Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
Daniel Bernoulli นิวตันแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18 PDF พิมพ์

สุทัศน์ ยกส้าน

Daniel Bernoulli นิวตันแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18

Daniel Bernoulli


 คลิกครับ
 บรรยายความคิดเห็นผ่านทาง Facebook



การสืบค้นประวัติความเป็นมาของตระกูล Bernoulli แสดงให้เห็นว่า สมาชิกของตระกูลนี้ประมาณ 120 คนล้วนเป็นคนมีชื่อเสียง หลายคนประสบความสำเร็จจนยิ่งใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาคณิตศาสตร์ ทั้งๆ ที่เมื่อแรกเริ่มมิได้มีใครตั้งใจจะเป็นนักคณิตศาสตร์ แต่ในที่สุดโชคชะตาได้ผลักดันให้หันไปใช้ชีวิตเป็นนักคณิตศาสตร์ อาทิเช่น Daniel Bernoulli ซึ่งได้ตั้งปณิธานว่าจะต้องเป็น Newton แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18 ให้จงได้ (Newton มีชีวิตตั้งแต่ปี 1642 – 1727) โดยได้พบกฎทรงพลังงานในของเหลวและแก๊ส (ซึ่งเรียกรวมว่า ของไหล) ส่วน Jacob Bernoulli ผู้เป็นลุงของ Daniel นั้นก็คือบุคคลแรกที่นำแนวคิดเรื่องโอกาสความเป็นไปได้มาเขียนในตำรา Ars Conjectandi (Conjectural Arts) ในปี 1713 ผลงานนี้ทำให้ Jacob Bernoulli ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของวิทยาการการสุ่ม เพราะได้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างผลคำนวณทางทฤษฎีกับผลการทดลอง สำหรับ Johann Bernoulli ซึ่งเป็นบิดาของ Daniel เองก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้พี่ชาย (Jacob) แต่พี่น้องคู่นี้ไม่ถูกกัน เพราะต่างก็ชอบจับผิด และเหยียดหยามกันและกัน ไม่ว่าจะในที่สาธารณะหรือในจดหมายที่เขียนถึงกัน จนสถาบัน Paris Academy of Sciences ต้องเข้ามาตัดสินความและห้ามทะเลาะเบาะแว้งกันอีก โดยแจ้งว่าจะเลือกทั้งสองคนเป็นสมาชิกของสมาคม ถ้าเลิกวิวาทกัน

ย้อนอดีตไปถึงเมื่อเริ่มคริสต์ศตวรรษที่ 17 ทวดของ Daniel ที่ชื่อ Jacob the Elder เป็นคนที่นับถือคริสตศาสนานิกายโปรเตสแทนต์ ซึ่งศรัทธาในคำสอนของ John Calvin เมื่อได้พบว่าชีวิตของพวก Haguenot ในเบลเยี่ยมไม่ปลอดภัย เพราะถูกพวกนับถือคริสตศาสนานิกายแคทอลิกทำร้ายร่างกายเนืองๆ จนบางคนในบางครั้งถึงขั้นทุพพลภาพ หรือมิฉะนั้นก็ถูกฆ่า ด้วยเหตุนี้ชน Haguenot จึงพากันอพยพหลบหนีไปอาศัยอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์หรือในอเมริกา

Jacob the Elder จึงพาครอบครัวอพยพไปเมือง Basel ในสวิสเซอร์แลนด์ในปี 1622 เพื่อทำธุรกิจค้าเครื่องเทศและเภสัชภัณฑ์ จนมีฐานะร่ำรวย ครอบครัวของ Jacob the Elder มีทายาท 10 คน ซึ่ง 2 ใน 10 คนนั้นชื่อ Jacob กับ Johann โดยบิดาได้กำหนดให้ Jacob เรียนวิชาศาสนาเพื่อจะได้ประกอบอาชีพเป็นนักเทศน์ และได้กำหนดให้ Johann ทำธุรกิจร้านขายยาเหมือนตน แต่ลูกๆ ทั้งสองคนกลับสนใจจะเรียนคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์มากกว่า โดยเฉพาะ Jacob ได้แอบหนีเรียนและลอบเดินทางไปเรียนต่อที่ Geneva เพราะต้องการจะเป็นนักดาราศาสตร์ และเรียนจนจบจึงได้งานทำ ถึงปี 1683 Jacob ได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์คณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Basel ด้าน Johann ก็ไม่ชอบขายยา เพราะพบว่าตนไม่มีความสามารถด้านธุรกิจเลย จึงขออนุญาตบิดาเปลี่ยนไปเรียนแพทย์แทน เพื่อเอาใจบิดา เพราะแพทย์ก็สามารถขายยาได้ แต่ในขณะเดียวกัน Bernoulli ก็แอบเรียนคณิตศาสตร์ไปด้วย เพราะรู้สึกรักวิชานี้มากเป็นชีวิต ครั้นเมื่อบิดาของ Johann พบความชอบที่แท้จริงของลูก จึงก็ได้ตัดทุนการศึกษาทันที และบอกให้ไปทำงานหาเงินเอง Johann จึงเลิกเรียนแพทย์และทุ่มเทเรียนคณิตศาสตร์เต็มตัว จนประสบความสำเร็จเป็นศาสตราจารย์คณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Groningen ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 1695 (ขณะนั้นลูกชายของ Johann ชื่อ Daniel มีอายุ 5 ขวบ)

Daniel Bernoulli เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1700 (ตรงกับรัชสมัยพระเพทราชา) ที่เมือง Groningen ในเนเธอร์แลนด์ บิดาชื่อ Johann และมารดาชื่อ Dorothea แต่ Johann ผู้เป็นพ่อมิได้ทำตัวเป็นพ่อที่ดีของลูกเหมือนพ่อทั่วไป เพราะ Johann กลับอิจฉา และประสงค์ร้ายต่อลูก โดยการกล่าวหาและใส่ความลูกในไส้ตลอดเวลา ดังนั้นกว่า Daniel จะผ่านด่านบิดา Johann ออกมาได้ และประสบความสำเร็จในบั้นปลายชีวิต จึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลย

Daniel Bernoulli เป็นบุตรคนที่สองของครอบครัว เมื่อลุง Jacob เสียชีวิต บิดา Johann รู้สึกดีใจมาก เพราะคนที่เป็นคู่แข่งซึ่งตนเกลียดที่สุดในโลกได้จากไปแล้ว ดังนั้นตำแหน่งศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Basel ก็จะว่างลงให้ตนเข้าครองแทน ครอบครัว Johann Bernoulli จึงอพยพไป Basel

Johann เองต้องการให้ Daniel มีอาชีพเป็นพ่อค้า เพราะจะได้มีฐานะดี แต่ Daniel ต้องการเรียนคณิตศาสตร์ และไม่ชอบทำธุรกิจ Johann จึงขอร้องให้ Daniel เรียนแพทย์ ซึ่ง Daniel ก็ยินยอมทำตามที่บิดาขอ แต่ก็ได้ขอให้บิดาช่วยสอนคณิตศาสตร์ให้ ในยามที่บิดาว่าง Daniel จึงได้เรียนวิชาปรัชญา ตรรกวิทยาและคณิตศาสตร์กับ Johann ผู้เป็นนักคณิตศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก (ในขณะนั้น) ขณะยังเป็นนักศึกษาแพทย์ Daniel ได้ไปฝึกทำงานที่โรงพยาบาลหลายแห่งในยุโรป เช่นที่ Basel, Heidelberg และ Strassbourg จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาแพทย์ศาสตร์คะแนนเกียรตินิยม ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “De respiratione” ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลศาสตร์การหายใจของคน แล้วไปสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Basel แต่โชคไม่ดีที่จับฉลากไม่ได้ (ในสมัยนั้นการได้งาน ใช้วิธีจับฉลาก) เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ในการหางานทำจากพ่อ Daniel จึงไปสมัครเป็นแพทย์ฝึกหัดที่ Venice ในอิตาลี

ขณะทำงานที่นั่น Daniel ได้ล้มป่วย ขณะนอนพักที่โรงพยาบาล Daniel Bernoulli อ่านตำราคณิตศาสตร์หลายเล่ม จนเข้าใจทะลุปรุโปร่ง และได้ตีพิมพ์ผลงานชื่อ Exercitationes quaedam mathematicae ซึ่งเกี่ยวข้องกับพลศาสตร์การเคลื่อนที่ของของไหล ในวารสาร Venice Mathematics ในปี 1724 ผลงานนี้ทำให้ Daniel Bernoulli เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงโด่งดังมาก จึงได้รับเชิญให้ไปดำรงตำแหน่งนักคณิตศาสตร์แห่งราชสำนักที่ St.Petersburg Academy of Sciences and Arts ขณะอยู่ที่นั่นนักวิทยาศาสตร์รัสเซียต่างพากันยกย่อง Daniel ว่ายิ่งใหญ่เทียบเท่า Newton และเชิญให้เป็นสมาชิกของ St.Petersburg Academy ด้วย ยิ่ง Daniel มีชื่อเสียง บิดา Johann ก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ เพราะคิดว่าลูก Daniel กำลังทาบรัศมีตน


Daniel Bernoulli นิวตันแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18


Leonhard Euler

สังคมวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในยุโรปสมัยนั้นชอบจัดประกวดชิงรางวัลวิจัยกันบ่อย โดยคณะกรรมการประกวดจะตั้งโจทย์วิทยาศาสตร์ให้ผู้เข้าแข่งขันแสดงวิธีหาคำตอบ โดยทุกคนต้องใช้ชื่อปลอมในการนำเสนอผลงาน และเขียนชื่อจริงใส่ในซองปิดผนึก เวทีวิชาการลักษณะนี้จึงเปิดโอกาสให้นักวิจัยมือใหม่ และนักวิจัยรุ่นเดอะได้เปรียบเทียบลีลาความสามารถของกันและกัน

ในปี 1734 มหาวิทยาลัยปารีสได้จัดให้มีการประกวดการวิจัยเรื่องวิถีโคจรของดาวเคราะห์ในสุริยะจักรวาล ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลที่มีเกียรติเทียบเท่ารางวัลโนเบลในสมัยนี้ ผลปรากฏว่า Johann กับ Daniel Bernoulli ได้รับรางวัลชนะเลิศร่วมกัน

Daniel จึงเดินทางจากรัสเซียมาหาพ่อที่ Basel ด้วยความคาดหวังว่าพ่อคงจะดีใจและภูมิใจในตัวลูกชาย แต่กลับเป็นว่าพ่อโกรธมาก เพราะระแวงว่าลูก Daniel กำลังพยายามยื้อแย่งตำแหน่งนักคณิตศาสตร์ที่ปราดเปรื่องที่สุดแห่งยุโรปไปครอง Johann จึงไล่ลูกออกจากบ้าน และ Daniel ก็ไม่ได้หวนกลับไปหาพ่ออีกเลย

ขณะ Daniel ทำงานอยู่ที่ St.Petersburg ในรัสเซีย Leonhard Euler ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งได้เดินทางมาเยี่ยม และคนทั้งสองได้ทำงานวิจัยเรื่อง สมบัติยืดหยุ่นของคาน ผลงานนี้ทำให้โลกมีสมการ Euler- Bernoulli

ในตำแหน่งศาสตราจารย์ Daniel ต้องสอนทั้งวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์หลายวิชา อีกทั้งต้องทำงานวิจัยเรื่องการยืดตัวและหดตัวของกล้ามเนื้อ การทำงานของประสาทตา การแกว่งของเพนดูลัม สถิติในการเล่นพนัน ดาราศาสตร์ แรงโน้มถ่วง ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง สมบัติแม่เหล็ก การไหลของกระแสน้ำและเทคนิคการเดินเรือในทะเล ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ทำให้ Daniel ได้รับรางวัลวิจัยของสถาบัน Paris Academy of Sciences มากถึง 10 รางวัล และมีชื่อเสียงมาก แต่มีทุกข์ เพราะอากาศที่ St.Petersburg หนาวจัดจน Daniel ล้มป่วยบ่อย จึงคิดจะย้ายที่ทำงาน

ดังนั้นเมื่อมหาวิทยาลัย Basel มีตำแหน่งอาจารย์กายวิภาคศาสตร์ว่าง ทั้งๆ ที่ Daniel ไม่มีความรู้ชีววิทยาเลย แต่ก็สมัคร และได้รับการตอบรับให้เข้าดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์กายวิภาคศาสตร์ (บิดาเป็นศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน) เพราะในช่วงเวลานั้น Newton ได้เสียชีวิตไปแล้ว Bernoulli ทั้งคู่จึงหวังจะยิ่งใหญ่แทน Newton

ผลงานที่ทำให้ Daniel มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด คือ การสร้างทฤษฎีพลศาสตร์ของของไหล เพราะ Bernoulli ได้พบหลักของ Bernoulli ที่แถลงว่า เมื่อความเร็วของๆ ไหลเพิ่ม ความดันในของไหลนั้นจะลด ในทำนองตรงกันข้าม เมื่อความเร็วของๆ ไหลลด ความดันในของไหลจะเพิ่ม ซึ่งภาษาวิชาการสำหรับหลักการนี้คือ ความดันในของไหลแปรผกผันกับความเร็วของๆ ไหลนั้น

หลักการนี้มีประโยชน์ในการอธิบายเหตุการณ์ในชีวิตหลายเรื่อง เช่น เวลาพายุทอร์นาโดพัดผ่านหลังคาบ้านเรือน ความเร็วสูงของพายุ ทำให้ความดันอากาศที่บริเวณด้านบนของหลังคามีค่าน้อย ในขณะที่ความดันอากาศที่ด้านล่างของหลังคา (คือในบ้าน) จะมีค่ามาก ดังนั้น หลังคาจึงถูกความดันอากาศภายในดันให้กระเด็นออก

หรือในกรณีเครื่องบิน การที่เครื่องบินสามารถลอยตัวขึ้นได้ เพราะอากาศที่ไหลผ่านผิวบนของปีกเครื่องบิน มีความเร็วมากกว่าอากาศที่ไหลผ่านผิวล่างของปีก (โดยปีกบนได้รับการออกแบบให้โค้ง ส่วนปีกล่างถูกทำให้แบนราบ) เมื่อความเร็วอากาศเหนือปีกมีค่ามาก ความดันเหนือปีกจะน้อย ดังนั้นจึงมีค่าน้อยกว่าความดันอากาศใต้ปีก เครื่องบินจึงลอยขึ้นได้ หลักการทรงพลังงานของ Bernoulli นี้ทำให้เราเข้าใจการเคลื่อนที่ของของไหล และขยายขอบเขตการใช้ได้ของกฎของ Newton ว่าสามารถใช้ได้ทั้งกับอนุภาคและสสารที่เป็นเนื้อต่อเนื่อง และพลังงานทั้งหมดของของไหลจะมีค่าคงตัวไม่ว่าของไหลนั้นจะเคลื่อนที่อย่างไร หรือมีรูปลักษณ์เช่นไร


Daniel Bernoulli นิวตันแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18


การที่เครื่องบินสามารถลอยตัวขึ้นได้ เพราะอากาศที่ไหลผ่านผิวบนของปีกเครื่องบิน มีความเร็วมากกว่าอากาศที่ไหลผ่านผิวล่างของปีก (โดยปีกบนได้รับการออกแบบให้โค้ง ส่วนปีกล่างถูกทำให้แบนราบ) เมื่อความเร็วอากาศเหนือปีกมีค่ามาก ความดันเหนือปีกจะน้อย ดังนั้นจึงมีค่าน้อยกว่าความดันอากาศใต้ปีก เครื่องบินจึงลอยขึ้นได้


ในปี 1738 Bernoulli ได้นำองค์ความรู้ที่ตนพบนี้มาเรียบเรียงเป็นตำราชื่อ Hydrodynamics แต่มีคนแอบอ้างว่าหลักการและสมการต่างๆ ที่ปรากฏในตำรานั้น มีคนพบก่อนเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งคนที่อ้างนี้ไม่ใช่ใคร เขาชื่อ Johann Bernoulli บิดาบังเกิดเกล้าของ Daniel เอง โดย Johann ได้เขียนตำรา Hydraulics ขึ้นมา ซึ่งมีเนื้อหาเหมือน Hydrodynamics แต่อ้างปีที่พิมพ์เป็นปี 1732 ก่อนที่ตำราของ Daniel จะปรากฏถึง 6 ปีเหตุการณ์นี้ทำให้ Daniel เสียใจมาก จึงปรารภกับ Euler ว่า ถูกบิดาขโมยผลงานวิชาการที่ได้เพียรพยายามทำมาถึง 10 ปี แต่ในที่สุดกรรมก็ติดจรวด เพราะเมื่อทุกคนรู้ความจริง ชื่อเสียงของ Johann ก็แตกดับไปกับตา และได้ประกาศไม่ให้อภัยลูกชายจนกระทั่งตาย

จากนั้น Bernoulli ก็ยังได้สร้างทฤษฎีจลน์ของอากาศด้วย โดยใช้จินตนาการว่า อากาศประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่เคลื่อนที่ตลอดเวลาแบบสะเปะสะปะเมื่อปะทะกับผนังภาชนะ การชนแบบยืดหยุ่นสมบูรณ์ จะทำให้โมเมนตัมของอนุภาคเปลี่ยน ซึ่งตามกฏของ Newton จะทำให้เกิดแรง การวิเคราะห์ การเคลื่อนที่ของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ จึงทำให้ทุกคนเข้าใจว่า ความดันของอากาศเกิดจากสาเหตุใด และเหตุใดกฎของ Boyle จึงเป็นจริง แต่ผลกระทบที่สำคัญ คือ ทฤษฎีจลน์นี้ทำให้ทุกคนเข้าใจว่า อุณหภูมิของอากาศขึ้นกับพลังงานจลน์ของอนุภาคทั้งหมดอย่างไร อันเป็นการโยงความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกลกับพลังงานความร้อนในเวลาต่อมา และพลังงานทั้งหมดมีค่าคงตัว

การค้นพบของ D. Bernoulli จึงเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งในประวัติวิทยาศาสตร์
ในปี 1743 D. Bernoulli ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สรีรวิทยา และเป็นศาสตราจารย์ฟิสิกส์ในอีก 7 ปีต่อมา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตรงกับความเชี่ยวชาญที่สุด ในปีเดียวกันนั้นเองก็ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Royal Society เพราะมีผลงานฟิสิกส์เชิงทฤษฎีที่ช่วยในการวิเคราะห์โจทย์กลศาสตร์ที่มิสามารถแก้ได้โดยใช้เทคนิคของ Newton ตรงๆ ซึ่งกฎทรงพลังงานที่ Bernoulli เกือบได้พบนี้ถือว่า เป็นกฎที่สำคัญที่สุดของวิทยาศาสตร์

ขณะทำงานที่ St. Petersburg Bernoulli มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ Leonhard Euler คนทั้งสองได้ร่วมมือกันศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างความดัน และความเร็วของเลือดในเส้นเลือด โดยได้เจาะรูที่ผนังของถังน้ำที่เต็มแล้วสังเกตดูระยะทางที่ของเหลวตกถึงพื้นว่าขึ้นกับระยะสูงของรูอย่างไร

นอกจากนี้ Bernoulli ก็ยังสนใจใช้คณิตศาสตร์วิเคราะห์ความถี่ของคลื่นเสียงที่เกิดจากอุปกรณ์ดนตรีด้วย และพบว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นเวลาสั่น จะสั่นด้วยความถี่ต่างๆ ซึ่งความถี่ต่ำสุดคือความถี่พื้นฐาน ส่วนความถี่สูงกว่า เรียก overtone และดนตรีกับคณิตศาสตร์มีความสัมพันธกัน

Daniel Bernoulli สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย Basel จนเกษียณเมื่ออายุ 76 ปี และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ.1782 สิริอายุ 82 ปีที่เมือง Basel ในสวิสเซอร์แลนด์

อ่านเพิ่มเติมจาก Dictionary of Scientific Biography Volume II โดย Hans Straub จัดพิมพ์โดย C.C. Gillipsie, New York 1970

ความคิดเห็นแรก | Views: 557

สารพันวิธีสวยสุดพิสดาร PDF พิมพ์

Pic_383247

ผู้หญิงกับความงามนั้นเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะผู้หญิงในเมืองใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางความทันสมัยและแสงสีทั้งหลาย เมื่อมีความต้องการจึงมีผู้หาวิธีหรือสูตรลับในการดูแลผิวพรรณเพื่อขจัดริ้วรอย ทำให้ส่วนที่ไม่ต้องการยุบเล็กลง และทำให้บางส่วนใหญ่ขึ้น หลายคนยอมจ่ายเงินจำนวนมาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้สวยที่สุดดูดีที่สุด และคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ปฏิเสธว่า ชอบที่จะมองผู้หญิงหน้าตาสวยผิวพรรณดีเช่นกัน และวันนี้ไทยรัฐซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจะพาท่านไปดูวิธีเสริมความงามแบบพิสดารกันครับ

นับแต่ยุคโบราณมาแล้วที่คนเราสรรหาวิธีดูแลความงามให้กับผู้หญิง ในอดีต พระนางชีบา ราชินีของกษัตริย์โซโลมอนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิสราเอล ไปที่เดดซี (Dead Sea-ทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลก) เพื่อใช้โคลนพอกดูแลรักษาผิวพรรณเป็นประจำ และในยุคต่อมา พระนางคลีโอพัตราผู้เลอโฉมแห่งอาณาจักรอียิปต์ ก็ยินดีที่จะเดินทางไกลไปที่นั่นเช่นกัน ด้วยหวังว่าธรรมชาติของที่นั่นจะช่วยให้ความงามคงอยู่ไปอย่างยั่งยืน ปัจจุบันนี้ดาราฮอลลีวูดหลายคน อาทิ จูเลี่ยน มัวร์ และ ซูซาน ซาแรนดอน ใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งทำจากโคลนที่นั่นเป็นประจำ และผลิตภัณฑ์จากโคลนของเดดซีก็มีจำหน่ายทั่วไป

สาวอาหรับในอดีตเคยใช้ตะกั่ว บดเป็นผงละเอียดทาเปลือกตา คิ้วและขนตา เพื่อเสริมให้รอบดวงตาดูคมเข้ม ส่วนสาวชาวบาบิโลน ขจัดขนบนใบหน้าด้วยการใช้หินภูเขาไฟขัด ขณะที่หญิงสาวชาวอิตาเลียนยุคหนึ่งนิยมสร้างเสน่ห์ให้กับดวงตาด้วยการหยอดยางจากต้นไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ชื่อ Nightshade เข้าไปที่ดวงตา แม้มันจะได้ผลจริงแต่ก็มีอันตรายในระยะยาว

หญิงอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ยังกินสารหนู (Arsenic) เพื่อให้ผิวผุดผ่องเป็นยองใยด้วย โดยไม่ทราบว่านั่นคือยาพิษดีๆนี่เอง และสตรีผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งศตวรรษที่ 16 คนหนึ่งคือ ควีนเอลิซาเบธที่ 1 ของอังกฤษ ผู้มีริมฝีพระโอษฐ์ที่อวบอิ่มและแดงราวกับทับทิม ใช้สีแดงที่ได้จากการคั้นเอาจากแมลงชนิดหนึ่งมาทาแทนลิปสติก

หญิงสาวชาวเวนิสนิยมไว้ผมยาวสลวย เพื่อให้สีผมโดดเด่นขึ้น ผู้ที่มีผมสีบรอนซ์นิยมที่จะใช้ปัสสาวะสิงโตราดไปบนมวยผม แล้วนั่งตากแดดให้แห้ง คล้ายกับหญิงอาหรับที่ทำให้ผมนุ่มและเงางามด้วยการแช่ผมของพวกเธอในปัสสาวะของอูฐ ส่วนสาวงามชาวโรมันเพิ่มความเข้มให้ใบหน้าด้วยการใช้สาหร่ายทะเลสีน้ำตาลทาแก้ม และสร้างความผุดผาดด้วยการลูบไล้ใบหน้าด้วยผงตะกั่ว ขณะที่สาวเกอิชาและนักแสดงคาบูกิของญี่ปุ่นซึ่งพอกหน้าด้วยแป้งหนาเตอะ ต้องใช้อุจจาระของนกไนติงเกลที่แห้งแล้วทำเป็นผง ทำความสะอาดแป้งเหล่านั้นบนใบหน้า เช่นเดียวกับสูตรลับของคลีโอพัตราในการบำรุงผิวหน้า ที่ใช้อุจจาระของจระเข้ที่บดให้เหลวเป็นครีมผสมกับน้ำนมลา แล้วนำมาพอกหน้าเป็นประจำ มันทำให้ผิวหน้าของพระนางดูอ่อนเยาว์ (ปัจจุบันครีมพอกหน้าที่มี ส่วนผสมของขี้นกกำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนดัง วิคตอเรีย เบ็คแฮม คือหนึ่งในผู้ที่ใช้เป็นประจำ)

ทศวรรษที่ 30-40 ของศตวรรษที่ 20 เป็นยุคที่การเสริมสวยกำลังเริ่มบูม ทำให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมแปลกๆใหม่ๆออกมาเพื่อเอาใจสาวผู้อยากสวยจำนวนมาก หลายๆ อย่างดูแล้วก็น่าตลก แต่ก็เป็นอะไรที่เกิดขึ้นจริงในยุคหนึ่ง ขอยกตัวอย่างมาให้ดูสักนิดหน่อยนะครับ

หน้ากากน้ำแข็ง.

หน้ากากน้ำแข็ง.

อันดับแรก หน้ากากน้ำแข็งที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยบริษัท Max Factor เป็นหน้ากากที่มีกล่องพลาสติกใสสำหรับบรรจุน้ำไว้ข้างใน เพียงนำหน้ากากนี้ไปแช่ให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง แล้วมาครอบหน้าไว้ ความเย็นจากน้ำแข็งจะช่วยทำให้ผิวหน้าและรูขุมขนกระชับได้อย่างมหัศจรรย์

เครื่องลอกกระบนใบหน้า.

เครื่องลอกกระบนใบหน้า.

แล้วก็ยังมีเครื่องลอกกระบนใบหน้า โดยใช้การพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ เย็นจัดไปบนผิวหน้า โปรดสังเกตจะเห็นว่าตาสองข้างของผู้รับบริการจะถูกปิดครอบโดยมีเหล็กยันไว้ จมูกสองรูก็ถูกอุดไว้ ต้องใช้ปากหายใจผ่านท่อยาว เครื่องนี้ดูเหมือนเครื่องทรมานคนมากกว่าเครื่องที่ช่วยให้สวยขึ้น

พอกหน้าด้วยทองคำ.

พอกหน้าด้วยทองคำ.

มาถึงยุคปัจจุบันนี้บ้าง การเสริมความงามที่หากินกับคนรวยก็มีหลากหลาย เช่น The beauty Clinic ที่กรุงลอนดอน มีคอร์สนวดหน้าด้วยทองคำบริสุทธิ์ เรียกว่า UMO 24 carat โดยบอกว่าทองคำ 24 กะรัตจะช่วยลดริ้วรอยต่างๆบนใบหน้า ขจัดสารพิษที่ตกค้าง และทำให้ผิวหน้าผุดผ่องเป็นยองใย หลังจากนวดเสร็จก็จะพอกหน้าด้วยแผ่นทองคำบางเฉียบแล้วนวดให้อนูของธาตุมหัศจรรย์ซึมซับเข้าไปในผิวหน้า แล้วจึงลอกออก ค่าใช้จ่ายคอร์สนี้เริ่มที่ 350 ปอนด์ (ประมาณ 17,500 บาท) ส่วนที่โรงแรม Ritz Carlton นิวยอร์ก ให้บริการสำหรับลูกค้ากระเป๋าหนักด้วยการใช้พนักงานสองคน คนหนึ่งนวดตัวขัดผิว อีกคนหนึ่งทำเฉพาะใบหน้า ด้วยครีมซึ่งมีส่วนประกอบเป็นแพลตตินั่มบริสุทธิ์ ครีมนี้จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ในระดับ DNA ทำให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งดูอ่อนวัยไปนานแสนนาน ค่าบริการเริ่มต้นที่ 410 เหรียญสหรัฐฯ (12,300 บาทโดยประมาณ) ไม่รวมทิป

การขัดผิวหน้าด้วยเพชร.

การขัดผิวหน้าด้วยเพชร.

สำหรับบุคคลผู้ชอบความสุดยอดในชีวิต ยังมีบริการที่ยิ่งไปกว่านั้นให้เลือกอีก นั่นคือ การดูแลผิวหน้าด้วยเพชรและไข่ปลาคาร์เวียร์ ที่ The Grand Luxe Facial ซานฟรานซิสโก โดยขัดผิวที่เสียแล้วด้วยหัวขัดที่ทำจากเพชร เมื่อขัดเสร็จก็ปล่อยคลื่นระดับไมโครเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง ตามด้วยการพอกหน้าด้วยไข่ปลาคาร์เวียร์และกรดอะมิโน จะทำให้ผิวหน้าดูเอิบอิ่มอ่อนวัยขึ้นราวปาฏิหาริย์ ยัง ยังไม่เสร็จ เพราะเขาปิดท้ายด้วยการบำบัดด้วย แสง LED ระหว่างที่ทำหน้าไปนั้น ก็จะมีอีกคนนวดตัวไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้เกิดความสบายเนื้อสบายตัวเมื่อเสร็จกระบวนการที่ใช้เวลารวม 3 ชั่วโมง งานนี้ลูกค้า ต้องจ่าย 750 เหรียญสหรัฐฯ (ราวๆ 22,500 บาท)

เทคโนโลยีหลอด LED ก็ถูกนำมาใช้เรื่องความงาม.

เทคโนโลยีหลอด LED ก็ถูกนำมาใช้เรื่องความงาม.

ส่วนผู้ที่รักการดูแลผม ถ้ามีเงินจ่ายก็ลองไปที่ห้างแฮร์ร็อต กรุงลอนดอน ที่นั่นให้บริการทำผมด้วยแชมพูและครีมนวดผมสูตรลับ หลังจากสระเสร็จก็ไปนวดหัวด้วยผงเพชรและหินอุกาบาตร้อน พอนวดเสร็จค่อยไปทำผมต่อ โดยผู้เชี่ยวชาญที่สร้างสรรค์ทรงผมให้เหมาะกับบุคลิกของแต่ละคนได้อย่างวิเศษ เมื่อเดินออกจากร้าน คุณจะรู้สึกถึงความเพอร์เฟกต์ที่จับต้องได้ แต่ทั้งหมดนั้นต้องจ่าย 16,000 บาท

ยังมีการทำให้ผิวหน้าเต่งตึงอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่ไฮโซคนดัง คือการใช้ครีมพอกหน้าที่มีส่วนผสมพิษจากผึ้ง หรือ Bee Venom ซึ่งโดยหลักการแล้วก็คล้ายกับการฉีดโบท็อกซ์นั่นเอง แต่มาในรูปของครีมที่มีส่วนผสมของพิษผึ้ง 1% ที่เหลือเป็นน้ำผึ้ง, Shea Butter และน้ำมันลาเวนเดอร์ จึงเป็นการสวยได้โดยไม่ต้องเจ็บตัว ครีมชนิดนี้ราคาสูงมาก (ของแท้) ขนาด 50 มิลลิลิตร ราคา 73 ปอนด์ (3,650 บาท) ซึ่งผู้ที่ใช้เป็นประจำคือ เคธ มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์

คิม คาดาเชียน กับ Vampire treatment.

คิม คาดาเชียน กับ Vampire treatment.

อีกวิธีที่สยองสักหน่อย แต่ผู้ที่รับการดูแลวิธีนี้เป็นประจำคือ คิม คาดาเชียน ดาราโทรทัศน์ชื่อดังของสหรัฐฯ วิธีนี้คือการดูดเอาเลือดในตัวของผู้ที่จะรับการบริการออกมาจำนวนหนึ่ง แล้วเข้าเครื่องปั่นเพื่อแยกเอาเกล็ดเลือดออกมา จากนั้นก็นำเกล็ดเลือดที่ได้ฉีดพ่นไปทั่วใบหน้า ทำให้หน้าตาของคนนั้นแดงฉานดูน่ากลัวยิ่งนัก บางคนจึงเรียกว่า Vampire Facial treatment แต่ว่ากันว่าไม่นานหลังจากนั้น ความเอิบอิ่มชุ่มชื่นจะปรากฏให้เห็นอย่างไม่น่าเชื่อ สนนราคาค่าบริการ Vampire Facial treatment นี้ตกครั้งละ 1,500 เหรียญสหรัฐฯ (45,000 บาท)

เซเรนา วิลเลียม กำลังแช่น้ำแร่อย่างมีความสุข.

เซเรนา วิลเลียม กำลังแช่น้ำแร่อย่างมีความสุข.

ท้ายสุด คนสวยคนงามมักจะไปอาบน้ำแร่แช่น้ำนมกัน ซึ่งค่าอาบน้ำแร่โดยทั่วไปถ้าไม่ใช่สถานที่หรูหราก็แค่ 50-100 บาท ส่วนน้ำนมที่ใช้แช่ตัวนั้นก็มีขายเป็นขวดใช้ผสมน้ำแล้วลงไปแช่แต่ที่โรงแรม Hotel Victor ไมอามี มีบริการให้แขกคนพิเศษแช่น้ำแร่ Evian ของฝรั่งเศส จำนวน 1,000 ลิตร จะเทลงไปในอ่างอาบน้ำ ให้แขกกระเป๋าหนักคนสำคัญลงไปแช่เล่นท่ามกลางกลิ่นหอมของกลีบกุหลาบที่ลอยกระจายอยู่ทั่วผิวน้ำ ขณะที่มีความสุขกับการแช่น้ำแร่จากเทือกเขาแอลป์ ก็จิบแชมเปญหรือรับประทานของหวานรสเลิศไปด้วย เมื่อแช่จนพอใจแล้วก็ค่อยไปทำสปาต่อ ใครสนใจคอร์สนี้ก็ต้องเตรียมสตางค์ไว้อย่างน้อย 150,000 บาท ไม่รวมทิป

ลูกค้าที่ไปใช้บริการแบบนี้ประจำคือ นักเทนนิสหญิงเซเรนา วิลเลียม ที่กล้ามใหญ่กว่าผู้ชาย เซิร์ฟหนักตบแรงคนนั้นแหละครับ.


โดย นิ้งหน่อง ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน


ความคิดเห็นแรก | Views: 1116

Antoine Lavoisier บิดาของวิชาเคมี PDF พิมพ์

โดย สุทัศน์ ยกส้าน


Antoine Lavoisier บิดาของวิชาเคมี

Antoine Lavoisier


ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองในอเมริกากำลังปั่นป่วนหนัก เพราะ George Washington, Thomas Jefferson และ John Adams กำลังปลุกระดมคนอเมริกันให้ประกาศประเทศเป็นอิสระจากการปกครองของอังกฤษ แม้งานที่คนทั้งสามกำลังทำในขณะนั้นจะเป็นงานหนัก แต่บุคคลสำคัญเหล่านี้ก็ยังมีเวลาติดตามใส่ใจและสนใจผลงานวิทยาศาสตร์ของหนุ่มฝรั่งเศสคนหนึ่งผู้มีหน้าที่เก็บภาษีราษฎรเพื่อนำเงินไปถวายกษัตริย์ฝรั่งเศส

ชายฝรั่งเศสคนนั้นมีความสามารถมากในการคำนวณ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความละเอียดรอบคอบ ซึ่งได้ออกแบบอุปกรณ์ทุกชิ้นด้วยตนเอง ทุ่มเทเงินทองส่วนตัวเพื่อสร้างเครื่องมือทดลอง และเวลาจะทดลองเรื่องอะไรก็ตาม ก็จะจดบันทึกข้อมูลที่วัดได้อย่างละเอียดและครบครัน

เขาจึงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ผู้มีสไตล์การทำงานที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากบรรดานักเล่นแร่แปรธาตุในสมัยนั้น เพราะนักวิทยาศาสตร์เทียมเหล่านั้นไม่เคยสนใจชั่งน้ำหนักของสารที่นำมาปรุงสร้างศิลานักปรัชญา (philosopher’s stone) เลย

ชายฝรั่งเศสคนนี้ยังเป็นคนออกแบบการทดลองเพื่อพิสูจน์ความเชื่อที่มีมานานว่า น้ำสามารถกลายเป็นดินได้นั้นเป็นความรู้ที่ผิด และเหลวไหล โดยได้ทดลองต้มน้ำในขวด แล้วปล่อยให้ไอที่ได้กลั่นตัวกลับมาเป็นน้ำอีก และได้พบว่า หลังจากที่ต้มน้ำนาน 101 วัน น้ำหนักของน้ำก่อนต้มเท่ากับน้ำหนักของน้ำหลังต้มกับตะกอนที่ตกค้างในขวดทดลองพอดี โดยตะกอนเกิดจากสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ที่ผิวภายในขวดแก้ว หาได้มาจากน้ำไม่

เมื่อได้ข่าวว่า Henry Cavendish ประสบความสำเร็จในการแยกน้ำได้แก๊สไฮโดรเจนกับแก๊สออกซิเจน ชายคนนี้ได้ทดลองเรื่องนี้ซ้ำและยืนยันว่า แก๊ส 2 ชนิด (ไฮโดรเจนกับออกซิเจน) สามารถรวมกันเป็นของเหลวได้ เขาจึงเสนอความคิดว่า สสารที่สามารถแบ่งแยกได้คือสารประกอบ แต่สสารที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ คือธาตุ น้ำจึงเป็นสารประกอบ และไฮโดรเจนกับออกซิเจนเป็นธาตุ ตามคำจำกัดความนี้ อากาศจึงมิใช่ธาตุ เพราะประกอบด้วยแก๊สหลายชนิด

การศึกษาในเวลาต่อมา ทำให้เขาได้พบว่า วัสดุบางชนิดเป็นสนิมได้ และเมื่อเป็นสนิม น้ำหนักของวัสดุนั้นมิได้ลดลงดังที่คนทั่วไปคิด แต่กลับเพิ่ม เขาจึงตั้งสมมติฐานว่า อากาศต้องมีสารบางชนิดที่เข้าไปรวมกับวัสดุ ทำให้วัสดุมีน้ำหนักเพิ่ม สารที่ชายคนนั้นสงสัย คือ แก๊สออกซิเจน แม้เขาจะมิได้เป็นผู้พบออกซิเจน (Joseph Priestley และ Karl Scheele เป็นคนพบ) แต่เขาเป็นคนแรกที่แถลงว่า ออกซิเจนเป็นธาตุ

ในการทดลองขั้นต่อมา เขาได้พบว่า ออกซิเจนมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดการสันดาป โดยได้ทดลองเผากำมะถันและฟอสฟอรัสในภาชนะที่ปิดมิดชิด ผลการทดลองแสดงว่าน้ำหนักของสารหลังเผา มีค่าเท่ากับน้ำหนักของสารก่อนเผาบวกกับน้ำหนักของออกซิเจนพอดิบพอดี เขาจึงตั้งข้อสังเกตว่า เวลาธาตุติดไฟ ธาตุจะดึงออกซิเจนเข้าไปรวม ซึ่งการอธิบายเช่นนี้ตรงข้ามกับทฤษฎี phlogiston ในสมัยนั้น ซึ่งแถลงว่า สารติดไฟเพราะมี phlogiston อยู่ภายใน ดังนั้นเวลาสารถูกเผา น้ำหนักจะลด เพราะมันได้สูญเสีย phlogiston ไปการทดลองของชายคนนี้จึงทำลายทฤษฎี phlogiston ไปอย่างสมบูรณ์

ชายคนนั้นจึงแถลงเป็นกฎว่า ในการเปลี่ยนแปลงทางเคมีใดๆ มวลไม่สูญหาย

เขาผู้นี้มีนามว่า Antoine – Laurent Lavoisier ซึ่งถือกำเนิดที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ.1743 (ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ) ขณะนั้น Benjamin Franklin มีอายุ 37 ปี Henry Cavendish มีอายุ 12 ปี Joseph Priestley มีอายุ 10 ปี James Watt มีอายุ 7 ปี Charles Coulomb มีอายุ 7 ปี และ William Herschel มีอายุ 5 ปี


Antoine Lavoisier บิดาของวิชาเคมี


Antoine Lavoisier และภรรยา


หลังจากที่คลอด Lavoisier ไม่นาน มารดาของ Lavoisier ก็เสียชีวิต เขาจึงตกอยู่ในความดูแลของบิดาและน้าสาว บิดานั้นต้องการให้ลูกชายคนเดียวของตระกูลเรียนกฎหมายตามบรรพบุรุษ จึงส่ง Lavoisier เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่ปารีส แต่ที่นั่นก็เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ในยุโรป คือ อาจารย์ทุกคนกำลังสนใจวิทยาศาสตร์ เพราะรู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลากับผลการค้นพบใหม่ๆ และเมื่อ Lavoisier ได้เข้าเรียนวิทยาศาสตร์กับอาจารย์ เขายิ่งรู้สึกสนุก และเป็นปลื้ม จนตระหนักว่าในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ เขารักวิทยาศาสตร์ มิใช่กฎหมาย

แต่เมื่อได้พบว่าไม่มีใครใดสามารถดำรงชีพได้ดีด้วยการมีอาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์ Lavoisier ซึ่งต้องการเป็นนักวิทยาศาสตร์ จึงต้องทำงานหาเงินไปในเวลาเดียวกันด้วย ดังนั้นจึงซื้อหุ้นของบริษัทเอกชนชื่อ Ferme Générale ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่เก็บเงินภาษีไปถวายกษัตริย์ฝรั่งเศส งานในหน้าที่นี้ทำให้ Lavoisier มีรายได้ดี จนสามารถมีเวลาไปทุ่มเททำงานวิทยาศาสตร์ที่ตนรักในยามว่างได้

Lavoisier รู้สึกว่า การเสียภาษีให้รัฐเป็นภาระที่หนักมากสำหรับคนยากจน เช่น ชาวนา และกรรมการ เพราะวิธีคำนวณภาษีในสมัยนั้นมักเอื้ออาทรต่อคนรวย (ผู้ทรงอิทธิพล) แต่ไม่แยแสหรืออินังขังขอบต่อความยากไร้ของคนจน (ผู้ไร้อำนาจ) Lavoisier จึงได้พยายามปรับเปลี่ยนระบบคำนวณภาษี แต่ไม่ได้ผล เพราะในช่วงเวลานั้นได้เกิดทุพภิกขภัยร้ายแรง ทำให้คนจนจำนวนมากต้องล้มตายเพราะขาดอาหาร Lavoisier จึงสั่งอนุมัติให้เงินช่วยเหลือโดยไม่คิดดอกเบี้ย พร้อมกันนั้นก็จัดตั้งระบบใหม่ในการให้บำนาญแก่ชาวนาที่ชรา รวมถึงเข้าทำงานเป็นกรรมการปฏิรูปการศึกษาของชาติ และเป็นกรรมการปรับปรุงโรงพยาบาลสำหรับคนจนด้วย Lavoisier สามารถทำงานทั้งหมดนี้ได้ เพราะเก่ง มีฐานะร่ำรวย และดำรงตำแหน่งที่มีบารมีมากคือ เป็นข้าราชการผู้เก็บภาษีให้รัฐฯ

ผู้อำนวยการบริษัท Ferme Générale ที่ Lavoisier ทำงานสังกัดอยู่ มีลูกสาวสวยคนหนึ่ง เธอเป็นจิตรกรที่มีฝีมือมาก เพราะได้รับการฝึกสอนโดย Jacques Louis David จิตรกรผู้มีชื่อเสียง เธอชื่อ Marie – Anne Pierrette Paulze คนทั้งสองรักกันและได้แต่งงานกัน ขณะนั้น Marie มีอายุ 13 ปี และ Lavoisier มีอายุ 26 ปี (ในสมัยนั้นเจ้าสาววัย 13 ปี ถือเป็นเรื่องปกติ) วัยที่ห่างกันมากไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ ในการสมรส เพราะ Marie มีความรู้ภาษาอังกฤษและละตินเป็นอย่างดี จึงสามารถแปลผลงานเคมีของ Joseph Priestley และ Henry Cavendish ให้สามีอ่านได้ นอกจากนี้เธอก็ยังช่วยจดบันทึกข้อมูลการทดลองเคมี และวาดภาพอุปกรณ์การทดลองเพื่อใช้ประกอบบทความที่ Lavoisier เขียน เพื่อนำไปตีพิมพ์ในวารสารด้วย

ส่วนบ้านของสามีภรรยาคู่นี้ก็เป็นสถานที่พบปะของบรรดาปราชญ์ เพราะแทบทุกเย็นจะมีแขกรับเชิญมารับประทานอาหารค่ำ และสนทนาวิชาการกัน เช่น Benjamin Franklin จะแวะมาบ่อย Jacques Louis David ก็สนิทสนมกับ Paulze ด้าน James Watt ชอบแวะมาคุยเรื่องเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำที่ตนออกแบบ ส่วน Felice Fontana นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียนผู้รอบรู้เรื่องพิษงูก็เป็นแขกขาประจำคนหนึ่ง Thomas Jefferson ในบางครั้งจะนำไวโอลินมาเล่นให้ฟัง และได้ทำให้ทุกคนตื่นเต้น ด้วยการมีความรอบรู้ในวิทยาการหลายด้าน สำหรับแพทย์ชื่อ Joseph Guillotin ผู้ออกแบบเครื่องตัดศีรษะแบบกิโยตีนนั้น ก็เป็นแขกอีกคนหนึ่งของบ้านซึ่งได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของอุปกรณ์ซาดิสต์นี้ว่า เป็นเทคโนโลยีที่มีมนุษยธรรมยิ่งกว่าเทคนิคการแขวนคอหรือการตัดคอนักโทษด้วยขวาน ดังนั้นการสนทนาหลังอาหารค่ำที่บ้านของ Lavoisier จึงมีบรรยากาศที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี หรือการเมือง ฯลฯ

ตามปกติในเวลากลางวัน สองสามีภรรยาจะทำงานวิจัย เช่น เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงประสงค์จะให้ประเทศเพิ่มการผลิตดินปืน พระองค์ได้ทรงขอให้ Lavoisier ช่วย ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จ โดยได้จัดตั้งหน่วยงาน Régie des Poudres ซึ่งสามารถผลิตดินปืนได้มากกว่าเดิมถึง 2.4 เท่า จึงสามารถส่งไปช่วยทหารอเมริกาในการต่อสู้กับกองทัพอังกฤษจนได้รับชัยชนะในที่สุด และเมื่อผู้ว่ามหานครปารีสต้องการให้ถนนหนทางในปารีสสว่างไสว Lavoisier ได้เสนอให้ใช้น้ำมันมะกอกเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟ ทำให้ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ Lavoisier ยังได้ออกแบบกระบวนการทำเกษตรกรรมตัวอย่าง โดยอาศัยเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ในการเพาะปลูก คือกำหนดให้เกษตรกรชั่งปุ๋ย และบันทึกการลงทุนและผลผลิตทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ในสมัยนั้นชาวนาทำงานเกษตรโดยใช้วิธีเดา ผลงานนี้ทำให้ George Washington ต้องเขียนจดหมายจาก Virginia มาขอคำแนะนำในการทำงานเกษตรกรรมจาก Lavoisier ผู้มีประสบการณ์ตรงจากการทำไร่ที่ Le Bourget และ Orléans


Antoine Lavoisier บิดาของวิชาเคมี


การทดลองพิสูจน์ทฤษฎี phlogiston


ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่เก็บภาษี Lavoisier ได้พัฒนาระบบการจัดการภาษีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่เมื่อเขาเสนอให้สร้างกำแพงล้อมกรุงปารีส เพื่อให้ทุกคนที่เข้า-ออก ต้องเสียภาษีให้รัฐฯ Lavoisier ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างศัตรูจำนวนนับแสนทันที

ในด้านงานสังคม Lavoisier เป็นนักปฏิรูปคนสำคัญคนหนึ่ง เขาเขียนตำรา On the Land Wealth of the Kingdom of France ซึ่งกล่าวว่า ระบบการเก็บภาษีที่ดีจะเกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลมีข้อมูลเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ Lavoisier ยังเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งโรงเรียนแห่งชาติขึ้น 12 แห่งในภูมิภาคต่างๆ ของฝรั่งเศส และจัดตั้งสมาคมวิชาการด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วรรณกรรม และศิลปกรรมด้วย

ด้วยวัยที่ค่อนข้างน้อย คือ เพียง 25 ปี Lavoisier ก็ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของสมาคมวิชาการที่ทรงเกียรติที่สุดของฝรั่งเศส คือ French Academy of Sciences และเป็นสมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดด้วย เพราะสมาชิกคนที่มีอายุน้อยเป็นที่สองมีอายุ 50 ปี ความสามารถที่มากล้นของ Lavoisier นี้ได้ทำให้เขาได้รับเลือกเป็นกรรมการวิชาการมากมาย เช่น กรรมการศึกษาแรงโน้มถ่วง ผลิตผงซักฟอก จัดการระบบชลประทาน และจัดการระบบลงทัณฑ์ ฯลฯ ซึ่ง Lavoisier ก็ทำงานเหล่านี้ได้ดี จนในที่สุดก็ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกของสมาคม French Academy of Sciences ซึ่งนั่นก็หมายความว่า มีงานบริหารมากขึ้น แต่ Lavoisier ก็ยังไม่ทิ้งวิทยาศาสตร์ โดยได้พยายามจำแนกธาตุต่างๆ ที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักออกได้ 33 ธาตุ (แต่บางธาตุก็ไม่ใช่ เช่น เขาคิดว่า silica และแสงเป็นธาตุ)

ในส่วนเรื่องความร้อนนั้น Lavoisier คิดว่า การที่น้ำแข็งละลายเพราะมีสารที่เป็นของไหล เคลื่อนที่เข้าไปน้ำแข็ง เขาจึงเรียกของไหลนั้นว่า caloric (ซึ่งผิด) ทำให้นักทดลองในสมัยนั้น พยายามศึกษาสิ่งที่เรียกว่า “caloric” นี้

อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญของ Lavoisier คือการพัฒนาระบบการวัดแบบเมตริก โดยกำหนดความยาว 1 เมตรมาตรฐาน และระบบการเรียกชื่อสารประกอบเคมี โดยได้เขียนตำราชื่อ “Traité Élémentaire de Chimie” (Elements of Chemistry) ในปี 1789 ซึ่งตำราเล่มนี้ นักเคมียกย่องให้มีความสำคัญเทียบเท่าตำรา “Principia” ของ Newton เพราะได้วางพื้นฐานของเคมีอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือระหว่าง Lavoisier, Bertholet, Fourcroi และ de Morveau และคนทั้ง 4 ได้ทบทวนวิธีเรียกชื่อสารประกอบใหม่ เพราะในอดีตการเรียกชื่อเป็นไปในทำนองต่างคนต่างเรียก เช่น คนอังกฤษเรียกเหล็กออกไซด์ว่า Mars saffron และเรียกสังกะสีออกไซด์ว่า philosophic wool หรือเวลา Priestley เอ่ยถึงตะกั่วแดง ก็ไม่มีใครรู้ว่า เขาหมายถึงตะกั่วออกไซด์ Lavoisier กับพรรคพวกจึงกำหนดระบบการเรียกชื่อสารประกอบใหม่ เช่น ให้เรียกสารประกอบของโลหะและอโลหะ โดยเติมท้ายชื่อว่า –ide (เช่น lead oxide, และ zinc oxide เป็นต้น) วิธีการตั้งชื่อลักษณะนี้ยังเป็นที่ใช้กันจนทุกวันนี้


Antoine Lavoisier บิดาของวิชาเคมี


ภาการประหารพระนางมีเรีย อองตัวเนตต์ ด้วยกิโยติน


สำหรับบทบาทของมาดาม Lavoisier ในการเสริมความเป็นอัจฉริยะของสามีนั้นก็ไม่เบา เพราะเธอมีพรสวรรค์ด้านภาษา (Lavoisier ไม่มี) จากความสามารถในการอ่านอังกฤษและละตินได้อย่างคล่องแคล่ว เธอจึงสามารถแปลตำราภาษาต่างประเทศที่สามีสนใจให้สามีอ่านจนเข้าใจได้ ผลงานเหล่านี้ได้ทำให้ Lavoisier เป็นที่ยกย่องและเคารพในสังคม แต่ในขณะเดียวกัน งานเก็บภาษีของเขาก็ทำให้ Lavoisier เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไปด้วย โดยมีคนๆ หนึ่ง ที่เกลียด อาฆาต Lavoisier มากจนเข้ากระดูกดำ เขาชื่อ Jean Paul Marat

เพราะเมื่อ Marat สมัครเป็นสมาชิกของสมาคม French Academy of Sciences Lavoisier ซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมา ได้กล่าวคัดค้านรุนแรง เพราะเขาคิดว่า Marat ไม่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์เลย และเป็นนักหนังสือพิมพ์โง่ๆ ที่มีแต่ความทะเยอทะยาน Marat จึงโกรธแค้น Lavoisier มาก

ดังนั้นเมื่อเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส ในปี 1789 จากสาเหตุการมีคอรัปชั่นในสถาบันชั้นสูงทั่วประเทศ และมีระบบการเก็บภาษีที่ไม่ยุติธรรม ฝรั่งเศสทั้งประเทศจึงตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความกลัวเพราะ Marat ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำคนหนึ่งของคณะปฏิวัติ และได้สั่งจับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับความอยุติธรรมไปตัดคอด้วยกิโยติน

Lavoisier เป็นคนหนึ่งที่ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ.1794 เวลา 8.30 น. ที่ Place de la Révolution เหตุการณ์นี้ทำให้ Marie สูญเสียสามี และฝรั่งเศสสูญเสียอัจฉริยะไปภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

ในเวลาต่อมา ชาวฝรั่งเศสก็สำนึกได้ จึงสร้างอนุเสาวรีย์ของ Lavoisier ขึ้นที่ Paris เพื่อเป็นเกียรติแก่บิดาของวิชาเคมี ผู้ที่ได้ตายจากไปเพราะถูกตัดศีรษะด้วยกิโยติน แม้หัวของ Lavoisier จะหลุดจากบ่า และตายไปกว่า 200 ปีแล้ว แต่ความคิดต่างๆ ของเขาก็ยังคงอยู่จนทุกวันนี้

ด้าน Marat เองก็มีชีวิตอยู่ต่ออีกไม่นาน เพราะในปี 1793 เขาถูกสตรีนามว่า Charlotte Corday ลอบเข้าไปฆ่า ขณะกำลังนอนอาบน้ำในอ่าง เพราะเธอไม่ต้องการให้พรรค Jacobins ที่มีเขาเป็นหัวหน้าพรรค สั่งประหารผู้บริสุทธิ์ที่เขาไม่ชอบขี้หน้า และหนึ่งในบรรดาคนไร้มลทินนั้น ชื่อ Antoine Laurent Lavoisier ครับ

อ่านเพิ่มเติมจาก Lavoisier: Chemist, Biologist, Economist ของ Jean-Pierre Poirier แปลโดย Rebecca Balinski จัดพิมพ์โดย University of Pennsylvania Press ในปี 1996

ความคิดเห็นแรก | Views: 528

Robert Boyle ผู้พบกฎการเปลี่ยนแปลงของอากาศ PDF พิมพ์

สุทัศน์ ยกส้าน

Robert Boyle 

 คลิกครับ
 บรรยายความคิดเห็นผ่านทาง Facebook

Robert Boyle เป็นชาวไอริช เกิดเมื่อปี 1627 (ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม) ที่เมือง Waterford ในไอร์แลนด์ และเป็นลูกคนที่ 14 ของท่าน Earl of Cork ซึ่งมีฐานะร่ำรวยที่สุดในอังกฤษ เพราะมีความสามารถสูงทางธุรกิจ แต่บิดาไม่ต้องการให้ลูกชายเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จึงจัดส่ง Boyle ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวชาวนาตั้งแต่ยังแบเบาะ Boyle มิได้พบหน้าค่าตามารดามาก เพราะแม่บังเกิดเกล้าได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ Boyle มีอายุสามขวบ จากนั้นอีกหนึ่งปีบิดาก็ได้รับตัว Boyle กลับไปอยู่ที่ปราสาท Lismore ซึ่งได้ซื้อจาก Sir Walter Raleigh ผู้เป็นนักเดินเรือชาวอังกฤษที่เดินทางรอบโลกเป็นคนที่สอง

Boyle ได้พำนักอยู่กับบิดาจนกระทั่งอายุ 8 ขวบ จึงถูกส่งตัวไปเรียนหนังสือที่ Eton ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำสำหรับเด็กผู้ชายล้วน และเรียนได้ดี เพราะมีพรสวรรค์ด้านภาษาทั้งกรีกและละติน แม้บรรดาครูที่ Eton จะให้ความรู้มากและแน่น แต่ Boyle ก็ไม่มีความสุข เพราะโรงเรียนมีกฎระเบียบที่เข้มงวด และการลงโทษที่สาหัสรุนแรง เช่น ถ้าเด็กคนใดทำผิดหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมจะถูกโบย กฎเกณฑ์เช่นนี้ทำให้ Boyle รู้สึกกลัวจนลนลานทำให้เวลาพูดมีอาการติดอ่าง

เมื่ออายุ 15 ปี บิดาได้จัดให้ลูกชายเดินทางไปทัวร์ยุโรปตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น เพื่อเปิดหูเปิดตาและเพิ่มประสบการณ์ชีวิต Boyle ได้เดินทางไปกับพี่ชายถึงเมือง Florence ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ Galileo เสียชีวิต ครั้นเมื่อ Boyle ได้อ่านประวัติกับผลงานของ Galileo เขารู้สึกประทับใจมาก และมีความรู้สึกเสมือนว่า Galileo มีความประสงค์จะให้ Boyle เป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่ง Boyle ก็ต้องการเช่นนั้น จึงตั้งใจจะทำงานวิทยาศาสตร์เมื่อโตขึ้น

ณ เวลานั้นลูกศิษย์ของ Galileo ที่ชื่อ Evangelista Torricelli และ Vincenzo Viviani ได้พบว่าอากาศมีความดัน แต่ไม่รู้เลยว่า ในความเป็นจริง อากาศประกอบด้วย แก๊สหลายชนิด เช่น ออกซิเจน และไนโตรเจน ฯลฯ Boyle เองก็สนใจเรื่องอากาศ ดังนั้นเมื่อเดินทางกลับถึงอังกฤษเขาจึงได้ทดลองจนพบว่า ในอากาศมีอะไรบางอย่างที่ช่วยในการลุกไหม้ และสิ่งนั้นช่วยให้สัตว์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วย

ในขณะที่ Boyle กำลังทดลองและค้นคว้าวิจัยวิทยาศาสตร์นั้น อังกฤษทั้งประเทศกำลังปั่นป่วน เพราะผู้คนมีการต่อสู้ ฆ่าและห้ำหั่นกันทางการเมือง ระหว่างกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการกำจัดระบบกษัตริย์กับบรรดาขุนนางที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ความแตกแยกได้บังเกิดทั่วประเทศ ครอบครัวของ Boyle เอง ก็มีสมาชิกส่วนใหญ่ที่สนับสนุนกษัตริย์ แต่พี่สาวของ Boyle กลับมีความเห็นตรงกันข้าม ตัว Boyle เองไม่ต้องการฝักใฝ่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

แต่ในไอร์แลนด์มีคนรักชาติกลุ่มหนึ่งที่ได้ประกาศตัวเป็นกบฏอย่างโจ่งแจ้ง รัฐบาลอังกฤษจึงส่งกองทัพไปปราบปราม การต่อสู้ที่รุนแรงได้ทำให้พี่ชายของ Boyle สองคนเสียชีวิต และสงครามกลางเมืองได้ทำให้ฐานะทางการเงินของครอบครัวมีปัญหา Boyle จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ Oxford อย่างยากลำบาก จนกระทั่งสงครามยุติ และบิดาเสียชีวิต Boyle จึงได้รับมรดกเป็นเงินมหาศาลจน ทำให้เป็นชายหนุ่มที่ร่ำรวย ที่สามารถอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ต้องประกอบอาชีพอะไร หรือขวนขวายหาเงินเพิ่มเติม และ Boyle ได้ตัดสินใจเป็นนักวิทยาศาสตร์

งานวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกๆ ที่ Boyle ทำ คือการเล่นแร่แปรธาตุ โดยพยายามค้นหาศิลาของนักปรัชญา (Philosopher’s stone) ที่สามารถแปรธาตุที่มีค่าน้อยให้เป็นทองคำได้ การค้นพบที่สำคัญคือ Boyle พบวิธีวิเคราะห์โลหะโดยการเผาไฟ เพราะ Boyle ได้พบว่า โลหะแต่ละชนิดเมื่อถูกเผาจะให้เปลวไฟที่มีสีไม่เหมือนกัน เช่น ตะกั่วจะให้เปลวไฟสีน้ำเงิน โซเดียมให้แสงสีเหลืองแสด ทองแดงให้แสงสีเขียว และแคลเซียมให้แสงสีแดงส้ม เป็นต้น Boyle จึงคิดใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวิเคราะห์สิ่งที่ปนกันอยู่ในของผสม นี่เป็นการบุกเบิกวิชาเคมีวิเคราะห์ ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะชาวยุโรปในสมัยนั้นกำลังคลั่งทองคำ ดังนั้น วิธีทดสอบแบบง่ายๆ ของ Boyle จะทำให้ทุกคนรู้ว่าอะไรคือทองคำบริสุทธิ์ และอะไรคือทองปลอม (pyrite)

การทดลองลักษณะนี้ทำให้ Boyle พบสารประกอบใหม่ๆ เช่น potassium nitrate (saltpeter), potassium aluminum sulfate (alum) และ ferrous sulfate (vitriol) แต่ Boyle ไม่รู้ว่าสารที่ได้นั้นมีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้าง

ผลงานเหล่านี้ทำให้ Boyle พยายามเข้าใจความหมายและความแตกต่างระหว่างธาตุกับสารประกอบ จึงได้ให้คำจำกัดความของธาตุว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกเป็นอะไรอื่นใดได้อีก แต่สามารถรวมกันเป็นสารประกอบได้ ในทำนองตรงกันข้าม สารประกอบจะสามารถแยกเป็นธาตุได้

ในปี 1657 Boyle วัย 30 ปี ซึ่งกำลังพำนักอยู่ที่ Oxford ได้ขอให้ Robert Hooke (ศัตรูคนสำคัญของ Isaac Newton) มาช่วยสร้างปั้มสูบ-อัดอากาศ งานประดิษฐ์ของ Hooke ได้ทำให้ Boyle พบว่า เมื่อมีการสูบอากาศออกจากขวด จนกระทั่งภายในขวดเป็นสุญญากาศ ถ้ามีการปล่อยขนนก และเหรียญให้ตกในขวด วัสดุทั้งสองอย่างจะตกถึงก้นขวดพร้อมกัน

การทดลองของ Boyle และ Hooke ยังแสดงให้เห็นอีกว่า อากาศเป็นสารที่สามารถบีบอัดได้
 

เครื่องปั๊มอากาศของ Boyle
ถึงปี 1662 Boyle ได้ทดลองพบว่า เวลาอากาศถูกอัด ปริมาตรของอากาศจะลด แม้มวลของอากาศจะเท่าเดิม แต่ความดันของอากาศจะเพิ่ม ถ้าอุณหภูมิของอากาศในขณะนั้นไม่เปลี่ยนแปลง Boyle จึงแถลงเป็นกฎว่า ถ้าอุณหภูมิของอากาศคงตัว ปริมาตรของอากาศจะแปรผกผันกับความดันที่กระทำต่ออากาศนั้น

แต่กฎนี้ไม่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ ดังที่ Samuel Peppys ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์คนสำคัญของอังกฤษได้บันทึกว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้า Charles ที่ 2 ทรงทราบว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์แห่งสมาคม Royal Society ในพระองค์เวลาเข้าประชุมสำนัก ไม่ทำอะไรนอกจากเล่นกับอากาศ โดยการอัดอากาศไป-มา พระองค์จึงทรงพระสรวล อันที่จริง กฎของ Boyle มีความสำคัญยิ่งกว่านั้นคือได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในธรรมชาติมีกฎเกณฑ์

มีครั้งหนึ่งที่ Boyle ไปฟังคำบรรยายของ Francis Bacon เขาสามารถจับประเด็นได้ว่า Bacon เห็นความสำคัญของการทดลองวิทยาศาสตร์ จึงเน้นให้นักทดลองทุกคนบันทึกข้อมูลทุกรายการอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ Boyle เรียบเรียงแนวคิดทั้งหลายของเขาลงในหนังสือชื่อ The Sceptical Chymist ในปี 1661 ซึ่งชื่อของหนังสือนี้มีความหมายว่า Boyle กำลังสงสัยความมีเหตุผลของวิทยาการเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งมีแต่เรื่องลึกลับ ปาฏิหาริย์ และมหัศจรรย์ ในหนังสือเล่มนี้ Boyle ยังชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างวิชาเคมีกับวิชาแพทยศาสตร์ โดยใช้ตัวละคร 3 คน (ตามสไตล์ของ Galileo) มาถกเถียงเชิงวิชาการกัน แต่ความแตกต่างระหว่าง Boyle กับ Galileo อยู่ที่ Galileo ได้เขียนให้ Simplicio ซึ่งสนับสนุน Aristotle เป็นไอ้โง่ ส่วน Boyle เรียก Simplicio ในหนังสือของตนอย่างรุนแรงว่า ควาย

กฎของ Boyle ได้ทำให้เหล่านักคิดทั้งหลายตั้งประเด็นสงสัยต่อไปว่า อากาศประกอบด้วยอะไรบ้าง Boyle เองคิดว่า อากาศประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่ล่องลอยไปมาอยู่ในที่ว่าง ดังนั้นจึงสามารถอัดและขยายได้ นอกจากนี้อากาศก็มีสมบัติยืดหยุ่น แนวคิดนี้จึงเป็นไปตามวิธีคิดของ Democritus ซึ่งเป็นนักปราชญ์กรีกในสมัยโบราณ

ภาพอนุสรณ์ของ Robert Hooke ที่ Royal Academy of Engineering ของ Oxford University แสดงถึงการเป็นผู้วางรากฐานของเทคโนโลยีหลายๆ อย่าง (Rita Greer)

แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่สนใจในความคิดนี้ เพราะไม่มีใครเคยเห็นอนุภาคที่ Boyle อ้างถึงเลย แต่ที่สวิตเซอร์แลนด์ มีนักคณิตศาสตร์คนหนึ่งชื่อ Daniel Bernoulli ซึ่งศรัทธาและชอบวิธีคิดของ Boyle จึงได้นำกรอบความคิดนี้ไปสร้างทฤษฎีจลน์ของแก๊สเพื่ออธิบายที่มาของกฎของ Boyle

ตามปกติ Boyle ไม่ชอบเล่นการเมือง และเป็นคนเคร่งศาสนานิกาย Protestant มาก การมีฐานะร่ำรวยทำให้ Boyle สามารถอุทิศเงินเพื่อส่งเสริมศาสนาได้ และได้สนับสนุนให้มีการแปลความหมายเชิงวิทยาศาสตร์ของเรื่องราวต่างๆ ในคัมภีร์ไบเบิลให้คนทั่วไปเข้าใจ

นอกจากนี้ Boyle ยังช่วยออกเงินสนับสนุน Halley ในการตีพิมพ์ตำรา Principia ของ Newton ในปี 1687 ด้วย เพราะตระหนักว่าความรู้วิทยาศาสตร์ของ Newton เป็นสิ่งประเสริฐที่ประชาชนทั่วไปสมควรรู้

แต่การสนับสนุนของ Boyle ในด้านนี้ในบางครั้งก็ได้ทำให้ตนถูกโกง เพราะมีคนเดินทางมาหา Boyle เพื่อขอเงิน เช่น ไปติดต่อกับปราชญ์ตะวันออก เพื่อนำสารละลาย alkahist มาให้ ซึ่งสารละลายนี้สามารถละลายสรรพสิ่งได้ และหลังจากที่ได้เงินไปแล้ว เขาก็หายสาบสูญไป

Boyle เสียชีวิตในปี 1691 สิริอายุ 64 ปี บุคคลสำคัญที่มีชีวิตร่วมรุ่นกับ Boyle ได้แก่ Galilei Galileo ซึ่งเสียชีวิตขณะ Boyle อายุ 15 ปี นักดาราศาสตร์ Jean-Dominique Cassini ผู้พบช่องว่างในวงแหวนรอบดาวเสาร์ มีอายุมากกว่า Boyle 2 ปี Christian Huygens นักฟิสิกส์ผู้พบดวงจันทร์ Titan ของดาวเสาร์ มีอายุน้อยกว่า Boyle 2 ปี Blaise Pascal นักคณิตศาสตร์ผู้พบทฤษฎีความเป็นไปได้ มีอายุมากกว่า Boyle 4 ปี Isaac Newton นักฟิสิกส์ผู้พบแรงโน้มถ่วงอายุน้อยกว่า Boyle 15 ปี Gottfried Leibniz นักคณิตศาสตร์ผู้พบวิชาแคลคูลัส อายุน้อยกว่า Boyle 19 ปี และ Edmond Halley นักดาราศาสตร์ผู้พบดาวหาง Halley อายุน้อยกว่า Boyle 29 ปี

อ่านเพิ่มเติมจาก The Aspiring Adept: Robert Boyle and his Chemical Quest โดย Lawrence Principe จัดพิมพ์โดย Princeton University Press ปี 1998
 

ความคิดเห็นแรก | Views: 525

นักวิจัยจีน-สิงคโปร์ทำแมวและปลาทองล่องหน PDF พิมพ์
 

ผู้จัดการออนไลน์

แมวล่องหนไปบางส่วนหลังจากเอาหัวเข้าไปในอุปกรณ์ล่องหน 

 คลิกครับ
 บรรยายความคิดเห็นผ่านทาง Facebook

http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-2487117/Revealed-How-Chinese-scientists-kitten-goldfish-disappear-using-light-bending-INVISIBILITY-CLOAK.html

นักวิจัยจีน-สิงคโปร์ทำแมวและปลาทองล่องหน โดยใช้เทคนิคจัดเรียงแผ่นกระจกเพื่อหักเหแสง โดยนักวิทยาศาสตร์หวังว่าเทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้เพื่อการรักษาความปลอดภัย ความบันเทิง หรือแม้แต่การป้องกันประเทศ

ศ.หงเซิง เฉิน (Prof. Chen Hongsheng) นักวิจัยจากสถาบันแม่เหล็กไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) ในจีน และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University) ในสิงคโปร์ ประสบความสำเร็จในการทำให้แมวและปลาทองล่องหน ด้วยเทคโนโลยีหักเหแสง และไม่ส่งผลกระทบต่อวัตถุ หรือสิ่งที่ถูกทำให้ล่องหน

วัตถุที่เปรียบเสมือน “ผ้าคลุมล่องหน” ของแฮร์รี พอตเตอร์นี้ สร้างขึ้นจากแผ่นแก้วบางๆ ที่มำให้วัตถุหายไปด้วยการหักเหแสงที่อยู่รอบๆ วัตถุนั้น แต่ ศ.เฉิน ให้สัมภาษณ์วอนท์ไชน่าไทม์สว่า เทคโนโลยียังอยู่ในขั้นพัฒนาเบื้องต้น ซึ่งจะให้ผลดีที่สุดเมื่อแสงมาจากมุมเดียวเท่านั้น และยังทำให้วัตถุล่องหนได้ภายใต้สเปกตรัมแคบๆ ของแสงเท่านั้น

ทีมวิจัยของ ศ.เฉิน ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ เพื่อขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยี โดยพวกเขาพบว่าตาของมนุษย์นั้นไม่ไวต่อช่วงแสงและการถ่วงเวลาของแสงนานนาที ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้กระจกสร้างอุปกรณ์ล่องหน เนื่องจากเป็นวัตถุโปร่งใส และมีพื้นผิวเรียบ ซึ่งสามารถจัดการได้ง่ายและไม่ต้องอาศัยนาโนเทคโนโลยี

อุปกรณ์ที่พวกเขาพัฒนาขึ้นเป็นลักษณะหกเหลี่ยม ซึ่งจะให้ผลดีที่สุดเมื่อฉายแสงตรงๆ ไปยังทั้ง 6 มุม แต่อุปกรณ์ล่องหนจะทำให้วัตถุหายไปได้เพียงแค่ 2 มุมเท่านั้น โดย ศ.เฉิน กล่าวว่า อุปกรณ์นี้สามารถใช้งานในด้านการรักษาความปลอดภัย ความบันเทิง และการป้องกันประเทศ ซึ่งทีมวิจัยจะได้พัฒนาอุปกรณ์นี้ต่อไปและทำให้มีน้ำหนักเบาลงด้วย ทั้งนี้พวกเขาได้ตีพิมพ์ผลงานลงวารสารเนเจอร์คอมมูนิเคชัน (Nature Communication) เมื่อเดือนที่ผ่านมา

แผนภาพอธิบายหลักการล่องหน

แผนภาพอธิบายหลักการล่องหนของปลาทอง

ส่วนตัวของปลาทองหายไปหลังอุปกรณ์ล่องหน

ความคิดเห็นแรก | Views: 648

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 37 - 45 จาก 2605
ขณะนี้มี 78 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 8155900  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!