ผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กฟ้าต่อสิ่งแวดล้อม
ความนิยมของผู้ชม: / 28
แย่มากดีมาก 

 

 
 

  ผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กฟ้าต่อสิ่งแวดล้อม

                คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีพลังงานมากย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตตามมาด้วย  คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนจำเป็นต้องเรียนรู้และป้องกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

          1.  รังสีแกมมา
                รังสีแกมมาเป็นรังสีที่เกิดจากการแผ่รังสีของธาตุกัมมันตรังสี   ซึ่งมนุษย์นำมาใช้ประโยชน์มากมาย  แต่ถ้าหากนำรังสีมาใช้อย่างไม่ระมัดระวังก็จะก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย จากการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี  การระเบิดของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์  หรือการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ เช่น กรณีอุบัติเหตุที่เกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล  ของสหภาพโซเวียต ใน ปีพ.ศ. 2528  ทำให้รังสีแกมมาแพร่กระจายไปในสิ่งแวดล้อม  ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น  ต้องอพยพผู้คน  และสัตว์ ต่าง ๆ ออกจากบริเวณดังกล่าว  และหลังจาก การระเบิดพบว่า   มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศ  โดยเฉพาะในระยะรัศมี 60 กิโลเมตร รอบ ๆ โรงไฟฟ้า  ( สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2540 : 14) ดังรูป

รูปที่ 9.5  เมืองปรีเปียตห่างจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล 3 กิโลเมตรถูกทิ้งร้างไม่สามารถอยู่อาศัยได้
ที่มา : ริชาร์ด สโตน, 2549: 95

                นอกจากนี้ กากกัมมันตรังสี ซึ่งมาจากเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์  ก็ยังคงมีการปลดปล่อยรังสีออกมาอย่างต่อเนื่อง บางชนิดอาจใช้เวลาถึง 1 ล้านปีจึงจะหยุดปล่อยรังสี  และยังมีกากของแข็งและของเหลวจากการผลิตธาตุกัมมันตรังสี รวมถึงชุดป้องกันรังสี อุปกรณ์ และวัตถุอื่น ๆ ที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี  ที่จะยังคงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
                2.  รังสีอินฟราเรด
                รังสีอินฟราเรด เป็นรังสีความร้อน  เมื่อโลกได้รับความร้อนมากขึ้น  ทำให้เกิด
ภาวะโลกร้อน  ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งมีสาเหตุ  ผลกระทบ  และแนวทางการลดภาวะโลกร้อน  ดังนี้
                 2.1  สาเหตุของภาวะโลกร้อน
                         ภาวะโลกร้อน  เกิดจากปรากฏการณ์เรือนกระจก ( greenhouse effect )  กล่าวคือเมื่อโลกได้รับรังสีอินฟราเรดจากดวงอาทิตย์ ทะลุผ่านบรรยากาศลงมา ทำให้ผิวโลกอบอุ่นและโลกจะสะท้อนรังสีอินฟราเรดกลับสู่อวกาศ โดยบางส่วนของรังสีอินฟราเรด จะถูกดูดซึมด้วยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้อากาศอุ่นขึ้น  ถ้าไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พลังงานความร้อนจะกลับสู่อวกาศโดยตรง ผิวโลกจะมีอุณหภูมิถึง - 40° C แต่กิจกรรมของมนุษย์ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ เช่น  มีเทน  ไนตรัสออกไซด์  และคลอโรฟลูออโรคาร์บอนเพิ่มขึ้น  รังสีอินฟราเรดจึงถูกดูดไว้ มากเกินไป  ทำให้บรรยากาศร้อนขึ้น   เป็นการเพิ่มปรากฏการณ์เรือนกระจก (อุษณีย์ ยศยิ่งยวด, 2547: 328)   ดังรูป

Greenhouse Effect -- NACC/USGCP graphic

รูปที่ 9.6  ปรากฏการณ์เรือนกระจก
ที่มา : Union of Concerned Scientists, 2007

 

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณอยุธยาผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ปัญหาเรื่องภาวะเรือนกระจก  ก็คือ  ก๊าซเรือนกระจกมันไม่ได้หนาขึ้นแต่มันเข้มข้นมากขึ้นสาเหตุหลัก คือ ธาตุคาร์บอนที่เคยสะสมอยู่ในรูปของน้ำมันและถ่านหิน  ซึ่งควรจะอยู่ในที่ของมันในแผ่นดิน  แต่เราเอามาเผาเพื่อนำพลังงานมาใช้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งตามธรรมชาติ ถ้าเราให้เวลามันนานเพียงพอ กระบวนการตามธรรมชาติในโลกจะค่อย ๆ ดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศกลับออกไป แต่ตอนนี้เราขุดคาร์บอนขึ้นมาเผาวันละ 80 ล้านบาร์เรล เร็วเกินกว่าที่กระบวนการตามธรรมชาติจะกำจัดออกไปได้ มันก็สะสมในชั้นบรรยากาศมากขึ้น  จนทำให้ภาวะเรือนกระจกในปัจจุบัน  มีความรุนแรงมากเกินกว่าสภาพตามธรรมชาติ”  (วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, 2550: 137)
                  ปี ค.ศ. 2007 คณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศ  ไอพีซีซี (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 2,500 คน จากทั่วโลก ได้รวมตัวกันเพื่อทำงานสืบหาข้อเท็จจริง และแก้ปัญหาโลกร้อน  รายงานว่า สาเหตุหลักที่ทำให้โลกร้อนในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เกิดจากการกระทำของมนุษย์สูงถึงกว่าร้อยละ 90 เช่น จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล  การตัดไม้ทำลายป่าและการเผาป่า  ปัจจุบันบรรยากาศของโลกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3 ล้านล้านตัน  เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเพิ่มของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในอดีตจนถึงปัจจุบัน  จะพบว่า  อัตราการเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังแสดงในกราฟต่อไปนี้  


   กราฟ  แสดงการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลก ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา

ที่มา: สถาบันสมุทรศาสตร์สคริปส์ อ้างถึงใน พลอยแสง เอกญาติ, 2550: 30
จากกราฟ แสดงให้เห็นการเพิ่มของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศโลกในรอบ 50 ปี
ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมที่ระดับความเข้มของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 310 ppm ( parts per million )
ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 380 ppm 

                สาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน  จากปรากฏการณ์เรือนกระจก  ซึ่งเกิดจาก
ก๊าซเรือนกระจก นั้น  ก๊าซที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของก๊าซเรือนกระจก  มีดังนี้

  • คาร์บอนไดออกไซด์               ประมาณร้อยละ 53 ของก๊าซเรือนกระจก

  • มีเทน                                       ประมาณร้อยละ 17 ของก๊าซเรือนกระจก

  • โอโซน                                    ประมาณร้อยละ 13 ของก๊าซเรือนกระจก

  • ไนตรัสออกไซด์                      ประมาณร้อยละ 12 ของก๊าซเรือนกระจก

  • คลอโรฟลูออโรคาร์บอน         ประมาณร้อยละ   5 ของก๊าซเรือนกระจก

ข้อมูลในปี พ.ศ. 2547  พบว่าประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา คิดเป็นร้อยละ 24  ของปริมาณก๊าซทั่วโลก  ตามมาด้วยประเทศจีน ร้อยละ 15 ของปริมาณก๊าซทั่วโลก
                ไอพีซีซี รายงานว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 1.4 - 5.8° C  จากปี ค.ศ. 1990 ถึง ค.ศ.2100  ถ้าหากไม่มีความพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(Union of Concerned Scientists, 2007)

                     2.2  ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน   
                            การที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย ซึ่ง
จะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกตามมาด้วย ดังนี้
                             2.2.1  น้ำแข็งขั้วโลกละลาย    จากการสำรวจขั้วโลกเหนือ ด้วยดาวเทียมสำรวจขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือนาซา  พบว่า น้ำแข็งบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกละลายเร็วขึ้นกว่าเดิม  และอุณหภูมิก็สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ดาวเทียมของนาซาได้เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002  แสดงให้เห็นว่าฤดูใบไม้ร่วงอันเป็นช่วงน้ำแข็งละลายได้คืบคลานมาเร็วผิดปกติในแถบไซบีเรียเหนือ  และอะแลสกา
                ตามปกติ พื้นผิวน้ำแข็งขั้วโลกทำหน้าที่สะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ กลับสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง ร้อยละ 90  ขณะที่มหาสมุทรกลับดูดเอาความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้ถึง ร้อยละ 90 เช่นกัน  ดังนั้น  ถ้าพื้นผิวน้ำแข็งลดน้อยลงเท่าใด  โลกก็จะร้อนมากขึ้นเท่านั้นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายเร็ว  เพราะบางส่วนของน้ำแข็งเป็นเพียงแผ่นน้ำแข็งที่ลอยอยู่เหนือมหาสมุทรอาร์กติก  เมื่อพื้นที่น้ำแข็งลดลง การสะท้อนความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศก็ลดลงขณะที่น้ำทะเลกลับดูดซับความร้อนส่วนใหญ่เอาไว้  เมื่อน้ำทะเลอุ่น น้ำแข็งก็ยิ่งละลายเร็วขึ้น  และเมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้น  น้ำทะเลก็ยิ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้น
(วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, 2550: 146-147)   ดังรูป

 

 

 

 

รูปที่ 9.7  แสดงผลกระทบของน้ำแข็งขั้วโลกละลาย
ที่มา : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, 2550: 146-147

                             2.2.2  ภูมิอากาศแปรปรวน    การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกเพิ่มขึ้นประมาณ  1° C  เปรียบเทียบกับเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้วนั้น  ในความเป็นจริงแผ่นดินจะร้อนกว่าพื้นน้ำ  กล่าวคือ  ในขณะที่แผ่นดินซึ่งมีพื้นที่เพียงประมาณ ร้อยละ 20 ของพื้นผิวโลก ร้อนขึ้น 3 - 4° C  ทะเลซึ่งมีพื้นผิวมากกว่าแผ่นดินถึง 4 เท่า จะร้อนขึ้นเพียงเล็กน้อย ดังนั้น  การที่ทั้งโลกร้อนเพิ่มขึ้น  1° C หมายความว่า  แผ่นดินจะต้องร้อนเพิ่มขึ้นมากกว่าทะเลถึง 4 เท่า  อุณหภูมิระหว่างแผ่นดินกับพื้นน้ำมีความแตกต่างกันมากขึ้น  ซึ่งจะทำให้ลมที่พัดจากทะเลเข้าหาฝั่งอย่างลมมรสุม  หรือลมประจำถิ่นอื่น ๆ พัดรุนแรงขึ้น  พายุหมุนจึงมีโอกาสเกิดได้บ่อยขึ้นด้วย  ตัวอย่างดังรูป

รูปที่ 9.8  แสดงภาพปรากฏการพายุหมุน
ที่มา : ปาริสา กาญจนกุล, 2550
นอกจากนี้ ภาวะโลกร้อนยังทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่  เช่น
ที่เกิดกับประเทศจีน  ญี่ปุ่น  เวียดนาม  พม่า  บังกลาเทศ  อินเดีย และไทย  ดังรูป

รูปที่ 9.9  แสดงน้ำท่วมใหญ่บริเวณภาคกลางของประเทศไทยหลายปีติดต่อกัน
ที่มา: วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, 2550: 164

                               2.2.3  ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด    แหล่งน้ำจืดสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชากรโลกมีต้นกำเนิดมาจากธารน้ำแข็งบนยอดเขาหลายแห่งทั่วโลก ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา  อธิบายว่า  น้ำแข็งมีความสำคัญกับระบบนิเวศเป็นอย่างมาก  โดยน้ำแข็งทำหน้าที่คล้ายป่าในเขตหนาว  หากป่าเปรียบเสมือนฟองน้ำที่คอยอุ้มน้ำ  แล้วค่อย ๆปล่อยน้ำออกมา  น้ำแข็งก็เปรียบเสมือนฟองน้ำที่ชะลอการไหลบ่าของกระแสน้ำด้วยความเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็ง  และเมื่อถึงฤดูร้อน น้ำแข็งก็ละลายเป็นน้ำไหลไปรวมเป็นลำธาร  และแม่น้ำสายต่าง ๆ หล่อเลี้ยงผู้คนทั่วโลก   ดังรูป

รูปที่ 9.10  แสดงธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสำคัญ 8 สาย
ที่มา: วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, 2550: 148
 

แต่ทุกวันนี้  ธารน้ำแข็งถาวรบนยอดเขาเกือบทุกแห่งทั่วโลก  เช่น  ยอดเขาหิมาลัย  ยอดเขาแอนดีส ยอดเขาคิริมันจาโร  และยอดเขาที่ปาปัวนิวกินี  มีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเจนมาก  เมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน  ที่เคยมีผู้ถ่ายไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่า ภายใน 50 ปีข้างหน้า ประชากรทั่วโลกจะเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดอย่างรุนแรง โดยนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้  น้ำในแม่น้ำต่าง ๆ จะมีปริมาณลดลง ร้อยละ 25 อันจะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร  และการประมง  ผู้คนกว่า  20  ล้านคน จะไม่มีอาหารพอเลี้ยงชีพ   สัตว์ป่าหลายชนิดจะขาดแคลนแหล่งน้ำตามธรรมชาติ  และบางชนิดอาจ สูญพันธุ์ รวมทั้งความแห้งแล้งยังก่อให้เกิดไฟไหม้ป่าอย่างรุนแรงทั่วโลก   ตั้งแต่ป่าในสหรัฐอเมริกา  ป่าแอมะซอนในบราซิล  ไปจนถึงป่าในออสเตรเลีย  ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เกิด ไฟไหม้ป่าฝนเขตร้อนในประเทศอินโดนีเซียรุนแรงขึ้นทุกปี  พื้นที่ป่าเสียหายถึง 12 ล้าน 5 แสนไร่   ขณะที่ฤดูร้อนปี ค.ศ. 2003 คลื่นความร้อนอย่างรุนแรงได้แผ่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป  ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3,500 คน

 


ความแห้งแล้ง
ที่มา : อติศักดิ์  มหาวรรณ, 2550

 


ไฟไหม้ป่า
ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) สำนักงานภาค, 2550

รูปที่ 9.11  แสดงถึงความแห้งแล้งและไฟไหม้ป่าที่รุนแรงขึ้น

 

                          2.2.4  ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น    จากการที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น  และน้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น  ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น  ที่ประชุม ไอพีซีซี เมื่อปี ค.ศ. 2007 ได้ทำนายว่า ในศตวรรษที่ 21 อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น  และมีผลทำให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายหมดในฤดูร้อน  ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกือบ 60 เซนติเมตร  น้ำทะเลจะคุกคามบริเวณชายฝั่งทั่วโลก  ประชาชนในทวีปเอเชียเกือบ 100 ล้านคน จะประสบปัญหาน้ำท่วม ไร้ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย  ศรีลังกา ปากีสถาน  บังกลาเทศ  พม่า  ไทย  เวียดนาม ไปจนถึงจีน  และญี่ปุ่น  นอกจากนี้ ภาวะโลกร้อนยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งทะเล  ในประเทศไทยพบว่า  บริเวณที่ประสบปัญหารุนแรง คือ  ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน  ซึ่งมีการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า 25 เมตร ต่อปี  โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรปราการ  มีการกัดเซาะจมน้ำไปแล้ว 11,104 ไร่ (วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, 2550: 162)    ดังรูป

รูปที่ 9.12  แสดงหลักเขตกรุงเทพมหานครที่เคยกั้นระหว่างเขตบางขุนเทียนกับอ่าวไทย
ซึ่งบริเวณนี้เคยเป็นแผ่นดินมาก่อนแต่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนเหลือแต่หลักเขตอยู่ห่าจากฝั่ง 800 เมตร
ที่มา : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ , 2550 : 162

                           2.2.5  การระบาดของเชื้อโรค    ภาวะโลกร้อน ทำให้แมลงหลายชนิดที่เป็นพาหะสำคัญของเชื้อโรคกระจายพันธุ์ได้ดีขึ้น  อาทิ  อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้ประชากรยุงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   เพราะวงจรการฟักตัวสั้นลง  ทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออก   และไข้มาลาเรียมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์พบว่า  ปัจจุบันมีผู้ได้รับเชื้อมาลาเรีย ประมาณ 500 ล้านคน  เพิ่มจากปี ค.ศ. 1990 ถึง 4 เท่า   โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาใต้  และทวีปแอฟริกา  มีผู้ป่วยไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นถึงปีละ 15 ล้านคน และมีรายงานการระบาดของโรคไข้เลือดออกเป็นครั้งแรกในเทือกเขาแอนดีส  ประเทศชิลี   นอกจากนี้ยังมีการระบาดของอหิวาตกโรค   และไข้สมองอักเสบ   ซึ่งไข้สมองอักเสบ  ที่เกิดจากไวรัสนิปาห์   ถูกค้นพบใหม่ในโลก  เมื่อปี ค.ศ. 1999  ในประเทศมาเลเซีย  โดยมีหมูเป็นแหล่งเพาะโรค และติดต่อมาสู่คน   ส่งผลให้รัฐบาลมาเลเซียในเวลานั้น   ต้องฆ่าหมูเป็นจำนวนถึง 1.1 ล้านตัว  และในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าหมูติดเชื้อไวรัสนี้มาจากค้างคาว  ซึ่งอพยพหนีไฟมาจากประเทศอินโดนีเซีย   ที่เกิดไฟป่ารุนแรงผิดปกติในรอบหลายปีที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน   ดังรูป

รูปที่ 9.13  ค้างคาวที่อพยพจากอินโดนีเซีย
Anonymous, 2007

 แนวทางป้องกันผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

                       ด้วยเหตุที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นคลื่นที่มีพลังงานมาก มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตระจำวันได้มากมายหลายด้าน นั้น  คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีประโยชน์ก็อาจมีโทษ หรือมีผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น เราจึงควรศึกษาแนวทางป้องกันจากผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ชนิดที่มีผลกระทบชัดเจน   ดังต่อไปนี้

1.  รังสีอัลตราไวโอเลต
หากนักเรียนศึกษาเกี่ยวกับรังสีอัลตราไวโอเลตอย่างละเอียดในหน่วยที่ 8  หัวข้อเรื่องที่ 1  รังสีอัลตราไวโอเลตแล้ว  จะพบว่ารังสีอัลตราไวโอเลตมีสมบัติที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับมนุษย์มากมาย  จากสมบุติดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต  ดังนี้ 
1.  หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแสงแดดในช่วงเวลา 10.00 - 15.00 น.
2.  ถ้าต้องอยู่กลางแสงแดดควรทาครีมกันแดด  ที่มีค่า SPF ที่เหมาะสม
3.  สวมเสื้อผ้าหนา สวมหมวก หรือใช้ร่มกันแดด
4.  สวมแว่นตากันแดด เพื่อป้องกันนัยน์ตา
5.  รณรงค์ให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้า  และลดการเผาไหม้เชื้อเพลิง  ซึ่งเป็น
สาเหตุของปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ทำให้รังสีอัลตราไวโอเลตไม่สามารถสะท้อนกลับออกไปนอกโลกได้
6.  ลดการใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน  ที่เป็นสาเหตุในการทำลาย
ก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์  ทำให้ปริมาณก๊าซโอโซนลดลง  ซึ่งก๊าซโอโซน
จะทำหน้าที่กรองรังสีอัลตราไวโอเลตให้มาสู่โลกน้อยลง

Ozone Layer
SunWise Kids

 


 

 

 

รูปที่9.14  การป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต
ที่มา : Environmental Protection Agency United State, 2007
 

2.  รังสีเอกซ์
แนวทางการป้องกันผลกระทบจากรังสีเอกซ์  มีดังนี้
1.  เวลา ( time )  จำกัดเวลาที่ต้องถูกรังสีให้สั้นที่สุด
2.  ระยะห่าง ( distance )   ถ้าใช้ระยะห่างจากแหล่งกำเนิดรังสีมากที่สุดจะได้รับ รังสีน้อยที่สุด
3.  เครื่องป้องกัน ( shielding )  ใช้วัตถุต่าง ๆ ที่สามารถดูดซึมรังสีได้  มากั้นไว้ ตรงกลางระหว่างร่างกาย กับแหล่งกำเนิดรังสี  เช่น  การใช้ฉากกั้นรังสี  หรือการใส่เสื้อตะกั่ว กั้นรังสี
4.  สำหรับ  รังสีแพทย์  และผู้มีอาชีพทางรังสีวิทยา จำเป็นต้องใช้เครื่องวัดรังสีเช่น กลักฟิล์ม ( film badge ) ติดตัวไว้ตลอดเวลาการทำงาน  เพื่อวัดปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับ โดยไม่รู้ตัว
5.  ผู้มีอาชีพทางรังสีวิทยา จำเป็นต้องเป็นผู้มีความรู้เรื่องการป้องกันอันตรายจาก การแผ่รังสีด้วย จึงจะปลอดภัย  (กุณฑล สุนทรเวช, 2530: 151)

 


ผู้ฉายรังสีใส่เสื้อตะกั่วป้องกันรังสี
ที่มา: กุณฑล สุนทรเวช, 2530: 2462

 


กลักฟิล์มสำหรับวัดรังสี
ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2548: 89

 

รูปที่ 9.15  แนวทางป้องกันผลกระทบจากรังสีเอกซ์

                3.  รังสีแกมมา
                เนื่องจาก  รังสีแกมมา  เป็นรังสีที่มีพลังงานสูงมาก  การใช้รังสีแกมมาอาจก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งมีชีวิต  และสิ่งแวดล้อมดังได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อเรื่องที่ 1  และหัวข้อเรื่องที่ 2
จึงมีแนวทางในการป้องกันผลกระทบของรังสีแกมมา  ดังนี้

                แนวทางป้องกันผลกระทบของรังสีแกมมาระดับสากล  มีดังนี้
                                1.  แนวทางป้องกันผลกระทบจากรังสีแกมมา ที่นำมาใช้ทำอาวุธนิวเคลียร์   คือ 
การลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ เอ็นพีที   (Nuclear Nonproliferation Treaty : NPT) ในปี ค.ศ. 1968 โดยประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ได้แก่  สหรัฐอเมริกา  รัสเซีย  สหราชอาณาจักร  ฝรั่งเศส  และจีน ให้สัจจะกับประเทศอื่น ๆ ที่ลงนามใน เอ็นพีที  ซึ่งปัจจุบัน มี 188 ประเทศ ว่าจะลดกำลังการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และจะไม่ถ่ายโอนคลังแสงไปยังประเทศที่
ไร้อาวุธนิวเคลียร์  (ริชาร์ด โรดส์ , 2548 : 113)
                                 2.  ออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น  ในปี ค. ศ. 2005 รัฐบาลสหรัฐอเมริกา  อนุมัติงบประมาณ 1,250 ล้านเหรียญ  ในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ทดลองที่ใช้ระบบก๊าซฮีเลียมหล่อเย็น  ซึ่งทำงานในอุณหภูมิสูงขึ้น เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า และผลพลอยได้คือ  ก๊าซไฮโดรเจน ที่นำมาเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้  (ชาร์ล เปอตีต์, 2549: 118)
                                3.  การกำจัดกากกัมมันตรังสีที่ปลอดภัย  โดยการใช้วัสดุสำหรับบรรจุ กากกัมมันตรังสีที่ทำจากโลหะที่แข็งแรง  ไม่ผุกร่อน  และฝังไว้ใต้ดินในระดับลึกมาก ซึ่ง นักสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนได้เสนอแผนการเก็บกากกัมมันตรังสีระดับสูงดยใช้คอนเทนเนอร์เหล็กกล้าเคลือบด้วยทองแดง   ซึ่งจะไม่กัดกร่อนในสภาวะไร้ออกซิเจน  ฝังไว้ในภูเขาหินแกรนิต ลึก 550 เมตร และปิดทับด้วยดินเหนียว  ที่น้ำไม่ซึมผ่านเพื่อป้องกันความชื้น   ซึ่งคาดว่าจะควบคุมกัมมันตภาพรังสีไว้ได้เป็นเวลา 1 ล้านปี   (ไมเคิล อี. ลอง , 2545 : 111)

                แนวทางป้องกันผลกระทบของรังสีแกมมาในประเทศไทย  มีดังนี้
สำหรับแนวทางป้องกันผลกระทบจากรังสีแกมมาในประเทศไทย คือ 

        การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2508 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.  ผู้ผลิต ผู้ใช้ ผู้ครอบครอง การขนย้าย หรือนำเข้า และส่งออกสารกัมมันตรังสี  และต้นกำเนิดพลังงานนิวเคลียร์ชนิดอื่นใด  จะต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
 

2.  ต้องมีผู้รับผิดชอบดำเนินการทางด้านเทคนิคในเรื่องรังสีมีเครื่องมือตรวจวัดรังสี และเครื่องมือระงับ หรือป้องกันอันตรายจากรังสี
3.  ต้องอบรมบุคคลที่ทำงานในบริเวณรังสี ให้เข้าใจถึงอันตรายจากรังสี
4.  มิให้บุคคลที่ทำงานในบริเวณรังสี ได้รับรังสีทั่วร่างกายเกิน 50 มิลิซีเวิร์ต ต่อปี
5.  มิให้บุคคลภายนอก ได้รับรังสีเกิน 5 มิลิซีเวิร์ต ต่อปี
6.  ต้องติดป้ายเตือนภัยอันตรายจากรังสีอย่างชัดเจน
7.  การทิ้ง หรือขจัดวัสดุกัมมันตรังสี ต้องปฏิบัติตามวิธีที่คณะกรรมการ
พลังงานปรมาณูเพื่อสันติให้ความเห็นชอบ

 

 


เจ้าหน้าที่ตรวจวัดรังสี

 


ป้ายเตือนภัยอันตราย

 


การทิ้งวัสดุกัมมันตรังสี

รูปที่ 9.16  แนวทางป้องกันผลกระทบจากรังสีแกมมา
ที่มา: สมพร จองคำ, 2548: 263-264

 

                4.  รังสีอินฟราเรด
                แนวทางป้องกันผลกระทบจากรังสีอินฟราเรด  มีดังนี้
 

1.  ใช้พลังงานทางเลือกอื่น นอกเหนือจากการใช้ถ่านหินและน้ำมัน เช่น  
พลังงานลม  หรือพลังงานจากแสงอาทิตย์   เพื่อลดปรากฏการณ์เรือนกระจก
2.  รณรงค์ให้มีการปลูกต้นไม้  และอนุรักษ์ป่าไม้  ซึ่งเป็นแหล่ง
ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ
3.  ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว หันไปใช้บริการขนส่งมวลชนแทน เช่น รถเมล์  รถไฟฟ้า  เป็นต้น 
 

4.  ลดปริมาณการใช้รถยนต์  โดยนัดเพื่อนร่วมงานที่มี บ้านพักอาศัยทางเดียวกันเดินทางร่วมกันแบบ car pool            
5.  ลดการใช้ไฟฟ้า  และเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน เช่น  เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดฉลากเบอร์ 5
6.  บริโภคของที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อประหยัดพลังงานในการขนส่งสินค้า
7.  ประหยัดการใช้กระดาษ เพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่า

 

 

 


อนุรักษ์ป่าไม้
ที่มา : ทิพวัลย์ นาสวรรค์, 2550

 

 


รถไฟฟ้า
ที่มา : ข่าว กทม,2549

 

 


ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
ที่มา : ศูนย์บริการแอร์บ้านออนไลน์, 2550

รูปที่ 9.17  แนวทางป้องกันผลกระทบจากรังสีอินฟราเรด

                นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร  ซึ่งเป็นเมืองที่นักเรียนอาศัยอยู่ก็ได้ริเริ่มในการลดปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยการจัดประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย  กระทรวงพลังงาน  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  กรมการขนส่งทางบก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล  การไฟฟ้านครหลวง  สถาบันสิ่งแวดล้อม  องค์กร มูลนิธิ  สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 2 – 3 พฤษภาคม 2550 นำไปสู่การเกิดปฏิญญากรุงเทพมหานคร  ว่าด้วยความร่วมมือลดปัญหาภาวะโลกร้อน 5 ประการ ดังนี้ 
(สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร, 2550)

                ปฏิญญากรุงเทพมหานคร  ว่าด้วยความร่วมมือลดปัญหาภาวะโลกร้อน
1. เราจะลดการใช้พลังงานและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกกิจกรรม 
ในภาคการผลิตและการบริโภค เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนน้อยที่สุด
2. เราจะร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของเยาวชน ชุมชน ธุรกิจ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ และปัจเจกบุคคลให้มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน
3. เราจะให้การสนับสนุนและส่งเสริมวิถีชีวิตบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อเป็นการป้องกัน  เตรียมรับ และปรับตัวสู้กับภาวะโลกร้อน
4. เราจะให้การสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมทำกิจกรรมที่จะทำให้เกิดการดูดซับก๊าซเรือนกระจกด้วยการปลูกและดูแลต้นไม้ยืนต้นอย่างกว้างขวาง
5. เราจะส่งเสริมให้มีกิจกรรมการลดและป้องกันภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนด้วยการเผยแพร่ข้อมูลและให้ความรู้สู่การปฏิบัติในทุกโอกาส

แบบทดสอบ

เรื่อง ผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในยุคโลกาภิวัตน์ 1  คลิกค่ะ

เรื่อง ผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในยุคโลกาภิวัตน์ 2  คลิกค่ะ


Views: 21537

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 44738152

Who's Online

ขณะนี้มี 8 บุคคลทั่วไป ออนไลน์