RmutPhysics.com
เมษายน 29, 2017, 01:03:59 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สาระน่ารู้เกี่ยวกับน้ำดื่ม  (อ่าน 6629 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2009, 02:04:19 pm »

คลิกครับ

http://www.vptc-waterfilter.com/knowledge.php
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 09:23:57 pm »

น้ำเป็นส่วนที่สำคัญในร่างกาย ทำหน้าที่ละลายวิตามินและแร่ธาตุ รวมไปถึงนำพาสารอาหารให้ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย น้ำยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผนังอวัยวะในร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ รักษาระดับความเข้มข้นของสารละลายต่างๆ เพื่อให้อวัยวะทุกส่วนทำงานได้ตามปกติ
 
 
 การผลิตน้ำดื่มสะอาด ทำได้โดยการแยกหรือสลายหรือกรองความสกปรก
ดังต่อไปนี้ ออกจากน้ำก่อนใช้ดื่ม
 
 
 
   
 ความขุ่น ทำให้น้ำมีลักษณะไม่น่าดื่ม สามารถใช้ความละเอียดของเครื่องกรองน้ำกรองแยกออก หรือให้ตกตะกอน ค่าความขุ่นที่เกิน 5 NTU จะเริ่มเห็นได้ด้วยตาเปล่า
 
 
 ...
 
 
 ความกระด้าง   คือค่าความเข้มข้นของอนุมูลโลหะที่ไม่มีความเป็นพิษต่อร่างกายโดยตรง  เช่น
แคลเซียม (Ca+2) แมกนีเซียม (Mg+2) แต่จะมีผลต่อรสชาติของน้ำ ทำให้เกิดตะกรันในระบบท่อส่งน้ำ และมีความเชื่อว่าอาจทำให้เกิดนิ่วแก่ผู้ดื่มน้ำกระด้างมากเป็นประจำ ค่ามาตรฐานสูงสุดของความกระด้างสำหรับน้ำดื่ม เท่ากับ 500 มิลลิกรัมต่อลิตร การแก้ความกระด้างในน้ำ นิยมทำโดยการกรองด้วยสารกรองเรซิน ซึ่งทำหน้าที่ดักจับประจุแคลเซียมและแมกนีเซียม แล้วปล่อยโซเดียมแทน เมื่อประจุโซเดียมในเรซินหมด จึงต้องเปลี่ยนใหม่ หรือแช่ด้วยน้ำเกลือ เพื่อเติมประจุโซเดียมให้เรซิ่นใหม่
 
 
 ...
 
 
 คลอรีน ในการผลิตน้ำประปาในประเทศไทย นิยมใช้คลอรีนเป็นสารฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ซึ่งกลุ่มประเทศยุโรป (EU) ได้ประกาศเลิกใช้คลอรีนในกระบวนการผลิตอาหารและน้ำประปาโดยเด็ดขาดภายในปี 2007 เนื่องจากเมื่อคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารละลายหลายชนิดในน้ำทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง การแยกคลอรีนออกจากน้ำดื่ม ทำได้โดยการกรองด้วยผงถ่านกัมมันต์ หรือพักรอให้คลอรีนระเหยไป
 
   
 
 
 
 ...
 
 
 เชื้อโรค โรคติดต่อทางน้ำดื่มส่วนใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคอหิวาตกโรค แบคทีเรียกลุ่มที่ชี้ความสกปรกในน้ำดื่ม เรียกว่า  "โคลิฟอร์มแบคทีเรีย"   ถ้าพบการปนเปื้อนของเชื้อเหล่านี้ แสดงว่าน้ำสกปรกไม่ปลอดภัยต่อการดื่ม เช่น
 
 
   
 การตรวจจำนวนแบคทีเรียทั้งหมด (Total Plate Count) ต้องไม่เกิน 500 โคโลนี/มล.
โคลิฟอร์มต่อ 100 ลบ.ซม. (NPN)  ต้องไม่เกิน 2.2 
 
 
 
 
 
 
   
        เนื่องจากแบคทีเรียที่เล็กที่สุดมีขนาด 0.2 ไมครอน เครื่องกรองในท้องตลาดเดิม เช่น กรองเซรามิคมีประสิทธิภาพเพียง  0.5 ไมครอน ไม่สามารถกรองแบคทีเรียได้ทั้งหมด จึงได้นิยมนำเอาชุดกรองประสิทธิภาพสูง RO (Reverse Osmosis) ซึ่งกรองได้ละเอียดถึง 0.0001 ไมครอน ใช้ปั๊มแรงดันสูง 20-40 บาร์ นอกจากกรองเชื้อโรคแล้วยังกรองสารละลายโลหะ และแร่ธาตุในน้ำทั้งหมด จนเกิดข้อถกเถียงว่า น้ำบริสุทธิ์ RO เหมาะแก่การใช้เป็นน้ำดื่มหรือไม่
 
 
 
   
      ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาระบบไส้กรองเมมเบรน คล้าย RO แต่มีประสิทธิภาพการกรองที่ระดับ 0.1 ไมครอน สามารถกรองเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งหมด โดยใช้แรงดันน้ำเพียง1บาร์ ไส้เมมเบรนกรองเชื้อโรคนี้สามารถทดแทนระบบ RO ได้เป็นอย่างดี
 
 
        ในโรงงานผลิตน้ำดื่มจำหน่ายนิยมใช้ระบบฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่มด้วยโอโซน เนื่องจากเมื่อโอโซนละลายน้ำจะยังคงฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ถึง 30 นาที จึงช่วยฆ่าเชื้อโรคในถังหรือภาชนะบรรจุได้ด้วย
 
 
 
 ...
 
 
 เหล็กหรือแมงกานีส ร่างกายคนต้องการธาตุเหล็กประมาณ 7-35 มก./วัน ต้องการแมงกานีสประมาณ 10 มก./วัน ธาตุเหล็กและแมงกานีสในน้ำจะทำให้น้ำมีสี มีรสไม่น่าดื่ม ทำให้เกิดคราบสนิม ใช้น้ำซักผ้าจะทำให้เกิดคราบติด
 
 
 มาตรฐานน้ำดื่มกำหนดค่าสูงสุดของเหล็กไว้ที่ 0.5  มก./ล.
มาตรฐานน้ำดื่มกำหนดค่าสูงสุดของแมงกานีสไว้ที่ 0.3 มก./ล.
 
     
      การแยกเหล็กและแมงกานีสออกจากน้ำทำได้โดยการเติมอากาศ แล้วทิ้งให้ตกตะกอน หรือกรองด้วยการสารกรอง ซีโอไลท์ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับอิออนของเหล็กและแมงกานีส
 
 
 ...
 
 
 สารโลหะที่เป็นพิษ โลหะหนักซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อคน แม้ได้รับในปริมาณน้อย เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู แคดเมียม
 
 
 มาตรฐานน้ำดื่มกำหนดค่าสูงสุดของตะกั่วไว้ที่  0.05 มก./ล.
มาตรฐานน้ำดื่มกำหนดค่าสูงสุดของปรอทไว้ที่  0.002  มก./ล.
มาตรฐานน้ำดื่มกำหนดค่าสูงสุดของสารหนูไว้ที่  0.05 มก./ล.
มาตรฐานน้ำดื่มกำหนดค่าสูงสุดของแคดเมียมไว้ที่  0.01 มก./ล.
 
 
      กรณีน้ำดื่มมีการปนเปื้อนของโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน ควรหลีกเลี่ยงการนำน้ำมาผลิตเป็นน้ำดื่ม หรือใช้ระบบกรอง RO. (Reverse Osmosis) ซึ่งสามารถกรองละลายโลหะในน้ำได้ แต่จะมี
ีต้นทุนเครื่อง และการบำรุงรักษาสูง และจะต้องสูญเสียน้ำล้างระบบประมาณ 40%-50% ด้วย
 
 
 เครดิต http://www.thailonglife.com/ozoneis/water2/water2.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 10:02:03 pm »

การฆ่าเชื้อในน้ำ
การฆ่าเชื้อในน้ำนับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในศตวรรษที่ 21 นี้ การฆ่าเชื้อไม่เพียงเฉพาะในน้ำดื่ม แต่ยังรวมถึงน้ำที่ใช้ในสาธารณูปโภค และที่ใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ น้ำหล่อความเย็น และน้ำในสระว่ายน้ำเป้าหมายคือ การฆ่าเชื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้ผลรวมทั้งต้นทุนต่ำ ProMinent นำเสนอเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อในน้ำทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญแห่งเดียวกัน

น้ำดิบโดยปกติจะไม่บริสุทธิ์จากเชื้อโรคต่างๆในแหล่งน้ำผิวดิน จะนำมาผ่านกรรมวิธี ดังนั้นการฆ่าเชื้อโรคจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในปัจจุบันการฆ่าเชื้อในน้ำจะเห็นได้ชัดเจนในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และยา การฆ่าเชื้อก็ยังมีความสำคัญสำหรับน้ำที่ไหลเวียนในระบบทำความเย็น และระบบปรับอากาศ ในระยะนี้เรามักจะให้ความสนใจกับการเกิดเชื้อ Legionella ในระบบน้ำอุ่นและระบบน้ำเย็น

มีวิธีการและเทคโนโลยีในการฆ่าเชื้อในน้ำชนิดต่างๆกันหลายแบบซึ่งต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยของตนเอง การจะใช้เทคโนโลยีใดที่เหมาะสมกับการประยุกต์ใช้กับงานใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและตัวชี้วัดหลายประการ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยุ่งยากใช่ไหม ?  ProMinent สามารถเสนอเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อจาก portfolio ของเรา ผู้เชี่ยวชาญของเราสามารถเสนอเทคโนโลยีที่ดีและเหมาะกับความต้องการเฉพาะของท่าน โดยทั่วไปแล้ว การผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีให้เหมาะกับความต้องการของท่านในการฆ่าเชื้อในน้ำจะเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุดและประหยัดต้นทุนสูงสุด

เครดิต http://portals.prominent.com/th/DesktopDefault.aspx/tabid-2381/125_read-7816/ ขอบคุณครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 16, 2010, 10:02:52 pm »

ต่อไปนี้เป็นบทสรุปกรรมวิธีการฆ่าเชื้อในน้ำ ดังนี้
การใช้คลอรีน

โดยการเติมก๊าซคลอรีนหรือโซเดียมไฮโปคลอไรท์ลงในน้ำ ปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของการฆ่าเชื้อในน้ำ เพื่อให้การฆ่าเชื้อได้ผล ระยะเวลาการออกฤทธิ์ต้องไม่ต่ำกว่า 20 นาที ประสิทธิภาพของการใช้คลอรีนขึ้นอยู่กับค่า pH ของน้ำด่าง โดยเฉพาะน้ำที่ปนเปื้อนด้วยสารอินทรีย์จะเกิดกลิ่นและรสที่ไม่พึงปรารถนา เรามักจะประมาณความสามารถของคลอรีนเกินจริงในการป้องกันการเกิดซ้ำของเชื้อแบคทีเรียในระบบจ่ายน้ำเนื่องจากความเข้มข้นของคลอรีนในระบบจ่ายน้ำจะลดลงอย่างรวดเร็ว มีการใช้คลอรีนในงานฆ่าเชื้อในน้ำหลายประเภทและเป็นวิธีที่นิยมแพร่หลาย

 

คลอรีนไดออกไซด์
คลอรีนไดออกไซด์เป็นสารฆ่าเชื้อที่ใช้แทนคลอรีนในงานต่างๆเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากข้อดีหลายๆประการ พลังฆ่าเชื้อของสารตัวนี้มีมากกว่าไม่พึ่งพาค่า pH ของน้ำ เนื่องจากคุณสมบัติทางเคมี สารตัวนี้ไม่ก่อให้เกิดผลพลอยได้เหมือนคลอรีน เนื่องจาก half-life ที่ยาวกว่า จึงมีฤทธิ์ตกค้างในการฆ่าเชื้อในน้ำดีกว่า เมื่อเทียบกับคลอรีน สารคลอรีนไดอ๊อกไซด์สามารถทำลายแผ่น biofilm ในระบบท่อและถังเก็บน้ำจึงช่วยกำจัดการแพร่เชื้อ Legionella สารคลอรีนไดอ๊อกไซด์ได้พิสูจน์ถึงข้อดีในการประยุกต์ใช้งานหลายอย่าง เช่น ในน้ำดื่ม ในการบำบัดน้ำเสีย การป้องกันเชื้อ Legionella การบำบัดน้ำที่ใช้กรรมวิธีการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนน้ำที่ใช้หล่อความเย็น

 

การใช้โอโซน

โอโซนเป็น oxidant และสารฆ่าเชื้อที่แรงที่สุดเหมาะสำหรับการบำบัดน้ำ ข้อดีประการสำคัญคือโอโซนไม่ก่อให้เกิดผลพลอยได้ที่ไม่พึงประสงค์ และตัวมันเองสลายเป็นอ๊อกซิเจน ข้อด้อยคือมันมี half-life สั้นและละลายน้ำได้น้อย โอโซนได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับฆ่าเชื้อน้ำบรรจุขวด และในอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง มีการประยุกต์ใช้โอโซนในการบำบัดน้ำดื่ม น้ำในสระว่ายน้ำ ในสวนสัตว์ และน้ำที่ใช้หมุนเวียนทำความเย็น

 

การฆ่าเชื้อด้วยอุลตร้าไวโอเล็ต
ในการฆ่าเชื้อด้วยอุลตร้าไวโอเล็ต จะใช้แสงอุลตร้าไวโอเล็ตคลื่นสั้นส่องในน้ำ นับเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่ได้ผลและไม่มีผลต่อคุณภาพของน้ำ การฆ่าเชื้อด้วย UV ได้นำมาใช้ในการบำบัดน้ำดื่ม น้ำเสีย ตลอดจนน้ำที่ใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ

 

การฆ่าเชื้อด้วย Silver Ion
โดยการเติม Silver Ion ในน้ำที่ความเข้มข้น 0.05 – 0.1 มก./ลิตร สาร Silver Ion ทำหน้าที่เป็นตัวฆ่าเชื้อโรค แต่เรายังไม่ทราบถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อการออกฤทธิ์ให้ได้ผลจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ปัจจุบันนี้เราใช้สารนี้เฉพาะในการฆ่าเชื้อน้ำดื่มในเรือ หรือน้ำดื่มในเขตที่เกิดภัยพิบัติเท่านั้น

 

การกรองปลอดเชื้อ
การกรองปลอดเชื้อจะจำกัดการใช้งานด้านเวชภัณฑ์เนื่องจากต้นทุนสูง กรรมวิธินี้ใช้เมมเบรนกรองพิเศษที่มีขนาดเล็กกว่า 0.5 ไมโครเมตร แผ่นเมมเบรนจะต้องมีการฆ่าเชื้อตามกำหนดเวลา มีการใช้เครื่องกรองพิเศษขนาดเล็กสำหรับใช้ในบ้านเรือน อย่างไรก็ตามก็ยังมีอันตรายที่เชื้อโรคอาจจะผ่านตัวเครื่องกรองไปได้ แม้แต่การเคลื่อนเครื่องกรองด้วยเงินก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ในระยะยาว

 

การฆ่าเชื้อในน้ำด้วยความร้อน
การฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเป็นกรรมวิธีที่ไว้ใจได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของน้ำ เนื่องจากต้องใช้พลังงานมากและต้นทุนสูงในการทำให้น้ำร้อนอย่างต่ำ 75 C การใช้ความร้อนจึงมักจะใช้ฆ่าเชื้อ Legionella ในระบบน้ำร้อนการฆ่าเชื้อในระบบท่อน้ำในอุตสาหกรรมอาหาร และยา และการฆ่าเชื้อในน้ำเสียจากห้องแล็ปจุลชีวะ และ ในจุดสำคัญของคลินิค

 

การกรองช้าด้วยทราย
การกรองช้าด้วยทรายที่ความเร็วของเครื่องกรองประมาณ 0.1 เมตร/ชั่วโมง จะช่วยลดปริมาณจุลชีวะลงไปมาก  เทคโนโลยีนี้มักจะใช้กับการบำบัดน้ำดื่มและน้ำเสีย อย่างร็กตามวิธีนี้มักจะไม่นิยมใช้ในการบำบัดน้ำดื่ม เนื่องจากต้องใช้พื้นที่การกรองกว้าง และเสียเวลามากในการบำรุงรักษาระบบกรอง ในกรณีที่น้ำดิบมีปัญหาจำเป็นต้องเพิ่มวิธีการฆ่าเชื้อแบบอื่นด้วย

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.148 วินาที กับ 21 คำสั่ง