Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก PDF พิมพ์

ดูวีดีโอได้ที่

http://shows.voicetv.co.th/the-chat-room/97774.html

  

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก


 

      “เคท อัพตัน” นางแบบสาวทรงโตสุดเซ็กซี่อวดหุ่นสุดสะบึมในสภาวะไร้น้ำหนัก เพื่อถ่ายแบบให้กับนิตยสาร Sports Illustrated ทำเอาหนุ่มๆ ถึงกับซี้ดซ้าดเลยทีเดียว
       
       หลังจากที่ เคท อัพตัน นางแบบสาวชื่อดังเคยสร้างความฮือฮาด้วยการนุ่งบิกินีถ่ายแบบท่ามกลางหิมะขาวโพลนที่ขั้วโลกเหนือเมื่อปีที่แล้ว มาปีนี้เจ้าตัวมาในชุดบิกินีสีทอง ลอยกลับหัวกลับหางไปมาในสภาวะไร้น้ำหนักขณะปล่อยให้ช่างภาพลั่นชัตเตอร์ที่ Space Coast Regional ใน ฟลอริดา
       
       การทำงานครั้งนี้เผยให้เห็นขั้นตอนที่ยากลำบากเมื่อนางแบบทรงโตวัย 21 ปี ต้องคอยโพสท่าให้สวยอยู่ตลอดแม้ว่าจะไม่สามารถบังคับการเคลื่อนไหวของตนเองได้เลยก็ตาม โดยบรรดาทีมงานทั้ง ช่างหน้า, ช่างผม, ช่างภาพ, ตากล้องถ่ายวิดีโอ และ บรรณาธิการ ต่างก็ต้องร่วมสัมผัสสภาวะไร้น้ำหนักเพื่อทำงานแบบทุลักทุเลปนกับความสนุกสนานนี้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากภาพวิดีโอเผยให้เห็นความเป็นมืออาชีพของเคท อัพตัน ที่ยิ้มสู้กล้องได้อย่างไม่มีขัดเขิน
       
       “สภาวะไร้น้ำหนักเป็นประสบการณ์ที่เริงร่ามากสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานครั้งนี้ เราไปมาแล้วแทบทุกที่ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาของการถ่ายแบบ Sport Illustrated แต่เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน”เอ็มเจ เดย์ บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสารชื่อดัง กล่าว
       
       “เคท ทำพวกเราทุกคนประหลาดใจมากที่เธอสามารถรับมือกับการเป็นนางแบบในสภาวะไร้น้ำหนักเช่นนี้ได้” บรรณาธิการกล่าวชื่นชมนางแบบดัง
       
       เคท เป็นนางแบบสาวที่ได้รับความนิยมอย่างมากโดยเธอได้ขึ้นปกนิตยสาร Sport Illustrated เป็นเวลาถึง 2 ปีด้วยกัน แต่ในปีนี้ทางบรรณาธิการต้องการอะไรใหม่ๆ จึงเป็นหน้าที่ของนางแบบรายอื่นที่ได้ขึ้นปกปีนี้แทน โดยเป็นคิวของ 3 สาว คริสซี ไทเกน, นีนา แอกเดล และ ลิลลี อัลดริดจ์ ที่ขึ้นปกโชว์บั้นท้ายงามในปีนี้ไป
       
       อย่างไรก็ตาม บรรดาแฟนคลับของสาวเคท ไม่ต้องรู้สึกผิดหวัง แม้ไม่ได้อยู่ปกหน้าแต่เจ้าตัวก็ปรากฏอยู่ที่ปกหลังของนิตยสารแทน เรียกได้ว่ากระแสเธอยังแรงดีไม่มีตกเหมือนเดิม

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

 

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

 

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

 

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

 

 

“เคท อัพตัน” ทำเก๋นุ่งบิกินีอวดนมตู้มในสภาวะไร้น้ำหนัก

ความคิดเห็นแรก | Views: 1075

William Herschel: บิดาของวิทยาศาสตร์อินฟราเรด PDF พิมพ์


William Herschel: บิดาของวิทยาศาสตร์อินฟราเรด


Sir William Herschel


นักเรียนวิทยาศาสตร์มีความรู้ว่า Sir William Herschel นอกจากจะเป็นผู้พบดาวเคราะห์ดวงที่ 7 ชื่อ Uranus ของสุริยะระบบในปี 1781 แล้ว ยังเป็นผู้พบรังสีอินฟราเรด (infrared) ในปี 1800 ด้วย ซึ่งการค้นพบในประเด็นหลังนี้ยิ่งใหญ่กว่าการค้นพบแรกมาก เพราะได้ทำให้โลกมีวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์อินฟราเรดมาจนทุกวันนี้

มนุษย์ได้สัมผัสรังสีอินฟราเรดตั้งแต่เกิด เพราะรังสีที่ตามองไม่เห็นนี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของแสงอาทิตย์ เวลาอยู่ใกล้กองไฟเราจะรู้สึกร้อน เพราะผิวของร่างกายได้รับรังสีอินฟราเรด

William Herschel คือบุคคลแรกที่ได้พบว่า แสงอาทิตย์ที่ตาเห็นมีรังสีอินฟราเรดด้วย โดยรังสีอินฟราเรดมีความยาวคลื่นมากกว่าแสงแดงในแถบสเปกตรัม และอยู่ถัดแสงแดงออกไป

ในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ.1800 Herschel ได้เสนอรายงานการค้นพบรังสีชนิดใหม่ต่อที่ประชุมของสมาคม Royal Society และตั้งชื่อรังสีนี้ว่า infrared (infra ในภาษาละตินแปลว่า ล่าง หรือใต้ ดังนั้น infrared จึงแปลว่า ใต้แดง)

Friedrich Herschel เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.1738 (ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ) ในวัยเด็ก Herschel สนใจดนตรีมาก เคยตั้งใจว่าเมื่อเติบใหญ่จะเป็นนักดนตรีประจำวง Hanover Guard จึงได้ทุ่มเทเวลาประพันธ์เพลงซิมโฟนีมากถึง 26 เพลง ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่ในเวลาเดียวกันก็สนใจวิชาคณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ด้วย

เมื่ออายุ 19 ปี ได้เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี เมื่อกองทัพฝรั่งเศสบุกเข้ายึดเมือง Hanover ได้ Herschel จึงหนีไปอังกฤษเพื่อหาเลี้ยงชีพโดยการแต่งเพลงและเล่นดนตรีที่เมือง Bath ในเวลาเดียวกันก็ฝึกเรียนภาษาอังกฤษไปด้วย และได้เปลี่ยนชื่อ Friedrich เป็น William ก็เพื่อให้ดูเป็นคนอังกฤษ ในที่สุดก็ได้งานเป็นนักเล่นออร์แกนประจำโบสถ์ Octagon Chapel

ในยามว่าง Herschel ชอบอ่านหนังสือดาราศาสตร์ จึงซื้อตำรา A Complete System of Optics ที่เรียบเรียงโดย Robert Smith ซึ่งมีเรื่องวิธีการสร้างกล้องโทรทรรศน์ด้วยตนเองมาอ่าน จนรู้สึกอยากสร้างกล้องมาก ดังนั้น จึงลงทุนซื้อเลนส์มาประกอบ และกล้องโทรทรรศน์นี้เองที่ทำให้ชีวิตของ Herschel และวงการดาราศาสตร์โลกต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร เพราะหลังจากที่ Herschel ได้ใช้กล้องส่องดูดาวต่างๆ ที่น่าสนใจบนท้องฟ้า จน”หมด” แล้ว เขาก็ต้องการสร้างกล้องให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ตามความทะเยอทะยานที่เพิ่มขึ้น เมื่อกล้องที่ประดิษฐ์ทำงานได้ดี Herschel จึงผลิตกล้องเพื่อขายประชาชนทั่วไปเป็นการหารายได้ กล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดของ Herschel ทำให้เขาพบดาวยูเรนัส (Uranus) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ.1781 และได้พบดาวคู่ (binary stars) มากถึง 848 คู่ การค้นพบต่างๆ ของ Herschel ทำให้วงการวิทยาศาสตร์รู้ว่า ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ Newton ยังคงใช้ได้ แม้ระบบสุริยะมีขนาดใหญ่เพียงใดก็ตาม

ผลการค้นพบที่สำคัญมากนี้ทำให้ สมเด็จพระเจ้า George ที่ 3 แห่งอังกฤษทรงโปรดเกล้าให้ Herschel ดำรงตำแหน่งเป็นนักดาราศาสตร์แห่งราชสำนัก และได้รับเงินปีละ 200 ปอนด์ ซึ่งนับว่ามากพอที่จะทำให้ Herschel ไม่ต้องมีอาชีพเป็นนักดนตรีและนักประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์อีกต่อไป และจะได้ทุ่มเทเวลาทำงานวิจัยดาราศาสตร์เต็มตัว

Herschel กับน้องสาวชื่อ Caroline จึงย้ายบ้านอีกครั้งหนึ่งจาก Bath ไปเมือง Slough ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ปราสาท Windsor Castle เพื่อให้สมเด็จพระเจ้า George ที่ 3 และพระบรมวงศานุวงศ์จะได้ทรงสามารถดำเนินมาใช้กล้องโทรทรรศน์ได้ทุกเวลาที่พระองค์ทรงประสงค์

สำหรับการค้นพบรังสีอินฟราเรดนั้นเกิดจากความต้องการของ Herschel ที่จะศึกษาดวงอาทิตย์ให้ละเอียด เมื่อเขาตระหนักว่า ในการจะทำให้สายตาของเขาปลอดภัยเวลาดูดวงอาทิตย์ เขาจำเป็นต้องหาแผ่นกรองแสงมาใช้ลดความเข้มของแสงอาทิตย์

ในสมัยนั้นไม่มีใครรู้ว่า แสงอาทิตย์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ประกอบด้วยคลื่นชนิดต่างๆ ตั้งแต่คลื่นที่มีความยาวคลื่นสั้น คือรังสีแกมมา จนกระทั่งถึงคลื่นที่มีความยาวคลื่นยาว คือ คลื่นวิทยุ ส่วนแสงที่ตาเห็น มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 0.4-0.7 ไมโครเมตร (10-6 เมตร) เป็นแสงสีม่วงจนกระทั่งถึงแสงสีแดง ส่วนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นมากกว่าแสงสีแดง และที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงสีม่วงนั้น ตามนุษย์มองไม่เห็น ดังนั้นคนทุกคนในสมัยนั้น จึงคิดว่า เมื่อตาไม่เห็นอะไร ก็ไม่มีอะไรในธรรมชาติ

ปัจจุบันนี้เรารู้ว่า การที่ร่างกายเราไม่รับรู้เกี่ยวกับรังสีใต้แดง และรังสีเหนือม่วง เพราะประสาทตาของเรารับได้เฉพาะแสงอาทิตย์

ประเด็นที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการค้นพบรังสีอินฟราเรด คือ คนที่พบไม่ได้ร่ำเรียนวิทยาศาสตร์มาโดยตรง และไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพด้วย แต่เป็นนักดนตรี

Herschel ใช้เวลาสังเกตปรากฏการณ์ที่ผิวดวงอาทิตย์มาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 1794 และได้เห็นจุดบนดวงอาทิตย์ (sunspot) ด้วยการใช้แผ่นกรองแสงที่หลากหลายชนิดจนได้พบว่า แผ่นกรองแสงบางชนิดปล่อยแสงผ่านน้อย แต่ผิวหนังกลับรู้สึกร้อน ในขณะที่บางแผ่นกรองปล่อยแสงผ่านมาก แต่ผิวหนังกลับไม่รู้สึกอะไรเลย

Herschel จึงตั้งข้อสังเกตว่า แสงแต่ละสีมีความสามารถในการทำให้วัตถุร้อนได้ดีไม่เท่ากัน ดังนั้นจะต้องมีแสงสีหนึ่งที่ทำให้วัตถุร้อนมากที่สุด

เขาจึงสร้างอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ซึ่งเขาเรียก spectroradiometer เพื่อวัดพลังงานของรังสีที่มีสีต่างๆ กัน (อุปกรณ์นี้ปัจจุบันเรียก spectrometer) ตัวอุปกรณ์ประกอบด้วยปริซึมซึ่งทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์ แล้วแยกแสงออกเป็นแถบๆ เรียกสเปกตรัม (spectrum) เมื่อปล่อยให้แถบแสงตกลงบนโต๊ะแล้ว Herschel ก็ใช้แผ่นกระดาษแข็งที่เจาะเป็นช่องแคบช่องหนึ่งเพื่อแยกแสงแต่ละสีออกมาเพียงสีเดียว จากนั้นนำเทอร์โมมิเตอร์ที่มีกะเปาะปรอทซึ่งทาด้วยสีดำมารับแสง เพื่อให้ดูดกลืนแสงครั้งละสี ในขณะเดียวกันก็มีเทอร์โมมิเตอร์ สำหรับวัดอุณหภูมิห้องทดลอง เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปริมาณความร้อนที่เกิดจากแสงแต่ละสีด้วย

เมื่อเริ่มการทดลอง Herschel ได้พบว่า อุณหภูมิห้องมีค่า 43.5 องศาฟาเรนไฮท์ (6.4 องศาเซลเซียส) เขาจึงทดลองวางกะเปาะเทอร์โมมิเตอร์ที่แถบสีต่างๆ โดยวางแช่ประมาณ 10 นาที จนอุณหภูมิที่อ่านได้มีค่าคงตัว โดยเริ่มจากแสงสีแดงก่อน และได้พบว่าอุณหภูมิสูงขึ้น 3.2 องศาเซลเซียส ส่วนแสงสีเขียวทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 1.8 องศาเซลเซียส และแสงสีม่วงทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส

ข้อมูลที่ได้นี้จึงยืนยันว่า แสงสีต่างๆ ให้ความร้อนไม่เท่ากัน และแสงแดงให้ความร้อนมากที่สุด ส่วนแสงเหลืองกับแสงเขียวนั้นให้ความร้อนมากพอๆ กัน

กระนั้น Herschel ก็ยังไม่พอใจกับข้อมูลเหล่านี้ เพราะตัวเลขที่ได้จากการทดลองแสดงให้เห็นแนวโน้มว่า แสงที่มีความยาวคลื่นยิ่งมากจะทำให้วัตถุยิ่งร้อน Herschel จึงตั้งประเด็นสงสัยว่า แล้วแสงที่มีความยาวคลื่นมากกว่าแสงสีแดง (ซึ่งตามองไม่เห็น) จะให้ความร้อนมากกว่าแสงสีแดงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม Herschel ได้รายงานผลการทดลองเบื้องต้นนี้ต่อสมาคม Royal Society โดยใช้ชื่อรายงานว่า “Experiments on the Refrangibility of the Invisible Rays of the Sun” ซึ่งมีข้อสรุปว่า ความร้อนในแสงอาทิตย์ก็มีสมบัติหักเหได้เหมือนแสง

จากนั้น Herschel ก็ได้ทำการทดลองเพิ่มเติมเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ที่พบ โดยได้วัดอุณหภูมิในช่วงที่ไม่มีแสง (บริเวณมืดนอกแถบแสงสีแดง และแถบแสงสีม่วงในสเปกตรัม) และพบว่าในบริเวณนอกแถบแสงแดง อุณหภูมิจะขึ้นสูงสุด แต่ยิ่งไกลแถบแสงที่ตาเห็นออกไป อุณหภูมิจะลดลงๆ จนเท่าอุณหภูมิห้องในที่สุด

ชื่อเสียงของ Herschel ด้านดาราศาสตร์ได้ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ยอมรับในสิ่งที่ Herschel พบ แต่มีนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อ John Leslie ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องความร้อน กลับไม่เชื่อผลการทดลองของ Herschel โดยอ้างว่าในบริเวณนอกแถบแสงสีแดงไม่มีอะไรเลย


William Herschel: บิดาของวิทยาศาสตร์อินฟราเรด


กล้องโทรทรรศน์จำลองจากของจริงที่ Sir William Herschel ใช้ค้นพบดาวเคราะห์ยูเรนัส ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ William Herschel Museum ในเมือง Bath


สมาคม Royal Society จึงจัดให้มีการตัดสินข้อพิพาทระหว่าง Herschel กับ Leslie ผลการทดลองในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่า Herschel ถูก และ Leslie ผิด

Herschel ได้ตีพิมพ์ผลงานชิ้นสุดท้ายเกี่ยวกับรังสีอินฟราเรดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ.1800 เพราะรู้สึกว่าตนถูกกดดันในการทำงานด้านนี้มาก และได้หวนกลับไปทำวิจัยด้านดาราศาสตร์ต่อ เพราะรู้สึกมั่นใจในความรู้ด้านนี้ยิ่งกว่า แต่ก่อนจะเริ่มงานดาราศาสตร์อีก Herschel ต้องการไปพักผ่อนที่ฝรั่งเศส

ช่วงเวลานั้นสงครามทศวรรษ (1792 - 1802) ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสใกล้ยุติแล้ว และประเทศทั้งสองได้ลงนามในสัญญาสงบศึกที่เมือง Amiens เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ.1802 จากนั้นไม่นานนักท่องเที่ยว และนักวิชาการจากทั้งสองประเทศก็ได้หลั่งไหลไปเยือนกันและกัน William Herschel เป็นบุคคลหนึ่งที่ต้องการจะไปเยือนกรุงปารีสด้วย จึงเขียนจดหมายไปแจ้งเพื่อนนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสว่า ตนกำลังจะเดินทางมาเยี่ยม

แม้จะเป็นช่วงเวลาที่เกิดสงครามซึ่งทำให้ประชาชน นักการเมือง และทหารของทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้วความสัมพันธ์และความผูกพันก็ยังเหมือนเดิม ดังจะเห็นได้จากการที่ สมาคม Institute de France ของฝรั่งเศสได้ลงมติเลือก Herschel เป็นสมาชิกของสมาคม ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดที่สมาคมวิชาการของฝรั่งเศสจะมอบให้นักวิทยาศาสตร์ต่างชาติ เพราะ Herschel มีผลงานดาราศาสตร์ที่สำคัญมากมาย เช่น พบดาวยูเรนัส และดวงจันทร์บริวารชื่อ Titania กับ Oberon ศึกษาโครงสร้างของเนบิวลาจำนวนนับพัน เห็นดวงจันทร์ Mimas และ Enceladus ของดาวเสาร์ และพบรังสีอินฟราเรด เป็นต้น

ในการเดินทางไปฝรั่งเศสครั้งนั้น ครอบครัวของ Herschel ซึ่งประกอบด้วย Herschel กับภรรยา Mary ลูกชาย John วัย 10 ขวบ และหลานสาวของ Mary ชื่อ Sophia ได้เดินทางด้วยรถม้าออกจากบ้านที่ Slough เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ.1802 ไปเมือง Dover เพื่อนั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษ โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมดนานประมาณ 3 ชั่วโมง จาก Calais ครอบครัว Herschel ก็ได้นั่งรถม้าไปปารีส

ตลอดเวลาสองสัปดาห์ที่พำนักในฝรั่งเศส สมาชิกครอบครัว Herschel ได้ไปดูเมือง และอนุสาวรีย์ พักผ่อนในสวนสาธารณะ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Louvre กับคุก Bastille อันลือชื่อ รวมถึงได้ไปที่หอดูดาวแห่งปารีสด้วย เพื่อสนทนาวิชาการกับนักดาราศาสตร์ที่ลือนามของฝรั่งเศส

แต่ไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนั้นคือ การจะได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิ Napoleon ที่พระราชวัง Malmaison เมื่อเวลา 1 ทุ่มตรงของวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม ค.ศ.1802 โดยมีท่านรัฐมนตรีมหาดไทย Jean Antoine Chaptel ซึ่งเป็นนักเคมีอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงเป็นผู้นำ Herschel เข้าเฝ้า

จักรพรรดิ Napoleon ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ หลังการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส พระองค์ทรงมีประสบการณ์สงครามสู้รบกับกองทัพอังกฤษหลายครั้ง ส่วน William Herschel นั้นเป็นนักดาราศาสตร์ระดับโลกผู้มีความสนใจและความสามารถทางดาราศาสตร์มากในฐานะผู้พบดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดของระบบสุริยะชื่อ Uranus และเป็นบุคคลที่พระเจ้า George ที่ 3 ทรงโปรดมาก โดยโปรดให้เข้าเฝ้าถวายรายงานเหตุการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์เนืองๆ

หลังการเข้าเฝ้า Herschel ได้จดบันทึกว่า Napoleon ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงกระตือรือร้นและประสงค์จะเรียนรู้ศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขา ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงนำปราชญ์ฝรั่งเศสสาขาต่างๆ ร่วม 200 คนไปสำรวจอียิปต์ เพื่อค้นคว้าและวิจัยประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณ คุณความดี ในการทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โครงการวิชาการเหล่านี้ ทำให้พระองค์ทรงได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Institute de France ด้วย ภายใต้เงื่อนไขว่า พระองค์จะต้องเข้าประชุม ฟังการอภิปรายและการบรรยายต่างๆ รวมถึงต้องเสนอผลงานวิชาการของพระองค์ต่อที่ประชุมด้วย
บันทึกของ Herschel ยังได้กล่างถึงสถานที่ที่เขาได้เห็นอันได้แก่ สวนหลวงรอบพระราชวัง และเรื่องที่เขาสนทนากับ Napoleon ว่าพระองค์ทรงซักถามข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ และเนบิวลา ครั้นเมื่อ Napoleon ทรงอนุญาติให้ Herschel นั่งลงเพื่อสนทนาด้วย Herschel ได้ตอบปฏิเสธ เพราะรู้สึกเป็นการมิบังควรที่จะตีตัวเสมอกษัตริย์ จึงทูลขอพระบรมราชานุญาตยืนเฝ้าแทน ในวงสนทนานั้นมีนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ของฝรั่งเศสที่เก่งมากชื่อ Pierre – Simon Laplace ร่วมอยู่ด้วย และเมื่อ Napoleon ทรงถาม Laplace ว่า ถ้าสุริยจักรวาลมีเสถียรภาพดังที่ Laplace คำนวณ คือจะไม่ล่มสลาย และจะคงอยู่ตลอดไปจริง แล้วพระเจ้าจะทรงไม่มีบทบาทใดๆ อีกเลยในการสร้างเอกภพใช่หรือไม่ ซึ่ง Laplace ได้ทูลตอบว่า สมการฟิสิกส์ของข้าพระพุทธเจ้าไม่ต้องการและไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้า และนี่คือคำตอบที่ Napoleon ทรงได้รับจากการถามบุคคลผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีกลศาสตร์มากที่สุดในยุคนั้น

จากนั้นหัวข้อการสนทนาของคนทั้งสองก็เบนไปสู่เรื่องการเลี้ยงม้าในอังกฤษ ตำรวจ และเสรีภาพของสื่อ หลังจากที่ได้สนทนาและเข้าเฝ้า Napoleon นานประมาณครึ่งชั่วโมง Herschel ก็ถวายบังคมลา แล้วเดินทางกลับอังกฤษ อีกเก้าเดือนต่อมา อังกฤษกับฝรั่งเศสก็ประกาศสงครามกันอีก


William Herschel: บิดาของวิทยาศาสตร์อินฟราเรด


อุปกรณ์ขัดเลนส์ของ Sir William Herschel


ชาวอังกฤษทั่วไปมีความต้องการรู้ว่า Herschel มีความเห็นเกี่ยวกับจักรพรรดิ Napoleon อย่างไร และได้พบว่า Herschel เป็นคนที่ใช้คำพูดอย่างระมัดระวังมากเวลาให้ข่าว เพราะตระหนักดีว่า การพาดพิงถึงสถาบันต่างชาติเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะถ้าสื่อสารผิดพลาดจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูกกระทบกระเทือน นอกจากเหตุผลนี้แล้ว Herschel เป็นคนที่มีชาติสกุลต่ำ ซึ่งได้สร้างตัวจากความยากจน จนได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์แห่งชาติ นี่จึงเป็นปมด้อยอีกปมหนึ่งในชีวิตที่ Herschel รู้สึกกังวลมาก จนในบางโอกาสเขาได้เปลี่ยนแปลงประวัติส่วนตัว เพื่อให้สังคมประทับใจในตัวของ Herschel ด้วยเหตุนี้ Herschel จึงมักหลีกเลี่ยงการตอบคำถามส่วนตัว ทั้งๆ ที่ในส่วนลึกของจิตใจ Herschel สนับสนุนการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส คือ ชื่นชมการล้มเจ้า และไม่รู้สึกสบายใจเลยเวลาอยู่ท่ามกลางบรรดาสมาชิกผู้ทรงเกียรติของ Royal Society ดังนั้น Herschel จึงกล่าวตอบเพียงสั้นๆ ว่า รู้สึกประทับใจในความรอบรู้ของ Napoleon มาก

จนกระทั่งถึงปี 1813 (11 ปีหลังการเข้าเฝ้า) ซึ่งเป็นเวลาที่ Herschel มีชื่อเสียงมากแล้ว กวี Thomas Campbell ได้ถาม Herschel เกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้พบ Napoleon อีกคำรบหนึ่ง คราวนี้คำตอบกลับเป็นว่า Napoleon ทรงรู้วิทยาศาสตร์ค่อนข้างน้อย คือรู้ดีพอๆ กับคนทั่วไปที่ไม่ได้รับการศึกษามาก แต่พระองค์ทรงวางพระองค์ว่าทรงรอบรู้ และบางพระดำริของพระองค์ก็ดูเหมือนเป็นของคนที่ไร้การศึกษา เช่นทรงคิดว่า กล้องโทรทรรศน์มีประโยชน์สำหรับใช้สอดแนมข้าศึก เป็นต้น

ในชีวิตจริง Herschel ได้รับความช่วยเหลือในด้านการทำงานดาราศาสตร์เป็นอย่างมากโดยน้องสาวชื่อ Caroline Lucretia Herschel ในเบื้องต้น เธอเป็นเพียงผู้ช่วยของพี่ชาย แต่ในที่สุด เธอก็ได้กลายเป็นนักดาราศาสตร์คนสำคัญที่พบดาวหาง 8 ดวง และพบเนบิวลาใหม่ๆ อีกมากมาย

เมื่อ Herschel เสียชีวิตในปี 1822 Caroline ได้เดินทางกลับไปบ้านเกิดที่ Hanover และทิ้งลูกชายของ Herschel ชื่อ John Frederick Herschel ให้ทำงานดาราศาสตร์ต่อ และก็มีผลงานด้านเนบิวลามากมาย จนได้รับแต่งตั้งเป็น Sir เหมือนบิดา
.
ณ วันนี้ ผลงานด้านรังสีอินฟราเรดของ Herschel ได้ทำให้เรารู้ว่า เอกภพที่เราเห็นด้วยตาเปล่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเอกภพทั้งหมด

ในด้านคุณประโยชน์ของอินฟราเรดก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย เช่น ทั้งๆ ที่ Herschel พบรังสีอินฟราเรดตั้งแต่ปี 1800 แต่วงการโบราณคดีเพิ่งตื่นตัวในการใช้รังสีอินฟราเรดเพื่อค้นหาโบราณสถานเมื่อประมาณ 50 ปีก่อนนี้เอง ดังที่ตำนานประวัติศาสตร์ของชาวอาหรับอ้างว่า กาหลิบ Shaddad ibn Ad ได้ทรงสร้างเมือง Ubar ขึ้นกลางทะเลทรายเมื่อ 4,800 ปีก่อน โดยประสงค์จะให้เป็นเมืองสวรรค์และ Al Hamdani นักประวัติศาสตร์อาหรับก็เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับ Ubar ว่า เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการค้า และศาสนา แต่เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง นคร Ubar ก็ได้อันตรธานไปจากโลก เพราะองค์พระอัลเลาะห์ทรงพิโรธที่ชาวเมืองทำบาปหนัก จึงทรงบันดาลให้พายุทรายพัดเข้าฝังเมืองทั้งเป็น

แม้ Ubar จะสาบสูญไปจากโลก แต่ผู้คนในเวลาต่อมาก็หาได้ลืมเมืองนี้ไม่ กลับต้องการค้นหาเมือง Ubar มาก ทั้งๆ ที่มีคำสาปว่า ใครที่พบ Ubar จะถูกพระอัลเลาะห์ลงโทษ โดยการทำให้เป็นคนบ้าไปในทันทีก็ตาม ในอดีตมีบุคคลหนึ่งที่ใฝ่ฝันเรื่องนี้ เขาคือ T.E. Lawrence (ลอเรนส์แห่งอาระเบีย) ซึ่งหวังจะพบ Ubar กลางทะเลทรายใน Saudi Arabia แต่ก็ไม่พบ

ไม่มีใครหรือผู้ใดได้เห็นนคร “Atlantis” นี้จนกระทั่งถึงปี 1992 เมื่อ Sir Ralph Fiennes ผู้เป็นทั้งนักโบราณคดี และนักสำรวจที่ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ ได้อาศัยแผนที่โบราณของ Claudius Ptolemy แห่ง Alexandria และเทคโนโลยีอินฟราเรดพบที่ตั้งของเมือง Ubar ว่าอยู่ในทะเลทรายทางตอนใต้ของประเทศ Oman

ระบบเรดาร์ถ่ายภาพระยะไกลที่ติดตั้งบนยานอวกาศ Challenger ที่โคจรเหนือโลกได้ถ่ายภาพของถนนหนทางและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ฝังอยู่ใต้พื้นทราย แม้กระทั่งท้องน้ำหรือคลองที่แห้งขอดไป ตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน ภาพที่ถ่ายโดยกล้องแสดงให้เห็นว่า ในเมืองมีถนนหนทางที่มีความยาวร่วมพันกิโลเมตรให้ชาว Ubar ใช้อูฐเป็นพาหนะในการติดต่อค้าขายกับชาว Rome, Alexandria และพ่อค้าใน Mesopotemia และเมื่อนักโบราณคดีภาคพื้นดินได้ขุดพื้นที่ดังกล่าวก็พบปราสาทเมืองรูปแปดเหลี่ยมที่ปรักหักพัง ภาพที่ถ่ายได้ยังแสดงว่ามีกำแพงเมืองที่สูง 9 เมตร และหอคอย 8 หอคอยรอบตัวเมืองด้วย นอกจากนี้นักโบราณคดีที่สำรวจพื้นที่ยังได้ขุดพบเครื่องปั้นดินเผายุคโรมัน กรีก อีกกว่า 4,000 ชิ้น อุปกรณ์เหล่านี้มีอายุยืนนานกว่า 4,000 ปี จนสามารถสรุปจุดจบของเมือง Ubar ได้ว่า ชาวเมืองและตัวเมืองได้ถึงแก่กาลแตกดับ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงจนปราสาท และกำแพงเมืองได้พังทลายลงทับถมและฝังผู้คนในเมืองทั้งเป็น


William Herschel: บิดาของวิทยาศาสตร์อินฟราเรด


การค้นพบรังสีอินฟราเรดของ Sir William Herschel นำมาสู่การประยุกต์ของเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบัน รวมถึงการถ่ายภาพด้วยรังสีอินฟราเรด ซึ่งในตัวอย่างนี้ใช้เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิของระบบป้องกันความร้อนของกระสวยอวกาศ เพื่อความปลอดภัยในการกลับสู่ชั้นบรรยากาศโลก


เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1995 องค์การการบินและอวกาศของสหรัฐฯ (NASA) ได้ถ่ายภาพอินฟราเรดของนครวัด ในกัมพูชา ซึ่งแสดงว่าชาวขอมรู้จักขุดคลอง สร้างเขื่อนกั้นน้ำ ถนน และอ่างเก็บน้ำ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9

การสำรวจนครวัดในอดีตด้วยรังสีอินฟราเรดเกิดจากความคิดของ J. Stubbs แห่ง World Monuments Fund ใน New York ซึ่งได้ติดต่อขอให้ NASA ใช้กระสวยอวกาศสำรวจนครวัดด้วยเทคโนโลยีอินฟราเรด

ปราสาทนครวัดถูกสร้างขึ้นในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 9-13 ปัจจุบันบริเวณแถบนี้ถูกปกคลุมด้วยป่า ดังนั้นการเดินเท้าเพื่อสำรวจนครโบราณแห่งนี้จึงทำได้ยากมาก

แต่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 1994 กระสวยอวกาศชื่อ Endeavour ได้โคจรเหนือนครวัดเพื่อถ่ายภาพโดยใช้คลื่นอินฟราเรดไกลที่มีความยาวคลื่นต่างๆ กันคือ 3, 6 และ 24 เซนติเมตร โดยเฉพาะคลื่นที่มีความยาวคลื่น 24 เซนติเมตรนั้น สามารถเจาะทะลวงดินได้ลึกถึง 5 เมตร

ภาพถ่ายที่ได้ แสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีของอารยธรรมขอมโบราณที่สาบสูญไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16

ทุกวันนี้เทคโนโลยีอินฟราเรดกำลังเป็นเทคนิคที่ใช้ในการค้นหาเส้นทางสายไหม (Silk Road) ในทะเลทราย Taklamakan, ในการหาเมือง Butrint อายุ 2,600 ปีในประเทศ Albania และ หาศาสนสถานในหุบเขา Katmandu ของประเทศ Napal

ส่วนวงการดาราศาสตร์ก็เพิ่งตื่นตัว ศึกษาดาราศาสตร์ของวัตถุในอวกาศที่เปล่งรังสีอินฟราเรด คือ ดาวที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 10 ถึง 1000 องศาสัมบูรณ์ (ประมาณ -260 ถึง 730 องศาเซลเซียส) เมื่อ 50 ปีก่อนนี้เอง เพราะดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง ฝุ่นอวกาศ และดาวฤกษ์ที่ถือกำเนิดใหม่ๆ ล้วนเปล่งรังสีอินฟราเรดที่มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 750 นาโนเมตรถึง 1 มิลลิเมตร

แต่รังสีเหล่านี้ส่วนใหญ่เมื่อมาถึงโลกจะถูกไอน้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศดูดกลืน จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เล็ดลอดถึงพื้น ดังนั้น เพื่อให้กล้องโทรทรรศน์ที่รับรังสีอินฟราเรดโดยเฉพาะทำงานได้ดี กล้องโทรทรรศน์จะต้องอยู่บนยอดเขาสูง หรือไม่ก็ถูกส่งขึ้นไปโคจรในอวกาศ

ในปี 2009 กล้องโทรทรรศน์ Herschel ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป (European Space Agency ESA) ซึ่งมี spectrometer และกล้องถ่ายภาพที่รับรังสีอินฟราเรดได้ 2 กล้อง จึงถูกส่งขึ้นอวกาศ โดย ESA ได้ทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นของกล้องโทรทรรศน์มีอุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ เพื่อไม่ให้อุปกรณ์เปล่งรังสีอินฟราเรดออกมารบกวนรังสีอินฟราเรดจากดาวและเนบิวลาในอวกาศ

ณ วันนี้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ Herschel กำลังเปิดเผยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจว่า ดาวฤกษ์ต่างๆ ถือกำเนิดและแตกดับอย่างไร รวมถึงทำให้เรารู้ว่ากาแล็กซี่ก่อตัวอย่างไร และเมื่อเอกภพของเรากำลังขยายตัวตลอดเวลา นั่นหมายความว่า รังสีต่างๆ ที่เปล่งออกมาจากกาแล็กซี่จะมีความยาวคลื่นมากขึ้น การเพิ่มความยาวคลื่นไปทางแสงสีแดง (red shift) นี้แสดงว่า แสงจากกาแล็กซี่ที่ไกลโพ้น เมื่อมาถึงโลก จะมีความยาวในช่วงอินฟราเรด ซึ่งเป็นรังสีที่ Herschel พบเมื่อ 213 ปีก่อนครับ

อ่านเพิ่มเติมจาก Night Vision โดย Michael Rowan Robinson จัดพิมพ์โดย Princeton University Press ปี 2010


William Herschel: บิดาของวิทยาศาสตร์อินฟราเรด


เกี่ยวกับผู้เขียน

สุทัศน์ ยกส้าน
ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์
ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

ความคิดเห็นแรก | Views: 630

ยืนยัน “ดาวหางไอซอน” ตายสนิทหลังเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์ PDF พิมพ์


ยืนยัน “ดาวหางไอซอน” ตายสนิทหลังเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์


ภาพกล้อง SOHO ของ ESA และ NASA เผยดาวหางไอซอนที่โคจรมาทางด้านล่างของดวงอสทิตย์แล้วเฉียดใกล้ก่อนจะออกจากดวงอาทิตย์ทางด้านบน และค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ (ไลฟ์ไซน์/อีซา/นาซา)


นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน “ดาวหางไอซอน” ที่คาดว่าจะเป็นดาวหางแห่งศตวรรษ ตายสนิทหลังเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์ แล้วโผล่ออกมาเป็นเมฆฝุ่นที่ค่อยๆ ฟุ้งกระจายไปในอวกาศจนไม่เหลือ

“ถึงตอนนี้ ไม่น่าจะมีอะไรเหลือแล้ว ดาวหางไอซอนดับสนิท แต่การระลึกถึงจะคงอยู่” คำกล่าวของ คาร์ล แบตแทมส์ (Karl Battams) ผู้เชี่ยวชาญจากห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพสหรัฐ (U.S. Naval Research Laboratory) ในวอชิงตัน ดีซี กล่าวภายในการประชุมประจำปีของสหพันธ์ทางธรณีฟิสิกส์อเมริกัน (American Geophysical Union)

ทั้งนี้ ดาวหางไอซอน (ISON) ถูกค้นพบโดยนักดาราศาสตร์รัสเซียเมื่อเดือน ก.ย.2012 และเดินทางจากเมฆออร์ต (Oort Cloud) ที่ปลายระบบสุริยะอันห่างไกลและหนาวเหน็บเข้ามาด้านในระบบสุริยะเป็นครั้งแรก แล้วเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์ที่ระยะ 1.1 ล้านกิโลเมตร เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2013 ที่ผ่านมา

ตามรายงานของไลฟ์ไซน์ยังระบุด้วยว่า การเดินทางเสี่ยงอันตรายของดาวหางไอซอนนั้น ถูกติดตามอย่างใกล้ชิดโดยนักสังเกตฟ้า (skywatcher) ด้วยหวังว่าก้อนน้ำแข็งพเนจรจะเผยความตระการตาบนฟากฟ้า และนักวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องการศึกษาก๊าซของไอซอนเมื่อถูกเดือดเป็นไอ เพื่อศึกษาองค์ประกอบและโครงสร้างของดาวหาง โดยทั้งสองกลุ่มต่างคาดหวังว่าการเฝ้าจับตาดูดาวหางดวงนี้จะคงอยู่ต่อไปหลังเข้าใกล้ดวงอาทิตย์แล้ว แต่ไอซอนก็ไม่รอดจากความร้อนจัดและแรงโน้มถ่วงสูงของดวงอาทิตย์ไปได้

ด้าน เจเรนท์ โจนส์ (Geraint Jones) จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London) อังกฤษ กล่าวว่า ดูเหมือนดาวจะผลิตฝุ่นออกมาไม่หยุดเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด และดาวหางก็จางลงเรื่อยๆ เมื่อออกจากระยะใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเมื่อเคลื่อนตัวออก แต่ก่อนจะจางลงไอซอนก็แสดงแนวโน้มว่าจะสว่างขึ้นหลังผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นผลจากพลศาสตร์การโคจร (orbital dynamics) ที่สุดท้ายแล้วไม่มีอะไร

ตามคำอธิบายของโจนส์ที่บอกแก่ทางไลฟ์ไซน์ ดูเหมือนชิ้นส่วนที่แตกสลายของไอซอนจะขยายออกเมื่อก้อนน้ำแข็งเข้าสู่ตำแหน่งใก้ดวงอาทิตย์ที่สุด เนื่องจากชิ้นส่วนด้านหน้ามีความเร็วมากกว่าชิ้นส่วนที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งน่าจะเป็นเหตุให้ไอซอนหรี่ความสว่างลงแล้วกลับมาสว่างขึ้นอีกครั้งเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อเศษน้ำแข็งกลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่อีกด้านของดวงอาทิตย์

ทั้งนี้ พฤติกรรมของดาวหางเป็นสิ่งที่ยากต่อการทำนาย ซึ่งยากที่จะรู้ว่าทำไมดาวหางไอซอนไม่เป็นอย่างที่หลายกลุ่มคาดหวัง แต่การแตกสลายของดาวหางนี้อาจสัมพันธ์กับขนาดดาวหางที่ค่อนข้างเล็ก และการสังเกตล่าสุดโดยยานมาร์สรีคอนเนสซองส์ออร์บิเตอร์ (Mars Reconnaissance Orbiter) หรือ MRO ชี้ว่านิวเคลียสของไอซอนนั้นกว้างประมาณ 100-1,000 เมตร

อัลเฟร็ด แมคอีวาน (Alfred McEwen) จากมหาวิทยาลัยอาริโซนา (University of Arizona) สหรัฐฯ ผู้ตรวจการณ์หลักประจำกล้องประสิทธิภาพสูงไฮไรส์ (HiRISE) ของยาน MRO กล่าวว่า นิวเคลียสของไอซอนอาจจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 600 เมตร และที่ผ่านมาดาวหางเฉียดใหล้ดวงอาทิตย์ (sungrazing comet) ที่เล็กกว่าครึ่งกิโลเมตรนั้นมักไม่หเลือรอดเมื่อเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์

แม้แบทแทมส์และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ จะกล่าวอำลาแก่ดาวหางไอซอนแล้วก็ตาม แต่ไลฟ์ไซน์ระบุว่า กล้องโทรทรรศนือวกาศขององค์การกบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) อีกหลายๆ ลำ ยังคงตรวจตราท้องฟ้าต่อไป เผื่อกรณีที่ดาวหางดวงนี้จะปรากฏขึ้นอย่างปาฏิหารย์อีกครั้ง

“นาซายังคงพยายามมองหาดาวหางนี้ต่อไปด้วยกล้องฮับเบิล (Hubble) และผมได้ยินมาด้วยว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer) และจันทรา (Chandra) พยายามที่จะสังเกตดาวหางดวงนี้ต่อไปเช่นกัน นี่เป็นเรื่องของปฏิบัติติดตามการฟื้นคืนของดาวหาง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า” แบตแทมส์กล่าว


ยืนยัน “ดาวหางไอซอน” ตายสนิทหลังเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์


ภาพดาวหางไอซอนที่บันทึกโดย วาลเดมาร์ สกอรูปา (Waldemar Skorupa) นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวเยอรมัน (ไลฟ์ไซน์/Waldemar Skorupa)


ยืนยัน “ดาวหางไอซอน” ตายสนิทหลังเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์


ภาพจากหอดูดาวอวกาศโซลาร์ไดนามิคส์ (Solar Dynamics Observatory) ของนาซา เผยภาพดวงอาทิตย์และตำแหน่งที่ดาวหางไอซอนน่าจะโผล่ (กากบาทสีขาวด้านซ้าย) หลังเฉียดใหล้ดวงอาทิตย์เมื่อ 28 พ.ย.2013 (นาซา/ไลฟ์ไซน์)

ความคิดเห็นแรก | Views: 569

เปิดตำนาน เทพเจ้ากรีก-โรมัน PDF พิมพ์

Pic_387818


บรรดาเทพเจ้ากรีกทั้งหลาย ในตำนานถ้าไม่ฆ่าฟันก็เป็นเรื่องชิงรักหักสวาท


ทุกวันนี้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่างๆ ก้าวหน้าไปมากเมื่อเทียบกับศตวรรษก่อน แต่ทั้งที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโน-โลยีที่รุดหน้าไปมาก ชาวตะวันตกกลับไม่ทิ้งเรื่อง ราวของเทพเจ้าโดยเฉพาะ ของกรีกและโรมัน (Greek and Roman Mythology) โดยเฉพาะการนำชื่อมาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ มนุษย์ยุคนี้รับรู้ชื่อต่างๆ ที่นำมาจากตำนานเทพจำนวนมาก โดยเฉพาะชื่อที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์ อาทิ ชื่อดาวเกือบทั้งหมดในระบบสุริยะของเรา เช่น Mercury (ดาวพุธ), Venus (ดาวศุกร์), Mars (ดาวอังคาร), Jupiter (ดาวพฤหัส), Saturn (ดาวเสาร์), Uranus, Neptune


รวมทั้งชื่อดวงจันทร์บริวารของดาว เคราะห์แทบทั้งหมดในระบบสุริยะ (ยกเว้น โลก เพราะคำว่า Earth นั้นมาจากคำว่า erthe ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษโบราณ ใกล้เคียงกับคำว่า ertho ของเยอรมัน และคำว่า eraze ของกรีก ซึ่งแปลว่า บนพื้นดิน ส่วนดวงจันทร์ นั้นมีชื่อเป็นภาษาละติน (โรมัน) เช่นกัน คือ Lunar แต่นิยมใช้น้อยกว่าคำว่า Moon มากกว่า สำหรับคำว่า Sun หรือดวงอาทิตย์นั้น มาจากภาษาอังกฤษโบราณเช่นกัน คือ คำว่า Sunne เป็นที่น่าสังเกตว่า คำที่ใช้เรียกดวงอาทิตย์ในภาษาอื่นก็มีเสียงใกล้เคียงกัน เช่น Surya (สุริยะ) ในภาษาสันสกฤต, Sulis ในภาษาของชาวเคลต์, Saule ในภาษาลิทัวเนียน, Solntse ในภาษาสลาฟ ถึงแม้จะมีสุริยเทพในตำนานเทพเจ้ากรีกคือ Helios แต่ก็ไม่นิยมที่จะใช้เรียกกัน) นอกจากนั้น ชื่อในตำนานเทพกรีก-โรมัน ยังถูกนำไปใช้ตั้งแต่ยานอวกาศไปจนถึงชื่อบริษัทและสินค้าชื่อดังมากมาย ตัวอย่างที่เป็นยานอวกาศ เช่น Apollo, Artemis, Clypso, Phoenix, Mars Odyssey เป็นต้น ชื่อบริษัทและชื่อสินค้าที่นำชื่อเทพเจ้ากรีกมาใช้นั้นมีนับไม่ถ้วน ขอยกตัวอย่างบริษัทขนาดใหญ่และคุ้นเคยกันมาเป็นตัวอย่าง ได้แก่ Amazon, Nike, Nyx (เครื่องสำอาง), Hermes, Olympus, Orion, Trident ฯลฯ


 

ภาพจากบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณ Odyssey ของ Homer

ภาพจากบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณ Odyssey ของ Homer

 

 


Greek and Roman Mythology นั้น จัดเป็นวิชาหนึ่งที่ศึกษาเรื่องราวตำนานเทพเจ้าทั้งหลายของชาวกรีก โดยมากจะเรียกรวมกันว่า เทพเจ้ากรีก-โรมัน เพราะชาวโรมันรับอารยธรรมกรีกมาใช้พร้อมกับเอาความเชื่อเรื่องเทพเจ้าไปด้วย ถึงแม้จะเปลี่ยนชื่อให้เป็นชื่อแบบโรมัน แต่เรื่องราวของเทพแต่ละองค์ยังมีความคล้ายคลึงกัน เทพเจ้ากรีก-โรมันมีมากมาย เทพบางองค์มีความสัมพันธ์กับทั้งเทพและมนุษย์ ทำให้เกิดทายาทเป็นมนุษย์ครึ่งเทพและอมนุษย์อีกจำนวนมาก ผู้ที่สนใจเรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันของเทพทั้งหลายสามารถศึกษาแผนภูมิ หรือ Family Tree ที่เริ่มต้นจาก Chaos เพียงหนึ่งเดียว แผนภูมินี้แสดงถึงต้นกำเนิดของเทพแต่ละองค์ว่ามาจากไหน ใครเป็นผู้ให้กำเนิด ฯลฯ จึงเกิดอีกวิชาขึ้น คือ Genealogy of Greek-Roman Mythology เป็นการศึกษาแผนภูมิเหล่านั้นอีกต่อหนึ่ง



เช่นเดียวกับตำนานต่างๆ ของอารยธรรมอื่นๆ บนโลก ที่คงบอกได้ยากถึงต้นกำเนิดว่ามาได้อย่างไร แต่เชื่อกันว่าตำนานเทพกรีก-โรมัน ส่วนใหญ่มาจากบทกวีของโฮเมอร์ (Homer กวีชาวกรีกผู้มีชีวิตอยู่ราว 800 ปีก่อนคริสตกาล) เรื่องราวในตำนานนี้ยาวมาก แต่ขอนำจุดเริ่มต้นมาให้อ่านกันเพลินๆ สักเล็กน้อย


 

ประติมากรรม Gaia เทพแห่งโลก โดย Marcel Mayer

ประติมากรรม Gaia เทพแห่งโลก โดย Marcel Mayer

 

 


ย้อนกลับไปในช่วงที่จักรวาลยังไม่มีอะไรเลย นอกจากความเวิ้งว้างมืดมิดหาขอบเขตมิได้ สภาพนั้นเรียกว่า เคออส (Chaos) ต่อมาอีกนานแสนนานก็เกิดเทพแห่งความว่างเปล่า นามว่า เอเรบัส (Erabus) และเทพีแห่งความมืด นามว่า นิกซ์ (Nyx) ทั้งสองร่วมกันให้กำเนิดเทพและเทพีแห่งแสงสว่าง นามว่า เอเธอร์ (Aether) กับเฮเมรา (Hemera) รวมทั้งเทพแห่งความรัก นามว่า อีรอส (Eros หรือ Cupid) ต่อมาทั้งสามร่วมมือร่วมใจกันจัดการกับสิ่งวุ่นวายเหล่านั้นให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ทำให้เกิดเป็น จีอา (Gaia) เทพีแห่งโลกขึ้น ซึ่งเริ่มแรกนางยังคงหลับไหลเป็นเพียงพื้นดินทรายที่แห้งแล้ง แต่เมื่ออีรอสยิงธนูศรรักปักลงบนเทพีจีอาแล้ว นางก็ตื่นจากนิทรา เป็นจอมมารดาของสรรพสิ่ง ต่อมา จีอาก็บันดาลให้เกิดแผ่นฟ้าที่ดาษดาไปด้วยดวงดาวขึ้นปกคลุมเหนือผืนแผ่นดิน เรียกว่า อูรานอส หรือ ยูเรนัส (Uranus) ซึ่งถือเป็นจอมบิดาของสรรพสิ่งคู่กัน จากนั้นทั้งสองกลายเป็นเทพอยู่ที่โอลิมปัส (Olympus) ภูเขาสูงตั้งอยู่กลางแผ่นดินสูงเสียดฟ้า แล้วให้กำเนิดเทพ 6 องค์ คือ โอเซียนัส (Oceanus), ซีอัส (Coeus), ครีอัส (Creus), ไฮเพอร์เรียน (Hyperion), ไอแอพิทัส (Iapetus) และโครนัส (Cronus) และเทพี 6องค์ คือ เธีย (Thea), รีอา (Rhea), ธีมิส (Themis), ธีทิส (Thetis), เนโมซินี (Nemosyne) และฟีบี (Phoebe) ทั้ง 12 องค์นี้มีขนาดร่างกายใหญ่มหึมา เรียกว่า ไททัน (Titan) แต่ร่างกายที่ใหญ่โตนี้เอง ทำให้อูรานอสกลัวว่าจะถูกลูกๆ ยึดอำนาจ จึงจับเทพไททัน ทั้งหมดโยนลงไปขังไว้ในทาร์ทารัส (Tartarus) ขุมนรกที่ลึกที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เทพไททันแข็งข้อกับตน



 

ภาพจากโปสเตอร์ภาพยนตร์ เพอร์ซีย์ แจ็กสัน ตอนอาถรรพ์ทะเลปีศาจ

 

 

ภาพจากโปสเตอร์ภาพยนตร์ เพอร์ซีย์ แจ็กสัน ตอนอาถรรพ์ทะเลปีศาจ


ต่อมาจีอาให้กำเนิดลูกเป็นยักษ์ที่ดุร้าย แปลกประหลาดยิ่งกว่าพวกไททันอีก คือ เป็นยักษ์ 50 หัว 100 แขน มี 3 ตน คือ คอตทัส (Cottus) เบรียรูส (Briareus) และไกจีส (Gyges) ซึ่งทั้งหมดก็ถูกอูรานอสโยนลงไปขังในทาร์ทารัสอีก ไม่เพียงเท่านั้น จีอายังให้กำเนิดลูกเป็นยักษ์ตาเดียวอีก 3 ตน เรียกยักษ์พวกนี้ว่า ไซคลอปส์ (Cyclops) ประกอบด้วย บรอนทีส (Brontes) สเทอโรพีส (Steropes) และอาจีส (Arges) นอกจากจะมีตาเดียวแล้วคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของยักษ์พวกนี้คือมีแสงสว่างออกจากตัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ไซคลอปส์จะถูกโยนลงไปในทาร์ทารัสหรือไม่ แต่การถูกโยนไปไว้ที่นั่นกลับเป็นผลดีต่อลูกๆ ของอูรานอสเอง เพราะแสงสว่างจากไซคลอปส์ทำให้ไททันทั้งหลายมองเห็นกันได้ แต่ก็ยังหาทางออกจากทาร์ทารัสไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อจีอาซึ่งไม่พอใจที่ลูกของนางถูกส่งตัวไปลงนรกหมด จึงลงไปที่นั่นและยุยงให้พวกไททันแย่งอำนาจจากอูรานอส แต่ทั้งหมดนั้นมีเพียงโครนัสที่อาจหาญพอ โดยได้เคียวเป็นอาวุธจากจีอา ในที่สุดอูรานอสก็ถูกโครนัสชิงบัลลังก์สำเร็จและครอบครองโอลิมปัสได้ เทพไททันทั้งหมดเป็นอิสระจากทาร์ทารัส และพร้อมใจกันยกให้โครนัสเป็นผู้ปกครองสูงสุดในโอลิมปัส จากนั้นโครนัสก็เอาเรอา (Rhea) มาเป็นคู่และให้กำเนิดลูกออกมาหลายองค์แต่ถูกโครนัสจับกินหมด จนกระทั่งเมื่อเรอาให้กำเนิด ซูส (Zeus) จึงเอาไปซ่อน ภายหลังซูสนั่นเองที่เป็นผู้ชิงอำนาจจากโครนัสบิดาของตนและตั้งตนเป็นใหญ่ในโอลิมปัสแทน ส่วนพวกไททันก็ถูกขังไว้ที่ทาร์ทารัสตามเดิม....



ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า เรื่องที่เป็นตำนานมักจะมีความแตกต่างกันบ้างจากแหล่งที่มา ตำนานเทพกรีก-โรมันนี้ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นก่อนที่จะเกิดจีอาขึ้นมา



 

Family Tree ของเหล่าบรรดาเทพเจ้ากรีก

Family Tree ของเหล่าบรรดาเทพเจ้ากรีก

 


เนื่องจากเทพกรีกสามารถไปมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ด้วย ดังนั้นลูกที่เกิดออกมาจึงเป็นมนุษย์พิเศษ เพราะมีคุณสมบัติบางอย่างของเทพด้วย เรียกว่า Demigods ลูกครึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่กลายเป็นวีรบุรุษและวีรสตรีของกรีกด้วย (The Heroes and Heroines) และมีจำนวนมากพอๆ กับพวกเทพเจ้า ซึ่งเรื่องราวของลูกครึ่งพวกนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และซีรีส์ทางโทรทัศน์ แล้วนับไม่ถ้วน แต่มีหลายเรื่องที่นำมาสร้างกันบ่อยครั้งคือ เรื่องของจอมพลังเฮอร์คิวลิส (Hercules), ยูลิซิส (Ulysses), Jason and the Argonauts (อภินิหารขนแกะทองคำ), Troy, Clash of the Titan ท่านที่ชอบเรื่องราวแนวอภินิหารนี้ก็สามารถหาอ่านได้ไม่ยาก หรือถ้าขี้เกียจอ่านก็ไปหาแผ่น DVD ที่สร้างจากนวนิยายขายดีเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับอาถรรพ์ทะเลปีศาจ (Percy Jackson : Sea of Monsters) มาดู เป็นภาคสองที่สานต่อมหากาพย์การเดินทางผจญภัยของหนุ่มน้อยมนุษย์กึ่งเทพเพอร์ซีย์กับผองเพื่อน ที่ต้องออกค้นหาขนแกะทองคำวิเศษในตำนานเพื่อปกป้องโลก เสี่ยงอันตรายจากเหล่าสัตว์ประหลาดอัน น่าสะพรึงกลัว กองทัพผีดิบ จ้าวแห่งปิศาจ ล่องเรือสู่น่านน้ำลึกลับแห่งทะเลปีศาจ

ซึ่งทะเลแห่งปีศาจแห่งนี้ก็คือสถานที่ที่พวกเรารู้จักกันดีในนามของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านั่นเอง.


โดย ลุงดำ
ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

ความคิดเห็นแรก | Views: 3359

อินเดียลุยดาวอังคาร โชว์แสนยานุภาพอวกาศ PDF พิมพ์




อินเดียเริ่มต้นภารกิจไปดาวอังคารแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (ISRO) ยานมาร์ส ออร์บิเตอร์มิสชัน (Mars Orbiter Mission : MOM) หรือ "มงคลยาน" (Mangalyaan) ที่แปลว่า ยานพาหนะของพระอังคาร เร่งความเร็วจนหลุดพ้นจากแรงดึงดูดโลกและเหวี่ยงตัวออกสู่อวกาศได้

อินเดียส่งยานดังกล่าวขึ้นสู่วงโคจรโลกตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. และให้จรวดนำส่งพาวนรอบโลกเป็นเวลาเกือบเดือนกระทั่งได้ความเร็วที่ต้องการเนื่องจากยานดังกล่าวไม่มีเชื้อเพลิงในตัวเอง

สำหรับเส้นทางไปดาวอังคารมีระยะทาง 680 กิโลเมตร และต้องใช้เวลาเดินทาง 300 วัน จึงจะเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารโดยคาดว่าจะไปถึงวันที่ 24 ก.ย. 2557 โดยคาดว่ายานจะไปถึงพร้อมๆ กับยานสำรวจขององค์การนาซ่าของสหรัฐซึ่งใช้งบประมาณมากกว่าเกือบ 10 เท่า

มงคลยานมีอุปกรณ์ในการศึกษาดาวอังคาร 3 ส่วน คือ ส่วนที่ศึกษาบรรยากาศดาวอังคาร ประกอบด้วย เซ็นเซอร์ตรวจวัดมีเทน และเซ็นเซอร์ตรวจดิวเทอเรียม (หรือไอโซโทปของไฮโดรเจน) และไฮโดรเจน จากการปลดปล่อยไลแมน-อัลฟา ในบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร กับส่วนศึกษาอนุภาคแวดล้อมในบรรยากาศชั้นนอกของดาวอังคาร และส่วนบันทึกภาพที่ประกอบด้วยกล้องบันทึกภาพสามสี และกล้องบันทึกภาพอินฟราเรด

นายเค. ราธากฤษนัน ประธานองค์การวิจัยอวกาศอินเดียกล่าวผ่านทวิตเตอร์ว่า ทุกอย่างไปได้สวยสำหรับมงคลยาน ส่วนองค์การอวกาศอินเดียแถลงการณ์ว่า มงคลยานกำลังนำความฝันของคน 1.2 พันล้านคนไปยังดาวอังคาร

ความคิดเห็นแรก | Views: 601

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 28 - 36 จาก 2605
ขณะนี้มี 82 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 8155896  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!