RmutPhysics.com
พฤศจิกายน 26, 2020, 08:08:43 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm  (อ่าน 18292 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ฟิสิกส์ราชมงคล
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 625


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 26, 2010, 09:43:55 pm »

เกิด        วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองเออร์แลงเกนประเทศเยอร์มนี
เสียชีวิต วันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมนี
ผลงาน   - ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า
             - ตั้งกฎของโอห์ม (Ohm's Law)
คลิกค่ะ


* ohm3.jpg (12.73 KB, 200x251 - ดู 1606 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
namwhan
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 111


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2010, 02:54:52 pm »

นางสาวพรรณฐิณี โสภาวนัส นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 50 sec 2 รหัส 1153109030334 ตอบกระทู้วันที่ 02/12/53 เวลา 14.54 น. สถานที่ ร้าน Shooter cafe'
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
IIKWANGSTSTII
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 121


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2010, 03:30:52 pm »

นางสาวกิ่งกาญจน์ แสนคำ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 48 sec 2 รหัส 115310903031-8 ตอบกระทู้วันที่ 02/12/53 เวลา 15.30 น. สถานที่ ร้าน Shooter cafe'
โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
mildfunta
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 122


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2010, 09:56:32 pm »

นางสาวธัญลักษณ์ มิชัยยา รหัส 1153109030607 sec02 เลขที่ 70 วันที่ 2 ธันวาคม 2553 เวลา 21.51 น. ณ หอในตึก 3  จากสมการ I = E/R  โดย
      I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
      E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
      R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
เป็นการคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 เป็นการค้นพบเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
sathian757
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 156


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2010, 03:42:45 pm »

นายเสถียร ปานามะเส คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.17   รหัสประจำตัว115340441203-9
ตอบกระทู้วันที่ 3/12/53  เวลา 15:42น. สถานที่ หอพัก นวนคร

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
siwapat
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 125


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2010, 03:57:32 pm »

  ผมนายศิวภัทร์ รัตนสมบูรณ์ รหัส 115330411024-6 เลขที่18 sec.4 วิศวกรรมโยธา วันที่ 3/12/53 เวลา 3.55 pm ที่หอลากูลแมนชั่น
 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
sutin
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 123


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2010, 04:07:57 pm »

นาย สุทิน ศรีวิลัย รหัส 115340441222-9 เลขที่ 25 sec17 สถานที่ บ. เจเอสออโตเวิร์ค วันที่ 3/12/2553 เวลา 16.08 น.
โอมได้อ่านหนังสือวิทยาสาตร์ ชาวฝรั่งเศษ โจเซฟ ฟอร์เรอเขาได้เกิดความสนใจจึงกระทำการทดลอง
เช่นนี้กับไฟฟ้าขึ้นบ้าง หลังการทดลองโดยอาศัยหลักการเดียวกับฟอร์เรอ เขาพบว่าการเคลื่อนที่ระหว่างกระแสไฟฟ้า
จุด2จุดจะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bobo
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2010, 05:35:41 pm »

นางสาวสุนิสา หมอยาดี นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 68 sec 2 รหัส 115310903055-7 วันที่ 03/12/53 เวลา 17.34 น. สถานที่ บ้าน
  กฎของโอห์ม  โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Sunti
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 123


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2010, 05:42:17 pm »

Sunti Civil  นายสันติ  บัวงาม  นศ.วิศวกรรมโยธา   รหัส 115330411021-2  Sec 4 เลขที่ 16  ตอบกระทู้วันที่  3/12/53  เวลา 1ึ7:42 น. ณ. หอป้าอ้วน
         เกิด   วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองเออร์แลงเกนประเทศเยอร์มนี
         เสียชีวิต วันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมนี
          ผลงาน   - ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า
                      - ตั้งกฎของโอห์ม (Ohm's Law)
        กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
tum moment
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 125


tum-ce@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2010, 06:05:14 pm »

 Grinนายกิติศักดิ์ รัตนมณี นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา 53341CVE  sec.4 รหัสประจำตัว 115330411027-9
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา วันที่ 3 ธันวาคม พศ.2553  ที่หอพักมณีโชติ เวลา 18.05น.

    จอร์จ โอห์ม นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในตัวนำโลหะ โดยแสดงไว้เป็นกฎความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของโอห์ม
หน่วยดังกล่าว ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า โอห์ม โดย Charles Tilston Bright และ Latimer Clark เมื่อ ค.ศ. 1861 โดยในบันทึกเมื่อค.ศ. 1864 เขียนเป็น ohmad
ครั้นเมื่อ ค.ศ. 1872 สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้เพิ่ม โอห์ม เข้ามาในระบบหน่วยวัด cgs (เซนติเมตร กรัม วินาที) และมีการใช้โอห์มที่สมาคม
ปรับปรุงขึ้นใหม่ มาใช้ในหน่วยเอสไอ เมื่อ ค.ศ. 1946
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aomme
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2010, 08:49:28 pm »

น.ส ศรัญญา  เพชรแก้ว  sec 02 เลขที่ 45 รหัส 115310903022-7 สาขา สถิติประยุกต์  คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัน 3/12/53  เวลา 20.33  สถานที่ บ้านตัวเอง

     โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Chantana
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 125


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2010, 09:05:42 pm »

นางสาวฉันทนา  ไกรสินธุ์  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาสถิติประยุกต์  sec02 เลขที่ 41 รหัส 115310903002-9 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 3/12/2553 เวลา 21:05  สถานที่ หอในตึก 3 สรุปได้ว่า โอห์มพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  จะขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง หรืออะลูมิเนียม  ในเวลาต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก  และเขาก้พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก  ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก)  กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลงด้วย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
tanongsak wachacama
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 125


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 12:16:08 am »

กระผมนายทนงศักดิ์ เวชกามา นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา เลขที่13 รหัส115330411016-2 กลุ่ม53341cve sec04 อาจารย์ผู้สอน จรัส บุณยธรรมา
ได้เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 4/12/2553 เวลา0.14 น. ที่หอ spcondo
ได้มีข้อคิดเห็นว่า จากการที่เขาได้สนใจในหนังสือ ชื่อว่า การไหลของความร้อน ทำให้เขาได้ทำการทดลองจนค้นพบในเรื่องเกื่ยวกับบสมบัติเกี่ยวกับการนำวัตถุมาเป็นตัวนำไฟฟ้าและการไหลของไฟฟ้า  การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทานโดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kambio
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 121


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 01:04:28 pm »

นางสาว นันทวัน  มีชำนาญ  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขา ชีววิทยา  sec. 02  เลขที่  37  รหัส  115210904052-5  เข้ามาตอบกระทู้วันที่  4  ธ.ค.  2553  สถานที่  บ้าน  เวลา  13.02  น.
 
โอห์ม  ได้อ่านผลงานของ  โจเซฟ  เฟอร์เรอร์  จึงสนใจทำการทดลองเช่นเดียวกันกับไฟฟ้าขึ้น  เขาพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า  ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ  กระแสไฟก็ไหลได้น้อยลง  การพบสมบัติข้อนี่เขาได้เขียนลงในหนังสือ  กล่าวคือ  การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Utchima
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 110


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 03:57:41 pm »

นางสาวอัจจิมา แขกสะอาด นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิทยการคอมพิวเตอร์  รหัสนักศึกษา1151100905096-3 Sec 02 เลขที่ 78  ผู้สอน ผ.ศ จรัส บุณยธรรมา ตอบกระทู้เมื่อ  4/12/83  เวลา 16.00   สถานที่  บ้าน
                  เป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
alongkorn hunbuathong
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 05:34:20 pm »

นายอลงกรณ์ หุ่นบัวทอง รหัส 115330411026-1 เลขที่ 20 sec 04 สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา  วันที่ 4/12/2553 เวลา 17.34 น. ณ บ้านบางชันวิลล่า
 จะกล่าวถึงประวัติของนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ จอร์จ ไซมอน โอห์ม เขาได้มีโอกาศได้เข้าศึกษาในสาขาวิชาคณิตศาสตร์แลและวิทยาศาสตร์ แต่เม่มีทุนทรัพย์ที่จะเรียนจึงต้องลาออก ต่อมาเขาได้ไปสมัครงานเป็นคณุสอนหนังสือ และเขาได้มีโอกาสศึกษาต่อจนจบปริญญาเอก ในปี ค.ศ.1882 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรังเศษได้เผยแพร่ผลงานที่ชื่อว่า การไหลของความร้อน ซึ่งโอห์มได้มีความสนใจจึงทำการทดลองเช่นเดียวกัน จึงพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้ เช่น ทองแดง เงิน และอลูมิเนียม ต่อมาเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ  และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ โดยที่ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
leonado_davinci
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 129


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 05:35:02 pm »

Jakrapong  Mensin นายจักรพงศ์ เม่นสิน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา รหัส 115330411015-4 sec 4 เลขที่ 12 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 4/12/53 เวลา 5.34 pm ที่ห้องสมุด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
     โอห์มได้ศึกษาการไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน แล้วโอห์มก็ได้ทำการทดลองแล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า
     โลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
     โอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Mickey2010
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 131


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 06:24:14 pm »

นางสาวปัทมา  วงษ์แก้วฟ้า เลขที่55 sec02 รหัส 115310903038-3 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขา สถิติประยุกต์  เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 4/12/53 เวลา 18.16 น.
สถานที่บ้านของตนเอง
โอห์มได้มีความสนใจจึงทำการทดลองเช่นเดียวกัน แล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้ เช่น ทองแดง เงิน และอลูมิเนียม ต่อมาเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ  และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ โดยที่ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป

โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nuubuoe
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 134


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 06:47:54 pm »

นางสาวจรีรัตน์  ชะโปรัมย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติประยุกต์ รหัส115310903040-9 เลขที่ 57sec.02 ตอบกระทู้เมื่อ 4/12/53 เวลา18.50 น.ที่บ้าน
 โอห์มพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  จะขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง หรืออะลูมิเนียม  ในเวลาต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก  และเขาก้พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก  ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก)  กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลงด้วย Cool
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
rungniran
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 08:14:20 pm »

ผมนายรุ่งนิรันดร์  สอนจันทร์ รหัส 115330411005-5 เลขที่ 5 sec.4 วิศวกรรมโยธา วันที่ 4/12/53 เวลา20.25pm ที่สวนสุทธิพันธุ์
 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ Shocked
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nachaya
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 109


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2010, 12:47:56 am »

ผมนาย ณชย ประสพเนตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.4  เลขที่ 49
ตอบกระทู้วันที่ 5/12/53  เวลา 0.48  สถานที่ บ้าน

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Kunlaya
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 100


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2010, 11:51:25 am »

ดิฉันนางสาวกัลยา  เปรมเปรย รหัสนักศึกษา 115210441262-0 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ sec.02  เลขที่ 28
ตอบกระทู้วันที่ 5/12/53  เวลา 11.48  สถานที่ บ้าน
ความว่า
ไม่เฉพาะเรื่องไฟฟ้าเท่านั้นที่โอห์มทำการค้นคว้า เขายัง  ค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องแสงด้วย แต่ไม่เป็นที่สนใจมากเท่ากับเรื่องไฟฟ้า โอห์มเสียชีวิตในวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่มิวนิค ประเทศเยอรมนี ถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วแต่ชื่อของเขาก็ยังถูกนำมาใช้เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า ในปี ค.ศ. 1881 สมาคมไฟฟ้านานาชาติ (Internation Congress of Electrical Engineers) ได้ตกลงร่วมกันที่กรุงปารีสว่าควรใช้ชื่อ ของโอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำ ไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์ 
 
   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Biwtiz
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 124


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2010, 02:54:30 pm »

น.ส กชพรรณ นาสวาสดิ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติ รหัสนักศึกษา 11310903036-7 เลขที่ 53 sec 02 ตอบกระทู้วันที่ 5 ธ.ค 53 เวลา 14.55น. สถานที่ บ้านสรุปได้ว่า
โอห์มได้กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aecve
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 140


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2010, 05:00:23 pm »

กระผม  นายปรัชญา   พรมอารักษ์   นักศึกษาคณะวิศวกรรมโยธา   เลขที่ 26   sec.  4   
รหัสประจำตัว  115330411032-9
เรียนกับอาจารย์  จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  5  เดือน ธันวาคม   พ.ศ.  2553   ที่  บ้านจังหวัดนครพนม  เวลา. 17.02 น
มีความเห็น   ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม
      โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่ม
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง  กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
            I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
toonpccphet
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 116


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2010, 09:14:12 pm »

นายสุรเชษฐ  ทองโฉม  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขาวิชาสถิติประยุกต์  sec02  เลขที่  59 รหัส 115310903044-1 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 5/12/2553 เวลา  21:13 น.  สถานที่ บ้าน
สรุปได้ว่า โอห์มเกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองเออร์แลงเกน ประเทศเยอรมนีในปี ค.ศ. 1822 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โจเซฟ ฟอร์เรอร์ (Joseph Fourier) ได้เผยแพร่ผลงานออกมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า การไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) ภายในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของความร้อนไว้ว่า "อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน" ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pitak
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 128


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2010, 11:03:27 pm »

นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 05/12/2553 เวลา 23.03 น. สรุปได้ว่า
โอห์มได้กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Nitikanss
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 119


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2010, 01:20:10 pm »

น.ส นิติการณ์ รัตนบุรี  sec 02 เลขที่ 65 รหัส 115310903052-4 สาขา สถิติประยุกต์  คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัน 6/12/53  เวลา 13.16  สถานที่ Banoffee

     โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Penprapa
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 113


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2010, 03:57:02 pm »

นางสาวเพ็ญประภา  สุเพียร  เลขที่ 34 รหัส 115210904029-3 กลุ่ม 2 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันที่ 6 ธค. 53 เวลา 15.50 น. ณ คลองสี่ ลำลูกกา
 สรุป คือ โอห์ม ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และได้พบเกี่ยวกับสมบัติของไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ  โดยถ้าความยาวมากความต้านนทานไฟฟ้าจะมาก และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ โดยถ้าพื้นที่หน้าตัดมากความต้านทานไฟฟ้าจะมากขึ้นด้วย  หระแสไฟฟ้าก็จะไหลได้น้อยลง เขาจึงได้ตั้งกฎของโอห์ม ซึ่งมีหลักการสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฎิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์  และเป็นปฎิภาคผกผันกับความต้านทาน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
thanathammarat
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2010, 04:22:22 pm »

นายปรัชญาพล ธนาธรรมรัตน์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ sec.17 เลขที่ 14  รหัสประจำตัวนักศึกษา115340441204-7 เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา เข้ามาตอบกระทู้ วันที่  06 ธค. 2553 เวลา 16.22 น. ณ.บริษัท Siam Lemmerz (หนองแค)
เนื้อหาสรุปได้ว่า...
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็น
ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่ม
2 ประการ คือ
    1. ความยาวของสายไฟ  ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก
     2.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก
กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง จากการค้นพบสมบัติข้อนี้เขาได้ตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า  ระหว่างจุด 2 จุด มี 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสมการความต่างศักย์ระหว่างจุด จากสมการ I = E/R
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ratthasart
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 127


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2010, 05:52:18 pm »

ผมนายรัฐศาสตร์  ไชยโส นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ sec.4 
รหัส 115330441218-8 เลขที่ 61 เรียนกับผศ.จรัส  บุณยธรรมา
ตอบกระทู้วันที่ 6/12/53  เวลา 17.52  สถานที่ ห้องพัก
     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก
และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก)
และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลง
ในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผัน
กับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.766 วินาที กับ 21 คำสั่ง