RmutPhysics.com
เมษายน 25, 2014, 05:19:20 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เครื่องรับวิทยุAM และหลักการทำงานของวิทยุ AM  (อ่าน 21073 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 09, 2009, 10:38:24 pm »

เครื่องรับวิทยุที่เราใช้กัน มีแบบไหนบ้าง


เครื่องรับวิทยุ เป็นเครื่องมือสื่อสารทางเดียวชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่รับและเลือกคลื่นวิทยุจากสายอากาศ แล้วนำไปสู่ภาคขยายต่อไป โดยมีช่วงความถี่ของคลื่นที่กว้าง แล้วแต่ประเภทของการใช้งาน

โดยทั่วไป คำว่า "เครื่องวิทยุ" มักจะใช้เรียกเครื่องรับสัญญาณความถี่กระจายเสียง เพื่อส่งข่าวสาร และความบันเทิง โดยมีย่านความถี่หลักๆ คือ คลื่นสั้น คลื่นกลาง และคลื่นยาว

ประวัติ
เครื่องรับวิทยุเกิดขึ้นในราว พ.ศ. 2439 ในงานจัดแสดงของรัสเซีย โดย Alexander Stepanovich Popov

ในประเทศไทยยุคแรกประมาณปี พ.ศ. 2470 ได้ติดตั้งเครื่องส่งวิทยุระบบAM ขนาด200วัตต์ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข โดยการควบคุมของช่างวิทยุกรมไปรษณีย์โทรเลข นับเป็นครั้งแรกที่มีเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงออกอากาศ เครื่องรับวิทยุในยุคแรกนั้นเป็นชนิดแร่ มีเสียงเบามากและต้องใช้หูฟัง ต่อมาเปลี่ยนเป็นเครื่องรับชนิดหลอดสุญญากาศ มีความดังมากขึ้น เช่น เครื่องรับชนิด 4 หลอด ถึง 8 หลอด

ประมาณปี พ.ศ. 2500 เป็นยุคเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ แต่ระยะแรกๆ ยังมีขนาดใหญ่มากและต่อมามีการพัฒนาอุปกรณ์และวงจรให้มีขนาดเล็กลงตามลำดับ จนสามารถนำไปในสถานที่ต่างๆได้ ทำให้กิจการวิทยุเป็นที่ยอมรับของประชาชนและมีสถานีส่งเกิดขึ้นมากมาย และมีการส่งทั้งระบบ AM และFM เช่นในปัจจุบัน

หลักการทำงาน
วงจรเลือกรับความถี่วิทยุ เนื่องจากสถานีส่งวิทยุหลายๆสถานี แต่ละสถานีจะมีความถี่ของตนเอง ดังนั้นจะต้องเลือกรับความถี่ที่ต้องการรับฟังในขณะนั้น
วงจรขยายความถี่วิทยุ ทำหน้าที่นำเอาสัญญาณความถี่วิทยุที่เลือกรับเข้ามา มาทำการขยายสัญญาณให้มีกำลังแรงมากขึ้นเพียงพอกับความต้องการ
วงจรดีเทคเตอร์ ทำหน้าที่ตัดคลื่นพาหะออกหรือดึงคลื่นพาหะลงดินให้เหลือเฉพาะสัญญาณความถี่เสียง (AF) เพียงอย่างเดียว
วงจรขยายสัญญาณเสียง ทำหน้าที่ขยายสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงให้มีกำลังแรงขึ้น ก่อนที่จะส่งออกยังลำโพง
ลำโพง เมื่อได้รับสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงก็จะเปลี่ยนพลังงานจากสัญญาณทางไฟฟ้าของเสียงให้เป็นเสียงรับฟังได้

อ้างอิง
http://www.geocities.com/eric_lovely02/radio.htm

ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8".

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 23, 2010, 11:30:06 pm โดย สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 09, 2009, 10:42:59 pm »

หลักการทำงานของเครื่องรับวิทยุแร่
เครื่องรับวิทยุแร่จะใช้วงจรจูน เลือกความถี่เข้ามาเพียงความถี่เดียว แล้วใช้วงจรแยกคลื่น (Demodulator)แยกสัญญาณเสียง ออกจากสัญญาณวิทยุและวงจรกรองความถี่ เพื่อกรองสัญญาณพาหะให้หมดไปเหลือเฉพาะสัญญาณเสียง ส่งต่อไปยังหูฟัง


เครื่องรับวิทยุแบบแร่ เป็นเครื่องรับวิทยุแบบเบื้องต้นที่ใช้การรับคลื่นความถี่จากอากาศ โดยใช้สายอากาศแบบต่างๆๆทั้งแบบขดลวด แบบสายขึง เป็นต้น
เมื่อรับคลื่นได้แล้ว จะทำการดีเทคสัญญาณหรือตัดคลื่นสัญญาณที่ได้ออกให้เหลือเพียงซีกเดียว ก่อนจะกรองเอาเฉพาะความถี่เสียงไปใช้งาน สามารถรับคลื่นความถี่ในย่าน 530-1600 Khz ได้เท่านั้น


เครื่องรับวิทยุแบบแร่ ถือเป็นวงจรเบื้องต้นของเครื่องรับวิทยุ สามารถประกอบได้ง่ายที่สุด ราคาถูก ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า "free-power" radio (บางรุ่นอาจจะดัดแปลงให้มีเสียงออกทางลำโพง จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า)


ตัวอย่าง วงจร เครื่องรับวิทยุ AM แบบแร่

เมื่อสายอากาศ และสายดิน ถูกต่อเข้า กับวงจร จะมีสัญญาณไฟฟ้าขนาดเล็ก ๆ ผ่านมายังวงจรจูน (tuned circuit) ที่ประกอบด้วย L1 และ C1 จุดที่เราต้องการเราเรียกว่า resonant frequency เป็นการเลือกรับความถี่ และถ้าเราต้องการที่จะเปลี่ยนความถี่ที่จะรับ เราก็เปลี่ยนค่าของ C1 (วงจร A)

ความถี่ที่เลือกรับมาแล้วนั้น จะถูกส่งมายัง D1 เพื่อทำหน้าที่ detector ไดโอดที่ใช้จะเป็น ที่มีแรงดันตกคร่อมต่ำ ถ้ามองเข้าไปจะเห็นเส้นลวดเล็ก ๆ ฝรั่งเขาเรียกว่า "cat’s whisker" ซึ่งคล้ายหนวดแมว จากคุณสมบัติของไดโอด คือยอมให้กระแสไหลผ่านได้ทางเดียว สัญญาณที่ผ่านวงจรนี้ไปได้ ก็จะมีเพียงแค่ ซึกเดียว (วงจร B) C2 ทำหน้าที่ bypass ความถี่วิทยุลงกราวด์ เหลื่อเฉพาะคลื่นเสียง เท่านั้นที่ผ่านไปยังหูฟัง H1 ได้

วิทยุแบบแร่ มีความสามารถในการแยกแยะสัญญาณไม่ดี โดยจะรับสัญญาณเข้ามาทั้งหมด (all AM broadcast signals) สัญญาณความถี่ไหนแรงกว่า ก็จะบดบังสถานีที่มีสัญญาณอ่อน ๆ

ขอบคุณ http://www.hs8jyx.com/html/receiver.html



* 1. เครื่องรับวิทยุแบบแร่ (Crystal Radio ).jpg (27.09 KB, 300x250 - ดู 17753 ครั้ง.)

* วงจร เครื่องรับวิทยุ AM แบบแร่.gif (17.71 KB, 500x280 - ดู 16062 ครั้ง.)

* ไดโอดแบบจุดต่อ.jpg (4.98 KB, 157x183 - ดู 15716 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2010, 10:22:47 am โดย สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 10, 2009, 10:51:41 am »

เครื่องรับวิทยุแบบ Regenerative

เครื่องรับวิทยุแบบแร่ มีประสิทธิภาพการรับสัญญาณ ไม่ดี ไม่มีการขยาย ประสิธิภาพการเลือกรับสัญญาณไม่ดี สัญญาณที่แรง ๆ อยากแทรกแซงเช้ามาได้ จึงมีคนคิดค้นวิทยุแบบ TRF ขึ้นมาแทน ซึ่งมีการรับสัญญาณที่ดีกว่า



หลักการทำงานของภาคต่างๆ ในเครื่องรับแบบ TRF
1. วงจรจูน 1 (Tune Circuit) ทำหน้าที่คัดเลือกให้คลื่นวิทยุผ่านไปได้แค่เพียงความถี่เดียวเท่านั้น
2. ภาคขยาย RF (RF Amplifier) ทำหน้าที่รับคลื่นวิทยุจากภาคจูนเนอร์มาขยายให้คลื่นวิทยุมีความถี่สูงขึ้น
3. วงจรจูน 2 (Tune Circuit) รับสัญญาณจากภาคขยาย RF เข้ามาจูนความถี่อีกครั้ง ให้มีความถี่ตรงกับวงจรจูน 1
4. ภาคดีเทคเตอร์ (Detector) รับสัญญาณจากวงจรจูน 2 มาตัดสัญญาณให้เหลือเพียงซีกเดียว แล้วกรองสัญญาณพาหะออกไป เหลือเฉพาะสัญญาณเสียง
5. ภาคขยายเสียง (AF Amplifier) รับสัญญาณจากภาคดีเทคเตอร์มาขยายสัญญาณ ให้มีความแรงพอที่จะขับลำโพงให้เปล่งเสียงออกมาได้



เครื่องรับวิทยุแบบ TRF เป็นเครื่องรับวิทยุที่ถูกพัฒนามาจากเครื่องรับวิทยุแบบแร่ ซึ่งจะเพิ่มภาคจูนเนอร์และภาคขยายเสียงเข้าไปด้วย สามารถรับและเลือกสถานีที่รับฟังได้ ต่างจากวิทยุแบบแร่ ที่ไม่สามารถเลือกสถานีที่ฟังได้ ทั้งยังมีภาคขยายเสียง สามารถนำไปขับลำโพงให้มีเสียงดังได้


TRF receiver แบบจูนครั้งเดียว ใช้กันในสมัยแรก ๆ



เครื่องรับ TRF receiver แบบจูนหลายครั้ง เป็นวงจรที่พัฒนามาจากแบบแรก การจูนแต่ละครั้งจะทำหลังจากภาคขยายในแต่ละส่วน (ใช้วงจร L-C resonant ในการจูน) เครื่องรับแบบนี้นำมาใช้มากในย่าน very low frequency (VLF) หรือ อาจจะเรียกว่า whistler receiver สำหรับการเฝ้าดู solar flares (เพลิงที่ลุกโชติชั่วขณะหนึ่ง บนดวงอาทิตย์ ) และ sudden ionospheric disturbances (SIDs)

ทดลองฟังเสียง whistler

ตัวอย่างวงจร เครื่องรับแบบ TRF แบบง่าย ๆ ประกอบด้วย 4 ส่วนพื้นฐาน คือ reception, selection, demodulation, และ reproduction

ข้อเสียของเครื่องรับ แบบ TRF

ถึงแม้จะมีความไวในการรับสัญญาณดีขึ้น (กว่าเครื่องรับแบบแร่ ) และสามารถแยกรับสัญญาณ (Selecttivity) ได้ดีขึ้น แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร มีความยุ่งยากในการสร้างวงจรจูนความถี่ การเพิ่มความไวในการรับทำได้ยาก เพราะเครื่องรับจะส่งสัญญาณออกไปรบกวน เครื่องรับข้างเคียง การรับสัญญาณของแต่ละสถานี จะแตกต่างกันมาก สถานีที่ใกล้ ๆ ก็จะแรงมากเกินไป ส่วนสถานีที่ไกล ก็จะเบามาก




ขอบคุณ http://www.hs8jyx.com/html/receiver.html




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2010, 10:33:16 am โดย สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 10, 2009, 11:19:19 am »

เครื่องรับวิทยุแบบซุปเปอร์เฮตเทอโรดายน์



หลักการรับวิทยุแบบซุปเปอร์เฮทเตอร์โรดายน์
หลักการ คือ คลื่นวิทยุทุกความถี่ที่ถูกจูนเข้ามา เมื่อเข้ามาในเครื่องรับแล้วจะถูกเปลี่ยนให้เป็นความถี่ปานกลาง หรือความถี่ IF (Intermediate Frequency) ซึ่งมีค่า 455 Khz เหมือนกันหมดทุกสถานี
การเปลี่ยนความถี่แบบซุปเปอร์เฮทเตอร์โรดายน์การเปลี่ยนความถี่ มีอยู่ 4 ภาค ดังนี้คือ
1. ภาคจูนเนอร์ (Tuner)
ทำการคัดเลือกความถี่ของสถานีที่ต้องการเพียงความถี่เดียว ซึ่งอาจจะใช้วิธีจูนตัวเก็บประจุแบบปรับค่าได้
2. วงจรโลคอล ออสซิลเลเตอร์ (Local Oscillator)
ทำหน้าที่ผลิตความถี่ RF ที่มีความถี่สูงกว่าความถี่ที่จูนเนอร์เลือกรับเข้ามาเท่ากับความถี่ IF คือ 455 KHz เสมอ ดังนี้
3. ภาคมิกเซอร์ (Mixer)
ทำหน้าที่ผสมสัญญาณกัน ระหว่างคลื่นวิทยุและความถี่ที่ออสซิลเลเตอร์ผลิตขึ้นเข้ามา ซึ่งสัญญาณที่ออกจากภาคมิกเซอร์มีทั้งหมด 4 ความถี่ คือ
•   ความถี่ RF ที่รับเข้ามาจากวงจรจูนความถี่
•   ความถี่ OSC ที่ผลิตขึ้นโดยภาคโลคอล ออสซิลเลเตอร์
•   ความถี่ผลต่าง ระหว่าง OSC กับ RF ซึ่ง (OSC - RF) = IF = 455 KHz
•   ความถี่ผลบวก ระหว่าง OSC กับ RF (OSC + R F แต่ความถี่ที่สามารถผ่านไปเข้าภาคขยาย IF มีเพียงความถี่เดียว คือ ความถี่ผลต่างระหว่าง OSC กับ RF ซึ่งมีค่า 455 KHz
4. ภาคขยายไอเอฟ (IF Amplifier)
ทำหน้าที่กรองความถี่ IF ผ่าน เข้าไปขยายในภาคขยายความถี่ IF ให้มีความแรงมากขึ้น ซึ่งมีเพียงความถี่เดียว คือ ความถี่ผลต่างระหว่าง OSC กับ RF ซึ่งมีค่า 455 KHz
หลักการทำงานภาคต่างๆของวิทยุแบบซุปเปอร์เฮทเตอร์โรดายน์
•   ภาคขยายความถี่วิทยุ (RF Amplifier) ทำหน้าที่ขยายสัญญาณวิทยุจากสถานีที่ผ่านวงจรจูนเข้ามา ให้มีความแรงขึ้น
•   ภาคโลคอล ออสซิสเลเตอร์ ( Local Oscillator ) ทำหน้าที่ผลิตความถี่ OSC ขึ้นมา ความถี่ที่ผลิตขึ้นจะสูงกว่าความถี่ RF อยู่เท่ากับความถี่ IF หรือ 455 KHz
•   ภาคมิกเซอร์ ( Mixer ) ทำหน้าที่ ผสมคลื่นความถี่ระหว่างความถี่ RF และความถี่OSC ที่ภาคโลคอลออสซิลเลเตอร์ผลิตขึ้น Q ในวิทยุ AM บางรุ่นการทำงานของภาคจูนเนอร์ ภาคมิกเซอร์และภาคออสซิลเลเตอร์จะอยู่รวมกันเรียกว่า ภาครับหรือภาคคอลเวอร์เตอร์ (Converter)
•   ภาคขยายความถี่ไอ.เอฟ (IF Amplifier) ทำหน้าที่กรองความถี่ IF ผ่าน แล้วขยายสัญญาณให้มีความแรงขึ้น
•   ภาคดีเทคเตอร์ (Detector) ทำหน้าที่ตัดสัญญาณ IF ออกไปเหลือเฉพาะความถี่เสียง (AF) ส่งต่อไปยังภาคขยายเสียง บางส่วนของสัญญาณเสียงจะถูกฟิลเตอร์เป็นไฟ DC ส่งไปยังภาคขยาย IF เพื่อควบคุมอัตราขยายโดยอัตโนมัติ ทำให้สัญญาณที่รับได้ แต่ละสถานีมีระดับความแรงเท่าๆกัน เรียกแรงดัน DC นั้นว่า แรงไฟ AGC (Automatic Gain Control)
•   ภาคขยายเสียง (AF Amplifirer) ทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียงให้มีความแรงมากพอที่จะไปขับลำโพง
•   ภาคจ่ายไฟ (Power Supply) ทำหน้าที่จ่ายแรงดันไฟ DC เลี้ยงวงจรของเครื่องรับวิทยุ AM ทั้งเครื่องให้สามารถทำงานได้



ข้อมูลเพิ่มเติม คลิกครับ

 http://www.chainarin47.th.gs/web-c/hainarin47/new_page_5.htm

http://www.one-2-win.com/radio_cir.htm

http://www.geocities.com/p_pirat/am_radio.htm



* คอนเวอร์เตอร์.jpg (28.11 KB, 553x384 - ดู 17668 ครั้ง.)

* เครื่องรับแบบซุปเปอร์เฮต.jpg (6.53 KB, 438x67 - ดู 17063 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2009, 11:39:56 am โดย ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:07:04 am »

เครื่องรับวิทยุ AM แบบ Superheterodyne
วิทยุกระจายเสียงแบบ AM จะ มีช่วงความถี่อยู่ที่ประมาณ 535 KHz - 1,605 KHz แต่ละ สถานีจะมี Bandwidth ประมาณ 10 KHz ความถี่ IF เท่ากับ 455 KHz

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:08:07 am »

AM radio is broadcast on several frequency bands
วิทยุกระจายเสียงระบบ AM ส่งออกอากาศ ด้วยหลายช่วงความถี่

วิทยุคลื่นยาว หรือ Long wave ,LW ออกอากาศที่ความถี่ 153 kHz–279 kHz สถานีจะมี Bandwidth ประมาณ 9 KHz
วิทยุคลื่น ปานกลาง หรือ Medium wave , MW ออกอากาศที่ความถี่ 535 kHz–1,605 kHz. แต่ละ สถานีจะมี Bandwidth ประมาณ 10 KHz
วิทยุคลื่นสั้น หรือ Short wave , SW ออกอากาศที่ความถี่ 2.3 MHz – 26.1 MHz โดยจะแบ่งออกเป็น 15 ช่วงความถี่ย่อย แต่ละ สถานีจะมี Bandwidth ประมาณ 5 KHz ช่วงความถี่นี้จะเดินทางได้ไกล ที่สุด


* วิทยุคลื่นสั้น.jpg (35.93 KB, 400x333 - ดู 16733 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:08:59 am »

RF Amplifier ทำหน้าที่ขยายสัญญาณวิทยุที่รับเข้ามาจากสายอากาศ ในส่วนนี้จะมีวงจร Tune เลือกรับมาเฉพาะ ความถี่ช่วง 535 KHz - 1,605 KHz



สายอากาศของเครื่องรับวิทยุแบบ AM


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:11:26 am »

วงจร Mixer
ทำหน้าที่ผสมคลื่น จากภาค RF amp. และ Local Oscillator สัญญาณที่ออกมาทั้งหมด มี 4 ส่วนคือ



1. ความถี่ RF ที่รับเข้ามา
2. ความถี่ OSC ที่ส่งมาจาก Local Oscillator
3. ความถี่ผลต่างระหว่าง OSC กับ RF (OSC - RF) = IF = 455 KHz
4. ความถี่ผลบวกระหว่าง OSC กับ RF (OSC + RF)



ความถี่ที่ส่งไปยัง ภาค IF มีความถี่เดียวคือ ความถี่ ผลต่าง 455 KHz ชึ่งไม่ว่า RF จะรับความถี่ใดเข้ามา IF ก็ยังคงเท่าเดิม

วงจร Local Oscillator หรือวงจร OSC. ทำหน้าที่ผลิดความถี่ขึ้นมา มีความแรงคงที่ ส่วนความถี่จะเปลี่ยนแปลงได้ ตาม RF ที่รับเข้ามา ซึ่งภาค OSC จะผลิดความถี่ขึ้นมาสูงกว่า RF เท่ากับ IF คือ 455 KHz เสมอ เช่น รับสัญญาณ AM จากสถานี ความถี่ 600 KHz ความถี่ของวงจร OSC

FOSC = fRF + fIF
= 600 KHz + 455 KHz
= 1,055 KHz

ในวิทยุ AM บางรุ่น อาจจะรวม ภาค Mixer กับ OSC เข้าด้วยกัน เรียกว่า Converter ถ้ารวม 3 วงจรเข้าด้วยกัน คือ RF Amp + Mixer + OSC. เราจะเรียกว่า ภาค Front End



* วงจรมิกเซอร์.gif (0.94 KB, 300x153 - ดู 15022 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:12:32 am »

รูปความถี่ Local OSC. ที่ความถี่ต่ำสุดของวิทยุ AM

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:13:23 am »

รูปความถี่ Local OSC. ที่ความถี่สูงสุดของวิทยุ AM

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:14:23 am »

Superheterodyne AM radio front end with improved front end filtering จากรูป ตัวอย่าง เป็นวงจรวิทยุ AM แบบ Superheterodyne ที่เพิ่มวงจรกรองสัญญาณเข้าไป วงจรกรอง เป็น L และ C ก่อนที่จะเข้าวงจร Mixer สมมุติว่าเราต้องการรับสัญญาณที่ความถี่ 1,490 KHz วงจร OSC จะผลิตความถี่ขึ้นมา 1,945 KHz และความถี่ IF ก็เป็น 455 KHz จากรูป การเปลี่ยนความถี่ ของ RF และ OSC เราจะทำพร้อมกันโดย เปลียนค่าของ C


* Superheterodyne AM radio front end with improved front end filtering.gif (3.98 KB, 518x287 - ดู 14934 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:15:24 am »

dual ganged-variable capacitor

วงจร IF Amp คำว่า IF ก็คือ Intermediate Frequency คือความถี่ปานกลาง เกิดจากผลต่างของ วงจร OSC กับ RF ที่รับเข้ามา จะได้ความถี่ IF 455 KHz วงจรนี้จะขยายสัญญาณ 455 KHz เพื่อให้แรงขึ้นก่อนส่งไปยัง วงจร Detector ต่อไป



* dual ganged-variable capacitor.jpg (20.44 KB, 325x245 - ดู 14840 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:16:21 am »

วงจร AM detector

ทำหน้าที่ตัดสัญญาณ IF ออกครึ่งหนึ่งและกรองเอาความถี่ IF ออก เหลือเฉพาะความถี่เสียง (AF) ส่งต่อไปยัง ภาคขยายเสียง มีสัญญาณบางส่วนจะถูก กรองเป็นไฟ DC ส่งย้อนกลับไปยังภาคขยาย IF เป็นแรงไฟ AGC (Automatic Gain Control) ทำให้ความแรงของสัญญาณที่รับได้มีขนาดใกล้เคียงกัน


ขอบคุณ http://www.hs8jyx.com/html/am_receiver.html


* วงจร AM detector.gif (16.87 KB, 494x303 - ดู 14874 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:27:53 am »

เครื่องรับวิทยุแบบ ซูเปอร์เฮตเทอโรดายน์ (Superheterodyne Receiver)

เครื่องรับวิทยุแบบ superheterodyne มีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ การเปลี่ยนความถี่ RF ที่รับเข้ามาหลาย ๆ ความถี่เป็น เดียวเป็นค่ากลาง ๆ (intermediate frequency : IF) ความถี่ IF นี้จะสามารถทำให้สูงกว่า (high-side injection) หรือต่ำกว่า (low-side injection) ความถี่ RF ที่รับมาก็ได้ ระบบ superheterodyne ในสมัยแรก ๆ จะทำให้ความถี่ IF สูงกว่า ความถี่ RF แต่ปัจจุบันจะทำให้ความถี่ IF ต่ำกว่า เนื่องจากความถี่ต่ำจะมีความยุ่งยากน้อยกว่า


* AM radio block diagram.gif (7.12 KB, 649x235 - ดู 14680 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 23, 2010, 11:31:36 pm โดย สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:29:59 am »



ยกตัวอย่างเครื่องรับ AM แบบ ซูเปอร์เฮเทอโรดายน์ วงจรที่สำคัญของระบบนี้คือ Local Oscillator และวงจร Mixer สัญญาณ RF จะถูกแปลงเป็นความถี่ IF ค่าตายตัวค่าหนึ่ง โดยทั่วไปวิทยุ AM จะใช้ความถี่ IF เท่ากับ 455 KHz

ในวงจร Mixer จะทำการผสมสัญญาณRF กับสัญญาณจาก Local Oscillator ซึ่งความถี่ทั้งสองนี้จะห่างกันอยู่ เท่ากับ 455 KHz พอดี (ห่างกันเท่ากับความถี่ IF) สมมุติว่าเราต้องการรับสัญญาณวิทยุ AM ที่ความถี่ 1000 KHz วงจรขยาย RF ก็ต้องจูนและขยายความถี่ 1000 KHz เป็นหลัก และยอมให้ความถี่ใกล้เคียงบริเวณ 1000 KHz เข้ามาได้เล็กน้อย การจูนความถี่นอกจากจะจูนภาคขยาย RF แล้วยังจะจูนวงจร Local Oscillator ด้วย (วิทยุ AM แบบใช้มือจูน) ความถี่ของ Local Oscillator จะเท่ากับ 1000 KHz +455 KHz = 1455 KHz พอดี

เมื่อสัญญาณทั้ง RF และจาก Local Oscillator ป้อนเข้ามาที่วงจร Mixer ซึ่งเป็นวงจรที่ทำงานแบบ นอนลิเนียร์ สัญญาณที่ออกมาจะมี่ทั้งสัญญาณผลบวกและผลต่าง เมื่อป้อนให้กับวงจร IF ซึ่งจูนรับความถี่ 455 KHz ดังนั้นสัญญาณผลรวมจะถูกตัดทิ้งไป คงไว้แต่สัญญาณของความถี่ผลต่าง (1455 KHZ - 1000 KHz = 455 KHz)

วงจรขยาย IF ก็คือวงจรขยาย RF ที่จูนความถี่เอาไว้เฉพาะ ที่ความถี่ 455 KHz วงจรขยาย IF อาจจะมีด้วยกันหลายภาค เพื่อให้มีอัตราการขยายสัญญาณที่รับได้สูง ๆ และ การเลือกรับสัญญาณที่ดี เนื่อจาหวงจรนี้ขยายความถี่คงที่จึงทำให้ง่ายต่อการออกแบบ สัญญาณที่ขยายแล้วจะเข้าสู่กระบวนการ Detector เพื่อแยกสัญญาณเสียงออกมา


* FM radio block diagram.gif (5.32 KB, 621x216 - ดู 14823 ครั้ง.)

* SSB shortwave receiver block diagram.gif (4.97 KB, 621x215 - ดู 14746 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 10:30:52 am »

สัญญาณวิทยุ เข้ามาที่สายอากาศ ผ่านวงจร RF Amplifier ขยายสัญญาณคลื่นวิทยุที่รับได้ให้เแรงขึ้น แล้วส่งสัญญาณไปผสม (Mixer) กับความถี่ที่ กำเนิดภายในตัวเครื่องรับวิทยุเอง (Local Oscillator) จากนั้นเราจะได้สัญญาณ ที่มีความถี่ต่ำลงมา เรียกว่าความถี่ IF (Intermediate Frequency) เมื่อได้ความถี่ IF มาแล้ว ก็จะทำการขยายให้แรงขึ้นโดย วงจร IF Amplifier แล้วผ่านไปยัง วงจร Detector ซึ่งทำหน้าที่กรองสัญญาณความถี่วิทยุออกไป เหลือแต่คลื่นความถี่เสียง (AF) แล้วจึงขยายสัญญาณให้แรงขึ้นอีกครั้ง (AF Amplifier) เพื่อส่งออกลำโพงต่อไป



ความถี่เงา Image Frequency (F image)

(fimage) = Fc + 2fIF กรณีที่ fLO > Fc (high-side injection)
(fimage) = Fc - 2 fIF กรณีที่ fLO < Fc (low-side injection)
Superheterodyne แบบ Double และ Triple-Conversion Receivers


ขอบคุณ  http://www.hs8jyx.com/html/receiver.html


ภาพด้านล่างแสดง Double-conversion receiver.



* Double-conversion receiver..gif (4.58 KB, 646x267 - ดู 14452 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 23, 2010, 11:32:51 pm โดย สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.317 วินาที กับ 21 คำสั่ง