คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์
ความนิยมของผู้ชม: / 194
แย่มากดีมาก 

สารบัญ

คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์

สารบัญอย่างละเอียด

คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์

1. ใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา

  หน้า
หัวข้อบรรยายทั้งหมด ว่าด้วยหลักพระพุทธศาสนา 1
ศาสนา มุ่งดับทุกข์ทางใจเฉพาะคน ต่างศาสนาก็ต่างกันตามทรรศนะ 2
พุทธศาสนาไปได้ไกลกว่าศีลธรรมสากล คือถึงกับพ้นทุกข์เด็ดขาด 3
รู้อะไรเป็นอะไรนั้น คือรู้จนปฏิบัติตัวถูก จนไม่เกิดทุกข์จากสิ่งนั้น 4
รู้อะไรเป็นจริงย่อมเกิดนิพพิทา วิราคะ  วิมุตติ โดยอัตโนมัติ 5
หลักรู้อะไรเป็นอะไรนี้ เป็นคำจำกัดความที่พอเพียงแก่ผู้ประสงค์ศึกษา 6
คำสอนทั้งไตรปิฏก ล้วนเป็นการระบุว่าอะไรเป็นอะไรทั้งสิ้น 7
หลักอริยสัจจ์สี่ เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา 7
ฉะนั้นอริยสัจจ์สี่ จึงคือการบอกว่าอะไรเป็นอะไร อย่างครบถ้วน 9
หัวใจพุทธศาสนาของพระอัสสชิ ว่าทุกสิ่งเกิดแก่เหตุ จะต้องดับเหตุ 10
นั่นก็คือให้ออกมาเสียจากอำนาจเหตุ  ด้วยการรู้อะไรเป็นเหตุแล้วดับเสีย 11
พุทธองค์ออกผนวช ก็ทรงอยากทราบว่าอะไรเป็นกุศล 12
กุศลที่ทรงแสวง คือความรู้ ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถึงที่สุด 12
หลักพระไตรลักษณ์ ยิ่งเป็นการบอกว่าอะไรเป็นอะไร ถึงที่สุด 13
สิ่งทั้งปวงยิ่งกว่าไฟ รู้อะไรเป็นอะไรเสียก่อน จึงจะไปทำกับมันถูกเรื่อง 14
โอวาทปาติโมกข์  คำสอนประธาน มีว่าให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตบริสุทธิ์ 15
จิตบริสุทธิ์จะต้องอิสระจากทุกสิ่ง, จะอิสระก็ต้องรู้อะไรเป็นอะไรถึงที่สุด 16
ยังชอบดี เกลี่ยดชั่วอยู่ ก็ยังไม่อิสระ  จิตยังไม่บริสุทธิ์จากสิ่งห่อหุ้ม 17
คนดีก็ทุกข์ คนชั่วก็ทุกข์  พระอริยเจ้าพ้นทุกขได้  จึงไม่ใช่คนดี-คนชั่ว 18
ทำจิตบริสุทธิ์ชั้นสุดได้  เป็นผลจากที่รู้อะไรเป็นอะไรถูกต้องถึงที่สุด 19
พุทธะคือผู้รู้สิ่งทั้ปวงถึงที่สุด พุทธศาสนาจึงคือให้รู้อะไรเป็นอะไรเท่านั้น 20
ทุกคนปฏิบัติให้ถูกตัวพุทธศาสนาได้ โดยเฝ้าดูทุกข์ที่เกิดแก่ตนเป็นประจำ 21
พิจารณาทุกข์ให้เป็นเรื่องจริงของชีวิต  ก็คือกำลังเรียนไตรปิฏกอยู่ทีเดียว 22
จงมารู้จักพุทธศาสนาด้วยการศึกษาเอาจากตัวจริงคือที่ชีวิตจิตใจนี้เถิด 22
สรุปกถาธรรมบรรยาย 23

2. ไตรลักษณ์

  หน้า
ข้อที่ควรกำหนดให้ชัด  คือขอบเขตของศีลธรรมกับของศาสนา นั้นต่างกัน 24
ศีลธรรมว่าโดยสรุป  ไม่นอกไปจากหลักศีล กับหลักธรรม 5 คู่ 25
พุทธศาสนา จำกัดความได้ว่า คือให้รู้อะไรเป็นอะไร 27
รู้อะไรเป็นอะไร ก็คือรู้ทุกสิ่งอยู่ในลักษณะไม่เที่ยง-ทุกข์-อนัตตา 28
คำสอนในพุทธศาสนาทั้งหมด มุ่งแสดงถึงลักษณะสามนี้ทั้งนั้น 29
อนิจจัง คือไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงเรื่อย ซึ่งมีคำสอนกันบ้างแล้วก่อนพุทธเจ้า 29
ทุกขัง คือดูแล้วสังเวชใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องมีคนสอนกันมาบ้างแล้ว 30
อนัตตา คือไม่มีตัวตนอันแท้จริง นี่จะมีสอนก็ต่อเมื่อมีพระพุทธเจ้าแล้ว 30
เห็นธรรม ก็คือแจ่งแจ้งด้วยความรู้สึกแห่งใจ  ไม่ใช่เพียงคำนึงคำนวณ 31
การเห็นแจ้งอาจเลื่อนสูงๆขึ้น จนที่สุดก็ปล่อยวางได้สิ้นเชิง 32
ถ้าเห็นความว่าง จะรู้สึกด้วยใจ ว่าไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็นทุกอย่างไป 33
รู้สึกความไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็นนี้  ไม่ขัดขวางการใช้ชีวิตทางโลกเลย 34
โดยแท้จริง ใครจะเอา-จะเป็นอะไรไม่ได้  เพราะทุกฝ่ายก็ไม่เที่ยงอยู่ 35
คนเราจำต้องทนไป  จนกว่าออกไปเสียได้จากวัฏฏะของตัณหา 36
ความอยากที่ชื่อว่าตัณหา มี 3 คือ กามตัณหา  ภวตัณหา วิภวตัณหา 37
ความทุกข์มีหลายระดับ เพียงทำดียังไม่พอ เพราะนั่นก็ยังอาศัยตัณหา 38
วิธีทำกับสิ่งทั้งปวง คือขจัดตัณหาโดยให้เห็นจริงว่าไม่มีอะไรน่าอยาก 39
ได้อะไร-เป็นอะไรบ้าง ที่จะไม่มาทำให้หนัก 40
เกิดหนักขึ้น ก็เพราะฝืนความที่ทุกสิ่ง ต้องเป็นไปตามทางของมัน 40
จะไม่ไปหลงยึด  ก็ต้องรู้ก่อน  ว่าไปเอาหรือไปเป็นโดยไม่มีตัณหาก็ทำได้ 41
พุทธองค์และอรหันต์ทำงานได้เกินส่วน  เพราะท่านทำด้วยปัญญาตลอด 42
เข้าไปมี-ไปทำอะไรด้วยปัญญา ก็ยังเป็นไปตามธรรมดาโลกเขาได้ 43
ผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญา  สามารถทำคนใกล้ชิดให้รู้ด้วย  ไม่ขัดขวางกันด้วย 46
ชั่วชั้นหยาบ จนถึงดีชั้นสุด  ก็ล้วนมาจากอยากเอา-อยากเป็นทั้งสิ้น 47
สรุปกถาธรรมบรรยาย 48

3. อุปาทานสี่

พุทธศาสนามุ่งแก้ทุกข์ โดยชี้ว่า ทุกสิ่งไม่ควรยึดมั่นถือมั่น 49
ทุกข์จากกิเลส เป็นโรคพิเศษ ทรมานร้ายกว่าโรคกาย โรคจิต 50
คนแม้ไม่ป่วยกาย ป่วยจิต  ก็ยังป่วยทางวิญญาณ  คือมีกิเลสกลุ้มรุมทุกคน 51
เข้าใจเรื่องโรคทางวิญญาณนี้ จะเห็นคุณและสนใจพระพุทธศาสนา 51
จะปลีกถอนจากสิ่งทางปวง ต้องศึกษาสิ่งที่ทำให้เรายึดติด 52
รู้เรื่องกิเลสที่ยึดถือนี้ก่อน จะทำให้รู้พุทธศาสนาถึงที่สุดได้ง่าย 53
กามุปาทาน คือยึดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ 53
สัตว์ทำเรื่องขึ้นในโลก ล้วนมาจากกามารมณ์ทั้งสิ้น 55
กามารมณ์มีบทบาทร้าย เพราะกามุปาทานอันเหนียวแน่นนี้โดยตรง 56
โลกถือว่ากามพอมีประโยชน์ แต่ทางธรรมว่าสิ่งนี้ร้าย ต้องขจัดให้สิ้น 56
ทิฏฐุปาทาน คือยืดในความคิดความเห็น 57
คนเรามักจะมีทิฏฐิถือแข็งในสิ่งที่ว่าดีว่าสูง เช่นความเชื่อทางศาสนาเป็นต้น 58
สีลัพพตุปาทาน คือถือข้อประพฤติอย่างไม่ถูกความมุ่งหมายแท้จริง 59
แม้วิปัสสนา สมถะ ศีล ของพุทธศาสนา ก็มีทางให้คนยืดผิดๆได้ 61
อัตตวาทุปาทาน คือยืดด้วยวาทะว่าตัวตน 62
ความรู้สึกว่ามีตัวของตัว เป็นสัญชาตญาณให้ทุกชีวิตอยู่รอดมาได้ 63
อุปาทานทำให้ชีวิตก่อมีขึ้น และยังใส่ทุกข์ให้ด้วยพร้อมเสร็จ 64
วิธีทำกับอุปาทานให้ได้ประโยชน์ที่สุด ต้องรู้จักตัวมันให้ดี 65
ฉะนั้นต้องควบคุมมันให้มากที่สุดก่อน  เพื่อตัดให้ขาดด้วยมรรคปฏิปทา 66
ขณะที่ยังตัดไม่ได้  ก็ยังต้องศึกษา และควบคุม  เพื่อจะอิสระจากมัน 67
สรุปกถาธรรมบรรยาย 68

4. ไตรสิกขา

สิ่งทั้งปวงไม่น่าเชื่อถือ แต่อุปาทานไม่ยอม จึงทุกข์หนัก 70
อุปาทานทำคนให้ทุกข์ได้หลายชั้น  วิธีแก้จึงมีที่พอเหมาะกันเป็นชั้นๆ 71
ชั้นศีล  ให้ประพฤติทางกายวาจาไม่เกิดโทษ  ทั้แก่ตนและผู้อื่น 71
ชั้นสมาธิ ให้ฝึก ข่ม อบรมจิต  เพื่อให้พร้อม ให้สามารถ ให้ควรแก่งาน 72
ชั้นปัญญา ให้อบรม บ่มทิฏฐิ ให้ดูสิ่งทั้งปวงออก จนถึงชั้นสุด 74
ปัญญา ไม่ใช่เพียงความเข้าใจ ต้องผ่านซึมซาบ และบ่ม จนหายหลง 75
เจริญปัญญา คือเอาสิ่งที่ได้ผ่านหรือที่เคยสลดสังเวชมาทำให้จิตหน่าย 75
ถ้าเห็นแท้จริง  ต้องรู้จักจนออกผลแก่จิตใจ  ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น 76
ความพ้นทุกข์มีได้เพราะเห็นแจ้ง  ไม่ใช่ลำพังความเข้าใจ 77
คำว่า สิกขา หมายถึงลงมือปฏิบัติอบรม กาย วาจา ใจ โตยตรง 78
การปรับตัวให้อยู่ในโลกอย่างบริสุทธิ์ก่อน จะส่งให้เกิดสมาธิง่าย 79
ศีลที่จะเป็นที่เกิด-ที่ตั้ง-ที่เจริญ ของสมาธิ  ต้องชนิดที่อริยชนพอใจ 80
ศึลอยู่ที่กายวาจาดี , สมาธฺอยู่ที่บ่มจิต  จนผ่องใส  สามารถ 81
เข้าถึงความลับธรรมชาติจิตชั้นสมาธินั้น  สูงกว่าวิสัยคนธรรมดาแล้ว 83
ถ้าสมาธิเป็นไปถูกต้อง  ก็ง่ายที่จะเห็นสิ่งทั้งปวงตามเป็นจริง 84
จิตที่เป็นไปอย่างเหมาะสม  ปัญหาค้างๆ จะเกิดสางออกได้เอง 85
มีปัญญาจึงมีสมาธิ  มีสมาธิจึงมีปัญญา  ของสองอย่างนี้ต้องสัมพันธ์กัน 87
พวกปัญญานำกับสมาธินำ  ก็ยังไม่ปลอดภัยเท่าพวกมีสิ่งทั้งสองพอๆกัน 88
วิมุตติก็คือผลที่คลายหน่ายจากสิ่งทั้งปวง  เป็นจิตอิสระ 90
สิกขาสาม โดยหลักวิชา คือวิธีการให้รู้ โดยปฏิบัติ คือตัดอุปาทาน 91
ไตรสิกขาใช้แก้ปัญหาแก่ทุกคนทุกสมัยได้  จึงเพียงพอที่จะเป็นธรรมสากล 92

5. เบญจขันธ์

 

สังขารเป็นทุกข์ สัตว์ก็ยังขืนยึด ถึงกับต้องเปลื้องจิตด้วยไตรสิกขา 94
พุทธศาสนาสอนให้ดูโลก อันเป็นที่ที่จิตเกาะด้วยอำนาจอุปาทาน 95
ทั้งหมดโลก ก็มีกายกับใจ หรือฝ่ายรูปกับฝ่ายนาม 96
คนๆหนึ่งมีส่วนกาย 1 ส่วนใจ 4 รวมเป็น 5 เรียกว่าเบญจขันธ์ 97
เวทนา คือส่วนที่รู้สึกในทางสุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข 97
สัญญา คือส่วนที่เป็นสมปฤดี จำ  และหมายรู้อะไรได้ 98
สังขาร คือตัวความคิดที่ทำให้คนเราได้คิดนึกรู้สึก 99
วิญญาณ คือตัวจิตที่ทำหน้าที่รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น ฯลฯ  100
รูปขันธ์  เป็นส่วนแรกของกลุ่มทั้งห้า  ที่มักถูกเข้าไปยึดคว้าเอาก่อน 101
เวทนาขันธ์ มีเสน่ห์ที่ความอร่อย มีทางให้สัตว์ติดอกติดใจที่สุด 102
เวทนาทั้งที่ชอบที่ไม่ชอบ ก็มีทางให้ยึดมั่นถือมั่นเท่ากัน  และทุกข์เช่นกัน 103
ถ้ารู้เท่าทัน และควบคุม จิตจะเหนือเวทนาได้ 105
สังคมโลกทั้งยุ่งยากทั้งส่วนตัวส่วนรวม  มาจากคนเราเป็นทาสสุขเวทนา 106
สัญญาขันธ์ เป็นที่ที่ถูกยึดแน่นหนา  ไปหลงว่าเป็นตัวที่เข้าออกจากร่างกาย 107
สังขารขันธ์ ชวนให้เหมาว่าเป็น "ผู้คิด" ได้มากที่สุด 108
วิญญาณขันธ์  ลวงให้เข้าใจผิดง่าย ที่มาทำหน้าที่ดู ฟัง ดม ฯลฯ 110
ถ้าแยกจนรู้จักทั้ง 5 ส่วน แล้ว จะรู้จักโลกทั้งหมดโดยความไม่มีตัวตน 111
วิธีทำกับเบญจชันธ์ ก็คือทำวิชชาให้เกิด ขจัดรากเง่าอุปาทาน 112
พระพุทธเจ้าสอนมากในเรื่องศึกษาและรู้จักขันธ์ห้า เพราะแก้ทุกข์ได้ 112
ที่มองส่วนทั้งห้าไม่ออก เพราะอุปาทานตัวตน  ที่ถูกสอนเสียรอบด้าน 113
รู้ว่าเป็นสมมติโลก ไม่เข้าไปแบก  ก็ชื่อว่าถอนสิ่งหลอกได้ชั้นหนึ่งแล้ว 114
เพิกชั้นสมมติแล้ว ยังมีชั้นบัญญัติที่จะต้องผ่านไปอีกชั้นหนึ่ง 115

 

 

6. สมาธิ และวิปัสสนา ตามธรรมชาติ

 

เรื่องใดที่ไม่ศรัทธา เพียงแต่จะให้จำชื่อ ก็ทั้งยาก 121
ศึกษาธรรมะต้องให้เกิดศรัทธาก่อน  จะจำไม่ยาก รู้ไม่ยาก 122
ขณะที่จิคใจผ่องใสชุ่มชื่นนั้น ศึกษาและรู้ธรรมะได้ลึกซึ้ง 122
พุทธศาสนาใจความอยู่ที่สอนให้รู้และดับทุกข์โดยละอุปาทาน 123
จิตควรแก่งาน  อาจมีโดยธรรมชาติก็ได้ ฝึกเอาตามวิธีเฉพาะก็ได้ 124
ครั้งพุทธกาลคนรู้แจ้งตามธรรมชาติ  ขณะนั่งฟังธรรม ก็มีทั่วๆไป 125
สมาธิที่เกิดเอง  จะมีในขณะพยายามเข้าใจอะไรสิ่งเดียวติดต่อกันไป 125
ความลับเกี่ยวกับสมาธิธรรมชาติ เกิดเป็นลำดับจาก ปิติปราโมทย์ ก่อน 126
ทำความดี ทาน ศีล ภาวนา ล้วนให้ปิดิปราโมทย์เกิด และมากขึ้นๆ 127
ปิติปราโมทย์ในธรรม มีอำนาจในตัวที่จะให้เกิด ปัสสัทธิ ระงับลงๆ 128
จิตรำงับ จะเกิดอาการของสมาธิ  คือเบา  คล่อง  พร้อมที่จะให้ใช้งาน 128
สมาธิ ถูกต้อง  จะทำให้เกิด ยถาภูตญาณทัสสนะ คือรู้ตามจริง 129
ที่รู้เห็นตามจริงนั้น คือไม่พบว่ามีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น-น่ายืดถือ 131
ถ้ายังต้องเป็น  ก็ต้องรู้จักตัวอุปาทาน  เข้าไปจัดทำด้วยสติปัญญา 133
พระอรหันต์มีปัญญากับเมตตาเหลือสำหรับทำอะไรๆ ได้เป็นอย่างดี 136
ผู้รุ่งเรืองด้วยปัญญา จะรอดจากการถูกมอมด้วยสมมติ บํญญัติ 140
เมื่อญาณรู้เห็นตามจริงเกิด นิพพิทา  ความเบื่อหน่ายเก็ดตามส่วน 142
เมื่อหน่ายต่อความที่โง่เข้าไปยืด  ก็จะมี วิราคะ ตามมาเอง 143
ความยึดถือได้คลายจางออกจากสิ่งทั้งปวง ก็หลุดออกได้ คือ วิมุตติ 143
เมื่อหลุดออกจากความเป็นทาส ก็มีอาการที่เรียกว่า วิสุทธิ 143
เมื่อความบริสุทธิ์แท้จริงแล้ว  ก็เกิด สันติ สืบต่อจากนั้น 144
ได้รำงับเย็นจากสังขารทั้งปวง  นั่นก็ถึงขั้นสุด คือ นิพพาน 144
ยถาภูตญาณทัสสนะเกิดโดยวิธีธรรมชาตินี้  ทุกคนพอจะมีทางทำได้ 146
สรุปกถาธรรมบรรยาย 147

 

7. สมาธิ และวิปัสสนา ตามหลักวิชาในรูปเทคนิค

 

 
พุทธศาสนาให้รู้-ให้เลิกยึดถือขันธ์ ด้วยปฏิบัติไตรสิกขาจนเกิดญาณ 149
ญาณทัสสนะอาจทำให้เกิดด้วยเทคนิคเฉพาะ  ได้อีกทางหนึ่ง 150
วิปัสสนาธุระ คือการเรียนจากภายในให้เกิดวิปัสสนาตัวเห็นแจ้ง 151
บาทฐานของตัววิปัสสนา คือ ศึล กับสมาธิ 152
ศีล เป็นส่วนแรกของวิปัสสนาธุระ  หรือช่วงแรกในวิสุทธิ 7 153
ช่วงของวิสุทธิ 7 เหมือนรถ 7 ผลัด ส่งต่อกันจนถึงอริยมรรค 154
สีลวิสุทธิ ช่วงแรกที่ส่งถึงวิปัสสนา คือปรกติทางกายวาจา 155
กายวาจาปรกติ ทำให้เกิดความปรกติเหมาะสม จนจิตตวิสุทธิ 156
วิปัสสนา 1 ทิฎฐิวิสุทธิ  ขั้นรู้ปรากฎการณ์ธรรมชาติ แยกความมีคนมีสัตว์ 157
วิปัสสนา 2 กังขาวิตรณวิสุทธิ ขั้นตามค้นส่วนย่อย จนหมดสงสัยตน 159
วิปัสสนา 3 มัคคามัคคญาณ ขั้นรู้แจ้งความผิดถูก ทางหรือไม่ใช่ทาง 160
วิปัสสนา 4 ปฏิปทาญาณ ขั้นรู้เห็นทางปฏิบัติหลุดรอดได้หมดจด 163
อรรถกถาจารย์ลำดับญาณขั้นนี้  เป็นวิปัสสนาญาณ 9 :  
1. อุทยญาณ  เพ่งพิจาณาภาวะก่อขึ้น-เสื่อมสลาย ของสังขาร 163
2. ภังคญาณ เพ่งอย่างแรง เฉพาะฝ่ายดับ 164
3. ภยญาณ เห็นเสื่อมทั่ว จนแจ้งใจในสิ่งน่ากลัว  คือภพทั้งหลาย 164
4. อาทีนวญาณ รู้ในความน่ากลัวจึงรู้แจ้งโทษร้ายกาจ  ไม่ปลอดภัย 165
5. นิพพิทาญาณ รู้สึกหน่ายในสังขารทั้งปวง ไม่เสน่หาไม่เล่นด้วย 165
6. มุญจิตตุกัมยตาญาณ เมื่อหน่ายก็ปรารถนาจะพ้นไปเสียอย่างแรง 166
7.ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ สอดส่องทางรอด จนรู้ และทำกับกิเลสถูก 167
8. อุเบกขาญาณ กิเลสอ่อนกำลัง สามารถเฉยได้ในสิ่งทั้งปวง 168
9. อนุโลมญาณ วางเฉยในภพทั้งปวง ทบทวนจนพร้อมจะรู้อริยสัจจ์ 169
การดำเนินปัญญาอันคมเฉียบเต็มทั้ง 9 นี้เป็นตัววิปัสสนาที่ 4 170
วิปัสสนา 5. ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นที่สุด หรือผลแห่งวิปัสสนา 170
โคตรภูญาณ  คั่นระหว่างความเป็นปุถุชน  กับพระอริยเจ้า 170
ความเนื่องกันของตัววิปัสสนาทั้ง 5 หรือชั้นวิสุทธิทั้ง 7 171
สรุปกถาธรรมบรรยาย

 

8. อริยบุคคล กับการละกิเลส

 

จิตสูง ทุกข์ครอบงำไม่ได้ เพราะรู้แจ้งโลก  เหนือโลกได้ 175
โลกุตตรภูมิ  คือเหนือและเป็นตรงข้ามกับโลกียภูมิทั้ง 3 176
โลกียภูมิล้วนยังข้องโลก แม้จะแผกกันมาก ก็ยังอยู่ใต้วิสัยโลก 177
สัตว์แม้ภูมิไหน  ก็ยังมีตัว-มีตัณหา จึงท่องเที่ยวไปในวังวน 178
กายอยู่ที่ไหนก็ได้ จิตอาจเหนือโลกได้เป็นชั้นๆตามลำดับ 179
โลกุตตระต่างกัน 4 ชั้น ก็โดยตัดกิเลสละเอียดได้ต่างกัน 180
สังโยชน์ 10 เป็นเครื่องผูกสัตว์ให้ติดโลก ไม่รอดไปได้ 180
สักกายทิฏฐิ ความเห็นกายเป็นตน  เป็นของของตน 181
วิจิกจฉา รู้ไม่พอ ไม่แน่ใจ สงสัยในปฏิบัติพ้นทุกข์ เป็นข้อใหญ่ 183
สีลัพพตปรามาส ประพฤติศีลและวัตรให้ผิดความมุ่งหมายที่ถูกต้อง 185
ละกิเลสละเอียด 3 อย่างแรกได้  ก็ลุโลกุตตรภูมิชั้นต้น คือโสดาบัน 188
โลกุตตรภูมิชั้น 2 สกิทาคา  ทำโลภะโทสะโมหะเบาบางลงอีก 189
โลกุตตรภูมิชั้น 3 อนาคามี ต้องละกามราคะ ปฏิฆะ อีก 2 สังโยชน์ 190
กามราคะ  ความย้อมจิตในการ คือพอใจในสิ่งที่น่าใคร่ทุกขนาด 191
ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งทางใจ เป็นความขุ่น ขัด ไม่เป็นที่สบาย 191
กิเลสสังโยชน์ข้างต้น 5 จัดเป็นภาคต่ำ พระอนาคามี ละได้หมด 192
โลกุตตรภูมิชั้น 4 อรหันต์ จะต้องละสังโยชน์ภาคสูงจนครบ 10 192
รูปราคะ  ความติดใจในสุขชั้นรูปสมาบัติ ซึ่งขนาดอรหันต์ถึงละได้ 192
อรูปราคะ ความติดใจในสุขชั้นอรูปสมาบัติ ซึ่งยิ่งละเอียดขึ้นไปอีก 194
มานะ ความสำคัญตัวว่าเป็นนั่นนี่  มีชั้นเชิงสำหรับเปรียบผู้อื่น 196
อุทธัจจะ ความกระเพื่อมทางจิต  ฟุ้งเป็นการทึ่งสนใจสิ่งแปลก 197
อวิชชา  ความไม่รู้หรือภาวะที่ปราศจากความรู้  ซึ่งรวมถึงกิเลสทั้งหมด 200
ไม่รู้หรือรู้ผิดในเรื่องทุกข์ เหตุทุกข์  ความดับทุกข์  ทางดับทุกข์ 201
ทุกคนควรศึกษาอวิชชาสิ่งหุ้มห่องโลก ที่มันบังให้รู้ผิด ทั้งเห็นๆ 202
พระอริยเจ้าทั้งสี่ อยู่เหนือโลก  ถึงโลกุตตรธรรมได้ 203
กล่าวโดยผล  นิพพานคือภาวะปราศจากการเผาลนตบตีทิ่มแทงร้อยรัด 205
ปลอดทุกข์ปลอดกิเลส นั่นแหละเป็นเขมธรรม ปลายทางของศาสนา 205
สรุปกถาธรรมบรรยาย 206

9. พุทธศาสนา กับคนทั่วไป

 

รู้หลักพุทธศาสนาและหลักปฏิบัติแล้ว ควรมีข้อสังเกตประการสำคัญ 208
มูลเหตุของทุกศาสนาตรงกัน คือกลัว แล้วแต่ว่าจะกลัวระดับไหน 209
การทำเพื่อให้รอดอันตรายทางจิตใจนั่นเอง คือ ตัวศาสนา 210
มนุษย์รู้จักกลัวได้สูงขึ้นๆตามสติปัญญา ศาสนาก็เลื่อนสูงไปตาม 211
ชั้นสูงสุดรู้จักกลัวทุกข์ กลัวกิเลส กลัวไม่ได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรได้ 212
พุทธศาสนาปรารภอันตรายชั้นสุดยอด จึงให้รู้ และให้ปฏิบัติได้ถึงชั้นสุด 212
ศาสนาที่ให้ปฏิบัติถูก ต่อสิ่งทั้งปวงนี้  จึงไม่อยู่ระดับเดียวกับศาสนาอ้อนวอน 213
การเอาตัวรอดนั้น   หลายแง่หลายเหลี่ยม  พุทธศาสนามีอะไรให้ครบ 215
คนเรามีการศึกษาหลักเกณฑ์ต่างกัน  จึงพบสัจธรรมได้พอๆระดับของตัว 216
เรื่องราวศาสนาในคัมภีร์ย่อมถูกเพิ่ม แปร จากตัวแท้ไปตามกาลเวลา 216
ลัทธิพิธีได้งอกใหม่ๆ  หุ้มของเดิม  ถึงกับเห็นไปว่าสำคัญกว่าเนื้อแท้ก็มี 217
ถ้าสังเกตเห็นส่วนที่เลื่อนเปื้อนยุ่งเหยิงได้  จะไม่ฉวยพุทธศาสนาผิด 221
แม้ในนามว่าพุทธศาสนา ก็มีหลายเหลี่ยม อาจจับไม่ถูกใจความก็ได้ 222
สำหรับสายตาของนักศีลธรรม  พุทธศาสนาก็คือหลักศึลธรรมอย่างดี 222
พุทธศาสนาที่เป็นสัจจธรรม  ก็แสดงความจริงที่เร้นลึกเช่นสุญญตา อริยสัจจ์ 222
พุทธศาสนาในฐานะตัวศาสนา  คือการปฏิบัติพันทกข์โดยตรง ก็มีสิกขา 3 223
ในคัมภีร์พุทธศาสนาบางส่วน มีจิตวิทยา แจงแจงเรื่องจิตได้อย่างอัศจรรย์ 223
พุทธศาสนายังมีทั้งที่เป็นลักษณะปรัชญา  และมีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 223
มองให้กว้าง  ก็ยังพบหลักวัฒนธรรม  และส่วนที่เป็นตรรกวิทยาด้วย 225
แง่ที่ต้องสนใจใช้ดับทุกข์  ต้องพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนา 225
พุทธศาสนาสอนศิลปะการเป็นคน  คือมีปัญญาที่จะทำและเป็นอยู่โดยไม่ทุกข์ 226
คนเราครองชีวิตมีศิลป  จะบันเทิงธรรม  ไม่เบื่อไม่หวาดตลอดเวลา 228
พุทธศาสนาเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ  จะทำอะไรถูก  มีธรรมะเป็นอาหาร 229
ถ้ามองเห็นความจริงของสิ่งที่เข้าไปเอา-ไปเป็น  ที่นั่นและจะเย็น 230
ศึกษาในแง่อื่น มันไม่ตรง ไม่สนับสนุนพุทธบริษัทผู้มีศาสนาไว้ดับทุกข์ 231

10. ตุลาการตามอุดมคติแห่งพระพุทธศาสนา

 

ผู้ศึกษาพุทธศาสนาควรทราบข้อคิดบางประการที่เนื่องกับตัวเอง 233
หน้าที่หรืออาชีพเป็นสิ่งต้องให้เป็นไปด้วยดี  สำหรับคนจะเข้าถึงธรรมะ 233
งานมีอุดมคติด้วย ทำสุดสามารถด้วย  นั่นคือการประพฤติธรรมอยู่แล้ว 234
ทำหน้าที่อุดมคติสูง เป็นโอกาสประพฤติธรรมชั้นสูงไปพร้อมๆกัน 234
การทำให้ธรรมะยังคงเป็นที่พึ่งอยู่ในโลก  เป็นอุดมคติของปูชนียบุคคล 235
ถืออุดมคติใหญ่หลวงไว้ได้  จะปกป้องไม่ให้เสียด้วยงานที่มีคติต่ำกว่า 236
ยุติธรรมความสัตย์จริงเป็นของสากล  ตรงกันทุกส่วนของโลกและทุกโลก 237
ผู้รักษาธรรมให้มีอยู่ในโลกนี้  ก็ชื่อว่าเป็นปูชนียให้ทุกโลก  เทวดาก็บูชา 237
บำเพ็ยได้ตามอุดคมคติ  มันสูงจนตีค่าไม่ได้  เงินเดือนจึงเป็นสิ่งที่เขาบูชา 238
สมณพราหมณ์จริงเป็นบุคคลประเภทเจ้าหนี้  เพราะมีแต่ให้ ไม่เอา 239
จัดทำได้ดี  จะปิติปราโมทย์ นำสู่ปากทางเพื่อรู้ธรรมสูงไปตามธรรมชาติ 239
จะให้เป็นธรรม  ไม่ยอมกิเลสนั้น  ไม่ใช่นึกเอาได้ ต้องมีอุดมคติมั่น 240
รู้วิธีทำกับกิเลส สนใจเรื่องของอริยบุคคลแม้ชั้นต้น  จะทำไปได้ดี 240
ถือหลักอริยะประจำใจ ย่อมห่างไกลจากอคติได้ในตัว อย่างง่ายๆ 241
วิปัสสนาเป็นเรื่องให้ประโยชน์ในหน้าที่ประจำวันได้  ทำกายจิตสะอาดได้ 243
ศาสนาต่างๆถือหลักปฏิบัติต่างกัน จะมองแต่แนวของเรา ไม่สมควร 244
ศาสนามี 3 พวก : มีหลักพึ่งศรัทธา พึ่งวิริยะ  พึ่งปัญญา 244
พวกแรก มีสิ่งสำหรับปลงศรัทธา  ไม่ทุกข์ไม่ร้อนได้เหมือนกัน 245
พวกสอง ฝึกจิตอยู่ในอำนาจ ไมให้รู้สึกในทุกข์อะไรก็ทำได้ 245
พวกสาม ทำทางปัญญาให้แจ้งในสิ่งทั้งปวง  จนไม่อยากและไม่ทุกข์ 246
แม้พวกศาสนาพวกปัญญา  ก็ยังมีลัทธิต่างกันเช่นเถรวาทกับมหายาน 247
สถาบันฝ่ายเถรวาท เป็นสิ่งที่ควรเทิดไว้ เพื่อเห็นแก่ธรรม 248
ตั้งตนให้บริสุทธิ์ได้ก่อน แม้งานสั่งให้ลงโทษคน ก็จะเป็นเจตนาบริสุทธิ์ 250
แม้พวกที่มีหน้าที่ฆ่า  ถ้าจิตมุ่งสูง  บาปเฉพาะจากเจตนาฆ่า ไม่มีก็ได้ 251
ผู้ไปรบหรือป้องกันตัว  พุทธศาสนาก็ยืนยันเหมือนกฎหมายเรื่องเจตนา 251
ตุลาการต้องแยกงานหน้าที่ ออกจากคนฝ่ายตน  ที่เนื่องกันอยู่ 252
ต้องสามารถและฉลาด  ให้คนข้างเคียงมีศึลธรรมและให้ความร่วมมือ 252
ทำครอบครัวให้มีธรรมะ จำเป็นเท่างานในหน้าที่ เพื่อสมศักดิ์ศรี 253
มิตรดี เป็นทั้งหมดของความสำเร็จ  ถ้าตรงข้าม จะเป็นเรื่องโชคร้าย 254
สรุปกถาธรรมบรรยาย 255

 

 

 

 



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 42977893

Who's Online

ขณะนี้มี 28 บุคคลทั่วไป ออนไลน์