RmutPhysics.com
ตุลาคม 31, 2014, 07:00:12 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 [3] 4 5 6
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm  (อ่าน 13524 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
00sunisa00
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 111


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #60 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 07:20:34 pm »

นางสาว สุนิศา ชมมิ  115310903001-1  sec2 เลขที่ 40 วันที่ 8/12/2553 เวลา 19.14 น. ที่ร้านอินเตอร์เน็ต
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และพบสมบัติของการไหลไฟฟ้า คือ 1. ความยาวของสายไฟ  2. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
      โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ของจุดทั้ง  2  ได้ดังสมการต่อไปนี้ 
I = E/R  I= กระแสไฟฟ้าในตัวนำ
             E= แรงเคลื่อนไฟฟ้า
             R= ความต้านทานของตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
watcharich
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 108


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #61 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 07:48:18 pm »

ผมนายวัชริศ สุจินตกาวงศ์ เลขที่ 2 รหัส 115040411037-3 นักศึกษาคณะวิศวกรรมโยธา เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 8/12/53 เวลา 19.45 น. ที่บ้าน

สรุปได้ว่า

     ครั้งหนึ่งโอร์มได้อ่านผลงานของโจเซฟ ฟอร์เรอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส มีชื่อว่า การไหลของความร้อน โอร์มสนใจที่ทำการทดลอง เขาจึงพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุดจะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกันคือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ต่อมาเขาก้พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติม อีก 2 ประการซึ่งเขาตั้งชื่อกฎว่า "กฎของโอร์ม" มีหลักสำคัญอยู่ 4 ประการ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
suchart
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #62 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 09:09:47 pm »

กระผม  นายสุชาติ  สุวรรณวัฒน์   นักศึกษาคณะวิศวกรรมอุตสาหการ   เลขที่ 26   sec. 02   
รหัสประจำตัว  115210441230-7
เรียนกับอาจารย์  จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  8  เดือน ธันวาคม   พ.ศ.  2553   ที่  หอ  เวลา. 21.10 น
มีความเห็น   ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม
      โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่ม
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง  กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
            I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kodchaporn
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 128


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #63 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 09:10:38 pm »

    
      นางสาว กชพร เพ็งคำเส็ง รหัส 115210417059-0 sec 02 เลขที่23  ตอบกระทู้ วันที่ 8/12/53 เวลา 21.10 ที่ บ้าน

 สรุปได้ว่า

 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ

         จากผลงานชิ้นดังกล่าว แทนที่โอห์มจะได้รับยกย่องแต่เขากลับได้รับการต่อต้านอย่างมากจากชาวเยอรมันเเนื่องจากความ
ไม่รู้ และไม่เข้าใจนั่นเอง ทำให้ในระหว่างนี้โอห์มได้รับความลำบาก แต่ชาวต่างประเทศกลับเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ของโอห์มเป็น
งาน ที่มีคุณประโยชน์มากและในปี ค.ศ. 1841 โอห์มได้รับมอบเหรียญคอพเลย์ (Copley Medal) จากราชสมาคมแห่งกรุง
ลอนดอน (Royal Society of London) และในปีต่อมาเขาก็ได้รับเชิญให้ร่วมสมาคมนี้ด้วย


    ในปี ค.ศ. 1881
สมาคมไฟฟ้านานาชาติ (Internation Congress of Electrical Engineers) ได้ตกลงร่วมกันที่กรุงปารีสว่าควรใช้ชื่อ
ของโอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำ
ไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์  


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
iinuyashaa
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 125



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #64 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 09:32:11 pm »

นางสาววิภวานี  แสงทอง  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขาวิชาเคมี  sec  02  รหัส 115210902118-6  เข้ามาตอบกระทู้วันที่  8/12/2553 ที่บ้าน  เวลา 21:32 น.

สรุปว่า

         โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้
I = E/R โดย
            I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
       
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Piyarat Mounpao
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #65 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 09:39:02 pm »

นางสาว ปิยะรัตน์  เหมือนเผ่า นักศึกษาคณะวทิยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาชีววิทยา เลขที่ 36 รหัส 115210904050-9 กลุ่ม 02 เข้ามาตอบวันที่ 8/12/53 สถานที่ บ้าน เวลา 21.35 น.
สรุปได้ว่า โอห์มนั้นได้กล่าวไว้ว่า หลักสำคัญคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
namtan
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #66 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 10:14:20 pm »

ดิฉัน นางสาวณัชชา ธิติบุญจันทร์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอาหาร
sec02 รหัสประจำตัว115210417055-8 เลขที่ 21
เรียนกับอาจารย์จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 8 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2553 ที่หอพักโอนิน3 เวลา 22.14น.
ความรู้จากเนื้อหาที่ได้คือ กฎของโอห์ม ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์ไฟฟ้า และความต้านทานในวงจรไฟฟ้า กล่าวคือ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวใดแปรผันตรงกับความต่างศักย์ และแปรผกผันตรงกับความต้านทานระหว่าง2จุดนั้นที่กระแสไหลผ่านค่าความต้านทานของอุปกรณ์ต้านทาน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
shanonfe11
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 121


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #67 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 10:30:08 pm »

นายชานนท์ ชุมพร   รหัส 115210417028-5    sec.02     เลขที่ 19 ณ หอฟ้าใสแมนชั่น   
ตอบกระทู้วันที่  08/12/53  เวลา22.30   น.


โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pool
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #68 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 11:24:04 pm »

นางสาวดาวประกาย  แก้วเรือง นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเคมีสิ่งทอ รหัส 115210452059-6 SEC 2  เลขที่ 32
เรียนกับ อาจารย์จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้ วันที่ 8 ธันวาคม 2553 เวลา 23.24 น. ที่หอพัก SP CONDO
มีความเห็นในกระทู้ว่า
     โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของ ไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
  จากผลงานชิ้นดังกล่าว แทนที่โอห์มจะได้รับยกย่องแต่เขากลับได้รับการต่อต้านอย่างมากจากชาวเยอรมันเเนื่องจากความ
ไม่รู้ และไม่เข้าใจนั่นเอง ทำให้ในระหว่างนี้โอห์มได้รับความลำบาก แต่ชาวต่างประเทศกลับเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ของโอห์มเป็น
งาน ที่มีคุณประโยชน์มากและในปี ค.ศ. 1841 โอห์มได้รับมอบเหรียญคอพเลย์ (Copley Medal) จากราชสมาคมแห่งกรุง
ลอนดอน (Royal Society of London) และในปีต่อมาเขาก็ได้รับเชิญให้ร่วมสมาคมนี้ด้วย
ในปี ค.ศ. 1881
สมาคมไฟฟ้านานาชาติ (Internation Congress of Electrical Engineers) ได้ตกลงร่วมกันที่กรุงปารีสว่าควรใช้ชื่อ
ของโอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำ
ไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Chanon_non26
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 109


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #69 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 11:29:02 pm »

นายชานนท์ พงษ์ไพโรจน์ เลขที่ 46 sec 02 ID::115310903029-2 นศ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติปรปะยุกต์ เวลา 23.28 น วันที่ 8-12-53 บ้านตนเอง สรุปได้ว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Eakachai_ie
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #70 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 11:30:17 pm »

นายเอกชัย สงวนศักดิ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ sec.02   รหัสประจำตัว115040441086-4
ตอบกระทู้วันที่ 8/12/53  เวลา 23.30 น. สถานที่ หอพักมาลีแมนชัน

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
chaiwat
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 125


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #71 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 11:50:06 pm »

กระผมนายชัยวัฒน์ คำพันเกิด คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาครุศาสตร์เครื่องกล รหัส 115011113029-2 sec.02  เลขที่ 76 เข้ามาตอบกระทู้วันที่  8/12/2553 เวลา 23.48 น. ที่หอพักโอนิน5
สรุปได้ว่า โอห์ม  ได้อ่านผลงานของ  โจเซฟ  เฟอร์เรอร์  จึงสนใจทำการทดลองเช่นเดียวกันกับไฟฟ้าขึ้น  เขาพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า  ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ  กระแสไฟก็ไหลได้น้อยลง  การพบสมบัติข้อนี่เขาได้เขียนลงในหนังสือ  กล่าวคือ  การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Thatree Srisawat
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 125


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #72 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2010, 11:57:39 pm »

นาย ธาตรี ศรัสวัสดิ์ นักศึกษาคณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี sec02 เลขที่71 รหัส 115310903061-5
เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 8 เดือนธันวาคม พศ.2553 ที่บ้าน เวลา 23.57น.สรุปในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Pratanporn
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 121


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #73 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 06:00:17 am »

นายประทานพร พูลแก้ว  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขาวิชาสถิติประยุกต์ sec02 เลขที่ 69 รหัส 115310903057-3 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 9/12/2553 เวลา 05:55 สถานที่ บ้าน
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าโดคยค้นพบ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่าง 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติ 4 ประกาศของตัวนำไฟฟ้าคือ
1.วัตถุใช้เป็นตำนำไฟฟ้าที่ดี
2.วัตถุที่ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่เกินไป
จากผลงานชิ้นดังกล่าว โอห์มได้รับมอบเหรียญคอพเลย์จากสมาคมแห่งกรุงลอนดอล
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
waranya
อภิมหาเทพ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 93


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #74 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 09:23:35 am »

นางสาววรัญญา สิงห์ป้อม นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 63 sec 2 รหัส 115310903049-0 ตอบกระทู้วันที่ 09/12/53 เวลา 09.21 น. สถานที่ หอศุภมศ

โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kittisap
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 118


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #75 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 09:32:03 am »

กระผม นายกิตติศัพท์ ถนัดงาน นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  sec.4
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  9 ธันวาคม 2553 ที่ บ้าน ซอยพรธิสาร3  เวลา 9.31 น.
ความคิดเห็นว่า
          โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของ ไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Narumol
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 103


ดูรายละเอียด
« ตอบ #76 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 10:58:54 am »

น.ส.นฤมล  กำลังฟู Sec 2 No.20 รหัสนักศึกษา 115210417031-9
โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี 2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง 3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป 4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
  โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่าง มาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ดนุพร อ่อนศรี
อภิมหาเทพ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 80


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #77 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 10:59:30 am »


นาย ดนุพร  อ่อนศรี   คณะวิศวกรรมศาสตร์ เลขทึ่72 sec02 รหัส115040472024-7
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา วันที่9 ธันวาคม 2553

จอร์จ โอห์ม นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในตัวนำโลหะ โดยแสดงไว้เป็นกฎความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของโอห์ม
หน่วยดังกล่าว ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า โอห์ม โดย Charles Tilston Bright และ Latimer Clark เมื่อ ค.ศ. 1861 โดยในบันทึกเมื่อค.ศ. 1864 เขียนเป็น ohmad
ครั้นเมื่อ ค.ศ. 1872 สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้เพิ่ม โอห์ม เข้ามาในระบบหน่วยวัด cgs (เซนติเมตร กรัม วินาที) และมีการใช้โอห์มที่สมาคม
ปรับปรุงขึ้นใหม่ มาใช้ในหน่วยเอสไอ เมื่อ ค.ศ. 1946
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
KanitaSS
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 110


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #78 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 11:24:06 am »

นางสาวคณิตา สุดจิตร์ นศ.คณะวิทยาศาสตร์ สาขาสถิติประยุกต์ Sec2 เลขที่45 รหัส115310903030-0 ตอบกระทู้วันที่9/12/53 เวลา 11.22น. สถานที่บาน็อฟฟี่
ตอบ โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
siripornmuay
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 123


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #79 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 02:33:57 pm »

นางสาวศิรพร สนเผือก  เลขที่64 sec02  รหัส 115310903051-6 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขา สถิติประยุกต์  เข้ามาตอบกระทู้วันที่9/12/53 เวลา 02.28น.
สถานที่ ตึกวิทยบริการ
 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Jantira
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด
« ตอบ #80 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 02:36:26 pm »

นางสาวจันทิรา รัตนพันธุ์ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 58 sec 2 รหัส 115310903042-5 วันที่ 09/12/53 เวลา 14.35 น. สถานที่ banoffee
โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
soawanee
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #81 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 02:49:58 pm »

นางสาวเสาวณีย์  อนันต์  คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขา สถิติประยุกต์  sec 02 เลขที่ 66 รหัส 1153109030532 ตอบกระทู้วันที่ 09/12/2553 เวลา 14.47 ณ.ตึกวิทยบริการ
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
heetoon
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #82 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 03:00:57 pm »

นายราชันย์ บุตรชน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา sec.4   รหัสประจำตัว115330411047-7
ตอบกระทู้วันที่ 9/12/53  เวลา 15.02น. สถานที่ หอพัก Four B4

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
 
  
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
rungsan
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 116


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #83 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 03:29:25 pm »

นาย รังสรรค์ พัธกาล 115340441243-5 sec 17 เลขที่32 วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ วันที่ 09/12/53 เวลา 15.30 น. สถานที่บ้าน
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ponyotha
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 123


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #84 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 04:00:34 pm »

ผมนายวีรพล  นุ่มน้อย  รหัส  115330411014-7  เลขที่  11  sce  4  วิศวกรรมโยธาต่อเนื่อง  วันที่  09/12/53  เวลา 15.53 น.  ร้านอินเตอร์เน็ตที่พัทลุง
  โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
     1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
     2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
     3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
     4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
somphoch
อภิมหาเทพ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 99


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #85 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 05:39:03 pm »

กระผมนายสมโภชน์  จิกกรีนัย รหัส 115340441247-6 เลขที่ 34 sec.17 คณะวิศวกรรมศาสตร์  สาขาวิชาอุตสาหการ-การจัดการ วันที่ 09/12/53 เวลา  17.40 น. ที่หอ
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Suphakorn
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 154


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #86 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 11:12:17 pm »

กระผมนาย สุภากร  หงษ์โต นศ.คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ รหัสนักศึกษา 115330441211-3  Sec.04
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา ตอบกระทู้วันที่ 9 ธันวาคม 2553  เวลา 23.12 น. ที่หอพัก gooddream
มีความคิดเห็นว่า
โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
mongkhonphan
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #87 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2010, 12:04:55 pm »

นายมงคลพันธ์  แซ่หลี รหัส115330411039-4 sec.04 เลขที่ 32 วิศวกรรมโยธา วันที่ 10/12/53 เวลา 12.00 ที่หอลากูน
    จอร์จ โอห์ม นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในตัวนำโลหะ โดยแสดงไว้เป็นกฎความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของโอห์ม
หน่วยดังกล่าว ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า โอห์ม โดย Charles Tilston Bright และ Latimer Clark เมื่อ ค.ศ. 1861 โดยในบันทึกเมื่อค.ศ. 1864 เขียนเป็น ohmad
ครั้นเมื่อ ค.ศ. 1872 สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้เพิ่ม โอห์ม เข้ามาในระบบหน่วยวัด cgs (เซนติเมตร กรัม วินาที) และมีการใช้โอห์มที่สมาคม
ปรับปรุงขึ้นใหม่ มาใช้ในหน่วยเอสไอ เมื่อ ค.ศ. 1946
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nontapun
มือโปรขยันโพสขั้นเทพ
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 65


ดูรายละเอียด
« ตอบ #88 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2010, 02:13:21 pm »

กระผม นาย นนทพันธ์ เสนาฤทธิื นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  sec.4
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  10 ธันวาคม 2553 ที่ บ้าน ซอยพรธิสาร3  เวลา 14.25 น.
ความคิดเห็นว่า
          โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของ ไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bankclash032
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 129


ดูรายละเอียด
« ตอบ #89 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2010, 02:59:01 pm »

นาย สุริยพงศ์  ทองคำ  นักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์  สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ - การจัดการ (สมทบ)sec 17  รหัสประจำตัว  115340441221-1  เลขที่  24
เรียนกับอาจารย์     จรัส บุณยธรรมา               
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  10          เดือน         12                 พศ     2553                   ที่ หอประสงค์ก้าวหน้า     เวลา 14.57
ความรุ้จากเนื้อหาที่ได้  คือ
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.425 วินาที กับ 21 คำสั่ง