RmutPhysics.com
ตุลาคม 21, 2020, 08:52:39 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฟ้าผ่า ภัยธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัว  (อ่าน 1821 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 03:30:05 pm »

โพสโดย ผู้ดูแลระบบ นายสุวัฒน์  หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก
ที่มาของข้อมูล เว็ปสีแดง
http://seedang.com/stories/57480
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 03:30:38 pm »

วันไหนมีฝนตกมีสิ่งหนึ่งที่เรามักจะพบเห็นเป็นประจำคือ สายฟ้าที่วิ่งไปมาในก้อนเมฆซึ่งเราเรียกมันว่า ฟ้าแลบ และสายฟ้าที่วิ่งลงสู่พื้นดินที่เราเรียกมันว่า ฟ้าผ่า ส่วนเสียงดังที่หลายคนกลัวหลังฟ้าแลบ และ ฟ้าผ่าคือ เสียงฟ้าร้อง ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้เกิดขึ้นมาคู่โลกของเรามาแสนนาน ในบางที่เราเจอะเจอปรากฎการณ์นี้แทบจะทุกวัน มนุษย์ยุคแรกๆนั้นกลัวต่อปรากฎการณ์นี้มากโดยเฉพาะฟ้าฝ่า เนื่องจากเขาคิดว่าฟ้าผ่าเป็นการกระทำของภูติผีปีศาจทีมีอำนาจเหนือพวกเขา เมื่อความคิดของมนุษย์ได้เริ่มพัฒนามากขึ้นคำอธิบายเกี่ยวกับฟ้าฝ่านั้นก็ ได้เปลี่ยนไป ในเทพนิยายของกรีกในโลกตะวันตกนั้นกล่าวว่า สายฟ้าคืออาวุธของเทพเจ้าซุส (Zeus) ซึ่งเป็นเจ้าแห่งเทพเจ้าทั้งหมด (ถ้าลองเปรียบเทียบกับเทวดาในนิยายของไทย เทพเจ้าซุสคงเป็นพระอินทร์ของเรานี้เอง) ส่วนความเชื่อของชนเผ่าไวกิง (Viking) กล่าวว่าสายฟ้าเกิดจากการที่เทพเจ้าเทอร์ (Thor) เอาค้อนตีแท่งตีเหล็กเวลาขับรถม้าบนก้อนเมฆ ส่วนชนเผ่าอินเดียแดงมีความเชื่อว่าสายฟ้าเกิดจากนกที่ชื่อว่า มิสติค (Mystical bird) ส่วนของไทยเราก็มี เรื่องราวเกี่ยวกับยักษ์รามสูรและนางเมขลาที่เรารู้จักกันดี ปัจจุบันความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเราได้ถูกพัฒนาไปไกลมาก เรารู้ว่าความเชื่อเหล่านี้ไม่ถูกต้อง

แต่ว่าเรารู้เกี่ยวกับปรากฎการณ์นี้แค่ไหนหรือ มันเกิดได้อย่างไร คุณลองตอบคำถามนี้ดูสิ แล้วจะรู้ว่าความรู้ของคุณเกี่ยวกับปรากฎการณ์ฟ้าฝ่ามีอยู่น้อยมากหรือแทบจะ ไม่รู้อะไรเลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 03:31:31 pm »

แต่ว่าเรารู้เกี่ยวกับปรากฎการณ์นี้แค่ไหนหรือ มันเกิดได้อย่างไร คุณลองตอบคำถามนี้ดูสิ แล้วจะรู้ว่าความรู้ของคุณเกี่ยวกับปรากฎการณ์ฟ้าฝ่ามีอยู่น้อยมากหรือแทบจะ ไม่รู้อะไรเลย



เรารู้ดีว่าปรากฎการณ์ฟ้าผ่าเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง มันอยู่ใกล้ตัวเรามาก จะพบเห็นได้แทบทุกครั้งที่มีฝนตก อีกทั้งเรายังได้ฟังข่าวว่ามีคนได้รับอุบัติเหตุโดนฟ้าผ่าอยู่บ่อยๆ ที่บางครั้งมีการเสียชีวิตก็มี เฉพาะที่อเมริกาแห่งเดียวมีคนถูกฟ้าฝ่าตายราว 200 คนทุกปี แม้นว่าฟ้าผ่าจะอันตรายใกล้ตัวเรา แต่การศึกษาในเรื่องนี้มีอยู่ไม่มากนัก ที่แล้วมาการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับฟ้าผ่าที่โด่งดังที่สุดคงจะเป็นของ เบนจามิน เฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ในช่วงศตวรรตที่ 18 โดยใช้ว่าวกับแผ่นทองแดงไปล่อฟ้าผ่านั้นเอง ทำให้เรารู้ว่า ฟ้าผ่าเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดจากการไหลของประจุไฟฟ้าจากที่ๆมีศักย์ไฟฟ้าสูง ไปยังที่ๆมีศักย์ไฟฟ้าต่ำ


ปรากฎการณ์นี้มันเป็นน่าสนใจมากเนื่องจากกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในช่วงที่ เกิดฟ้าผ่ามีค่าสูงมาก อยู่ในระดับของหมื่นแอมแปร์เลยทีเดียว ถ้าอยากรู้ว่าสูงแค่ไหนก็ลองเปรียบเทียบกับกระแสไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านดูสิ


* เบนจามิน เฟรงคลิน (Benjamin Franklin).jpg (35.13 KB, 244x310 - ดู 686 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 03:33:21 pm »

โดยปกติกระแสไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านของเรามีค่าอยู่ที่ 15 ถึง 30 แอมแปร์แค่นั้นเอง ดังนั้นกระแสไฟฟ้าในช่วงฟ้าผ่าจึงถูกเป็นพันเท่าของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้าน จะเห็นได้ว่ามันสูงมาก เนื่องจากปริมาณกระแสไฟฟ้าที่สูงนี้เองฟ้าฝ่าจึงสามารถทำอันตรายต่อทุกสิ่ง ที่มันได้สัมผัสได้ รวมถึงตัวคนเราด้วย

ฟ้าแลบหรือฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นในพายุหมุนเขตร้อนเป็นประกายไฟฟ้าที่มีพลังงานอันมหาศาลที่กระโจนออกมาจากก้อนเมฆฝนฟ้าคะนอง จากเมฆกลุ่มหนึ่งที่มีไฟฟ้าบวกและไฟฟ้าลบก่อนที่จะเกิดประจุไฟฟ้า เนื่องจากความแรงของลมพายุได้ทำให้ไฟฟ้าทั้งบวกและลบแยกออกจากกัน ผลที่สุดทำให้ตอนบนและตอนล่างของเมฆมีไฟฟ้าบวกอยู่มาก ส่วนตอนกลางเป็นไฟฟ้าลบ ทันทีที่เกิดมีประจุไฟฟ้าแรงอย่างเพียงพอ ฟ้าแลบหรือฟ้าผ่าก็จะเกิดขึ้น
    ความเชื่อโดยทั่วไปที่ว่าจะเกิดฟ้าแลบฟ้าผ่าได้นั้นเกิดจากระหว่างก้อนเมฆซึ่งเป็นไฟฟ้าบวกและพื้นดินเป็นไฟฟ้าลบ ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้อง การทดลองในห้องทดลองไดเสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ฟ้าแลบและฟ้าผ่าเกิดจากตอนบนและตอนล่างของเมฆมีไฟฟ้าบวกอยู่มาก ส่วนตอนกลางเป็นไฟฟ้าลบของเมฆฟ้าคะนอง จุดเริ่มต้นก็คือ จากเม็ดน้ำเม็ดเดียว หรือจากเกล็ดน้ำเกล็ดเดียว ก็จะมีประกายไฟฟ้าอย่างอ่อนที่สุดแล่นขึ้นไปข้างบนกลายเป็นฟ้าแลบ แต่ถ้าลงข้างล่างจะเรียกฟ้าผ่า

    ศูนย์กลางพายุอย่างบริเวณตาพายุ(eye storm) โอกาสน้อยมากที่จะเกิดฟ้าแลบฟ้าผ่าเนื่องจากเป็นบริเวณที่ปราศจากเมฆฟ้าคะนอง ยิ่งตาพายุปราศจากเมฆฝนก็จะยิ่งไม่มีประจุไฟฟ้า สำหรับบริเวณกำแพงตาพายุ(eyewall) ปรากฎฟ้าแลบและฟ้าผ่าประมาณ 12 ครั้งต่อชั่วโมง ในทางตรงกันข้ามเมื่อพายุเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ บริเวณตั้งแต่ eyewall จนถึง rainbands หรือประมาณ 100 กิโลเมตร สามารถเกิดฟ้าแลบและฟ้าผ่าได้มากกว่า 1,000 ครั้งต่อชั่วโมง
แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาจากพายุหมุนเขตร้อนเแล้วพบว่า บริเวณแกนกลางพายุที่มีประจุไฟฟ้ามากก็จะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาของพายุหมุนเขตร้อน

ข้อมูลที่น่าสนใจ
- ในปีหนึ่งๆ ทั่วโลกเฉลี่ยแล้วเกิดฟ้าแลบและฟ้าผ่า ได้มากกว่า 16 ล้านครั้ง ทั้งบนบกและในทะเล
- ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของฟ้าผ้า เฉลี่ยประมาณ 1.3 เซนติเมตร ประมาณเท่าแท่งดินสอ แต่ที่เห็นว่าใหญ่ก็เพราะแสงเรืองนั่นเอง
- อุณหภูมิของกระแสฟ้าผ่าประมาณ 10,000 องศาเซลเซียส(18,000F) บางครั้งอาจสูงถึง 30,000 องศาเซลเซียส(54,000F)
- ความเร็วของฟ้าผ่า 60 กิโลเมตรต่อวินาที
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 03:34:44 pm »

จากภาพเเสดงให้เห็นว่าฟ้าเเลบเเละฟ้าผ่าจะเกิดได้มากที่สุดบริเวณไฟฟ้าบวกเเละลบตอนล่าง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 03:35:22 pm »

"ฟ้าผ่า" อาจเตือนได้ว่า พายุช่วงไหนรุนแรง

 ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าอาจตามมาด้วยพายุที่รุนแรง (ภาพจากเนชันแนลจีโอกราฟิก/Joel Sartore)


เทคโนโลยีดาวเทียมและเรดาร์ในปัจจุบัน สามารถทำนายเส้นทางของพายุเฮอร์ริเคนได้ค่อนข้างแม่นยำ และการชี้ชัดลงไปว่า จะเกิดพายุเมื่อใด และมีความรุนแรงแค่ไหนั้น ยังเป็นเรื่องยากอยู่ แต่ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่าง "ฟ้าผ่า" อาจช่วยพยากรณ์ได้ว่าพายุช่วงไหนรุนแรงที่สุด

เนชันแนลจีโอกราฟิก ได้อ้างถึงรายงานล่าสุดของนักวิจัยเรื่องฟ้าผ่า จากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (Tel Aviv University) ในอิสราเอล นามว่า "คอลิน ไพรซ์" (Colin Price) ซึ่งเขาอธิบายว่า ความเร็วของสายฟ้าฟาดและความเร็วลมนั้นมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยมีช่วงที่ฟ้าผ่าสูงสุดประมาณ 30 นาทีก่อนเกิดลมแรงสูงสุด ซึ่งปรากฏการณ์ฟ้าผ่านี้ ทำให้เราได้ลางบอกเหตุล่วงหน้าก่อนเกิดพายุเฮอร์ริเคน และการใช้ฟ้าผ่าทำนายความรุนแรงของพายุ จะช่วยเหลือพื้นที่ซึ่งขาดเทคโนดลยีในการติดตามพายุเฮอร์ริเคน

สำหรับงานวิจัยเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างฟ้าผ่า และความรุนแรงของพายุเฮอร์ริเคนนั้น เริ่มมาเกือบ 20 ปีแล้ว โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่าพายุที่รุนแรงนั้นมักจะเกิดเหนือพื้นที่ซึ่งมีน้ำ ร้อนอันเนื่องจากการหมุนเวียนความร้อนของของเหลว โดยไพรซ์กล่าวว่า บางครั้งการหมุนเวียนความร้อนของพายุฝนฟ้าคะนองภายในพายุเฮอร์ริเคนนี้ ดูคล้ายจะจัดเตรียมพายุเฮอร์ริเคนได้ดีขึ้น และยังปรับการหมุนของพายุด้วย

ไพรซ์และคณะ ได้เลือกข้อมูลความเร็วลมในพายุเฮอร์ริเคนใหญ่ๆ 56 ลูก ซึ่งมีระดับความรุนแรงอยู่ที่ระดับ 4 และ 5 ระหว่างปี 2548-2550 จากนั้นเปรียบเทียบกับข้อมูลฟ้าผ่าจากเครือข่ายเซนเซอร์ที่ติดตั้งทั่วโลก และพวกเขาได้พบความสัมพันธ์ว่ายิ่งมีฟ้าผ่ามากขึ้นก็มีความเร็วลมมากขึ้น ด้วย ในสัดส่วนกว่า 95% และมากกว่า 70% ปรากฏการณ์ฟ่าผ่าเกิดขึ้นสูงในช่วง 30 ชั่วโมงก่อนเกิดลมที่มีความเร็วสูงสุด ซึ่งพวกเขาหวังว่า การทดสอบเชิงฟิสิกส์ในความเชือ่มโยงของ 2 ปรากฏการณ์นี้จะช่วยปรับปรุงการพยากร์ณการเกิดพายุเฮอร์ริเคนได้

"ไม่ต้องสงสัยเลย คุณต่อกรกับเฮอร์ริเคนไม่ได้ แต่คุณก็อพยพผู้คนได้ก่อนที่พายุอันเลวร้ายจะเข้าถล่ม และคุณจะได้รับข้อมูลที่ดีกว่า หากคุณติดตามการเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่า" ไพรซ์ให้ความเห็น.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 03:36:14 pm »

10 วิธีป้องกันฟ้าผ่า


เราๆ ท่านๆ คงจะได้ยินเรื่องฟ้าผ่ามาแล้วไม่มากก็น้อย คนไทยบางคนเชื่อว่า ผิดคำสาบานแล้วอาจถูกฟ้าผ่า วันนี้มีข่าวดีเกี่ยวกับวิธีป้องกันฟ้าผ่าครับ...

สำนักข่าวบีบีซีออนไลน์(ทางอินเตอร์เน็ต)ทุกวันนี้มีการปรับปรุงอะไรใหม่ๆ มากมาย เช่น มีจดหมายข่าวหลายชนิดให้เลือกส่งถึงอีเมล์ หน้าจอตั้งให้เลือกได้ว่า จะต้องการหน้าจอที่มีสีสันมากหรือน้อย

ถ้าอินเตอร์เน็ตที่ใช้มีความเร็วต่ำ... ผู้ชมก็เลือกชนิดหน้าจอกราฟฟิคต่ำได้ นอกจากนั้นยังมีช่องทางให้ผู้อ่านพิมพ์ข้อคิดเห็นลงไปได้ นับว่า ทันสมัยคล้ายๆ กับ Gotoknow ของไทยทีเดียว

คำแนะนำเพื่อป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่ามีอย่างนี้ครับ...

(1). เสี่ยงฟ้าผ่าเมื่อไหร่:   

ฟ้าผ่าอาจเกิดขึ้นในช่วงฝนตก ก่อนฝนตก หรือหลังฝนตกก็ได้
อย่างไรก็ตาม... ช่วงที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษได้แก่ เมื่อมีพายุฝนฟ้าคะนองใกล้ตัวเราในระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร
ถ้าเราเห็นฟ้าแลบหรือฟ้าผ่า และได้ยินเสียงฟ้าร้องหลังฟ้าแลบหรือฟ้าร้องน้อยกว่า 30 วินาที แสดงว่า เราอยู่ใกล้เขตเสี่ยงฟ้าผ่าแล้ว
(2). พักในอาคารหรือรถ:       

ที่ร่มที่ปลอดภัยหน่อยได้แก่ ในอาคาร(โดยเฉพาะอาคารที่มีสายล่อฟ้าติดตั้งถูกวิธี) และในรถปิดกระจก
ไม่ควรทำกิจกรรมกลางแจ้งใกล้เขตฟ้าผ่า เช่น กอล์ฟ ตกปลา ลงเรือ ฯลฯ
เรื่องตกปลานี่... ผู้เขียนขอเรียนเสนอว่า เวลาไหนๆ ก็ไม่ควรตกปลาทั้งนั้น เพราะบาปเหลือเกิน
(3). หลีกเลี่ยงที่สูง:   

ผู้เขียนเคยชมสารคดีญี่ปุ่น อาจารย์ท่านทำการทดลองหลายอย่างพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟ้าผ่าง่ายขึ้นได้แก่ การอยู่ในที่สูง
การกางร่ม(ทำให้ความสูงจากพื้นดินเพิ่มขึ้น) การยกโทรศัพท์มือถือขึ้น โดยเฉพาะที่สูงที่มีบริเวณใกล้เคียงเตี้ยกว่า เช่น ต้นไม้ ฯลฯ
คำแนะนำคือ เมื่ออยู่ใกล้เขตเสี่ยงฟ้าผ่า ไม่ควรหลบใต้ต้นไม้ กางร่ม ใช้โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ หรืออยู่ใกล้ที่สูง เช่น รั้ว ฯลฯ
(4). หลีกเลี่ยงโลหะ:   

โลหะเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีมาก จึงควรหลีกเลี่ยง ไม่ให้ร่างกายสัมผัสท่อโลหะ เช่น ท่อประปา เสาโลหะ ฯลฯ หรืออยู่ใกล้สายไฟ
(5). หลีกเลี่ยงน้ำ:

น้ำเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี โดยเฉพาะกรณีไฟฟ้าแรงสูง เช่น ฟ้าผ่า ฯลฯ จึงไม่ควรอาบน้ำ สระผม ล้างจาน ฯลฯ ในเขตใกล้ฟ้าผ่า
(6). ถอดปลั๊ก:     

ฟ้าอาจผ่าลงเสาไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้ากระชาก ทำให้เครื่องไฟฟ้าเสีย การถอดปลั๊กไฟฟ้าออกจากเครื่องไฟฟ้าเป็นประจำมีส่วนช่วยป้องกันอันตรายจากไฟกระชากได้
นอกจากนั้นการปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เป็นนิสัยยังช่วยชาติประหยัดไฟ เช่น ปิดด้วยโทรทัศน์ด้วยการปิดสวิทช์ และถอดปลั๊กประหยัดไฟฟ้าได้มากกว่าการปิดด้วยรีโมทคอนโทรล ฯลฯ
(7). เตรียมไฟฉาย: 

ควรเตรียมไฟฉายไว้ประจำบ้าน เพื่อจะได้ส่องดูทางเวลาไฟดับ หรือไฟไหม้ ไม่ควรใช้เทียนไขในบ้าน เนื่องจากการจุดเทียนในบ้านทำให้เสี่ยงต่อไฟไหม้
(Cool. นั่งยอง:   

ถ้าขนลุกชัน หรือผิวหนังกระตุกขึ้นมาทันที... นี่เป็นประสบการณ์ที่ท่านอาจจะลืมไม่ลง เพราะท่านกำลังอยู่ในเขตที่ฟ้ากำลังจะผ่า ให้นั่งยองๆ นำมือ 2 ข้างมาแนบติดกับเข่า แล้วซุกหัวเข้าไประหว่างเข่า
ท่านี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านแตะพื้นดินน้อยที่สุด ลดพื้นที่สัมผัสพื้นดิน ซึ่งเวลานี้คงจะเต็มไปด้วยไฟแรงสูง และทำให้ร่างกายมีลักษณะกลม ทำให้พื้นที่ผิวนอกลดลง(เมื่อเทียบกับท่าอื่นๆ เช่น ท่ายืน ท่านอน ฯลฯ
ผู้เขียนขอเรียนเสนอว่า ถ้าขนลุกชัน หรือผิวหนังกระตุกขึ้นมาทันทีแล้ว... น่าจะรีบนั่งยองๆ ด้วย และนอบน้อม ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทันที
(9). ช่วยคนถูกฟ้าผ่าได้หรือไม่:

ช่วยได้ครับ... คนที่ถูกฟ้าผ่าจะไม่กลายเป็นมนุษย์ไฟฟ้า ไม่มีกระแสไฟฟ้าตกค้าง แต่อาจจะซึม หมดสติ ชัก มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน แก้วหูอาจจะแตกหรือฉีกขาด กระดูกอาจจะหักจากการชักรุนแรงได้
(10). ข่าวดี:   

ข่าวดีสำหรับฟ้าผ่าอย่างหนึ่งคือ ฟ้าจะไม่ผ่าซ้ำที่เดิม
ต้นฉบับท่านกล่าวไว้อย่างนี้ครับ “And one final tip - it's a myth that lightning never strikes the same place twice.”

นี่แสดงว่า ฟ้าที่ว่าดุแล้ว คนยังดุยิ่งกว่า เพราะเจ้านายบางคนลืมตัว คิดว่าตัวเองเป็นฟ้า เมื่อลืมตัวจึงมิได้ทำกิจเยี่ยงฟ้า ผ่าลงมาหลายครั้ง...


* ฟ้าผ่า.jpg (31.33 KB, 312x368 - ดู 2102 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.299 วินาที กับ 22 คำสั่ง