ขยะอวกาศ (Space Junk)?
ความนิยมของผู้ชม: / 11
แย่มากดีมาก 

 

 

ขยะอวกาศ (Space Junk)?

คลิกดูภาพขยาย

ขยะอวกาศ คือ ดาวเทียมที่ถูกปลดระวาง ไม่ได้ใช้งาน แต่ยังอยู่ในวงโคจร ไม่ตกลงสู่พื้นโลก หรือล่องลอยไปในอวกาศ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางอวกาศที่อยู่นอกโลก ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และล่องลอยไปในอวกาศ

ต่อไปนี้คือสาเหตุที่ทำให้เกิดขยะอวกาศ  

v ชิ้นส่วนของจรวดที่ระเบิด หรือจรวดหลักที่บรรจุเชื้อเพลิงที่แยกตัวออกจากหัวจรวด นี้ก็อาจกลายเป็นขยะในอวกาศ

v การปล่อยให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในอวกาศ ของนักบินอวกาศที่ออกไปซ่อมแซมดาวเทียม หรือยานอวกาศด้านนอก เช่นประแจ ที่กำลังใช้งานอยู่แล้วพลาดหลุดมือ ประแจนั้น จะล่องลอยออกสู่อวกาศ ถ้าโชคร้าย ประแจมันยังอยู่ในวงโคจร ประแจนั้นอาจมีความเร็วถึง 10 กิโลเมตรต่อวินาทีเชียว ความเร็วขนาดนี้จะเกิดโมเมนตัมสูงจะเป็นอันตรายต่อสิ่งที่อยู่ในวงโคจรนั้นอาจถูกชนทำให้เกิดความเสียหายได้  

 

    ขยะอวกาศ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและถูกทิ้งไว้ในวงโคจรรอบโลกโดยไม่ได้ใช้งานแล้ว มีทั้งซากจรวดและดาวเทียม รวมไปถึงชิ้นส่วนที่เกิดขึ้นหลังจากการชนกันหรือถูกทำลาย

 

    หน่วยงานของสหรัฐมีข้อมูลวงโคจรของขยะเหล่านี้อยู่นับหมื่นชิ้น สร้างความกังวลว่ามันอาจเป็นอันตรายต่อสถานีอวกาศและดาวเทียมอื่นๆ ที่กำลังทำงานอยู่ในอวกาศ ประเด็นเรื่องความเสี่ยงจากขยะอวกาศได้รับความสนใจจากสื่อและสาธารณชนมากขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ หลังอุบัติเหตุวันที่ 10 ก.พ. 2552 ดาวเทียมสื่อสารของสหรัฐอเมริกาชนกับดาวเทียมทางทหารที่หมดอายุการใช้งานแล้วของรัสเซีย ดาวเทียมทั้งสองแตกกระจาย ก่อให้เกิดขยะอวกาศชิ้นโตๆ เพิ่มขึ้นอย่างน้อยหลายร้อยชิ้น นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติต้องหลบเข้าไปอยู่ในยานโซยุซชั่วคราว หลังจากคำนวณพบว่าขยะอวกาศชิ้นหนึ่งผ่านใกล้สถานีอวกาศเมื่อวันที่ 12 มี.ค.

 

    เดือนม.ค. 2550 จีนได้ทดลองยิงขีปนาวุธจากพื้นโลกเพื่อทำลายดาวเทียมของตนเองในอวกาศ ทำให้เกิดขยะอวกาศชิ้นโตกว่า 10 เซนติเมตร กว่า 2,300 ชิ้น เดือนก.พ. 2551 สหรัฐอเมริกาใช้ขีปนาวุธทำลายดาวเทียมจารกรรมของตนเอง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันเชื้อเพลิงที่เป็นพิษไม่ให้ตกลงสู่บรรยากาศก่อให้เกิดขยะอวกาศ ซึ่งทางการสหรัฐคาดว่าจะตกลงสู่บรรยากาศเกือบหมดภายในเวลาไม่กี่เดือน ก่อนปี 2552 การชนกันระหว่างดาวเทียมกับขยะอวกาศเกิดขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 7 ครั้ง ส่วนใหญ่ทราบหลังจากชนไปนานแล้ว เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 ก.พ. นับว่าเป็นครั้งแรกระหว่างดาวเทียมด้วยกัน ดวงแรกคือดาวเทียมอิริเดียม 33 เป็นหนึ่งในดาวเทียมหลัก 66 ดวง (มีสำรองอีกจำนวนหนึ่ง) ซึ่งใช้ในบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านดาวเทียม ทั้งหมดมีวงโคจรเกือบตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรและแผ่ครอบคลุมทั่วโลก อีกดวงคือดาวเทียมคอสมอส 2251 เชื่อว่าหยุดใช้งานมานานกว่า 10 ปี ดาวเทียมทั้งสองพุ่งชนกันเมื่อสัญญาณจากอิริเดียม 33 ขาดหายไปในเวลา 23.56 น. โดยชนกันด้วยความเร็วสัมพัทธ์ 11.7 กิโลเมตร/วินาที ในทิศทางเกือบตั้งฉากกันที่ระดับความสูง 790 กิโลเมตร เหนือไซบีเรียในรัสเซีย ชิ้นส่วนที่ใหญ่กว่า 10 เซนติเมตร ซึ่งเหลือจากการชน ตรวจพบได้มากกว่า 600 ชิ้น เป็นของอิริเดียม 216 ชิ้น คอสมอส 454 ชิ้น (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มี.ค.)

 

    ไม่มีการเตือนล่วงหน้ามาก่อนถึงความเป็นไปได้ที่ดาวเทียม 2 ดวงนี้อาจชนกัน และถึงแม้จะมีการเตือนก็ตาม การคำนวณตำแหน่งดาวเทียมให้แม่นยำมากพอถึงขนาดแน่ใจได้ว่าจะชนกันหรือไม่นั้นทำได้ค่อนข้างยาก เพราะดาวเทียมเคลื่อนที่เร็ว ไม่เพียงโคจรภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เท่านั้น การรั่วของเชื้อเพลิงและชั้นบรรยากาศโลกก็ส่งผลต่อวงโคจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุที่มีวงโคจรต่ำ จึงบอกได้แต่เพียงว่ามันจะเข้าใกล้กันมากที่สุดในเวลาใด และมีโอกาสชนกันมากน้อยแค่ไหน

 

    เครือข่ายเฝ้าระวังทางอวกาศของสหรัฐ นำโดยหน่วยบัญชาการด้านยุทธศาสตร์ (U.S. Strategic Command) ในสังกัดกระทรวงกลาโหม ใช้กล้องโทรทรรศน์และเรดาร์ติดตามการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของดาวเทียมและขยะอวกาศที่ใหญ่กว่า 10 เซนติเมตรอยู่เสมอ บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดอยู่ในวงโคจรต่ำ (LEO : Low Earth Orbit) ภายในหน่วยบัญชาการนี้มีศูนย์ปฏิบัติการร่วมทางอวกาศ (JSpOC : Joint Space Operations Center) ทำหน้าที่คำนวณการเข้าใกล้กันระหว่างวัตถุในอวกาศรอบโลก เป้าหมายหลักคือป้องกันอันตรายอันจะเกิดกับยานอวกาศที่มีมนุษย์อาศัย ได้แก่ สถานีอวกาศนานาชาติ ยานโซยุซ และกระสวยอวกาศ รวมถึงอันตรายกับดาวเทียมที่ยังใช้งานอยู่ โดยให้ความสำคัญกับดาวเทียมของนาซาและดาวเทียมทางทหาร แต่เนื่องจากดาวเทียมและขยะอวกาศมีอยู่มากมายมหาศาล วัตถุเหล่านี้เข้าใกล้กันบ่อยครั้งมาก รอยเตอร์สรายงานว่ารองประธานบริหารของอิริเดียมเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนมิ.ย. 2550 ว่าหน่วยบัญชาการด้านยุทธศาสตร์สหรัฐได้แจ้งให้บริษัท อิริเดียม ทราบถึงการเข้าใกล้ของขยะอวกาศกับกลุ่มดาวเทียมอิริเดียมภายในรัศมี 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ถือว่าอันตราย บ่อยถึงกว่า 400 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ดูเหมือนว่าความร่วมมือดังกล่าวได้ยุติลง เพราะโฆษกของอิริเดียมย้ำอยู่หลายครั้งว่าไม่ได้รับการเตือนล่วงหน้าถึงการชนเมื่อวันที่ 10 ก.พ.

 

    สำหรับอันตรายที่อาจเกิดกับสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งอยู่ที่ความสูง 350 กิโลเมตร นิโคลัส จอห์นสัน นักวิทยาศาสตร์นาซา กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะมีชิ้นส่วนจำนวนหนึ่งลงมาอยู่ในวงโคจรต่ำพอๆ กับสถานีอวกาศ ในระยะสั้นยังไม่น่ากังวลมากนัก เพราะประเมินแล้วว่าโอกาสชนยังน้อยอยู่มาก แต่ในระยะยาวเมื่อชิ้นส่วนจำนวนมากลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับความสูงของสถานีอวกาศ โอกาสชนอาจมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องติดตามวงโคจรของชิ้นส่วนเหล่านี้อย่างใกล้ชิดต่อไป ซึ่งอาจนานถึงหลายสิบปี แต่ในที่สุดแล้ว ส่วนใหญ่ของขยะอวกาศที่เกิดจากการชนครั้งนี้จะเผาไหม้ในบรรยากาศโลก วงโคจรของชิ้นส่วนเท่าที่ได้เผยแพร่สู่สาธารณชนกระจายอยู่ที่ความสูง 200-1,700 กิโลเมตร ชิ้นหนึ่งได้ตกลงสู่บรรยากาศโลกเมื่อวันที่ 12 มี.ค. และคำนวณพบว่าอีก 2 ชิ้นจะตกลงมาในวันที่ 28 และ 30 มี.ค. ส่วนที่มีรายงานการเห็นลูกไฟซึ่งเป็นดาวตกที่สว่างมากๆ เมื่อวันที่ 13 และ 15 ก.พ. ในหลายรัฐและในประเทศอิตาลี นักดาราศาสตร์ยืนยันว่านั่นเป็นเพียงสะเก็ดดาวตามธรรมชาติ ไม่ใช่ชิ้นส่วนของดาวเทียมที่ชนกัน

 

   สำนักข่าวซินหัว รายงานด้วยว่า นักวิทยาศาสตร์จีนได้แสดงความกังวล กรณีที่ขยะอวกาศจากการชนครั้งนี้อาจเป็นอันตรายต่อดาวเทียมของตนที่มีวงโคจรตามตะวัน (Sun Synchronous Orbit) ดังนั้น ดาวเทียม THEOS ของไทยซึ่งโคจรในลักษณะเดียวกันที่ความสูงเกือบ 830 กิโลเมตร ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงด้วยเช่นกัน แต่โอกาสถูกชนยังกล่าวได้ว่าน้อยมาก

 

ขยะอวกาศ โดย ไพรัตน์ ยิ่มวิลัย จาก Update กันยายน 53

 

 

 



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 43634600

Who's Online

ขณะนี้มี 64 บุคคลทั่วไป ออนไลน์