RmutPhysics.com
พฤศจิกายน 29, 2020, 06:49:16 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมเรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ไม่มีภาพประกอบ)  (อ่าน 7883 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 01, 2009, 07:50:55 pm »

โพสโดย ผู้ดูแลระบบ
นายสุวัฒน์  หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก


ที่มา  http://electronics-semiconductor.blogspot.com/2007_08_01_archive.html

ยูนิจังก์ชั่นทรานซิสเตอร์(Unijunction transistor : UJT)
เป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ3ขาที่มีรอยต่อพีเอ็นเพียงรอยต่อเดียวยูเจทีมีขาต่อใช้งาน3ขาคือB1,B2และE  สัญลักษณ์
วงจรสมมูลของยูเจทีแสดงดังรูปเมื่อขาเปิดวงจรแรงดันV1จะถูกกำหนดโดยการแบ่งแรงดันของตัวต้านทานRB1และRB2ภายในยูเจทีซึ่งแรงดันV1นี้
มีชื่อ เรียกว่าVEOเมื่อVEB1หรือแรงดันอินพุตที่ป้อนเข้าที่ขาEสูงกว่าVEOจะทำให้ยูเจทีทำงานสามารถนำกระแสได้ยูเจทีมักนิยมนำไปใช้
ในวงจรรีแลกชั่นออสซิลเลเตอร์

 
ไมโครโฟนและลำโพง
ไมโครโฟนและลำโพง(Microphone,Speaker)
ไมโครโฟน จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า มีสัญลักษณ์คือ  ไมโครโฟนมีหลายชนิดเช่น

คาร์บอน(Carbon) ใช้หลักการของตัวต้านทาน มีหลักการทำงานคือ สัญญาณเสียงที่เข้าสู่ไมโครโฟน จะทำให้ไดอะแฟรมเคลื่อนไหว แล้วเกิดแรงกดดันต่อแคปซูลที่บรรจุผงถ่านเปลี่ยนแปลง ทำให้ค่าความต่านทานของแคปซูลเปลี่ยนไป กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านแคปซูลก็จะเกิดสัญญาณความถี่สูงต่ำตามสัญญาณเสียงเป็นสัดส่วนเดียวกัน

ไดนามิก(Dynamic) ใช้หลักการของไดนาโม มีหลักการทำงานคือ สัญญาณเสียงที่เข้าสู่ไมโครโฟน จะทำให้ไดอะแฟรมเคลื่อนที่ดันให้ขดลวดเคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็กที่เกิดจากแม่เหล็กทรงกระบอก ทำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าความถี่สูงต่ำตามสัญญาณเสียงที่ได้รับ

คอนเดนเซอร์(Condenser) ใช้หลักการของตัวเก็บประจุ มีหลักการทำงานคือ สัญญาณเสียงที่เข้าสู่ไมโครโฟน จะทำให้ไดอะแฟรมเคลื่อนที่ดันให้ระยะห่าง ระหว่างแผ่นโลหะเปลี่ยนแปลง ทำให้ค่าความจุไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไปตามสัญญาณเสียงที่ได้รับ

คริสตัล(Crystal) มีหลักการทำงานคือ สัญญาณเสียงที่เข้าสู่ไมโครโฟน จะทำให้แผ่นบางๆของ Piezo Electronic Material ถูกกดงอด้วยสัญญาณเสียง ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ความถี่สูงต่ำตามสัญญาณเสียงที่ได้รับเป็นสัดส่วนเดียวกัน


ลำโพง เป็นเครื่องเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้กลายเป็นเสียง
แบบแม่เหล็ก(Magnetic)
แบบคริสตัล(Crystal)


แผงระบายความร้อน(Heatsink)
คือแผงโลหะที่ใช้ติดกับทรานซิสเตอร์หรือชิปไอซี(CPU,Chip 3D)เพื่อระบายความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากการทำงานของอุปกรณ์ไม่ให้ไหม้หรือทำลายอุปกรณ์ได้ มีลักษณะเป็นครีบโลหะ(อาจจะเป็นอลูมิเนียมหรือโลหะผสมอื่นๆ)ขนาดเท่ากับอุปกรณ์หรือใหญ่กว่า จะถูกขันน๊อตหรือล็อกไว้กับอุปกรณ์นั้นๆ


หม้อแปลงไฟฟ้า(Transformer)
เป็นคอยล์แบบหนึ่ง ที่ใช้ขดลวด 2 ขด หรือมากกว่าพันรอบแกนเหล็กอันเดียวกัน ที่คนละด้าน มีสัญลักษณ์คือ
หม้อแปลงสามารถเปลี่ยนระดับของแรงดันหรือกระแสให้สูงหรือต่ำได้ แต่หม้อแปลงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานที่ออกมาให้มากกว่าที่ป้อนเข้าไปได้ ถ้าเราใช้หม้อแปลงเพิ่มแรงเคลื่อนไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าก็จะมีจำนวนที่ลดลง แต่ถ้าหากแรงเคลื่อนไฟฟ้าลดลง กระแสก็จะเพิ่มขึ้น หม้อแปลงมีหลายชนิดได้แก่
หม้อแปลงแบบแยกขด (Isolation Transformer) คือหม้อแปลงที่มีอัตราส่วนของขดลวดด้านเข้า(Primary) และด้านออก(Secondary) เป็น 1:1 ทำให้แรงเคลื่อนและกระแสที่ป้อนเข้าและไหลออกมีขนาดเท่ากัน ใช้เพื่อแยกส่วนต่างๆของวงจรออกจากกัน และป้องกันไฟดูด
หม้อแปลงเปลี่ยนแรงดัน(Power Conversion Transformer) คือหม้อแปลงที่ใช้ลดแรงดันไฟฟ้าจากสายส่ง เพื่อให้อยู่ในระดับที่ใช้งานได้ เช่นหม้อแปลงจ่ายไฟหรือหม้อแปลงจ่ายกำลัง
หม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง ใช้ในการสร้างไฟฟ้าแรงดันสูง กระแสต่ำสำหรับจุดระเบิดของหัวเทียนในเครื่องยนต์เบนซิน หรือ ใช้สำหรับหลอดภาพในเครื่องรับโทรทัศน์ หลอดฟลูออเรสเซนส์, แสงเลเซอร์
หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับระบบเสียง(Audio Transformer) ใช้สำหรับแปลงกระแสไฟฟ้า 220V เป็น กระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำ ที่จะให้พอดีกับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ไมโครโฟน, ลำโพง หรือใช้เป็น Power Supply ในเครื่องคอมพิวเตอร์


รีเลย์(Relay)
คือสวิทซ์แม่เหล็กไฟฟ้า
มีหลักการทำงานคือ ใช้กระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยให้ไหลผ่านขดลวดของรีเลย์ให้สร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อดึงหน้าสัมผัสข้างหนึ่งให้เข้าหาหรือหนีออกไป เพื่อเชื่อมต่อหรือตัดสัญญาณการไหลของกระแสไฟฟ้า การจัดหน้าสัมผัสของรีเลย์ทำได้หลายรูปแบบ เช่น SPST(Single Pole Single Throw),DPST(Double Pole Single Throw),SPDT(Single Pole Double Throw),DPDT(Double Pole Double Throw)


ขดลวด(Coil)
คือเส้นลวดที่นำมาพันขดเป็นวง เพื่อใช้งานเฉพาะอย่าง ได้แก่
พลังงานของสนามแม่เหล็กที่เกิดจากการส่งกระแสไฟฟ้าสลับไหลผ่านขดลวด จะสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าสลับในขดลวดอีกอันที่อยู่ใกล้เคียงได้ ซึ่งเป็นหลักการที่เรานำมาใช้ทำหม้อแปลง
เราใช้ขดลวดมาเป็นเสาอากาศวิทยุ A.M.ในการรับสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าได้
ขดลวด จะทำหน้าที่หน่วงหรือต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว(Rapid Change)ของสัญญาณกระแสสลับที่ไหลผ่านตัวมัน แต่จะยอมให้ไฟฟ้ากระแสตรงไหลผ่านสะดวก
ถ้าเราต่อให้ความต้านทานระหว่างขั้วทั้งสองของขดลวดมีค่าสูง ขดลวดจะเพิ่มสัญญาณริงกิ้ง Ringing เข้ากับคลื่นสี่เหลี่ยมที่ผ่านตัวมัน
นอกจากนี้ เรายังใช้ขดลวดเป็นตัวกรองสัญญาณ เพื่อเลือกความถี่ให้ผ่านได้เฉพาะย่านความถี่ที่เราต้องการ
ขดลวดมีสัญลักษณ์คือ  ขดลวดมีหลายชนิดได้แก่

-ขดลวดแบบปรับค่าได้ (Tuning Coil)ใช้ในการจูนหาสัญญาณคลื่นวิทยุที่ต้องการ โดยใช้ขั้วแบ่ง(Tap)ต่ออนุกรมกัน หรืออาจใช้แกนเคลื่อนที่ได้ จึงปรับค่าความต้านทานไฟสลับ(Impedance)ได้ เป็นผลให้ความถี่เรโซแนนซ์(Resonance Frequency)เปลี่ยนไป
-ขดลวดแบบสายอากาศ(Antenna Coil) ใช้ในเครื่องรับวิทยุแบบ A.M. โดยจะมีขดลวดพันอยู่บนแกนกระดาษที่หุ้มห่อแท่งเฟอร์ไร้ท์แบบแท่งกลมหรือแบบแท่งเหลี่ยมก็ได้
-โช๊ค(Choke) ใช้เพื่อจำกัดสัญญาณที่ไม่คงที่ ขณะที่ยอมให้กระแสสัญญาณที่คงที่สามารถผ่านไปได้


สวิทซ์(Switch)
คืออุปกรณ์ทางกลไกที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อหรือตัดสัญญาณการไหลของกระแสไฟฟ้าได้ มีสัญลักษณ์คือ  แป้นพิมพ์(Keyboard)ก็เป็นสวิทซ์แบบกดติดปล่อยดับแบบหนึ่ง มีหลายชนิด เช่น สวิทช์เปิดปิดไฟฟ้า, สวิทช์กด , สวิทช์เลื่อน, สวิทช์หมุน



เซนเซอร์(Sensor)
คือสวิทช์ที่มีความไวสูง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับสัญญาณความผิดปกติบางอย่างที่ได้กำหนดไว้ หรือใช้ตรวจจับลักษณะบางอย่าง เช่น
จับสัญญาณความเคลื่อนไหวด้วย Ultrasonic, ตรวจจับสัญญาณความร้อนด้วยคลื่นอินฟราเรด, เครื่องตรวจจับควัน หรือ แม้แต่เมาส์(Mouse)ก็เป็นเซ็นเซอร์แบบหนึ่ง ที่ใช้ตรวจจับตำแหน่งและระยะทางการเคลื่อนไหวของมือ


คริสตัล(Crystal)
อุปกรณ์กำเนิดสัญญาณไฟฟ้าความถี่คงที่ ที่เราเรียกว่า สัญญาณนาฬิกา โดยเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรง เป็นคลื่นรูปสี่เหลี่ยม เพื่อใช้ในอุปกรณ์ส่งวิทยุ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย ผลึกควอทซ์(หินเขี้ยวหนุมาน)แผ่นบางๆ มีแผ่นโลหะฉาบอยู่ 2 ด้านที่เชื่อมต่อกับขั้วต่อภายนอก 2 ขั้ว
มีหลักการทำงาน คือ เมื่อผลึกควอทซ์ ได้รับแรงเคลื่อนไฟฟ้าจากขั้วต่อทั้งสอง จะเกิดสนามไฟฟ้าซึ่งจะทำให้เกิดแรงต่อประจุในโครงสร้างของผลึก ทำให้ผลึกเปลี่ยนรูป และสั่น ทำให้ประจุมีการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ จนเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าออกมาต้านแรงเคลื่อนเดิม ขึ้นที่ขั้วทั้งสอง แต่สัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะมีความถี่คงที่ค่าหนึ่ง เรียกว่า ความถี่เรโซแนนซ์(Resonance Frequency)ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับพื้นที่หน้าตัดและความหนาของผลึก ในการใช้งานเราจะใช้คริสตัลจากความถี่เรโซแนนซ์ ซึ่งเราอาจเรียกว่าความถี่มูลฐาน โดยจะใช้งานในช่วงตั้งแต่ระดับ KHz ถึงระดับหลายร้อย MHz แต่อาจมีความถี่ฮาร์โมนิค ที่มีขนาดแอมปริจูดน้อยมาก ซึ่งเป็นความถี่ฮาร์โมนิคที่ 3 แทรกเข้ามา
เทียบได้กับวงจรสมมูล
ข้อได้เปรียบของคริสตัล คือ
ทำให้วงจรมีขนาดกระทัดรัด
มีความแม่นยำสูง
ความถี่คงที่ แม้อุณหภูมิจะเปลี่ยนไป ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
จึงทำให้มีการนำมาใช้ แทนวงจรที่ใช้ขดลวด, ตัวเก็บประจุ และตัวต้านทาน แบบเดิม



สารกึ่งตัวนำทางแสง(Photonic)

แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. สารกึ่งตัวนำที่เป็นแหล่งกำเนิดแสง คือ
ไดโอดเปล่งแสง(LED,Light Emitting Diode)
จะเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้เป็นแสงได้โดยตรง แสงที่เปล่งออกมามีสีเดียว(มี Range ของความยาวคลื่นที่แคบ) แสงที่เปล่งออกมาจะเพิ่มขึ้นตามกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน จนถึงระดับหนึ่งจะร้อนจัดและชำรุด
ชนิดของ LED มีหลายชนิดได้แก่

LED เปล่งแสงมองเห็นได้ คือ LED สีแดง สีเขียว ที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไปตามหน้าปัดเครื่องใช้ไฟฟ้า
LED แสดงค่าตัวเลข ใช้แสดงหน้าปัดอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์บางอย่าง
Infrared LED ใช้ในการส่งข่าวสาร, Remote Control และ สัญญาณกันขโมย
Laser Diode ใช้ในเครื่องอ่าน CD,fiber optic
2. สารกึ่งตัวนำจับแสง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
2.1แบบไม่มี PN จังชั่น
ตัวต้านทานแสง(Photoresister)
เป็นสารกึ่งตัวนำ เมื่อไม่โดนแสง จะมีความต้านทานสูงมาก เมื่อโดนแสงจะมีความต้านทานต่ำมาก มีความไวช้า ต้องรอหลายนาทีจึงจะกลับสู่สภาพเดิม

2.2 แบบมี PN จังชั่น โฟโตไดโอด (Photo diode)
โฟโตไดโอด เป็นไดโอดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับจับแสง มีคุณสมบัติไวแสง ใช้มากในกล้องถ่ายรูป, สัญญาณกันขโมย และการติดต่อสื่อสารทางแสงอินฟราเรด
การทำงาน จะทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายกระแส หรือนำกระแสเมื่อได้รับแสง มีสัญลักษณ์ 
ทรานซิสเตอร์ไวแสง(Phototransister) โดยทั่วไปทรานซิสเตอร์ จะมีคุณสมบัติไวต่อแสง แต่ทรานซิสเตอร์ไวแสง จะได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ส่วนมากจะเป็นแบบ NPN และมีพื้นผิวซิลิกอนที่ขาเบสกว้างกว่าปกติ เพื่อเปิดให้แสงพุ่งเข้าสู่พื้นผิวบริเวณเบส แทนที่กระแสเบส-อีมิตเตอร์ ดังนั้นทรานซิสเตอร์ไวแสง จึงขยายสัญญาณโดยตรงตามปริมาณแสงที่เปลี่ยนแปลง
Photothyristor(LASCR)คือสวิทซ์ทำงานด้วยแสง มีความไวแสงมาก แต่จะบางกว่าแบบธรรมดา จึงใช้งานได้กับกระแสไม่กี่ร้อยโวลท์ ดังนั้นในการใช้งานที่กระแสสูงๆ เราจึงใช้ LASCR เป็นตัวกระตุ้น SCR เท่านั้น


เซลแสงอาทิตย์(Solarcells)
เป็น PN จังชั่นโฟโตไดโอด ที่มีพื้นที่รับแสงขนาดใหญ่ ในแสงแดดจ้า เซลแสงอาทิตย์ 1 เซลจะสร้างแรงเคลื่อน 0.5 Volt
เซลแสงอาทิตย์ขนาด 2 x 2 เซนติเมตร จะสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้ 0.1 Amp



ไทริสเตอร์(Thyrister)
เป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ 3 ขา คือ Gate, Anode,Catode จะทำหน้าที่เป็นสวิทซ์อิเล็คทรอนิคส์ กระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยที่ไหลเข้าเกท จะทำให้กระแสจำนวนมากไหลผ่านทั้งสองข้าง โดยมีสถานะปิด หรือเปิดเท่านั้น ไม่ขยายสัญญาณเหมือนทรานซิสเตอร์ มี 2 ประเภทคือ
SCR(Silicon Controlled Recitifier)
ทำหน้าที่เป็นสวิทซ์กระแสตรง
 
ไทรแอค(Triac)
มี 3 ขา คือ Gate, A1, A2 เหมือน SCR 2 ตัวต่อขนานกัน มีวงจรสมมูลคือ  ทำให้ต้องใช้ซิลิกอนแบบ P และ N ซ้อนกัน 5 ชั้นและเพิ่มซิลิกอนแบบ N ขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นสวิทซ์ ได้ทั้งกระแสตรง และ กระแสสลับ




เฟต (FET)
เฟตมาจากคำว่า Field Effect Transistor
เป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำอีกตัวหนึ่งที่มีประโยชน์และมีการนำมาใช้งานอย่างมาก
ถ้าจะมองอย่างผิวเผินเฟตก็คือ ทรานซิสเตอร์แบบหนึ่งทรานซิสเตอร์ปกติจะมีข้อด้อยในด้านอินพุตอิมพีแดนซ์ที่ค่อนข้างต่ำ
ดังนั้นถ้าหากนำมาใช้ในวงจรที่ต้องการอินพุตอิมพีแดนซ์สูงๆจะต้องออกแบบวงจรค่อนข้างซับซ้อนแต่ปัญหานี้จะหมดไป
ถ้าหากใช้เฟตแทนทรานซิสเตอร์เนื่องจากว่าโดยตัวของเฟตมีอินพุตอิมพีแดนซ์ที่สูงมากทรานซิสเตอร์ธรรมดามักจะทำงาน
ด้วยกระแสไฟฟ้า แต่สำหรับเฟตแล้วจะใช้สนามไฟฟ้าควบคุมการทำงานจึงได้ชื่อว่า
Field effect transistor ซึ่งมีด้วยกัน 2 แบบคือ แบบพีแชนเนลและเอ็นแชนเนล
เฟตมีด้วยกัน 2 ชนิดคือ เจเฟต (JFET) และมอสเฟต (MOSFET)โดยจะแตกต่างกันที่ลักษณะของโครงสร้าง
เจเฟต(JFET)
เจเฟต(JFET)มาจากคำว่าJunctionFieldEffectTransistor

เฟตจะประกอบด้วยชั้นสารซิลิกอน N ซึ่งได้รับการแพร่ลงบนรอยต่อของชิ้นสารพีและเอ็นเฟตมีขาต่อใช้งาน
3 ขา คือ ขาเกท(gate), เดรน (drain) และซอร์ส (source) ระหว่างขาเดรนกับซอร์สจะได้รับไบแอสตรง
ดังนั้นกระแสจะไหลจากขาเดรนไปยัง ขาซอร์สความสามารถในการนำกระแสของเฟตจะขึ้นอยู่กับแรงดันที่ขาเกทถ้าหากแรงดันที่เกทเป็นลบมากกระแสก็จะไหลน้อยและ
ถ้าหากแรงดันที่ขาเกทเป็นลบถึงค่าหนึ่ง ก็จะทำให้ไม่มีกระแสเดรนไหลเลย

ขอขอบคุณอาจารย์จรัส  บุณยธรรมาที่ได้ให้ผมได้ตั้งกระทู้ได้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2009, 08:08:28 pm โดย สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 14, 2010, 10:18:35 pm »

ไฟล์อุปกรณ์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์

* อุปกรณ์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์.pdf (98.29 KB - ดาวน์โหลด 463 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.626 วินาที กับ 21 คำสั่ง