ถ้าจะไปดาวอังคาร...
ความนิยมของผู้ชม: / 8
แย่มากดีมาก 

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤษภาคม 2556

ภาพจำลองหากมนุษย์ไปสำรวจดาวอังคาร (สเปซด็อทคอม)

ในอวกาศอันกว้างใหญ่เกินจะจินตนาการไหว มนุษย์เราออกเดินทางไปไกลสุดแค่...ดวงจันทร์ บริวารของโลกที่อยู่เคียงกันมานาน เราปรารถนาจะไปให้ไกลกว่านั้น และดาวอังคารเพื่อนบ้านที่ดูแสนจะแห้งแล้งคือเป้าหมายต่อไปที่เราจะไปเยือน...แต่เราจะไปกันได้ง่ายแค่ไหน?

นักลงทุนชาวดัตช์ทำในสิ่งที่หลายคนอาจมองว่าเพ้อเจ้อด้วยการประกาศรับสมัครผู้บุกเบิกไปสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารในโครงการมาร์สวัน (Mars One) ซึ่งหลังเปิดรับสมัครไม่ถึงสองสัปดาห์ก็มีผู้คนจากทั่วโลกเกือบแสนคนในกว่า 120 ประเทศยื่นใบสมัครแล้ว โดยโครงการตั้งเป้าส่งผู้ได้รับคัดเลือกชุดแรกจำนวน 4 คนไปเยือนดาวแดงแบบ “ไปไม่กลับ” ในปี 2023

บัซ อัลดรัน บอกว่าอนาคตของมนุษยชาติอยู่ที่ดาวอังคาร (สเปซด็อทคอม)



หากแต่ผู้สมัครต้องเสียค่าใช้จ่ายระหว่าง 150 บาท ถึง 2,250 บาท ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของประเทศบ้านเกิดผู้สมัคร เมื่อเปิดรับสมัครแล้วคณะกรรมการตรวจสอบจะคัดเลือกผู้เข้ารอบ 50-100 คน จาก 300 ภูมิภาคทั่วโลก ตามการจำแนกของมาร์สวัน และในปี 2015 ผู้เข้ารอบจะถูกคัดให้เหลือ 28-40 คน จากนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อเข้ารับการฝึกเป็นเวลา 7 ปีสำหรับภารกิจ “ตีตั๋วเที่ยวเดียว” สู่ดาวอังคาร ก่อนคัดเอาตัวแทน 4 คนแรกเดินทางสู่ดาวเพื่อนบ้าน

สิ่งที่น่าสนใจคือบริษัทเอกชนที่ไม่เป็นที่รู้จักในวงการอวกาศ แต่ประกาศส่ง “หน่วยกล้าตาย” ไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารที่ไม่มีทรัพยากรเพื่อการยังชีพใดๆ นั้นมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีมากแค่ไหน ที่จะเกื้อหนุนให้ 4 ชีวิตใช้ชีวิตที่เหลือต่อไป ตลอดจนเพื่อจำนวนประชากรและขยายอาณาจักรรต่อไป...มาดูกันว่าเขาเตรียมเทคโนโลยีอะไรไว้ให้บ้าง?

ภาพหนึ่งในสมาชิกมาร์ส 500 ขณะหลับ ซึ่งต้องติดตั้งอุปกรณ์เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์การนอนหลับ (Mars500)


 

ส่องเทคโนโลยีไปดาวอังคารของมาร์สวัน
ข้อมูลจากเว็บไซต์โครงการมาร์สวันระบุว่า เทคโนโลยีสำหรับนำผู้บุกเบิกไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารนั้น ทางมาร์สวันระบุว่าจะไม่ผลิตเทคโนโลยีเองแต่จะใช้เทคโนโลยีที่ผ่านการทดสอบและมีผู้ผลิตอยู่แล้ว โดยจรวดที่นำส่งขึ้นสู่อากาศจะใช้จรวดฟอลคอน 9 (Falcon 9) ของบริษัทสเปซเอกซ์ (Space X) ส่วนยานนำส่งไปดาวอังคารนั้นจะมี 2 ส่วนคือส่วนขับดันและส่วนผู้โดยสาร

สำหรับยานลงจอดจะใช้แคปซูลดรากอน (Dragon) ของสเปซเอกซ์ที่ประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อกัสถานีอวกาศนานาชาติเมื่อปี 2012 แต่ยานที่ลงจอดบนดาวอังคารจะมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย และต้องมี 5 ส่วนที่สำคัญคือ

1.หน่วยดำรงชีพ ซึ่งต้องติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า น้ำ และอากาศอยู่ภายใน
2.หน่วยเสบียงที่ต้องจุอาหาร ส่วนซ่อมบำรุงและส่วนประกอบเล็กๆ อื่น
3.หน่วยนั่งเล่น ที่ประกอบด้วยส่วนที่พองได้เมื่อสัมผัสผิวดาวอังคารเพื่อเป็นห้องนั่งเล่น
4.ยานสำรวจสำหรับมนุษย์เพื่อท่องไปบนพื้นผิวดาวอังคาร
5.ยานโรเวอร์สำหรับขับเคลื่อนไปบนดาวอังคาร ซึ่งเป็นยานกึ่งอัตโนมัติ อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ และใช้เป็นยานเพื่อค้นหาตำแหน่งที่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานมากที่สุด และเพื่อขนส่งอุปกรณ์หนัก

นอกจากนี้ยังมีชุดใส่บนดาวอังคาร ที่ต้องสวมเมื่อสัมผัสกับบรรยากาศของดาวอังคาร คล้ายชุดของมนุษย์อวกาศในโครงการอพอลโล (Apollo) ที่สวมขณะอยู่บนดวงจันทร์ ส่วนการสื่อสารจะใช้การส่งสัญญาณวิทยุไปยังดาวเทียมสื่อสารที่โคจรรอบดาวอังคารแล้วส่งกลับมายังโลก โดยมาร์สวันอ้างว่าได้เข้าหาบริษัทด้านการอวกาศทั่วโลกหลายแห่งเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการนี้ รวมถึงบอกความต้องการเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ ที่ต้องการใช้ ซึ่งต้องนี้มีผู้ผลิตอย่างน้อย 1 รายที่เหมาะสม

พิจารณาจากระยะเวลาโครงการและความพร้อมของมาร์สวันเทียบกับโครงการอวกาศอื่นๆ แล้ว ชวนให้สงสัยว่าที่สุดแล้วโครงการนี้จะส่งคนไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารได้จริงหรือไม่ เพราะนอกจากต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากผู้ผลิตรายอื่นแล้ว การสำรวจอวกาสในแต่ละเป้าหมายล้วนต้องมีการเตรียมความพร้อมที่ใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร

ตัวอย่างเช่น การส่งต่อเทคโนโลยีขนส่งอวกาศจากรัฐสู่เอกชนของสหรัฐฯ หลังจากองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ปลดระวางฝูงบินกระสวยอวกาศ (space shuttle) ยังมีช่องว่างระหว่างรอยต่อให้เอกชนมีเวลาพัฒนาเทคโนโลยีมารองรับช่วงภารกิจ ซึ่งเอกชน 2 รายที่ทำสัญญากับนาซาเพิ่งมีรายเดียวที่เริ่มภารกิจขนส่งสัมภาระสู่สถานีอวกาศนานาชาติ ขณะที่อีกรายเพิ่งประสบความสำเร็จในเที่ยวบินทดสอบ ส่วนองค์กรอวกาศก็หันไปทุ่มกับพัฒนาเทคโนโลยีสำรวจดาวอังคารและดาวเคราะห์ต่อไป
 

ไม่ใช่แต่เทคโนโลยีแต่จิตใจก็ต้องพร้อม
แม้แต่การเตรียมพร้อมจิตใจของลูกเรือที่ต้องเดินทางไกลสู่ดาวแดงก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เพราะยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า การต้องห่างจากสภาพที่คุ้นเคยบนโลกและอยู่ภายในที่แคบอย่างยานอวกาศนานเป็นปีนั้นจะส่งผลต่อจิตใจและสุขภาพของมนุษย์อย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ทางอดีตคู่แข่งอวกาศของสหรัฐฯ อย่างรัสเซียก็ได้จับมือกับสภาพยุโรปและจีนตั้งโครงการมาร์ส 500 (Mars 500) เพื่อทดสอบการใช้ชีวิตอยู่ภายในยานจำลองและจำลองการเดินทางไปสำรวจดาวอังคารจริง

ในโครงการมาร์ส500 ซึ่งโครงการเสร็จสิ้นไปเมื่อปี 2011 มีมนุษย์ 6 คนที่ถูกขังอยู่ภายในห้องขนาด 550 ลูกบาศก์เป็นเวลา 520 วัน และเมื่อการเดินทางเข้าสู่ระยะของดาวอังคาร การสื่อสารกับโลกภายนอกก็จะถูกหน่วงเวลาให้เหมือนสภาพจริงที่คลื่นวิทยุเดินทางจากดาวอังคารมายังโลก ซึ่ง ดิเอโก เออร์บินา (Diego Urbina) หนึ่งในลูกเรือเคยตอบคำถามทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า บางครั้งก็รู้สึกเบื่อๆ เหมือนกัน แต่ด้วยภารกิจที่กำหนดมาเป็นตารางทำให้พวกเขามีอะไรต้องทำ จนไม่มีเวลาใคร่ครวญกับความเบื่อหน่าย

แม้แลดูภายนอกแล้วพวกเขามีสุขภาพดี แต่จากการศึกษาของวิทยาลัยแพทย์มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (University of Pennsylvania School of Medicine) พบว่าพวกเขามีปัญหาการนอน เนื่องจากสภาพการนอนและการตื่นที่เปลี่ยนไป รวมทั้งการใช้ชีวิตระหว่างวันที่ไม่เหมือนเดิมทำให้พวกเขากลับได้ลำบากขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบแง่เดียวของการแยกขาดจากโลกภายนอก ยังไม่รวมถึงปัญหาจริงที่มนุษย์อวกาศต้องเผชิญกับรังสีคอสมิค และการสูญเสียมวลกระดูกเนื่องจากอยู่ในภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ดี การเดินทางไปเยือนดาวอังคารยังเป็นเป้าหมายที่หลายประเทศมุ่งพิชิต ซึ่งหนึ่งในฮีโร่ดวงจันทร์อย่าง บัซ อัลดริน (Buzz Aldrin) มนุษย์คนที่ 2 ผู้เหยียบดวงจันทร์ในโครงการอพอลโลของนาซาตามหลัง นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) ผู้ล่วงลับไม่กี่นาทียังมองว่า การไปเยือนดาวอังคารนั้นเป็นอนาคตของมนุษยชาติ และเราควรลงหลักปักฐานที่นั่นด้วย

ทั้งนี้ บารัค โอบามา (Barack Obama) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำหนดเป้าหมายให้นาซาส่งคนไปเยือนดาวอังคารในปี 2030 ซึ่งแม้จะเป็นเพียงโครงการส่งคนไป-กลับ แต่องค์การอวกาศที่มีประสบการณ์ส่งคนไปเหยียบดวงจันทร ์ตั้งแต่ปี 1969 แล้วยังยอมรับว่ามีเวลาไม่มากที่จะวางแผนและพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับภารกิจดังกล่าว โดยที่ ชาร์ลส โบลเดน (Charles Bolden) ผู้อำนวยการของนาซากล่าวว่า การส่งไปเยือนดาวอังคารไม่ใช่เป้าหมายที่สูงเกินไป ซึ่งตอนนี้เรามาถึงจุดที่จะต้องก้าวไปเยือนดาวเคราะห์ดวงอื่นแล้ว


พาไปแล้วต้องนำกลับ
อย่างไรก็ดี ดัค คุก (Doug Cooke) อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักคณะกรรมการปฏิบัติการสำรวจอวกาศของนาซา และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาบริษัทการบินอวกาศ ให้ความเห็นแก่ทางสเปซด็อทคอมว่า การส่งมนุษย์อวกาศไปดวงจันทร์นั้นต้องอาศัยภารกิจอย่างน้อย 3 อย่าง อย่างแรกคือการส่งมนุษย์ไปและกลับจากดาวอังคาร อย่างที่สองคือการสร้างสถานที่ให้มนุษย์อาศัยอยู่บนพื้นผิวดาวอังคารได้ และอย่างสุดท้ายคือการส่งยานขึ้นจากพื้นผิวดาวอังคารเพื่อนำมนุษย์อวกาศกลับบ้าน

ในการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารต้องนำส่งอุปกรณ์ต่างๆ หนักรวม 200-400 ตัน จากพื้นผิวโลก ซึ่งเป็นน้ำหนักราวๆ สถานีอวกาศนานาชาติ (ซึ่งทยอยสร้างและส่งชิ้นส่วนสำคัญขึ้นไปทีละอย่าง) และยังต้องส่งสัมภาระอย่างน้อย 40 ตันลงพื้นผิวดาวอังคาร ในขณะที่ประสบการณ์ที่นาซาเพิ่งทำสำเร็จได้มากสุดคือการส่งยานคิวริออซิตี (Curiosity) หนัก 1 ตันลงจอดพื้นผิวดาวแดงเมื่อปีที่ผ่านมา

การเข้าสู่บรรยากาศดาวอังคาร ร่อนและลงจอดนั้นคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดของภารกิจ และอย่างยากที่สุดคือการนำมนุษย์อวกาศกลับบ้าน ซึ่ง ไมค์ ราฟเทอรี (Mike Raftery) ผู้อำนวยการด้านการใช้ประโยชน์สถานีอวกาศ และการสำรวจอวกาศจากโบอิง (Boeing) และเป็นคู่สัญญารายแรกๆ ของนาซาในการผลิตจรวดเพื่อขนส่งสัมภาระหนักไปยังดาวอังคารให้ความเห็นว่า การนำมนุษย์อวกาศทะยานขึ้นจากพื้นผิวดาวอังคารเป็นสิ่งท้าทายที่สุดสำหรับเขา ซึ่งเราต้องสร้างฐานปล่อยจรวดบนดาวอังคารล่วงหน้า สำหรับรองรับภารกิจนำลูกเรือกลับมายังโลกในอนาคต

ทรัพยากรยังชีพพร้อมไหม?
นอกจากนี้ ลูกเรือในภารกิจพิชิตดาวอังคารยังต้องนำเครื่องยังชีพทั้ง ยา อาหาร ระบบสื่อวาร และอุปกรณ์นำทางติดตัวไปด้วย แต่ใช่ว่าจะนำไปได้ทุกอย่าง บางสิ่งต้องหยิบฉวยจากบนดาวอังคารด้วย เช่น น้ำสำหรับดื่ม ออกซิเจนสำหรับหายใจ และอื่นๆ ที่จำเป็น แต่สเปซด็อทคอมระบุว่า ตอนนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสกัดเอาทรัพยากรเหล่านั้นบนดาวอังคารมาใช้ประโยชน์ได้ (อีกทั้งนาซาเพิ่งพบร่องรอยว่าอาจจะมีน้ำเท่านั้น)

อีกทั้งวิศวกรยังต้องพัฒนาเกราะกำบังเพื่อปกป้องมนุษย์อวกาศจากรังสีในอวกาศ ทั้งระหว่างการเดินทางสู่ดาวอังคาร และระหว่างอยู่บนพื้นผิวดาวอังคาร ซึ่งดาวอังคารนั้นขาดบรรยากาศที่แกร่งพอจะปกป้องสิ่งมีชีวิตจากอนุภาคที่เป็นอันตราย และการนำมนุษย์ลงจอดพื้นผิวดาวเพื่อนบ้านจำเป็นต้องมีปฏิบัติการที่กรุยทางก่อน ซึ่ง จอห์น กรันเฟล์ด (John Grunsfeld) ผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของนาซากล่าวว่า เราอาจต้องส่งยานลงจอด (lander) หรือยานโรเวอร์ไปเยือนจุดที่เราต้องการส่งมนุษย์ล่วงหน้าไปก่อน

แม้แต่นาซายังยอมรับว่าภารกิจทั้งหมดที่จำเป็นต้องการนำส่งมนุษย์ไปและกลับดาวอังคารนั้นเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ และพวกเขามีเวลาอันกระชั้นที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายเพื่อส่งมนุษย์ไปเยือนดาวอังคารในปี 2030 หากแต่บริษัทซึ่งไม่มีทั้งเทคโนโลยีและประสบการณ์อย่างมาร์สวันยังประกาศส่งคนไปสร้างอาณาจักรในปี 2023 งานนี้ไม่ต้องลุ้นก็พอจะมองออกว่าใครจะเป็นฝ่ายประสบความสำเร็จก่อน

ไปดาวอังคารไกลกว่าดวงจันทร์แค่ไหน (Infographic)

*** หมายเหตุ ***

ข้อมูลระยะทางและเวลาในการเดินทางเป็นข้อมูลโดยเฉลี่ยอ้างอิงการทดลองและปฏิบัติการจริงขององค์การบริการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) และปฏิบัติการทดลองโครงการมาร์ส 500 (Mars500) ในการจำลองภารกิจเดินทางไปดาวอังคารของ ห้องปฏิบัติการของสถาบันศึกษาปัญหาชีวการแพทย์ (Institute for Bio-Medical Problems) ในกรุงมอสโกว รัสเซีย

"ทำไร่บนดาวอังคาร" ความหวังผลิตอาหารเลี้ยงชุมชนมนุษย์นอกโลก

ภาพจำลองมนุษย์อวกาศทำการเพาะปลูกพืชในเรือนกระจกบนดาวอังคาร เพื่อผลิตอาหารระหว่างปฏิบัติภารกิจบนดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน (นาซา)

มนุษย์โลกกลุ่มแรกที่จะไปตั้งรกรากบนดาวอังคารอาจไม่ใช่มนุษย์อวกาศ แต่เป็นชาวไร่ชาวสวน ผู้ที่ต้องไปบุกเบิกพื้นที่ทำกินบนดาวแดง เพื่อสร้างแหล่งผลิตอาหาร และเตรียมการสำหรับมนุษย์ที่จะไปตั้งรกรากบนดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน

ภารกิจพิชิตดาวอังคารนั้นเป็นความใฝ่ฝันและเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของมนุษย์โลก โดยองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) มีแผนที่จะส่งมนุษย์ไปดาวอังคารในช่วงหลังปี 2030 ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการไปเยือนดาวเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังไปเพื่อสำรวจและบุกเบิกพื้นที่บนดาวแดง เพื่อหวังเป็นถิ่นฐานแห่งใหม่ของมนุษย์โลกในอนาคต โดยมีแผนที่จะส่งมนุษย์ไปบุกเบิกพื้นที่ทำการเกษตรเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงชุมชนมนุษย์บนดาวอังคาร

"สิ่งหนึ่งที่ชาวไร่ชาวสวนทุกคนบนดาวอังคารจะได้รู้คือการผลิตอาหารนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก มันไม่ใช่เรื่องขี้ปะติ๋ว ดูอย่างเวลาที่ผ่านมาจนถึงหลายร้อยปีก่อนการทำไร่ทำสวนก็กินเวลาเกือบทั้งหมดของเรา ซึ่งชาวอาณานิคมบนดาวอังคารรุ่นแรกๆ จะต้องกลับไปสู่ชีวิตรูปแบบนั้นเพื่อความอยู่รอด"

คำกล่าวของ เพเนโลพี บอสตัน (Penelope Boston) ผู้อำนวยการโครงการศึกษาธรณีวิทยาถ้ำ และคาสต์(Cave and Karst Studies program) สถาบันการทำเหมืองแร่และเทคโนโลยีนิวเม็กซิโก (New Mexico Institute of Mining and Technology) ในสหรัฐฯ กล่าวในระหว่างการประชุม ฮิวแมนส์ ทู มาร์ส ซัมมิท (Humans 2 Mars Summit) ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน (George Washington University) เมื่อ 6-8 พ.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นาซากำลังขะมักเขม้นในการศึกษาวิจัยเรื่องการเกษตรบนดาวอังคารและในอวกาศ เพราะมีเป้าหมายในการส่งมนุษย์กลุ่มแรกไปดาวอังคารราวอีก 20 กว่าปีข้างหน้า ขณะที่เจ้าหน้าที่ของนาซาข้องใจว่า ถ้าภารกิจดังกล่าวเป็นโครงการระยะยาวแทนที่จะเป็นการไปเยือนดาวอังคารในระยะสั้น ทำให้การไปถึงดาวอังคารและยืดเวลาพักอาศัยออกไปเป็นเรื่องยากขึ้น

"การอยู่อย่างยั่งยืนของมนุษย์บนดาวอังคาร คือเป้าหมายของพวกเราใช่หรือไม่? ผมคิดว่านี่คือหัวข้อที่ดีในการอภิปรายร่วมกัน" บิล เกอร์สเตนไมเออร์ (Bill Gerstenmaier) ผู้ช่วยผู้อำนวยการของนาซาในส่วนสำนักงานผู้อำนวยการภารกิจการดำเนินงานและสำรวจโดยมนุษย์ กล่าวไว้ในระหว่างการประชุมดังกล่าว

แน่นอนว่าการเพาะปลูกพืชพรรณธัญญาหารบนดาวอังคารเป็นความท้าทายยิ่ง ซึ่งแม้ว่าการวิจัยบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) หรือ ไอเอสเอส (ISS) ได้พิสูจน์ว่า พืชสามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้ว่าสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบนดาวอังคารจะส่งผลต่อพืชจากโลกมนุษย์แตกต่างไปอย่างไร

ทั้งนี้ บนพื้นผิวดาวอังคารนั้นได้รับแสงอาทิตย์เพียงครึ่งหนึ่งของโลกเท่านั้น และสภาวะที่ถูกล้อมไว้ด้วยเรือนกระจกที่ถูกปรับความดันยิ่งทำให้แสงแดดส่องไม่ถึงพืช ดังนั้น การให้แสงเสริมแก่พืชจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่การจัดหาแสงเพิ่มเติมนั้นก็จำเป็นต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก

ทางด้าน ดี มาร์แชล พอร์เตอร์ฟิลด์ (D. Marshall Porterfield) ผู้อำนวยการแผนกวิจัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพและกายภาพ ของสำนักผู้อำนวยการภารกิจการดำเนินงานและสำรวจโดยมนุษย์กล่าวเสริมว่า ในแง่ระบบที่วิศวกรรรมต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะตอนนี้นาซากำลังศึกษาการใช้หลอดแอลอีดี (LED) เพื่อให้ความยาวคลื่นเพียงย่านเดียวที่พืชต้องใช้เพื่อสังเคราะห์แสงอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นนักวิจัยยังศึกษาด้วยว่าพืชสามารถอยู่รอดได้ในสภาวะที่มีความดันต่ำกว่าบนโลกได้หรือไม่ เนื่องจากการให้ความดันในเรือนกระจกบนดาวอังคารมากเท่าไหร่ หมายถึงเรือนกระจกยิ่งต้องใหญ่ขึ้นเท่านั้น

"คุณไม่ต้องเพิ่มความดันเรือนกระจกให้เท่าความดันปกติบนโลกเพื่อทำให้พืชเจริญเติบโตหรอก การรักษาความดันให้เท่าปกติบนพื้นผิวดาวเคราะห์อื่นเป็นเรื่องยาก แต่คุณสามารถลดความดันเหลือ 1 ใน 10 ของระดับปกติโดยที่พืชยังเติบโตได้" คำอธิบายเพิ่มเติมจาก โรเบิร์ต เฟิร์ล (Robert Ferl) ผู้อำนวยการศูนย์สหวิทยาการเพื่อการวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Interdisciplinary Center for Biotechnology Research) มหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida)

แต่เรือนกระจกนั้นต้องผนึกแยกจากส่วนอาศัยของมนุษย์อวกาศอย่างสิ้นเชิงด้วย ซึ่ง ทาเบอร์ แมคคัลลัม (Taber MacCallum) เจ้าหน้าที่อาวุโสของบริษัทพารากอนสเปซเดเวลลอปเมนต์คอร์เปเรชั่น (Paragon Space Development Corp) เสนอกลเม็ดในการรับมือปัญหาดังกล่าว โดยให้ชาวไร่อวกาศบนดาวแดงต้องสวมชุดปรับความดันระหว่างทำสวนทำไร่

นอกจากนั้น เกษตรกรบนดาวอังคารยังต้องรับมือกับรังสีต่างๆอีก ซึ่งบนดาวอังคารไม่มีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นเหมือนโลกที่ช่วยป้องกันรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ และยังมีอนุภาคต่างๆ จากอวกาศที่อาจเป็นอันตรายทั้งต่อมนุษย์และพืชบนดาวอังคาร ดังนั้นเกราะป้องกันหรือเครื่องบรรเทาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

"การดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานนั้นเป็นส่วนที่มีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับการปลูกพืชบนดาวอังคาร อุปกรณ์หรืออะไหล่ต่างๆ ที่จำเป็นควรมีอย่างเหลือเฟือ เผื่อมีบางสิ่งบางอย่างพังเสียหาย ซึ่งในความเป็นจริงนั้น การขนส่งเครื่องไม้เครื่องมือจำนวนมากจากโลกไปดาวอังคารเพื่อทำการเกษตรบนดาวอังคารอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15-20 ปี และเมื่อเทียบกันแล้ว มันอาจจะมีน้ำหนักน้อยกว่าการขนส่งอาหารที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป" แมคแคลลัมกล่าว

แม้ภารกิจนี้จะเป็นความท้าทายอย่างมาก แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เกษตรกรรมบนดาวอังคารจะบรรลุผลในที่สุด

"ทุกๆการอพยพครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเพราะเรานำเอาเกษตรกรรมของเราไปด้วย เมื่อคุณเรียนรู้วิธีที่จะนำเอาพืชพรรณติดตัวไป คุณไม่อาจไปเพียงเพื่อเยี่ยมเยือน แต่คุณสามารถพำนักอาศัยและดำรงชีวิตต่อไปได้" เฟิร์ล กล่าวทิ้งท้าย
 


Views: 3963

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 43603667

Who's Online

ขณะนี้มี 84 บุคคลทั่วไป ออนไลน์