Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
เจอดาวเคราะห์มวลเท่าโลก แต่พื้นผิวเดือดกว่า 2,000 C PDF พิมพ์


ภาพวาดเผยแพร่โดยนาซา แสดงมุมมองที่น่าจะเป้นของดาวเคราะห์เคปเลอร์-78บีที่อยู่ใกล้ดาวฤกษ์มาก จนเห็นดาวฤกษ์อย่างใกล้ชิดจนถึงครึ่งฟ้า (เอเอฟพี/นาซา)


นักดาราศาสตร์เจอดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมีมวลเท่าโลก แต่มีพื้นผิวเดือดกว่า 2,000 องศาเซลเซียส ทว่าแม้โลกอื่นจะไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิต แต่กลับเป็นสัญญาณดีถึงโอกาสที่จะได้ค้นพบดาวเคราะห์อื่นซึ่งคล้ายโลก

ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีการยืนยันว่ามีความหนาแน่นและมวลเหมือนโลกนั้นคือดาวเคราะห์เคปเลอร์-78บี (Kepler-78b) โดยเอเอฟพีรายงานว่า 2 ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้รายงานถึงมวลของดาวเคราะห์ดวงนี้ในวารสารเนเจอร์ (Nature) อย่างแตกต่างกัน

ทีมหนึ่งรายงานว่าเคปเลอร์-78บีมีมวล 1.69 เท่าของโลก ส่วนอีกทีมระบุว่ามีมวล 1.86 เท่าของโลก ส่วนการคำนวณความหนาแน่นนั้นพวกเขาคำนวณออกมาได้เป็น 5.3 และ 5.57 กรัมต่อลูกบาศก์เซ็นติเมตร ตามลำดับ ซึ่งใกล้เคียงกับโลกที่มีความหนาแน่น 5.5 กรัมต่อลูกบาศก์เซ็นติเมตร


: ภาพเปรียบขนาดของโลกกับดาวเคราะห์นอกระบบเคปเลอร์-78บี (David A. Aguilar / Harvard-Smithsonian Center for Astrophysics)



ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังบอกเป็นนัยอีกว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีรัศมี และองค์ประกอบเป็นหินและเหล็กเหมือนโลกด้วย แต่กลับใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ของตัวเองในเวลาสั้นๆ เพียง 8.5 ชั่วโมง

เป้าหมายของการศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะคือ การค้นหาดาวเคราะห์คล้ายโลกที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต และโคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ ซึ่ง เดรค เดมิง (Drake Deming) จากภาควิชาดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Maryland) สหรัฐฯ หนึ่งในทีมวิจัยระบุความเห็นลงในวารสารเนเจอร์ว่า การค้นพบดาวเคราะห์ดวงนี้ เป็นการปูทางไปสู่การค้นพบดาวเคราะห์อื่นที่สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้

ในช่วงแรกๆ ดาวเคราะห์นอกระบบส่วนใหญ่ที่ค้นพบมักเป็นดาวเคราะห์ก๊าซ ซึ่งโคจรแบบเฉียดใกล้ดาวฤกษ์ของตัวเอง จนกระทั่งองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler space telescope) ที่มีภารกิจในการล่าดาวเคราะห์โดยเฉพาะ ขึ้นไปเมื่อปี 2009 ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบดาวเคราะห์หินและดาวเคราะห์น้ำแข็งหลายพันดวง

ขนาดของดาวเคราะห์เหล่านี้วัดจากปริมาณแสงที่ถูกกั้นเมื่อดาวเคราะห์ผ่านหน้าดาวฤกษ์ ซึ่งเดมิงระบุไว้ในรายงานของเนเจอร์ว่า กล้องเคปเลอร์ได้เผยให้เห็นว่ามีดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลกอยู่เหลือเฝือ ทว่าการวิเคราะห์องค์ประกอบของดาวเคราะห์ยังเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก

การที่เคปเลอร์-78บีอยู่ใกล้ดาวฤกษ์มาก ทำให้ง่ายต่อการวัดปรากฏการณ์เคลื่อนดอปเปลอร์ (Doppler shift) ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์อันเป็นผลจากแรงโน้มถ่วง แต่เดมิงระบุว่าการออกแรงให้เกิดปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ของดาวเคราะห์คล้ายโลกนี้ก็ต้องแลกมาด้วยสภาพแวดล้อมที่สุดหฤโหด

“มุมมองจากพื้นผิวเคปเลอร์-78บี จะถูกครอบไปด้วยแถบอันเจิดจ้าของดาวฤกษ์จากขอบฟ้าขึ้นไปจุดกลางฟ้า จากความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน โอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนสิ่งแวดล้อมแบบนั้นมีค่าเป็นศูนย์” เดมิงระบุ ซึ่งตามความเข้าใจที่มีอยู่การจะเป็นแหล่งอาศัยสำหรับสิ่งมีชีวิตได้ และยอมให้มีน้ำอยู่ในรูปของเหลวไหลเวียนได้ ดาวเคราะห์นั้นต้องมีระยะห่างจากดาวฤกษ์ของตัวเอง ที่ทำให้อุณหภูมิพิ้นผิวไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป

อย่างน้อยที่สุดดาวเคราะห์เคปเลอร์-78บีก็เป็นสัญญาณที่ทำให้ใจชื้นว่า การค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตนั้นไม่ไร้ค่า เพราะได้แสดงให้เห็นว่ามีดาวเคราะห์อื่นคล้ายโลกที่มีองค์ประกอบเป็นหินและเหล็ก และเดมิงยังกล่าวอีกว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงก้าวกระโดดสำคัญในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยะ

นอกจากนี้ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์อาศัยข้อมูลจากกล้องเคปเลอร์ ระบุว่าในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานั้นมีดาวเคราะห์ที่มีขนาดเท่าโบกอย่างน้อน 1.7 หมื่นล้านดวง และดูเหมือนจะมีมากกว่านั้นอีกมาก

ความคิดเห็นแรก | Views: 664

นักวิทย์เจอพยาธิและไข่ในท้อง “ปลาพญานาค” ที่เกยตื้น PDF พิมพ์
 


http://www.livescience.com/40565-second-oarfish-in-1-week-washes-up-in-california-video.html

นักวิทยาศาสตร์โนอาวัดขนาดหัวของปลาออร์ฟิช


นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เนื้อเยื่อ “ปลาพญานาค” ที่เกยตื้นชายหาดแคลิฟอร์เนียในเวลาใกล้ๆ กันถึง 2 ตัว พบตัวหนึ่งมีพยาธิเต็มท้องคาดเกิดจากการกินสัตว์น้ำที่มีตัวพยาธิเหล่านั้น และอีกตัวมีไข่อยู่ในท้อง แต่ยังไม่พบสาเหตุการตายที่แท้จริง เบื้องต้นสันนิษฐานว่ากระแสน้ำพัดแรงจนปลาน้ำลึกไม่อาจหนีรอดได้

เมื่อกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ปลาออร์ฟิช (Oarfish) หรือบางคนเรียกปลาพญานาค บ้างก็เรียกปลาแผ่นดินไหวเกยตื้นชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 2 ตัว ซึ่งไลฟ์ไซน์ระบุว่า นักปรสิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาบาร์บารา (University of California, Santa Barbara) สหรัฐฯ ไม่พลาดโอกาสศึกษาปลาทะเลน้ำลึกที่หาได้ยาก และนำชิ้นเนื้อเล็กๆ ของปลาออร์ฟิชที่เกยตื้นบนเกาะคาตาไลนามาวิเคราะห์ ผลคือพวกเขาพบว่าปลาตัวยาว 5.5 เมตรนั้นเต็มไปด้วยปรสิต

อาร์มันด์ กูริส (Armand Kuris) ศาสตราจารย์ด้านสัตววิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาบาร์บารา กล่าวว่า พวกเขาพบว่าปลาออร์ฟิชติดเชื้อปรสิตอย่างรุนแรง จากชิ้นเนื้อเพียงชิ้นเล็กๆ พวกเขาก็พบตัวอ่อนของพยาธิตัวตืดขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นยาวถึง 15 เซ็นติเมตร และยังพบปรสิตอื่นๆ ในอาหารที่ปลาออร์ฟิชกินด้วย ส่วนลำไล้ของปลาพบปากตะขอของพยาธิหัวเป็นหนาม (spiny-headed worm) ตัวเต็มวัย ซึ่งเป็นปรสิตที่เปลี่ยนเจ้าบ้าน (ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ) ไปตามวงจรชีวิต

การที่ทีมนักวิทยาศาสตร์พบพยาธิหัวหนามตัวเต็มวัยบ่งชี้ว่า ออร์ฟิชกินเจ้าบ้านเดิมของปรสิต ซึ่งอาจจะเป็นเคอย (krill) หรือสัตว์น้ำเปลือกแข็งใต้ทะเลลึกชนิดอื่นๆ

ส่วนปลาออร์ฟิชอีกตัวที่เกยตื้นที่ซานดิเอโกและยาว 4 เมตรนั้น ก็ได้รับการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน โดยสำนักข่าวเอพีรายงานว่า ทีมวิจัยจากสถาบันสมุทรศาสตร์สคริปป์ส (Scripps Institution of Oceanography) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานดิเอโก (UC San Diego) สหรัฐฯ พบไข่เป็นแสนๆ ฟองในรังไข่ยาว 1.8 เมตรของปลาออร์ฟิช

ขณะที่สาเหตุการตายของปลาออร์ฟิชทั้งสองตัวยังคงเป็นปริศนา แต่นักวิจัยก็มีข้อสันนิษฐานอยู่บ้าง โดยนักวิทยาศาสตร์พร้อมด้วยทีมจากศูนย์วิทยาการประมงตะวันตกเฉียงใต้ขององค์การบริหารสมุทรและบรรยากาศสหรัฐ (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือโนอา (NOAA) ได้ชันสูตรเนื้อเยื่อของออร์ฟิชที่มีไข่ และพบว่าปลานั้นค่อนข้างสด ซึ่งดูเหมือนจะถูกซัดเกยตื้นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่มันจะตาย

รัส เวตเตอร์ (Russ Vetter) นักชีววิทยาจากโนอา สันนิษฐานว่าปลาออร์ฟิชตัวดังกล่าวอาจถูกกระแสน้ำพัดแรงซัดเข้าชายฝั่ง ซึ่งปกติปลาชนิดว่ายน้ำไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว จึงไม่อาจหนีรอดไปได้ โดยคลิปวิดีโอของปลาออร์ฟิชขณะมีชีวิตที่บันทึกได้จากอ่าวเม็กซิโก เผยให้เห็นว่า ปลาชนิดนี้ไม่ค่อยเคลื่อนไหวเมื่ออยู่ในแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ และใช้ครีบที่คล้ายไม้พายช่วยในการพยุงตัวขณะลอยตัวเป็นแนวดิ่งอยู่ในน้ำ
 


สำหรับปราออร์ฟิชนั้นอาศัยอยู่ในน้ำลึกประมาณ 915 เมตร สามารถโตได้ถึง 9 เมตร และจัดเป็นปลามีกระดูกที่ยาวที่สุด ไม่นับฉลามและปลากระเบน ซึ่งการศึกษาตัวอย่างชิ้นเนื้อที่เก็บรักษาไว้ต่อไปจะช่วยนักวิทยาศาสตร์ไขความลับของปลาชนิดนี้ได้มากขึ้น โดยเวตเตอร์กล่าวว่า การวิเคราะห์ไขมันและโปรตีนของปลาชนิดนี้ จะบอกถึงอาหารที่ปลาชนิดนี้กินได้ และลำดับในห่วงโซ่อาหาร อีกทั้งการวิเคราะห์ดีเอ็นเอก็จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินได้ว่าปลาออร์ฟิชมีวิวัฒนาการมาอย่างไร และสัมพันธ์กับปลาสปีชีส์อื่นอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม

สัปดาห์เดียวเจอ "ปลาพญานาค" เกยตื้นถึง 2 ตัว



ปลาออร์ฟิชขนาด 5.5 เมตร ที่เกยตื้นบนเกาะคาตาไลนา

ความคิดเห็นแรก | Views: 706

เผยรูปร่างหลอน “เนบิวลา” เย็นจัดที่สุดในเอกภพ PDF พิมพ์
 

เนบิวลาบูเมอแรงจากกล้องอัลมา (เครดิต: Bill Saxton; NRAO/AUI/NSF; NASA/Hubble; Raghvendra Sahai)



หลังจากใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นเพื่อศึกษาสภาพหนาวเย็นและรูปร่างที่แท้จริงของ “เนบิวบูเมอแรง” เผยให้เห็นรูปร่างหลอนๆ ของสถานที่อันเย็นจัดที่สุดในเอกภพ และเห็นภาพของดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ขณะตายลงแล้วกลายเป็นเนบิวลา


เนบิวลาบูเมอแรง (Boomerang Nebula) จัดเป็นสถานที่อันเย็นจัดที่สุดในเอกภพ โดยมีอุณหภูมิเพียง 1 เคลวินหรือ -272.2 องศาเซลเซียส นับเป็นอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในอวกาศ ซึ่งไซน์เดลีระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุอัลมา (Atacama Large Millimeter/submillimeter Array: ALMA) ที่ชิลี ศึกษาเนบิวลาดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติอันเย็นจัดและประเมินรูปร่างที่แท้จริงของเนบิวลานี้ และพบว่ารูปร่างจริงดูหลอนเหมือนผี

เดิมทีจากการศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้น พบว่าเนบิวลานี้มีรูปร่างไม่สมดุล จึงได้ชื่อเนบิวลาบูเมอแรง ภายหลังเมื่อศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) กลับเผยให้เห็นรูปร่างเหมือนโบว์ที่ผูกกัน แต่ข้อมูลใหม่จากกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นที่มีเสาอากาศรับสัญญาณวิทยุ 66 ต้นเรียงกันกว้างถึง 16,000 เมตร บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 5,000 เมตร เผยให้เห็นว่า ภาพจากฮับเบิลบอกข้อมูลเราแค่บางส่วนเท่านั้น

รัฆเวนทรา สหาย (Raghvendra Sahai) นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ในพาซาเดนา แคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า กล้องอัลมาทำให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของวัตถุที่เย็นจัดนี้ จากเนบิวลารูปร่างเหมือนบูเมอแรงเมื่อศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์เชิงแสงจากพื้นโลก กลับเป็นเนบิวลาที่มีรูปร่างเหมือนกำลังขยายตัวออกสู่อวกาศอย่างเร็ว

เนบิวลาบูเมอแรงนั้นอยู่ห่างจากโลก 5,000 ปีแสง ในกลุ่มดาวคนครึ่งม้า (Centaurus) และค่อนข้างเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ (planetary nebula) ที่มีอายุน้อย และความจริงแล้วเนบิวลาดาวเคราะห์คือดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ของเราที่หมดอายุขัยแล้ว และเริ่มสลัดผิวชั้นนอกออก สิ่งที่เหลืออยู่ตรงใจกลางของเนบิวลาคือดาวแคระขาว (white dwarf star) ซึ่งปลดปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตอย่างเข้มออกมา เป็นสาเหตุให้ก๊าซในเนบิวลาเรืองแสงและปลดปล่อยแสงที่เจิดจ้าออกมา

สำหรับเนบิวลาบูเมอแรงนั้นอยู่ในขั้นก่อนจะเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ ซึ่งเป็นระยะตอนกลางของดาวฤกษ์ที่กำลังเข้าสู่ระยะเนบิวลาดาวเคราะห์ ใจกลางของดาวยังไม่ร้อนพอที่จะปลดปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตจนเกิดลักษณะเรืองแสง ซึ่งเรามองเห็นเนบิวลาระยะนี้ได้จากแสงของดาวที่สะท้อนฝุ่นออกมา โดยก๊าซที่ไหลออกจากดาวกำลังตายลงนี้ขยายตัวออกอย่างฉับพลันและเย็นตัวลงด้วย

ทั้งนี้ นักวิจัยสามารถวัดอุณหภูมิของก๊าซในเนบิวลาจากการพิจารณาว่า มีการดูดกลืนรังสีพื้นหลังของเอกภพ (cosmic microwave background radiation) ซึ่งเป็นคลื่นไมโครเวฟอย่างไร โดยรังสีพื้นหลังนั้นมีอุณหภูมิสม่ำเสมออยู่ที่ 2.8 เคลวิน หรือ -270.5 องศาเซลเซียส

เมื่อใช้กล้องอัลมานักดาราศาสตร์ก็ไม่เห็นภาพอย่างที่สังเกตด้วยกล้องฮับเบิล แต่เมื่อศึกษาการกระจายตัวของโมเลกุลคาร์บอนมอนอไซด์ ซึ่งเรืองแสงที่ความยาวคลื่นระดับมิลลิเมตร พวกเขาก็ได้เห็นโครงสร้างเดียวกับที่สังเกตด้วยฮับเบิล แต่เห็นเพียงโครงสร้างภายในของเนบิวลา แต่ในการศึกษาจริงพวกเขาได้เห็นเมฆหมอกของก๊าซเย็น ที่ขยายยืดออกไปรอบๆ

นักวิจัยยังค้นพบเส้นทางของเม็ดฝุ่นระดับมิลลิเมตรรอบๆ ดาวฤกษ์ที่กำลังกลายเป็นเนบิวลานี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายว่าทำไมเมื่อสังเกตในย่านแสงที่ตามองเห็นจึงเห็นเป็นรูปร่างเหมือนนาฬิกาทราย ฝุ่นเหล่านี้ได้สร้างฉากบัง ที่มัวสัดส่วนตรงกลางของดาว และยอมให้แสงผ่านช่องแคบที่อยู่ตรงข้ามกับทิศทางของเมฆหมอกก๊าซออกมา ทำให้ปรากฏรูปร่างเหมือนนาฬิกาทราย

งานวิจัยนี้ยังบ่งบอกว่าเนบิวลากำลังร้อนขึ้นด้วย แม้ว่ายังคงเย็นกว่ารังสีพื้นหลังของเอกภพก็ตาม ซึ่งการร้อนขึ้นนี้อาจจะเป็นเพราะปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก (photoelectric effect) ปรากฏการณ์ที่พบโดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แสงถูกดูดกลืนโดยสสารแข็ง และสสารนั้นก็ปลดปล่อยอิเล็กตรอนออกมา

สหายชี้ถึงประโยชน์ของการศึกษาครั้งนี้ว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำความเข้าใจว่าดาวฤกษ์ตายอย่างไร และกลายเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์อย่างไร และกล้องอัลมาก็ช่วยให้เราศึกษาการตายของดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ได้



เนบิวลาจากกล้องฮับเบิล (นาซา/อีซา)

ความคิดเห็นแรก | Views: 636

Tycho Brahe นักดาราศาสตร์ตาเปล่าผู้ยิ่งใหญ่ PDF พิมพ์

สุทัศน์ ยกส้าน

Tycho Brahe



เมื่อ Tycho Brahe ถือกำเนิดในวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1546 (ยุคพระไชยราชา) ที่ปราสาท Knutstorp ในเมือง Scania ประเทศสวีเดน นักดาราศาสตร์ Nicolaus Copernicus ได้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 3 ปี ศิลปิน Michelangelo มีอายุ 71 ปี จักรพรรดิ Suleiman แห่งอาณาจักร Ottoman มีพระชนมายุ 52 พรรษา นักวิทยาศาสตร์ William Gilbert ผู้ศึกษาธรรมชาติของแม่เหล็กมีอายุ 2 ปี ส่วน Galileo และ Johannes Kepler ยังไม่เกิด จนอีก 18 ปี และ 25 ปีต่อมาตามลำดับ

ตั้งแต่เด็ก Tycho ใช้ชื่อในภาษาเดนมาร์กว่า Tyge จนกระทั่งอายุ 15 ปี จึงเปลี่ยนชื่อเขียนเป็นภาษาละตินว่า Tycho บิดาของ Tycho มีชื่อว่า Otto เป็นผู้ว่าราชการแห่งเมือง Helsingborg ในเดนมาร์ก (ในสมัยนั้นเดนมาร์กอยู่ภายใต้การปกครองของสวีเดน) ส่วนมารดาชื่อ Beate เป็นนางสนองพระโอษฐ์ในกษัตริย์เดนมาร์ก ดังนั้นตระกูล Brahe จึงมีฐานันดรศักดิ์ค่อนข้างสูง เมื่อ Beate ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก แพทย์ตรวจพบว่าเธอจะคลอดลูกแฝด Otto จึงสัญญากับพี่ชายชื่อ Joergen ว่า จะมอบลูกคนแรกให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวท่านนายพล เพราะท่านไม่มีทายาท แต่เมื่อลูกแฝดคนน้องเสียชีวิต พ่อแม่ของ Tycho ก็เปลี่ยนใจ และเก็บ Tycho ไว้เลี้ยงเอง ซึ่งทำให้ท่านนายพลรู้สึกโกรธมาก จึงขโมยทารก Tycho ไปซ่อนที่ปราสาท Hvedborg ในเมือง Funen

แต่ทั้ง Beate และ Otto ก็ไม่ผิดหวังมาก เพราะในเวลาต่อมา Beate ก็ให้กำเนิดลูกอีก 9 คน และ Otto ได้ยกโทษให้พี่ชาย

Tycho ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีเหมือนลูกแท้ๆ ของลุงและป้า และเป็นสมาชิกคนเดียวของตระกูล Brahe ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

เมื่ออายุ 12 ปี ลุงได้ส่ง Tycho ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Copenhagen (ทั้งๆ ที่ Tycho มีอายุน้อย แต่ก็สามารถเข้าได้ เพราะเส้นใหญ่) ลุงหวังให้ Tycho เรียนกฎหมายเพื่อจะได้ถวายงานอย่างใกล้ชิดต่อองค์กษัตริย์ Frederick ที่ 2 เป็นการสืบทอดความมีชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลซึ่ง Tycho ก็ได้ทำตามที่ลุงต้องการ

แต่ขณะเรียนชั้นปีที่ 1 ที่มหาวิทยาลัย Tycho ได้ยินข่าวโหรหลวงทำนายว่า จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ.1560 ซึ่งก็เกิดจริง Tycho รู้สึกอัศจรรย์ใจมากที่มนุษย์สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดบนสวรรค์ได้อย่างแม่นยำถึงระดับที่สามารถทำนายเวลาและสถานที่ๆ เหตุการณ์จะเกิดได้ จึงไปซื้อตำรา Almagest ของ Ptolemy และตำรา Tractatus de Sphaera มาอ่านหลายเล่ม แทนที่จะซื้อตำรากฎหมาย

ลุงจึงคิดว่า ความสนใจเรื่องดาวและเดือนของ Tycho คงเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ และคาดว่าอีกไม่นาน Tycho จะเปลี่ยนใจ ดังนั้นจึงเดินหน้าด้วยการส่งหลานไปเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัย Leipzig ในเยอรมนี และเพื่อให้มั่นใจว่าหลาน (ลูกบุญธรรม) คนนี้ไม่ “ทรยศ” ลุงได้จ้างคนไปเฝ้าดูการใช้ชีวิตและติดตามการเรียนของ Tycho อย่างใกล้ชิด แต่ Tycho ก็จะแอบนั่งดูดาวในเวลาดึก เมื่อคนเฝ้าหลับ นอกจากนี้ก็ยังได้ไปลงทะเบียนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ด้วย ซึ่งคนเฝ้าก็ได้พยายามยื้อไม่ให้ Tycho เรียน โดยบอกว่าหัวหน้าภาคคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Copenhagen เสียสติเป็นบ้า เพราะเรียนเลขมากไป แต่ Tycho ก็ไม่สนใจใยดีในคำขู่ กลับไปซื้อหนังสือต้องห้ามของ Copernicus มาอ่านให้เห็นอีกด้วย

เมื่ออายุ 18 ปี Tycho ได้สร้างอุปกรณ์ง่ายๆ เพื่อดูดาว และพบว่า แผนที่ดาวฤกษ์ที่นักดาราศาสตร์ในสมัยนั้นใช้กันไม่ถูกต้อง จึงตัดสินใจจะทำแผนที่ของดาวฤกษ์ทั่วฟ้าเป็นงานค้นคว้าของชีวิต

ข่าวการตัดสินใจเช่นนี้มิได้ทำให้ครอบครัว Brahe รู้สึกดีเลย แต่ทุกคนก็ตระหนักดีว่าถ้า Tycho ตัดสินใจในเรื่องอะไรแล้ว เขาจะไม่เปลี่ยนใจอีกเลย

ช่วงเวลาระหว่างปี 1563 – 1565 ได้เกิดสงครามระหว่างเดนมาร์กกับสวีเดน Tycho ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 19 ปี ได้ถูกลุงเรียกตัวกลับบ้าน แต่เมื่อถึงบ้านทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้สนทนากัน ลุงก็ตามเสด็จกษัตริย์ Frederick ที่ 2 ออกสงคราม ขณะกษัตริย์ทรงม้าข้ามสะพาน กษัตริย์ซึ่งทรงโปรดน้ำจัณฑ์มากและเมา ได้ทรงตกจากหลังม้าลงน้ำ ลุงได้กระโดดลงไปช่วยชีวิตพระองค์ไว้ แต่ลุงเองได้ล้มป่วยด้วยโรคปอดบวม และเสียชีวิต

เมื่อไม่มีลุง ความกดดัน และการบีบบังคับต่างๆ ก็ไม่มีอีกต่อไป Tycho จึงเริ่มชีวิตจะเป็นนักดาราศาสตร์ตามที่ตนต้องการ และได้เดินทางไปค้นหาหาความรู้เพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัย Wittenberg และ Rostock ในเยอรมนี รวมถึงมหาวิทยาลัย Basel และ Augsburg ในสวิสเซอร์แลนด์ด้วย

แต่ขณะเรียนที่ Wittenberg Tycho ซึ่งเป็นคนที่ชอบวางตัวสูง เพราะภูมิใจว่าเป็นผู้ดี เช่น แต่งตัวด้วยเครื่องประดับมากมาย ใส่เสื้อผ้าสีแดง และสีทอง อันเป็นสีที่คนชั้นต่ำถูกห้ามใช้อย่างเด็ดขาด ได้ถูกเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งล้อเลียน Tycho ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้อน จึงท้าดวลดาบกับนิสิตคนนั้น และจมูกของ Tycho ได้ถูกดาบฟันจนขาดแหว่ง จึงต้องหาเลี่ยมที่ทำด้วยเงินปนทองคำมาทำเป็นดั้งจมูกปลอมแทน และ Tycho ได้สวมดั้งเทียมนี้จนตลอดชีวิต
 


Tycho crater บนดวงจันทร์


อีก 2 ปีต่อมา กษัตริย์ Frederick ที่ 2 ทรงโปรดเกล้าให้ Tycho ดำรงตำแหน่งเป็นบาทหลวงแห่งมหาวิหาร Roskilde ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แสนสบาย เพราะ Tycho ไม่ต้องทำงานเลย แต่ได้เงินเดือน และ Tycho เข้ารับทำงานนี้ ทั้งๆ ที่ Tycho มิได้เคยร่ำเรียนวิชาศาสนาเลย แต่เมื่อเป็นพระราชประสงค์ของกษัตริย์ หรืออาจจะเพราะกษัตริย์ทรงสำนึกผิดที่ได้ทำให้ลุงของ Tycho ตาย จึงทรงพยายามหาทางชดใช้ความผิดนั้น นอกจากเหตุผลนี้แล้ว Tycho ยังเป็นปราชญ์ดาราศาสตร์ผู้มีความรู้โหราศาสตร์มากด้วย ดังนั้น จึงอาจทำหน้าที่เป็นโหรหลวงในพระองค์ได้ ถ้าได้อยู่ใกล้ๆ

Tycho จึงทุ่มเททำงานดาราศาสตร์ที่ใจรัก และทำตัวเป็นนักดาราศาสตร์เต็มตัวทั้งๆที่ไม่มีใครในตระกูลคาดหวังหรือต้องการให้เขาเป็นเช่นนั้นเลย เท่านั้นยังไม่พอ คุณชาย Tycho ยังไปแต่งงานกับหญิงชาวนาที่มีฐานะต่ำต้อยมากด้วย นี่จึงเป็นการสมรสที่ผิดขนบธรรมเนียมและประเพณีของสังคมยุคนั้นอย่างรุนแรง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของญาติ แต่ Tycho ก็ไม่ฟัง ทำนองยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ เพราะ Tycho รักภรรยาจริง และมีลูก (ให้ดู) ถึง 8 คน

ในฐานะที่เป็นนักดาราศาสตร์ผู้คิดจะทำแผนที่ดาวฤกษ์ให้ดีกว่าแผนที่เก่า Tycho ต้องประสบปัญหามากมาย เช่น ในสมัยนั้นไม่มีใครรู้เลยว่าดาวฤกษ์ต่างๆ อยู่ไกลจากโลกเพียงใด และอยู่ห่างกันเพียงไร Tycho จำต้องวัดระยะทางเหล่านี้ให้ถูกต้องด้วยอุปกรณ์ที่ทำเอง (ในสมัยนั้นยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์) อย่างง่ายๆ และใช้ตาเปล่าในการสังเกต

ในคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1572 ขณะ Tycho ใช้ตาสำรวจท้องฟ้า เขาได้เห็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ปรากฎ ดาวดวงนี้สว่างจ้าในหมู่ดาวค้างคาว (Cassiopeia) และเป็นดาวที่ไม่มีใครเคยเห็น หรือรู้จักมาก่อน เพราะไม่ปรากฎในตำราดาราศาสตร์ใดๆ Tycho แทบไม่เชื่อสายตาของตน เขาคิดว่า ตาเขาฝาดจึงเรียกคนใช้มาดู และคนใช้ก็ยืนยัน แม้จะเป็นเวลากลางวัน คนทุกคนก็ยังเห็นดาวดวงนี้สว่างยิ่งกว่าดาวศุกร์ การติดตามสังเกตในเวลาต่อมา ทำให้ Tycho พบว่า ความเข้มของแสงดาวดวงนี้ได้เพิ่มขึ้นๆ จนถึงจุดสูงสุด แล้วแสงก็มัวลงๆ จนดับในอีก 6 เดือนต่อมา

เหตุการณ์นี้แสดงว่า ดาวบนสวรรค์มีการเปลี่ยนแปลง จึงนับว่าไม่ตรงกับคำสอนของ Aristotle

สำหรับเรื่องธรรมชาติที่แท้จริงของดาวดวงนี้ คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นคิดว่าเป็นดาวหาง ศิลปิน George Busch เชื่อว่ามันคือดาวที่พระเจ้าส่งมาเตือนมนุษย์โดยการห้ามมิให้ทำบาป แต่ Tycho ไม่เชื่อว่ามันเป็นดาวหางอย่างแน่นอน เพราะ Aristotle บอกว่า ดาวหางจะอยู่ระหว่างโลกกับดวงจันทร์ แต่หลังจากที่ได้จับตาดู เป็นเวลาหลายเดือน ดาวสว่างดวงนี้ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเลย Tycho จึงคิดว่า ดาวดวงนี้ จะต้องอยู่ท่ามกลางดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ อย่างแน่นอน เทคนิคการวัดอย่างง่ายๆ ทำให้ Tycho คิดว่า ดาวอยู่ห่างโลกประมาณ 700 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดาวเสาร์ (จริงๆ อยู่ห่างประมาณ 20,000 ปีแสง และเป็นดาวฤกษ์ที่ระเบิดตัวเองเมื่อถึงเวลาแตกดับ ซึ่งปัจจุบันเราเรียกดาวระเบิดนี้ supernova)

เมื่อมีข้อมูลใหม่และมีความรู้ใหม่ Tycho จึงเขียนตำราชื่อ De Nova Stella (The New Star) ซึ่งได้ทำให้ Tycho เป็นนักดาราศาสตร์วัย 26 ปี ที่มีชื่อเสียงมาก เพราะได้พบดาวฤกษ์ดวงใหม่ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนในช่วงเวลา 2,000 ปีที่ผ่านมา
 



Tycho crater บนดวงจันทร์


จากนั้นจึงเดินทางตระเวนไปทั่วยุโรปเพื่อแสวงหาคนอุปถัมภ์โครงการดูดาวของตน และได้ไปบรรยายถวายกษัตริย์ Wilhelm ที่ 4 แห่งเยอรมนี ซึ่งได้ทำให้พระองค์ทรงประทับใจมาก จึงทรงบันทึกในพระราชสาส์นถึงกษัตริย์ Frederick ที่ 2 ว่า จะต้องไม่อนุญาตให้ Tycho ไปทำงานในประเทศอื่นนอกจากประเทศเดนมาร์กเท่านั้น เพราะ Tycho คือ มหาสมบัติของชาติ

พระเจ้า Frederick ที่ 2 จึงโปรดให้ Tycho เข้าเฝ้า และทรงบอกว่า จะเป็นผู้อุปถัมภ์ Tycho เอง ครั้นเมื่อ Tycho ทูลขอสถานที่ดูดาว พระองค์จึงทรงประทานเกาะ Hven ให้ทั้งเกาะ ซึ่งเกาะนี้ตั้งอยู่ในทะเลระหว่างสวีเดนกับเดนมาร์ก และเป็นเกาะขนาดเล็กที่ Tycho เคยเดินไปรอบเกาะเพื่อวัดขนาดและพบว่า ต้องเดิน 8,160 ก้าว บนเกาะมีชาวบ้าน 40 ครอบครัว อาศัยอยู่พร้อมกันนั้นพระองค์ก็ทรงประทานเงินจำนวนมหาศาลให้ Tycho ด้วย เพื่อให้ก่อสร้างหอดูดาวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Tycho จึงใช้ชีวิตเยี่ยงกษัตริย์ (นักดาราศาสตร์ในสมัยนั้นมีบุญมาก)

Tycho ได้สร้างปราสาทชื่อ Uraniborg (ตามชื่อ Urania ผู้เป็นเทพแห่งดาราศาสตร์) และ Stjerneborg ซึ่งเป็นหอดูดาวใต้ดินที่มีอุปกรณ์ดาราศาสตร์ครบครันเช่น sextant, quadrant ขนาดใหญ่ซึ่งสามารถวัดมุมได้ละเอียดถึง 1/60 องศา อีกทั้งมีที่พัก ที่ทำงานของ Tycho กับผู้ช่วย มีห้องน้ำ ห้องปฏิบัติการทดลองเคมี โรงพิมพ์ และห้องสมุดที่มีหนังสือประมาณ 3,000 เล่ม หอดูดาวนี้จึงเป็นศูนย์กลางดาราศาสตร์ของโลกที่มี Tycho เป็นนักดาราศาสตร์ประจำ ในเวลาต่อมา Tycho ก็ได้นำเสนอแบบจำลองของเอกภพใหม่ที่แตกต่างจากเอกภพของ Ptolemy และ Copernicus

เพราะ Ptolemy คิดว่าโลกคือศูนย์กลางของเอกภพ แต่ Copernicus คิดว่า ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลาง Tycho ซึ่งไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่คิดถูก จึงเสนอความคิดใหม่ว่า โลกอยู่นิ่งโดยมีดวงจันทร์และดวงอาทิตย์โคจรไปรอบโลก (ตามแนวคิดส่วนหนึ่งของ Ptolemy) แต่ Tycho ก็ได้นำความคิดของ Copernicus มาปนด้วย โดยให้ดาวเคราะห์อื่นๆ เช่น พุธ ศุกร์ อังคาร พฤหัสบดี และเสาร์โคจรรอบดวงอาทิตย์) ส่วนดาวฤกษ์อื่นๆ ทุกดวงตรึงอยู่บนผิวทรงกลมแก้วที่ล้อมรอบโลก

แต่เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1577 (ในปีนั้น William Shakespeare กับ Galileo มีอายุ 13 ปี ส่วน Kepler มีอายุ 6 ปี และ Giordano Bruno มีอายุ 29 ปี) ได้มีดาวหางดวงหนึ่งปรากฏในท้องฟ้าเป็นเวลานาน 2 เดือน การสังเกตวงโคจรของดาวหางทำให้ Tycho รู้ว่า ดาวหางอยู่นอกวงโคจรของดวงจันทร์ และดาวหางได้ทะลุผ่านทรงกลมแก้วเข้ามาใกล้โลก หรืออีกนัยหนึ่งทรงกลมแก้วของ Ptolemy ไม่มีจริง

ชะตาชีวิตของ Tycho เริ่มตกต่ำเมื่อกษัตริย์ Frederick ที่ 2 เสด็จสวรรคต และองค์รัชทายาทคือสมเด็จพระเจ้า Christian ที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์แทน กษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงไม่โปรดปราน Tycho เพราะทรงเห็นว่า Tycho เป็นคนหยิ่งจองหองและชอบสำคัญตัวว่ายิ่งใหญ่ ครั้นเมื่อ Tycho ถูกชาวบ้านบนเกาะ Hven ฟ้องกษัตริย์ว่า Tycho ชอบใช้อำนาจและใช้ชาวบ้านเยี่ยงทาส กษัตริย์ Christian ที่ 4 จึงทรงยึดเกาะ Hven คืน และทรงไม่ประทานเงินให้ Tycho อีกเลย และทรงให้รื้อถอนอุปกรณ์ดาราศาสตร์ของ Uraniborg ออก เพื่อนำไปสร้างหอดูดาวใหม่ที่ Copenhagen

Tycho จึงต้องเดินทางออกจากเดนมาร์กในปี 1597 เพื่อไปทำงานที่ออสเตรียในฐานะนักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ และโหรประจำราชสำนักในจักรพรรดิ Rudolf ที่ 2 แห่งอาณาจักรออสเตรีย และพระองค์ทรงโปรดให้มีการสร้างหอดูดาวที่ Prague เพื่อให้ Tycho สามารถทำงานด้านดาราศาสตร์ต่อไป

Tycho จึงประกาศหานักดาราศาสตร์ผู้ช่วยและมีคนมาสมัครมากมาย แต่ Tycho เลือกได้คนหนึ่งชื่อ Johannes Kepler ซึ่งเป็นหนุ่มวัย 28 ปี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทฤษฎีดาราศาสตร์ และเป็นคนที่มีจินตนาการระดับสุดยอด ความสามารถของ Kepler จึงเติมเต็มความสามารถของ Tycho วัย 53 ปี ซึ่งเป็นนักทดลอง แต่ตลอดเวลา 4 ปีที่ทำงานร่วมกัน ปรากฏว่าคนทั้งสองทำงานเข้ากันได้ไม่ดีนัก

เมื่อถึงวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1601 Tycho ก็ถึงแก่กรรมที่ Prague ศพของเขาถูกนำไปฝังที่ Church of Our Lady ใกล้ Old Town Square และจักรพรรดิ Rudolf ที่ 2 ทรงจัดพิธีศพให้อย่างสมเกียรติ ท่ามกลางความสงสัยว่า Tycho ตายเพราะถูกวางยาที่มีปรอทปน แต่บางคนบอกว่า Tycho ตายเพราะกินปรอทที่ใช้รักษาซิฟิลิสของตนเอง เพราะมีการพบ mercuric chloride ที่เส้นผมในปริมาณมาก

หลังจากที่ Tycho เสียชีวิตไปแล้ว จักรพรรดิ Rudolf ที่ 2 ทรงสละราชสมบัติในปี 1611 เพราะพระสติฟั่นเฟือน และในปี 1619 Kepler ได้อาศัยข้อมูลดาราศาสตร์ที่เกี่ยวกับดาวอังคารของ Tycho มาสรุปเป็นกฎข้อที่ 3 เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ (Kepler เสนอสองกฎแรกตั้งแต่ปี 1597) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าแบบจำลองเอกภพของ Copernicus ถูกต้อง และของ Tycho ซึ่งเป็นนายเก่านั้นผิด

ในปี 1901 ซึ่งเป็นเวลาครบ 3 ศตวรรษที่ Tycho เสียชีวิต ได้มีการขุดศพของ Tycho กับภรรยา Kisstine ขึ้นมา ศพทั้งสองยังมีสภาพดีเพราะถูกนำมาเคลือบด้วยน้ำมัน แต่ส่วนที่เป็นจมูกของ Tycho ปรากฎเป็นรูโหว่ เพราะถูกคนขโมยดั้งจมูกทองคำปนเงินไป

ณ วันนี้โลกดาราศาสตร์มี Tycho crater และ Tycho Brahe crater บนดวงจันทร์และดาวอังคารตามลำดับครับ

อ่านเพิ่มเติมจาก On Tycho’s Island: Tycho Brahe and his Assistants 1570-1601 โดย John Robert Christianson จัดพิมพ์โดย Cambridge University Press, New York ปี 2000

ความคิดเห็นแรก | Views: 532

สัปดาห์เดียวเจอ "ปลาพญานาค" เกยตื้นถึง 2 ตัว PDF พิมพ์

ผู้จัดการออนไลน์

 

ซากปลาออร์ฟิชยาว 4 เมตรได้เกยตื้นที่โอเชียนไซด์ (Oceanside) ทางตอนเหนือของซานดิเอโอ เมื่อ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา

 คลิกครับ
 บรรยายความคิดเห็นผ่านทาง Facebook

 

     ในเวลาแค่อาทิตย์เดียว "ปลาออร์ฟิช" หรือ "ปลาพญานาค" ปลาน้ำลึกที่ไม่พบได้นัก เกยตื้นที่ชายหาดแคลิฟอร์เนีย ถึง 2 ครั้ง
       
       ไลฟ์ไซน์รายงานถึงปรากฏการณ์ที่ปลาออร์ฟิช (oarfish) หรือปลาพญานาคเกยตื้นติดๆ กันถึง 2 ตัวในเวลาอาทิตย์เดียว
       
       ครั้งแรกเป็นเหตุการณ์ที่อาจารย์วิทยาศาสตร์บนเกาะคาตาไลนา (Catalina Island) ทางแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ได้ลากซากออร์ฟิชยาว 5.5 เมตรที่ลอยอยู่ห่างจากชายฝั่งขึ้นมา เมื่อ 13 ต.ค.2013 ตามเวลาท้องถิ่น
       
       ห่างมาไม่ถึงสัปดาห์รายงานจากลอสแองเจลลิสไทม์สระบุว่า ซากปลาออร์ฟิชยาว 4 เมตรได้เกยตื้นที่โอเชียนไซด์ (Oceanside) ทางตอนเหนือของซานดิเอโอ เมื่อ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา
       
       ทั้งนี้ เชื่อว่าปลาออร์ฟิชซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลลึกประมาณ 915 เมตร และยากจะพบปลาชนิดนี้ใกล้ชายฝั่ง โดย เจฟฟ์ เชซ(Jeff Chace) จากสถาบันทางทะเลคาทาไลนาไอส์แลนด์ (Catalina Island Marine Institute) อธิบายแก่อาวเออร์อะเมซิงพลาเนตของไลฟ์ไซน์ว่า ปกติปลาชนิดนี้จะขึ้นมาชายฝั่งเมื่อพวกมันป่วยหรือตายเท่านั้น สำหรับตัวอย่างปลายาว 5.5 เมตรที่เกยตื้นบนเกาะคาทาไลนานั้น ดูเหมือนจะตายเนื่องจากสาเหตุธรรมชาติ

 

ซากออร์ฟิชยาว 5.5 เมตรที่ลอยอยู่ห่างจากชายฝั่งขึ้นมา เมื่อ 13 ต.ค.2013 (เอพี/สถาบันทางทะเลคาทาไลนาไอส์แลนด์)

 

     ส่วนชิ้นตัวอย่างปลาออร์ฟิชที่โอเชียนไซด์นั้นถูกตัดส่งไปให้นักวิทยาศาสตร์ที่องค์การบริหารสมุทรและบรรยากาศสหรัฐ (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือโนอา (NOAA) ตรวจสอบ อ้างอิงจากรายงานของไทม์ส

 

http://landing.newsinc.com/shared/video.html?freewheel=69016&sitesection=selatimes&VID=25275414

 

     ออร์ฟิชหรือความหมายตามตัวว่า “ปลาไม้พาย” นั้นได้ชื่อมาจากลักษณะรยางค์เป็นแนวยาวที่คล้ายไม้พาย ซึ่งช่วยในการทรงตัว และจัดให้ปลาชนิดนี้เป็นปลามีกระดูกที่ยาวที่สุดในโลก และเชื่อว่าจะสามารถโตจนมีความยาวได้ถึง 15 เมตร
       
       ก่อนหน้า 2 เหตุการณ์มีเหตุปลาออร์ฟิชขนาดใหญ่ที่ยาวถึง 7 เมตรถูกพบโดยหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ เมื่อปี 1996 บริเวณชายฝั่งโคโรนาโด และเมื่อ 2 ปีก่อน นักวิจัยที่ติดตั้งกล้องเพื่อศึกษาระบบนิเวศใต้น้ำในอ่าวเม็กซิโกก็จับภาพหายากของปลาออร์ฟิชขณะมีชีวิตได้

 

http://www.livescience.com/37314-rov-encounters-a-bizarre-deep-sea-oarfish-video.html

ความคิดเห็นแรก | Views: 519

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 46 - 54 จาก 2605
ขณะนี้มี 79 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 8155910  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!