RmutPhysics.com
มีนาคม 24, 2020, 02:36:10 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปรากฎการณ์นาคเล่นน้ำ  (อ่าน 1036 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2008, 08:37:42 pm »

นาคเล่นน้ำ         

โพสต่อโดย ผู้ดูแลระบบ
สุวัฒน์  หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก
 
     ในช่วงสงกรานต์ปี ๒๕๔๘ นี้ มีปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจเกิดขึ้นในบ้านเรา ตามข่าวระบุว่า
     “พายุงวงช้างที่เกิดขึ้นกลางทะเลอันดามัน ห่างชายฝั่ง ต. ราชกรูด อ. เมือง จ. ระนอง ไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑๐ กม. ถูก ๒ ช่างภาพสมัครเล่นบันทึกภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเอาไว้ได้ ... โดยมีนักกอล์ฟที่สนามกอล์ฟค่ายรัตนรังสรรค์เห็นเหตุการณ์หลายสิบคน โดยนายอำนวย เจริญวิภาสเจต อายุ ๕๒ ปี ระบุว่า เห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม จึงมองออกไปในทะเล พบเส้นสีเทาหมุนเป็นเกลียวพุ่งจากท้องฟ้าลงไปในทะเล เกิดเป็นเกลียวหมุนอย่างรวดเร็วดูดน้ำทะเลขึ้นไปบนอากาศแบบเดียวกับพายุทอร์นาโดในสหรัฐอเมริกา ทำเอาคนในสนามกอล์ฟพากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น” (ข่าวจาก ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๘ หน้า ๑ และเว็บไซต์ของ ไทยรัฐ) พายุดังกล่าวกินเวลานาน ๒๐ นาทีไม่ได้พัดเข้าสู่ชายฝั่ง แต่สลายตัวไปในอากาศ
     ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจเหลือเกิน เพราะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในบ้านเรา เท่าที่ค้นได้จากเว็บ เข้าใจว่าเคยมีคนเห็นที่ทะเลจังหวัดตราด และได้นำไปโพสต์ไว้ โดยเรียกว่า “พายุงวงช้าง” เหมือนข่าวจากหนังสือพิมพ์ครั้งนี้ อย่างไรก็ตามผมขอให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า พายุหมุนแบบนี้จะเรียกว่าพายุงวงช้างก็ไม่ผิด แต่ชื่อเรียกที่ชัดเจนกว่าคือ “นาคเล่นน้ำ” หรือ “พวยน้ำ” เพราะเกิดในน้ำ (ฝรั่งเรียกว่า waterspout)
     “นาคเล่นน้ำ” มาจากไหน ? ทำไมจู่ๆ จึงเกิดท่อเชื่อมผืนฟ้าและพื้นน้ำขึ้นมาได้ ?
 
     นักอุตุนิยมวิทยา (ฝรั่ง) บอกว่า นาคเล่นน้ำมี ๒ แบบ แบบแรกเป็นพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือผืนน้ำ (ซึ่งอาจจะเป็นทะเล ทะเลสาบ หรือแอ่งน้ำใดๆ) โดยพายุทอร์นาโดจะเกิดขึ้นระหว่างที่มีฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก เรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนองแบบซูเปอร์เซลล์ (supercell thunderstorm) และมีระบบอากาศหมุนวนที่เรียกว่า เมโซไซโคลน (mesocyclone) จึงเรียกพายุนาคเล่นน้ำแบบนี้ว่า นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโด (tornadic waterspout) ใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง Twister คงพอจะนึกภาพออก เพราะมีอยู่ฉากหนึ่งที่มีทอร์นาโดหลายงวงอาละวาดอยู่ในน้ำ
     ส่วนนาคเล่นน้ำอีกแบบหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่า และน่าจะตรงกับกรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเรา (เพราะตามข่าวดูเหมือนจะไม่มีฝนฟ้าคะนองร่วมด้วย) เกิดจากการที่มวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านเหนือผิวน้ำที่อุ่นกว่า โดยบริเวณใกล้ๆ ผิวน้ำมีความชื้นสูง และไม่ค่อยมีลมพัด (หรือถ้ามีก็พัดเบาๆ เอื่อยๆ) ผลก็คืออากาศที่อยู่ติดกับผืนน้ำซึ่งอุ่นในบางบริเวณจะยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้อากาศโดยรอบไหลเข้ามาแทนที่ จากนั้นจึงพุ่งเป็นเกลียวขึ้นไป แบบนี้เรียกว่า นาคเล่นน้ำของแท้ (true waterspout) หรือ นาคเล่นน้ำที่เกิดในช่วงอากาศดีพอสมควร (fair-weather waterspout)
     จุดแตกต่างระหว่างนาคเล่นน้ำทั้ง ๒ แบบนี้ก็คือ นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโดจะเริ่มจากอากาศหมุนวน (ในบริเวณเมฆฝนฟ้าคะนอง) แล้วหย่อนลำงวงลงมาแตะพื้น คือ จากบนลงล่าง ส่วนนาคเล่นน้ำของแท้นั้น จะเริ่มจากอากาศหมุนวนบริเวณผิวน้ำ แล้วพุ่งขึ้นไป คือจากล่างขึ้นบน
     ในช่วงที่อากาศพุ่งขึ้นเป็นเกลียววนนี้ หากน้ำในอากาศยังอยู่ในรูปของไอน้ำ เราจะยังมองไม่เห็นอะไร แต่หากอากาศขยายตัวและเย็นตัวลงถึงจุดหนึ่ง ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำจำนวนมาก ทำให้เราเห็นท่อหรือ “งวงช้าง” เชื่อมผืนน้ำและเมฆ
 
     พายุนาคเล่นน้ำส่วนใหญ่ยาวประมาณ ๑๐-๑๐๐ เมตร แต่ก็เคยพบที่ยาวมากถึง ๖๐๐ เมตร
     เส้นผ่าศูนย์กลางก็มีตั้งแต่เล็กๆ แค่ ๑ เมตร ไปจนถึงหลายสิบเมตร ในนาคเล่นน้ำแต่ละตัวอาจมีท่อหมุนวนเพียงท่อเดียวหรือหลายท่อก็ได้ โดยแต่ละท่อจะหมุนด้วยอัตราเร็วในช่วง ๒๐-๘๐ เมตรต่อวินาที (ลองเปรียบเทียบกับพายุทอร์นาโดซึ่งมักจะยาวประมาณ ๑๐๐-๓๐๐ เมตร และหมุนวนเร็วกว่าคือ ๔๐-๑๕๐ เมตรต่อวินาที) กระแสลมในตัวพายุเร็วถึง ๑๐๐-๑๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจสูงถึง ๒๒๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งคว่ำเรือเล็กๆ ได้สบาย
     นอกจากหมุนวนรอบตัวเองแล้ว นาคเล่นน้ำยังสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วตั้งแต่ ๓-๑๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ค่อนข้างช้าประมาณ ๑๘-๒๘ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงมีคำแนะนำสำหรับชาวเรือว่า ให้สังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ให้ดี แล้วหนีไปในทิศตรงกันข้าม
     อย่างไรก็ดี พายุนาคเล่นน้ำมีอายุไม่ยืนยาวนัก คืออยู่ในช่วง ๒-๒๐ นาที (แต่นานถึง ๓๐ นาทีก็เคยพบ) และหากนาคเล่นน้ำขึ้นฝั่ง ก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
 
     นาคเล่นน้ำมักจะเกิดพร้อมๆ กันคราวละหลายตัว คือมากันเป็นครอบครัว ตามสถิติพบว่า เคยเกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียว ๗ ตัว ที่เกรตเลกส์ (Great Lakes) ตามแนวพรมแดนระหว่างแคนาดากับอเมริกา ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า “เหตุการณ์นาคเล่นน้ำครั้งมโหฬารแห่งปี ๒๐๐๓“ (The Great Waterspout Outbreak of 2003) เพราะมีนาคเล่นน้ำปรากฏโฉมถึง ๖๖ ตัวเป็นอย่างต่ำ ในช่วงเวลามหัศจรรย์ ๗ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ถึง ๓ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๐๓
     ส่วนในเขตประเทศอเมริกาเองนั้น นาคเล่นน้ำมักจะเกิดแถวๆ ฟลอริดา ในบริเวณที่เรียกว่า ฟลอริดา คียส์ (Florida Keys) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ทำให้บางคนสันนิษฐานว่า นาคเล่นน้ำอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินและเรือจำนวนมากสูญหายไปในบริเวณสามเหลี่ยมลึกลับนี้ก็เป็นได้
     รู้จักนาคเล่นน้ำกันไปแล้ว เลยอยากแถมพายุงวงช้างอีกแบบหนึ่งที่เคยเกิดในบ้านเรา เพราะมีบันทึกอยู่บนปกของวารสาร อุตุนิยมวิทยา ฉบับหนึ่ง โดยในหน้าสารบัญ ให้ข้อมูลสั้นๆ เพียงว่า “พายุฤดูร้อนรูปงวงช้าง ที่ก่อตัวขึ้นกลางท้องนา จังหวัดพิษณุโลก”
      อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังนี้
 
     หากพายุนี้เกิดขึ้นพร้อมกับพายุฤดูร้อนจริง พายุนี้ก็ควรเรียกว่า พายุทอร์นาโด เหมือนในต่างประเทศ เพราะเมฆที่ให้กำเนิดพายุจะต้องเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส (cumulonimbus) หรือเมฆฝนฟ้าคะนอง แต่จะต้องเป็นฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก และเกิดเมโซไซโคลน ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว (แต่ดูเหมือนจะไม่มี)
     แต่หากไม่ใช่พายุทอร์นาโด ก็ต้องดูพื้นผิวของบริเวณที่เกิดงวงช้าง ซึ่งถ้าเป็นผืนน้ำ พายุนี้ก็คือ พายุนาคเล่นน้ำของแท้นั่นเอง แต่หากเป็นพื้นดิน พายุนี้จะเรียกว่า แลนด์สเปาต์ (landspout) (ผมค้นชื่อไทยไม่พบ แต่จะเรียกว่า “นาคเล่นดิน” ก็ยังไงๆ อยู่)
     พายุแลนด์สเปาต์มีกลไกคล้ายกับนาคเล่นน้ำของแท้ กล่าวคือ เกิดจากมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่ผ่านพื้นดินที่ร้อนจัด เพราะถูกแดดแผดเผา อากาศก็เลยยกตัวลอยขึ้นไปและหมุนวนเป็นเกลียว


* naklennam1.jpg (21.73 KB, 175x150 - ดู 444 ครั้ง.)

* naklennam3.jpg (8.4 KB, 130x200 - ดู 430 ครั้ง.)

* naklennam4.jpg (11.37 KB, 230x150 - ดู 431 ครั้ง.)

* naklennam5.jpg (26.96 KB, 249x150 - ดู 451 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 05, 2008, 08:42:38 pm โดย สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.197 วินาที กับ 21 คำสั่ง