าไม่มีใครในฝ่ายเดียวกันล่วงรู้เลยในชะตากรรมที่เกิดขึ้น

ความหวังเดียวที่มีในมือคือการสื่อสารทางอากาศอย่างนกพิราบ พวกมันเกิดมาพร้อมกับเข็มทิศธรรมชาติในตัวเอง สามารถบินไปตามสนามแม่เหล็กโลกได้ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นกพิราบเป็นที่นิยมในการสื่อสารส่งข้อความระยะไกล แน่นอน ศัตรูรู้และสอยมันร่วงนักต่อนัก นักรบมีปีกของหน่วยยูเอส 77 ถูกจับได้ตัวแล้วตัวเล่า จนท้ายสุดเหลือเพียงตัวเดียว! ตัวเดียวที่มีชื่อว่า เชอร์ อามี (Cher Ami) หรือในพากษ์ฝรั่งเศสที่แปลว่า เพื่อน

 

 

เชอร์ อามี วีรบุรุษสงคราม

เชอร์ อามี วีรบุรุษสงคราม

 

เชอร์ อามี ถูกส่งออกจากมือของนายพล จอห์น เจ. เพิร์ชชิง มันคือความหวังสุดท้าย เชอร์ อามี บินข้ามผ่านเขตสังหารโดยถูกยิงที่อก ตาบอดไปหนึ่งข้างจากกระสุนปืนเฉี่ยว ขามันยังคงห้อยอยู่ได้ด้วยเส้นเอ็น หัวใจที่แกร่งเท่านั้นที่นำมันไปถึงกองบัญชาการสหรัฐฯ

ฟังดูน่าเหลือเชื่อ...

กองกำลังที่สาบสูญได้รับการช่วยเหลือในเวลาต่อมา ช่วยเหลือทหารไว้ทั้งหมด 194 ชีวิต เชอร์ อามี ได้รับการติดขา และถูกประกาศให้เป็นวีรบุรุษสงครามของสหรัฐอเมริกา

เช่นเดียวกับ กุสตาฟ นกพิราบที่ถูกส่งให้บินไปแจ้งข่าวการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี มันบินเป็นระยะทาง 240 กิโลเมตรเพื่อส่งข่าวให้กับนักข่าว มอนเทค เทเลอร์ บินผ่านแนวปะทะ แน่นอน ใครเห็นนกพิราบย่อมรู้ทันทีว่าตัวมันมีสาส์น แต่มันรอดไปได้

และเศร้ายิ่งกว่านิยาย กุสตาฟมีชีวิตรอดถึงหลังสงคราม แต่ตายเพราะคนที่ไปทำความสะอาดรังมัน เกิดนั่งทับตัวมันเข้า

มีรางวัลหนึ่งชื่อ ดิกกินส์ เมเดิล ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้สัตว์ที่กล้าหาญ ริเริ่มโดยนางมาเรีย ดิกกินส์ผู้ก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ป่าแห่งราชอาณาจักร สัตว์ที่ได้รับรางวัลนี้มากที่สุดคือนกพิราบ รองลงมาคือสุนัข ม้า และแมวเหมียว...

ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ญี่ปุ่นคิดโปรเจกต์ใหญ่ พวกเขาหวังจะปูพรมทิ้งระเบิดในแผ่นดินสหรัฐฯ ไม่ใช่ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ แต่หมายถึงบนแผ่นอเมริกา แต่เครื่องบินญี่ปุ่นยังไม่มีความสามารถสูงขนาดบินข้ามแปซิฟิก แผนการสุดยอดไอเดียจึงเกิดขึ้น

 

 

รถบรรทุกนกพิราบสมัยสงครามโลก

รถบรรทุกนกพิราบสมัยสงครามโลก

 

เหมือนจะง่ายแสนง่าย แค่ปล่อยบอลลูนติดระเบิดขึ้นฟ้าไป ปล่อยให้ลอยข้ามความเวิ้งว้างของแปซิฟิก เพียงหวังว่ามันจะไปตกลงในภาคพื้นอเมริกา แต่พวกเขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันลงตามเป้าหมาย? อย่าลืมว่ายุคนั้นเทคโนโลยีต่างๆยังไม่เก่งกาจเท่าวันนี้

ลูกพระอาทิตย์ได้คิดเรื่องนี้ไว้แล้ว พลังของธรรมชาติยังไงล่ะ ไม่มีใครคิดถึงเรื่องของกระแสลมกรดในตอนนั้นถ้าไม่ใช่คนญี่ปุ่น ลมกรดคือกระแสลมที่อยู่บนความสูง 3 หมื่นฟุต พัดวนรอบโลกด้วยความเร็ว 250 ไมล์ต่อชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอ คือจะพัดจากตะวันตกไปทิศตะวันออก จากญี่ปุ่นสู่อเมริกา จากประเทศเล็กๆในเอเชียสู่มหาอำนาจโลก ลมกรด เหนือฟากฟ้าญี่ปุ่นนั้นแรงมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเที่ยวบินจากโตเกียวไปแอลเอ ใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมง ขณะที่เที่ยวกลับซึ่งต้านลมกรดใช้เวลา 11 ชั่วโมงกว่า

ปัญหามีอยู่ว่า ลมกรดเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกมีความหนาแน่นไม่ถึง 3 ไมล์ บอลลูนจะสูงไม่ถึงในระดับที่ไปต่อ เพราะในนั้นมีก๊าซที่อัดด้วยความเย็นจะขยายตัวเมื่อเจออากาศที่อุ่น จะผลักให้บอลลูนออกนอกกระแสลมกรด

อย่าเพิ่งคิดว่าจะล้มเลิกกันง่ายๆ จากการเปิดเผยของสหรัฐฯในภายหลัง พบว่าญี่ปุ่นนั้นเตรียมการไว้เป็นอย่างดีเยี่ยม ทางด้านเทคนิค พวกเขาจะลดน้ำหนักลงเพื่อคงเพดานการบินที่ถูกต้องไว้ ในตอนกลางวันเมื่อบอลลูนอุ่นขึ้นและลอยสูงอีกครั้งมันก็จะปล่อยไฮโดรเจนเพื่อไม่ให้ลอยสูงเกินระดับ

 

 

สาส์นที่มากับนกพิราบ

สาส์นที่มากับนกพิราบ

 

แม้ว่าการเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจะใช้เวลาถึง 3 วัน แต่พวกเขาก็ทำได้

ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 1944 ถึงเดือนเมษายน 1945 บอลลูนถูกปล่อยออกไปถล่มศัตรูกว่า 9 พันลูก! มี 300 ลูกเท่านั้นที่ไปตกในดินแดนสหรัฐฯ ไล่ตกไปตั้งแต่อลาสกาถึงเท็กซัส แคลิฟอร์เนีย ดีทรอยด์ ไม่มีแม้แต่ลูกเดียวที่ลงเป้าหมายสำคัญ

ถ้าลงเป้าหมดทุกลูก วันนี้ประวัติศาสตร์โลกจะเป็นเช่นไร?

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกเช่นกัน ที่ทัพนาซีย่ำเดินตามพรมแดนตะวันออก ในสมัยนั้นรถถังถือว่าเป็นปัจจัยในการรบที่สำคัญ ไม่เหมือนกับโลกปัจจุบัน ที่รถถังอาจโดนยิงจากระยะไกล หรือโดนเก็บจากเครื่องบินล่องหนได้ รัสเซียรู้จักพิษสงของรถถังแพนเซอร์ในกำมือฮิตเลอร์ดี พวกมันทำลาย ล้างศัตรูได้มาก มาย และถือว่าเป็นปรากฏการณ์ของการรบ

หลังรัสเซียครุ่นคิดเนิ่นนาน พวกเขาเห็นว่าวิธีการจะทำลายรถถังนั้นง่ายแสนง่าย คือเอาระเบิดไปไว้ใต้ท้องรถ พวกเขาต้องการระบบนำวิถีที่มีความเร็วประหนึ่งการทำงานสายฟ้าฟาด ปราดเปรียว ฉลาดเฉลียว

 

 

สุนัขทหารพร้อมออกศึก

สุนัขทหารพร้อมออกศึก

 

อีวาน พาฟลอฟ ใช้เทคนิคที่เรียกกันว่า แรงเสริมทางบวกมาใช้ในการฝึกมะหมา ใช่แล้ว สุนัขคือสิ่งที่เขาต้องการโดยด่วน ในการฝึกทุกครั้งเจ้าตูบจะได้รับการโอบกอดและให้รางวัล รัสเซียฝึกให้สุนัขของพวกเขาวิ่งเข้าใต้รถถัง หย่อนระเบิดไว้ แล้วกลับมาใหม่ มันจะต้องดูรถถัง ต้องวิ่งไปตามคำสั่ง ต้องวิ่งให้เร็ว และมุดลงใต้ท้องรถ

สุนัขจะถูกคาดระเบิดหนัก 26 ปอนด์ไว้บนหลัง ถูกฝึกให้ดึงและปลดออกจากร่าง ในเวลาไม่นานมันจะสามารถงับและดึงสายได้เอง เท่านั้นระเบิดก็จะไปนอนอยู่ใต้ท้องรถถังฝ่ายข้าศึก จะไปยากอะไร

ในการนำมาใช้จริงครั้งแรก สุนัขวิ่งไปใต้ท้องรถถังจริง และวิ่งกลับมาได้จริง แต่สิ่งที่จริงยิ่งกว่านั้นคือบนหลังมันยังมีระเบิดติดมาด้วย และระเบิดยังทำงานจริง

และที่น่าตลกสุดๆ คือพวกเขาฝึกมันกับรถถังรัสเซียที่ใช้น้ำมัน ดีเซล แต่ของเยอรมันนั้นใช้เบนซิน รู้ทั้งรู้แต่ลืมคิดไปว่าสุนัขนั้นมองโลกผ่านจมูก เมื่อมันวิ่งไปแล้วไม่ได้กลิ่นรถถังแบบที่เคยได้รับการฝึกมา มันสับสน จึงกลับมาพร้อมระเบิดที่ยังทำงาน

บึ้ม!

ในสมรภูมิรบที่เคิร์ก (Kurse) สิงหาคม ค.ศ. 1943 เจ้าสุนัขเหล่านั้นสามารถทำลายรถถังแพนเชอร์ฝ่ายเยอรมันได้ 12 คัน ซึ่งทำให้รถถังของเยอรมันเหลือเพียง...2,488 คัน (เท่านั้นเองเรอะ)

ไม่มีบันทึกว่ารัสเซียเสียรถถังเพราะเจ้าปุกปุยของตนเองไปเท่าไหร่

ทศวรรษที่ 50 สงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯกับโซเวียตเริ่มเข้มข้น

หน่วยซีไอเอสังเกตเห็นว่าทูตของโซเวียตชอบออกไปธุระส่วนตัวข้างนอกบ่อย หากพวกเขาลอบดักฟังได้จะมีประโยชน์มหาศาล คนหัวใสในซีไอเอจึงคิดใช้แมวเป็นเครื่องดักฟัง คิดภาพสายลับ 2 คนคุยกันในที่ลับตา แมวเดินผ่าน พวกเขาต้องไม่สงสัย อะไรแน่

 

 

แมวสายลับ อะคูสติก คิตตี้

แมวสายลับ อะคูสติก คิตตี้

 

ปี 1961 CIA ออกปฏิบัติการที่ชื่อ อะคูสติก คิตตี้ วิธีการซับซ้อนที่สุดของการเอาไมโครโฟนไปใกล้ม้านั่งในสวนสาธารณะ มันน่าขำที่สุดเท่าที่เคยปฏิบัติการกันมา สัตวแพทย์ฝังไมโครโฟนไว้ในหูแมว ฝังเครื่องส่งสัญญาณที่คอ จากนั้นก็พาดสายตั้งแต่สันหลังจนถึงหางแมวเพื่อทำเป็นเสาอากาศ

เมื่อได้แบตเตอรี่ที่เล็กและมีพลังงานมากพอ พวกเขาก็ได้เจ้าแมวเหมียวไบโอนิก

ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร แต่แมวก็ยังเป็นแมว มันไม่ได้เกิดมาเพื่อถูกฝึกเช่นสุนัข มันรักอิสระ และมีความเป็นศิลปินอยู่ในสายเลือด

อะคูสติก คิตตี้ถูกส่งไปทำภารกิจครั้งแรกใกล้สถานทูตโซเวียต ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไม่ไกลจากนั้นมีรถตู้สอดแนมไฮเทคจอดอยู่ เครื่องรับส่งที่ทันสมัยพร้อมสรรพ  ทุกอย่างถูกเตรียมเพื่อการสอดแนมดักฟัง แต่...เมื่อปล่อยมันเดินไป เจ้าแมวเหมียวก็ตายคาที่ใต้ล้อรถของตำรวจวอชิงตันที่ขับผ่านมา

น่าเศร้ายิ่งกว่าซีรีส์เกาหลีเสียอีก

ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1942 สายลับอเมริกายังคงทำงานร่วมกับคนจีนผู้รักชาติ แม้ว่าจะโดนยึดสถานที่ทำงานไปแล้ว

งานใต้ดินหลักๆ คือการวินาศกรรมเสบียงของญี่ปุ่น แต่จะทำยังไงดี เดินไปไหนมีแต่ทหารแห่งองค์จักรพรรดิ หน่วย OSS จึงคิดค้นสิ่งนี้ขึ้น มันเป็นส่วนผสมระหว่างระเบิดแรงอัดสูง 80% กับแป้งอเนกประสงค์ 20% ออกมาดูเหมือนแป้งทำขนมเป๊ะ พวกเขาตั้งชื่อของมันตามแพนเค้กที่โด่งดังที่สุดในอเมริกา อันท์ เจไมม่า

 

แป้งทำขนม อันท์ เจไมม่า

แป้งทำขนม อันท์ เจไมม่า

 

ใช้แป้งอันท์ เจไมม่าสูตรกองทัพ 3 ถ้วย แป้งขนมปัง เล็กน้อย นม ไข่ไก่ 1 ฟอง และน้ำมัน จากนั้นก็เริ่มทอด ความลับอยู่ที่ระเบิดแรงสูงที่เขาพากันเรียกว่า HMX ไม่เพียงดูเหมือนแป้ง แต่ยังทนความร้อนได้สูงมาก ระหว่างทดสอบ พวกเขาจึงทอดแป้งเหล่านี้จนกรอบ แต่มันก็ไม่ระเบิด ที่วิเศษสุด มันยังกินได้ด้วย รสชาติอาจแปร่งไปนิด แต่รับรองว่าไม่มีพิษภัย

มันถูกลับลอบเข้าในจีน และใช้ในการก่อวินาศกรรมสะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง ได้ผลดีเสียด้วย

นอกจากนี้ ถ้าผสมแป้งให้นิ่มหน่อย เอาไปแปะกับเสาโทรเลขแล้วระเบิดทิ้งได้สบายๆ

อันท์ เจไมม่า เรียบง่ายแต่ร้ายแรง

เรื่องราวของอาวุธและยุทธการที่คาดไม่ถึงยังมีอยู่อีกมากมาย หากแฟนานุแฟนสนใจใคร่รู้ สามารถติดตามอ่านได้จากนิตยสารต่วย’ตูนพิเศษ ฉบับเดือนกันยายนและสิงหาคมครับ.

 

 

ทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน

ความคิดเห็นแรก | Views: 778

Red Bull Cliff Diving World Series 2013 PDF พิมพ์

 

 

Pic_369589

ไทยขึ้นชั้นเวิลด์คลาส!!เจ้าภาพแข่งขันกระโดดหน้าผาชิงแชมป์โลก

เป็นผู้นำโลกที่สนับสนุนการแข่งขันกีฬาผาดโผนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด แบรนด์เครื่องดื่มยอดนิยมระดับโลก ยูโรเปียน เรดบูล (European Red Bull) มอบประสบการณ์ครั้งสำคัญแก่แฟนๆเรดบูลเมืองไทย โดยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกระโดดหน้าผาชิงแชมป์โลก “Red Bull Cliff Diving World Series 2013” เป็นครั้งแรกในเอเชีย วันที่ 26 ต.ค. 56 ณ อ่าวลาดิง จังหวัดกระบี่

งานนี้จะอะเมซซิ่งขนาดไหน เมื่อนักกีฬาชื่อก้องโลกถึง 14 ชีวิต มารวมตัวกันเพื่อโชว์ทักษะการกระโดดหน้าผาที่ระดับความสูงถึง 27 เมตร จากระดับน้ำทะเล เทียบเท่าตึก 8 ชั้น ท่ามกลางทัศนียภาพงดงามของเวิ้งอ่าวเล็กๆ ที่รายล้อมด้วยซอกหลืบโพรงผาหินปูนสูงชัน อันเป็นแหล่งอาศัยของนกนางแอ่น  “อ่าวลาดิง”  ยังได้รับการขนานนามให้เป็น“เกาะสวรรค์” เพราะมีหาดทรายขาวละเอียดยิบ และน้ำทะเลใสสีเขียวมรกต

 


กว่าจะมาถึงการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ เหล่านักกระโดดหน้าผาสายพันธุ์ดุ 14 ชีวิต ต้องผ่านสมรภูมิการแข่งขันมาแล้วถึง 7 สนาม ตามกติกาแข่งขันแบบสะสมคะแนนครบทุกสนาม ไล่ตั้งแต่เมืองลา โรแชลล์ ฝรั่งเศส, โอเปราเฮาส์ กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก, เกาะอะโซเรส โปรตุเกส, ริมทะเลสาบการ์ดา เมืองมัลเชสซิเน อิตาลี, สถาบันศิลปะร่วมสมัย เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา, ริมหาดเพมโบรกเชียร์ แคว้นเวลส์ และกรุงริโอ เด จาเนโร บราซิล กระทั่งปิดท้ายรอบชิงชนะเลิศเป็นสนามที่ 8 ทะยานสู่หน้าผาสูงชันของจังหวัดกระบี่ ประเทศไทย

 

 


สำหรับการแข่งขันกระโดดหน้าผา เป็นหนึ่งในกีฬาผาดโผนที่รวมความสุดยอดทุกด้าน ต้องอาศัยหัวใจกล้าแกร่งไม่หวั่นต่อความท้าทายของธรรมชาติ เพราะเวลากระโดดไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือ หรือเครื่องป้องกันทุกชนิด โดยภายในเวลา 3 วินาที นักกีฬาจะต้องโชว์ทักษะการควบคุมร่างกาย ทั้งลีลาการม้วนตัว การตีลังกาและการพลิกแพลงท่าต่างๆ เพื่อต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก และกระแสลมแรง ก่อนดิ่งลงสู่พื้นน้ำเบื้องล่าง ด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบ เท่าความเร็วการออกซิ่งของรถสปอร์ต

 

 

 


เตรียมกระทบไหล่นักกระโดดหน้าผามากพรสวรรค์ นำทัพโดย “แกรีฮันท์” แชมป์เก่า 3 สมัยซ้อนชาวอังกฤษ, “อาร์เต็ม ซิลเชนโก” จากรัสเซีย, “ออร์ลันโด ดูเก” แชมป์โลกปี 2009 จากโคลัมเบีย, “โจนาธาน พาเรเดส” ดาวรุ่งจากเม็กซิโก พร้อม 2 นักกระโดดหน้าผาชาวมะกัน “เดวิด โคลทูรี” และ “สตีเวน โลบิว” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ คลิกดูรายละเอียดที่ http://www.redbullcliffdiving.com/

ความคิดเห็นแรก | Views: 374

Wearable Device Zone อุปกรณ์สวมใส่สุดล้ำ PDF พิมพ์

Runtastic GPS Sports Watch with Heart Rate Monitor

81wtNkm1moL._SL1500_

นาฬิกาไฮเทค ติดตัวจับสัญญาณดาวเทียมสำหรับผู้รักการออกกำลัง สามารถใช้งานได้ทั้งกิจกรรมออกกำลังกายกลางแจ้ง เช่น วิ่ง, ปั่นจักรยาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเหมาะที่จะใช้ในฟิตเนสด้วย ตัวนาฬิกามีด้วยกันหลายโหมด สามารถใช้งานร่วมกับกับแอพของ Runtastic เพื่อบันทึกข้อมูลการออกกำลังกายของคุณ พร้อมทั้งสามารถแชร์กิจกรรมนั้นๆผ่านทาง Facebook และ Twitter ได้ด้วย

Runtastic Sports Armband for Smartphones

runtastic-sportarmband-01_720x600

สายรัดแขนสำหรับติดสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ดีไซน์ตามหลักสรีระศาสตร์เพื่อการออกกำลังกายโดยเฉพาะ พร้อมป้องกันสมาร์ทโฟนของคุณจากแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือนได้ นอกจากนี้ด้วยพลาสติกพิเศษที่ติดตั้งอยู่ทำให้สามารถมองเห็นหน้าจอสมาร์ทโฟน ได้ชัดเจนพร้อมทั้งยังสามารถสัมผัสหน้าจอได้แม้ขณะกำลังรัดสมาร์ทโฟนไว้กับ แขน นอกจากนี้ยังมีช่องเก็บหูฟังและสายเคเบิ้ล

Runtastic Speed and Cadence Bike Sensor

61Vb-HydLPL._SL1000_

อุปกรณ์วัดรอบ ความเร็ว และระยะทางในการปั่นจักรยานคันโปรดของคุณ ล้ำสุดๆกับการทำงานร่วมกันกับแอพ Runtastic สามารถเชื่อมต่อได้กับสมาร์ทโฟนเครื่องโปรดของคุณ

 

Runtastic Heart Rate Combo Monitor

81gV0DKqOPL._SL1500_

อุปกรณ์สำหรับผู้รักการออกกำลังสุดไฮเทค เชื่อมต่อผ่านทางบลูทุธกับสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android และยังเชื่อมต่อผ่านแอพของ Runtastic ได้อีกด้วย โดยจะสามารถส่งผ่านข้อมูลการเต้นของหัวใจ โดยไม่จำเป็นต้องใช้อแดปเตอร์ใดๆเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำงานไร้สายทั้งหมด ยิ่งใช้ควบคู่กับยิมหรือการปั่นจักรยานแล้วละก็สุดยอดไปเลย

 

Fitbit Flex

Fitbit-Flex-iVIP-BlackBox (1)

สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ สุดไฮเทค Fitbit Flex สายรัดข้อมือนี้จะเก็บพฤติกรรมการเดิน วิ่ง การเคลื่อนไหวร่างกายเอาไว้ตลอดเวลา พร้อมกับการวัดค่าการนอนหลับของเราว่าหลับสนิทแค่ไหน นอนดิ้น นอนน้อยแค่ไหน แล้วเอามาประมวลผลออกมาเป็นข้อมูลสุขภาพของเราบนหน้าจอมือถือเพื่อให้เรา ปรับตัว ปรับเวลานอน ปรับการออกกำลังกายในขณะใช้ชีวิตประจำวันได้ดีมากยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านทางสมาร์ทโฟน Android และ iPhone ได้

Fitbit one

simple.b-dis-jpg.ha35e1711019127fd06a67a6ebed4d9c0

อุปกรณ์เสริมเพื่อผู้ที่รักสุขภาพและชื่นชอบเทคโนโลยีล้ำสมัยไปพร้อมๆกัน Fitbit One เป็นเหมือนเทรนเนอร์ส่วนตัวที่จะอยู่กับตัวของคุณไปตลอด ทั้งเวลากิน เวลานอน และออกกำลังกายจ สามารถส่งข้อมูลเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนของเราได้ผ่านทาง bluetooth และแอพลิเคชั่น แค่เท่านี้คุณก็มีเทรนเนอร์ส่วนตัวที่ติดตัวไปได้ตลอดเวลา และไม่บ่นอีกด้วยนะ

Fibit Zip

simple.b-dis-jpg.hefb1af99b7a2ac44c439389c1c9bd35f

เริ่มต้นดูแลสุขภาพของตัวคุณเองด้วยอุปกรณ์พกพา Fitbit Zip ซึ่งจะช่วยบันทึกก้าวของคุณขณะทำการวิ่งออกกำลังกาย พร้อมบันทึกระยะทาง และบันทึกการเผาผลาญแคลอรี่ของคุณขณะออกกำลัง และส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังสมาร์ทโฟนทั้งบน iOS และ Android ได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งเตือนเพื่อนๆเพื่อขอกำลังใจให้คุณได้วิ่งออกกำลังกาย ได้ตลอดเวลาขณะหมดกำลังใจได้อีกด้วย

Fitbit Aria

Fitbit_Aria1

เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ ติดตั้ง Wi-Fi อยู่ภายในตัว สามารถวัดค่าต่างๆของร่างกาย รวมถึงคำนวณแคลอรี่ต่างๆ ผ่านทางสมาร์ทโฟนอย่าง iOS และ Android ได้ มีแอพรองรับ นอกจากนี้ยังรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุดถึง 8 คนเลยทีเดียว

 

UP by Jawbone (Limited Edition)

up-bands-stacked-600

เทคโนโลยีสุดล้ำจาก Jawbone ที่จะทำให้สุขภาพของคุณดีขึ้น โดย UP by Jawbone นั้นจะทำหน้าที่เป็นสายรัดข้อมือในการเก็บข้อมูลในชีวิตประวันในขณะที่คุณ สวมใส่ไว้บนข้อมือ และจะสามารถติดตามการนอนหลับและพักผ่อน, ติดตามกิจกรรมตลอด 24 ชั่วโมง, ติดตามอาหารและเครื่องดื่มที่ทาน และยังติดตามด้านอารมณ์ของผู้สวมใส่ โดยมีการเชื่อมต่อกับแอพบนสมาร์ทโฟนทั้ง Android และ iPhone ครับ นอกจากนี้เรายังนำสีพิเศษสีส้ม (Orange Special Edition) ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่ Jawbone ร่วมมือกับมูลนิธิ Alliance for a Healthier Generation โดยจะบริจาคให้กับมูลนิธิดังกล่าวเป็นจำนวนเงิน 20 เหรียญ

 

Nike+ FuelBand

Nike-Fuel-Featured

สายรัดข้อมือสุดไฮเทค ดีไซน์เท่ๆจาก Nike เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบในการออกกำลังกาย เพราะสามารถวัดพลังงานตามระดับการออกกำลังกายของผู้ใช้และแสดงออกมาเป็น ระดับสี นอกจากนี้ยังสามารถวัดจำนวนก้าว และแคลอรี่ที่ใช้ไปได้อีกด้วย และที่สำคัญยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลที่บันทึกไว้บน Nike+FuelBand เข้ากับสมาร์ทโฟนของคุณได้ด้วย

 

Pebble Smart Watch

Pebble-Watch-alternate

นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ หน้าจอทำด้วย E-ink จึงประหยัดพลังงานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังสามารถซิงค์ข้อมูลบนนาฬิกา Pebble Smart Watch ไปยังสมาร์ทโฟน Android และ iOS ได้ ซึ่งสามารถทำได้หลายอย่างทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัพเดทข้อมูลจาก Facebook, ควบคุมเพลง, ดูข้อความบนสมาร์ทโฟนได้ เป็นต้น

 

Auto Mee S

Tomy-AutoMee

หุ่นยนต์ทำความสะอาดหน้าจอใช้ได้ทั้งบนแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน เป็นหุ่นยนต์ที่มีแผ่นทำความสะอาดสองชิ้นติดตั้งอยู่ภายในตัวหุ่น มีล้อหมุน และเซ็นเซอร์ตรวจทิศทางของจอภาพ และมีระบบป้องกันหุ่นยนต์วิ่งตกจอภาพ ไม่ให้ตกพื้นเสียหาย สามารถทำความสะอาดหน้าจอแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนของคุณได้อย่างรวดเร็ว ขึ้นอยู่กับขนาดหน้าจอของจอภาพ แค่มีไว้ก็ล้ำเกินใครแล้วกับหุ่นยนต์ทำความสะอาดแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนตัวนี้

 

 

 

 

NVIDIA Shield

02

เครื่องเล่นเกมพกพารุ่นแรกจากบริษัทผู้ผลิตชิปกราฟิกชื่อดังอย่าง NVIDIA ได้ผลิตเครื่องเล่นเกมพกพกที่มีหน้าตาล้ำไม่เหมือนใคร มีคอนโทรลเลอร์ติดอยู่กับจอภาพ รันด้วยระบบปฏิบัติการ Android Jelly Bean และซีพียู quad-core สามารถดาวน์โหลดเกมเฉพาะตัวของเครื่องได้ และยังสามารถใช้แอพและเกมของ Android ปกติได้ เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับเป็นแท็บเล็ตในตัวได้ทีเดียว

 

OUYA

ouya-console-android-3032013

เครื่องเล่นเกมคอนโซลดีไซน์ล้ำ มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android สามารถต่อเล่นเกมผ่านทางหน้าจอทีวีใหญ่ๆได้ นอกจากนี้ยังสามารถต่อคอนโทรลเลอร์เพื่อควบคุมเกมให้ได้อรรถรสในการเล่นเป็น อย่างมาก มีเกมให้เลือกใน Store ของ OUYA ให้เลือกเล่นเพียบ

Dice+

DICE_playing_Rumble_Stumble_large_verge_medium_landscape

ลูกเต๋าสุดไฮเทคสำหรับการเล่นเกมกระดานผ่านแท็บเล็ต ใช้ได้ทั้งแท็บเล็ต iPad และแท็บเล็ต Android โดย DICE+ จะมีหน้าจอทั้งหมด 6 หน้าบนทุกหน้าเต๋า เป็นจอแสดงผลตัวเลขเมื่อผู้เล่นโยนลูกเต๋าออกมาขณะเล่นเกมกระดาน นอกจากนี้ยังจะเชื่อมต่อกับแท็บเล็ตผ่านทาง Bluetooth ได้ และมีเซนเซอร์ภายในสุดไฮเทคเพียบเลยทีเดียว แค่มีลูกเต๋า DICE+ กับแท็บเล็ต เท่านี้ชีวิตการเล่นเกมของคุณและเพื่อนฝูงก็จะสุดล้ำแล้ว

NODE+ Sensor

Node Sensor Platform

สำหรับใครที่เป็นดีไซเนอร์ คุณเคยมั้ย? เวลาที่เดินอยู่ข้างนอกแล้วพบเจอกับสีสันแปลกๆแล้วปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าอยาก จะนำสีสันนั้นไปใช้บนงานออกแบบของคุณ แต่พอกลับมาที่ทำงานก็นึกไม่ออกว่าสีนั้นคือสีอะไร เฉดสีเป็นเช่นไร แค่มี NODE+ Chroma Sensor ซึ่งเป็นเซนเซอร์สุดล้ำ (made in USA)  สามารถตรวจสอบสีที่พบเมื่อนำไปสัมผัสกับวัตถุที่ต้องการและจะมีการแสดงผลของ สีผ่านทางแอพบน iOS และ Android ซึ่งเมื่อมี NODE+ Chroma Sensor งานออกแบบของคุณก็จะสะดวกและรวดเร็วขึ้นมากเลยทีเดียว

StickNFind

51e9591bfb04d645c0001a66._w.540_s.fit

เคยมั้ย? เวลาวางของไว้ในบ้านแล้วหาไม่เจอ ตอนนี้มีเทคโนโลยีสุดล้ำออกมาแล้วกับ StickNFind แผ่นสติ๊กเกอร์ Bluetooth สำหรับตามหาของหาย เพียงแค่ติดสติ๊กเกอร์ดังกล่าวไว้ที่ของที่วางลืมทิ้งไว้บ่อยๆ และแพร์เข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านทาง Bluetooth เท่านี้เวลาหาของไม่เจอก็สามารถใช้แอพเรดาร์หาของได้ทันที ตัวสติ๊กเกอร์สามารถส่งเสียงร้องได้ แบตเตอรี่บนสติ๊กเกอร์สามารถอยู่ได้ยาวนานถึง 1 ปี ถ้าเกิดแบตเตอรี่หมดก็สามารถหาซื้อมาเปลี่ยนได้ในราคาก้อนละ 30 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังแถมที่ห้อยสติ๊กเกอร์คล้องติดกับสิ่งที่เคลื่อนไหวได้อย่างเจ้า แมวน้อยในบ้านเป็นต้น

SmartRacer

SmartRacer2

SmartRacer รถบังคับวิทยุสุดล้ำ สามารถบังคับได้ด้วยสมาร์ทโฟนระบบ iPhone และ Android ตัวรถยังสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ และมีกล้องติดตั้งอยู่บนตัวรถด้วย ซึ่งเมื่อบังคับรถผ่านทางแอพบนสมาร์ทโฟนแล้วยังสามารถรับชม live video ผ่านทางกล้องที่ติดอยู่บนรถบังคับได้อีกด้วย

Netatmo

61PYI74EI-L._SL1200_

อุปกรณ์ตรวจสอบสภาพอากาศภายในบ้านและนอกบ้าน ใช้ควบคู่กับแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ทั้งบน iOS และ Android ทำให้คุณสามารถสร้างสถานีตรวจสอบสภาพอากาศขนาดย่อมได้ด้วยตัวเอง และจะมีการรายงาสภาพอากาศอย่างแม่นยำส่งตรงถึงมือคุณแบบสดๆโดยที่ไม่จำเป็น ต้องพึ่งพยากรณ์อากาศอีกต่อไป

Tagg – The Pet Tracker

tagg

ปกป้องสุนัขที่คุณรักจากการหายตัวไปอย่างลึกลับขณะไปวิ่งเล่นด้วย Tagg The Pet Tracker อุปกรณ์ติดตามตัวสัตว์เลี้ยงที่แสนรักของคุณ โดยจะทำงานเป็นปลอกคอและเป็น GPS สำหรับติดตามไปในตัวทำงานร่วมกันกับเบราเซอร์บนสมาร์ทโฟนทุกเครื่องของคุณ สามารถส่งข้อความแจ้งเตือน หรืออีเมล์แจ้งเตือนเมื่อสัตว์เลี้ยงของคุณออกนอกบริเวณที่กำหนดไว้ได้ แค่นี้สัตว์เลี้ยงแสนรักของคุณก็จะไม่หายไปไหนแน่นอน

Belkin WeMo Switch + Motion

WeMo-Switch- -Motion-1

ปลั๊กไฟอัจฉริยะจาก Belkin สามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบกับปลั๊กอัจฉริยะนี้ผ่านทางสมาร์ทโฟนอ ย่าง Android และ iOS ซึ่งมีการเชื่อมต่อผ่านทางแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ WeMo Motion ซึ่งเป็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้องทำงานควบคู่กันกับปลั๊กไฟ เมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวเซ็นเซอร์นี้จะมีการสั่งปิดสวิตซ์ไฟทันที

Belkin WeMo Light Switch

Belkin-WeMo-Light-Switch-1

ผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Belkiin โดย WeMO Light Switch นี้คือสวิตซ์ไฟอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนอย่าง iPhone และ Android ให้สามารถใช้ควบคุมสวิตซ์นี้ได้โดยไร้สายผ่านทางสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังสามารถตั้งเวลาเปิดปิดไฟได้ด้วย ทีนี้เวลาจะปิดไฟก็ไม่จำเป็นต้องเดินไปปิดเปิดให้เสียเวลา แค่ใช้สมาร์ทโฟนสั่งการจากบนที่นอนหรือโซฟา สะดวกสุดๆไปเลยใช่มั้ยล่ะ

Philips Hue Connected Bulb

nexusae0_hue_thumb

หลอดไฟ LED อัจฉริยะจากฟิลิปส์สามารถตั้งเวลาเปิดปิดไฟได้ สั่งเปิดไฟจากนอกบ้าน เปลี่ยนสีหลอดไฟได้ผ่านทางแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทั้ง iPhone, iPad และ Android นอกจากนี้ยังสามารถทำให้หลอดไฟกระพริบไฟเตือนได้เวลาที่มี Notification เข้ามาบนสมาร์ทโฟนของเรา ทั้งกระพริบเตือนเวลามีอีเมล์เข้า, มีการแจ้งเตือนบน Facebook หรือมีคอมเมนต์บน Instagram หลอดไฟอัจฉริยะนี้จะเตือนให้ทั้งหมด ล้ำสุดๆไปเลย

Sphero 2.0

sphero-2

ลืมไปได้เลยกับรถบังคับยไร้สาย เพราะนี่คือบอลหุ่นยนต์บังคับแบบไร้สายสุดเท่ โดยลูกบอลไร้สาย Sphero 2.0 นั้นควบคุมด้วย bluetooth ผ่านทางแอพบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทั้ง iOS และ Android ตัวลูกบอลมาพร้อมเกมและแอพมากกว่า 25 แบบด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีไฟ LED สีสันสดใส ซึ่งทางผู้พัฒนาเจ้าของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ได้คุยว่าหากเทียบสเกลของ เจ้า Sphereo 2.0 กับรถยนต์ละก็ มันแรงไม่แพ้เฟอรารี่และลัมโบกินี่เลยนะ

Wi-Fi Baby 2.0 (2013 Edition)

WB2013CLOSE__62373.1365699934.1280.1280

เทคโนโลยีล่าสุดจากผู้ผลิต WiFi Baby ที่ช่วยสอดส่องดูแลลูกของคุณผ่านทางกล้องไร้สายที่รับวีดีโอจากกล้องผ่านทาง สมาร์ทโฟนอย่าง iPhone และ Android นอกจากนี้ยังรองรับทั้ง Mac และ PC ด้วย ผ่านทางการเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi, 3G และ 4G ซึ่งให้ภาพที่มีความละเอียดคมชัดและได้รับคำชมจากสื่อนอกหลายสำนักอีกด้วย

 

Leap Motion

05

อุปกรณ์ควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยการวาดมือไปบนอากาศ ที่สร้างความฮือฮาในหมู่ผู้คลั่งไคล้ไอที ซึ่ง Leap Motion นี้เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับควบคุมคอมพิวเตอร์เลยก็ว่าได้ ยกตัวอย่างง่ายๆว่าคุณสามารถเป็น Tony Stark สั่งงานคอมพิวเตอร์ในอากาศได้ด้วย Leap Motion สามารถใช้งานได้ทั้ง Windows และ Mac นอกจากนี้ยังมี Store สำหรับซื้อแอพมาใช้งานกับ Leap Motion อีกด้วย

 

Multi-Device Bluetooth Keyboard

elecom_multi_device_portable_bluetooth_wireless_keyboard_3

ล้ำสุดๆกับคีย์บอร์ดไร้สายบลูทุธ ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสุดโปรดของคุณ นอกจากจะใช้เป็นคีย์บอร์ดพิมพ์งานนอกสถานที่หรือไว้แชทตามปกติแล้ว เจ้าคีย์บอร์ดรุ่นนี้มีความพิเศษอยู่ที่เป็นได้ทั้งรีโมทควบคุมเครื่องเล่น เพลงบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และฟีเจอร์สุดไฮไลท์ก็คือการที่คีย์บอร์ดตัวนี้สามารถยกขึ้นมารับสาย โทรศัพท์ได้ โดยไม่ต้องพึ่งสมอลทอล์คเลย ถือว่าล้ำสุดๆทีเดียวกับคีย์บอร์ดสารพัดประโยชน์ตัวนี้

Nano Falcon

Nano_Falcon_5

เฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ถูกบันทึกลงบนกินเนสส์บุ๊ค มีขนาดเครื่องยนต์แค่ 6.5 เซ็นติเมตร และมีน้ำหนักแค่ 11 กรัมเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนที่ทำมาจากสมาร์ทโฟนอีกด้วย นับว่าเป็นของเล่นไร้สายบังคับวิทยุที่น่าสนใจทีเดียว สามารถเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่หัวใจเด็กก็ดูล้ำไปอีกแบบเลยนะ

 

Trakdot Luggage Tracker

trakdot

อุปกรณ์พกพาสุดล้ำสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทาง เพียงแค่ใส่ Gadget ชิ้นนี้ลงบนกกระเป๋าเดินทางก็จะสามารถทราบว่ากระเป๋าเดินทางที่เราพกพามา นั้นเดินทางมาถึงสายพานรับกระเป๋าเมื่อไหร่ นอกจากนี้ยังสามารถส่งเสียงเตือนทันทีเมื่ออยู่ในระยะใกล้กับตัวคุณ และที่ล้ำกว่านั้นก็คือสามารถเชื่อมต่อเข้ากับแอพบนสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย

ความคิดเห็นแรก | Views: 1747

เจอปลาไฟฟ้าสกุลใหม่คล้ายปลาไหล PDF พิมพ์

ผู้จัดการออนไลน์

 

 

อะกาไวโอ พีแนค ปลาไฟฟ้าสกุลใหม่ (ไซน์เดลี/นาธาน เลิฟจอย)

 

นักวิทยาศาสตร์นานาชาติเจอปลาไฟฟ้าสกุลใหม่หน้าตาคล้ายปลาไหล หลังค้นพบในแม่น้ำอันห่างไกลทางตอนเหนือของกายยานา ซึ่งตัดขาดจากอเมริกาใต้มานานกว่า 30 ล้านปี

 

       ศ.นาธาน เลิฟจอย (Nathan Lovejoy) จากมหาวิทยาลัยโตรอนโตสการ์บอรอฟ (University of Toronto Scarborough) ในแคนาดา และทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ได้จำแนกปลาไฟฟ้าจากแม่น้ำอันห่างไกลในอเมริกาใต้ ซึ่งยังไม่เคยมีใครรู้จักสกุลมาก่อน
       
       ปลาดังกล่าวคือ อะกาไวโอ พีแนค (Akawaio penak) เป็นปลาไฟฟ้าที่พบในแหล่งน้ำตื้นขุ่นๆ ทางตอนบนของแม่น้ำมาซารูนี (Mazaruni River) ที่อยู่ตอนเหนือของกายยานา โดยทีมของเลิฟจอยที่มหาวิทยาลัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อเยื่อของปลาดังกล่าว ระหว่างการเดินทางออกสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งนำคณะโดย เฮอร์นัน โลเปซ-เฟอร์นันเดซ (Hernán López-Fernández) จากพิพิธภัณฑ์หลวงออนทาริโอ (Royal Ontario Museum)
       
       ไซน์เดลีรายงานว่า จากการลำดับดีเอ็นเอและสร้างสาแหรกวิวัฒนาการขึ้นมาใหม่ ทีมของเลิฟจอยก็ได้พบว่า ปลาชนิดนี้เป็นสกุลใหม่อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการจำแนกทางอนุกรมวิธานในระดับที่สูงกว่าสปีชีส์ (species) หรือชนิดพันธุ์ โดยทางตอนบนของแม่น้ำมาซารูนีนั้นเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างชุกชุม ซึ่งยังไม่มีการสำรวจอีกมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล โดยบริเวณดังกล่าวมีแม่น้ำหลายสายอย่างนับไม่ถ้วนอยู่ทางตอนบนของที่ราบซึ่งตัดขาดจากส่วนอื่นๆ ของอเมริกาใต้มานานกว่า 30 ล้านปี
       
       “ความจริงที่ว่าบริเวณนี้ห่างไกลและตัดขาดจากโลกภายนอกมานานเช่นนี้ นั่นหมายความว่าคุณน่าจะได้เจอสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่” เลิฟจอยกล่าว
       
       อะกาไวโอ พีแนค เหมือนกับปลาตองไฟฟ้า (electric knifefish) อื่น ที่มีอวัยวะยาวไปตามฐานของร่างกายที่ผลิตสนามไฟฟ้าได้ แต่สนามไฟฟ้าของปลาสกุลใหม่นี้อ่อนเกินกว่าจะทำให้เหยื่อสลบ ซึ่งมันก็ใช้เพื่อนำทางและตรวจจับวัตถุ รวมทั้งใช้สื่อสารกับปลาไฟฟ้าอื่นๆ แทน ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวเหมาะแก่แหล่งอาศัยที่เป็นน้ำขุ่น
       
       ชื่อของปลาชนิดนี้ตั้งชื่อตาม อะกาไวโอ (Akawaio) ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียแดงซึ่งอาสัยอยู่ทางตอนเหนือของมาซารูนี โดยในแถบภูมิภาคดังกล่าวกำลังได้รับผลกระทบจากถิ่นอาศัยน้ำจืดที่ลดลง เนื่องจากการทำเหมืองทองคำในบริเวณนั้น
       
       “มาซารูนีมีสปีชีส์จำเพาะอยู่มาก ซึ่งพบไม่พบในที่อื่นของโลก มันเป็นพื้นที่สำคัญอย่างยิ่งในอเมริกาใต้ในแง่ของความหลากลหายทางชีวภาพ” เลิฟจอยกล่าว โดยผลของการค้นพบครั้งนีได้ตีพิมพ์ลงวารสารซูโลจิกาสคริปตา (Zoologica Scripta)

 

 

บทความจากฟิสิกส์ราชมงคล

 

ปลาไหลไฟฟ้าเป็นสัตว์ที่ประหลาดประเภทหนึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำของอเมริกาใต้ มันสามารถฆ่าเหยื่อของมันได้โดยใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากที่สร้างขึ้นเองภายในตัวของมัน ตลอดลำตัวจากหัวถึงหางสามารถสร้างความต่างศักย์ไฟฟ้าได้หลายร้อยโวลต์ ให้กระแสไฟฟ้าได้ถึง 1 แอมแปร์ ตอนนี้ก็ถึงคำถามสำคัญที่ว่า ปลาไหลที่น่ารักนี้สร้างกระแสไฟฟ้าได้อย่างไร โดยที่ตัวมันเองไม่โดนกระแสไฟฟ้าช็อตตายไปเสียก่อน  อ่านต่อครับ  ลองคำนวณหากระแสไฟฟ้าของปลาไหลตัวนี้กัน  

ปลาไหลไฟฟ้าปล่อยไฟฟ้าออกมาได้อย่างไร? คลิกค่ะ

คลิปปลาไหลไฟฟ้าจับปลากิน 

วีดีโอการเรียนการสอน

แบตเตอรี่กับปลาไหลไฟฟ้า

    ทุกๆปี แบตเตอรี่กว่า 70 ล้านก้อนถูกขายบนโลก  โดยเฉพาะวันปีใหม่  กับวันคริสตมาส จะใช้กันมากเป็นพิเศษ  ในวีดีโอท่านจะได้เห็นปลาไหลไฟฟ้า มันสามารถผลิตไฟฟ้าด้วยตัวของมันเองได้       download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

ความคิดเห็นแรก | Views: 500

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 55 - 63 จาก 2605
ขณะนี้มี 152 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 8020602  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!